560811_ขอบุญโฮมศีรษะอโศก โดยพ่อครู เรื่อง องค์รวมของรูปอย่างพิศดาร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560811 ขอบุญโฮมศีรษะอโศก โดยพ่อครู เรื่อง องค์รวมของรูปอย่างพิศดาร
พ่อครูออกเดินทางจากราชธานีอโศก ตอน 06 . 30 น. มาถึงที่ บวร ศีรษะอโศกตอนประมาณ 07 . 30 น. วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2556 ที่ บวร ศรีษะอโศก ได้รับนิมนต์มาเนื่องในวันแม่แห่งชาติ ซึ่งในวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันแม่แห่งชาติ ชาวศีรษะอโศกจึงจัดงานวันแม่แห่งชาติขึ้นในวันอาทิตย์ จะมีตลาดอาริยะด้วยในวันแม่ แต่ทางที่กลุ่มใหญ่เราก็จะมีดำริจัดตลาดอาริยะใหญ่ที่สวนลุมพินีวัน สถานที่ประสูตรของพระพุทธเจ้า มันก็สัมพันธ์กันหมด ทั้งพฤติกรรมตลาดอาริยะที่ย ิ่ งใหญ่ ถ้าโลกนี้เป็นตลาดอาริยะหมดเลยจะประเสริฐมาก อาริยะคือฉลาดอย่างถูกต้องยอดเยี่ยม คือผู้ฉลาดจะค้าขายอย่างขาดทุน พ่อของแผ่นดินตรัสไว้แล้วว่า o urloss is our gain สอดคล้องของพ่อของมหาจักรวาลคือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักน้อย ธรรมนั้นวินัยนั้นเป็นของเราตถาคต มีทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม อยู่ในนั้น คนดีมาร่วมกันทำสิ่งดี ครบพร้อมเลย จะเป็นสถานที่อันเหมาะคือที่ประสูตรคือที่เกิด วันนี้เราจะมาพูดถึง ความเกิด ภาษาบาลีคือ “ชาติ” ถ้าการเกิดนี้เป็นอกุศล มีส ิ่ งไม่มีดีปรุงแต่งจัดแจง จนมีบทบาทลีลา เป็นแรงงาน จนเป็นแรงร้ายแรงดี เป็นพลังดี พลังไม่ดีก็เกิดจริง เกิดจากมนุษย์เป็นแรง ซึ่งพลังของดินน้ำลมไฟ ก็เคลื่อนตัวมีเหตุปัจจัย มีฤทธิ์แรงเกิดมันช้า แต่มนุษย์นี้มีจิตแววไวมาก เป็นจิตเป็นตัวประธานให้เกิดสภาพเร็วไว ทั้งความคิดและเปลี่ยนแปลง ตัว เรียกว่า “มุทุ” คืออ่อนไวเร็ว เรียกว่าเป็นปัญญา และเ จโตก็เร็วแตกตัวไว เช่นตัวเรามีพฤติกรรมชั่วเราก็เปลี่ยนเป็นดีเร็วไว มีปัญญารู้ได้เร็วไวว่าตนชั่วแล้วเปลี่ยนได้เร็ว เป็นมุทุภูตธาตุ เป็นจิตหัวอ่อน แ
อ่านต่อ
ปรสภาพได้ไว
นี่คือสัจจะทางนามธรรม คือ มโนบุพพัง คมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา พลังงานจิตละเอียดกว่านิวเคลียส ที่จะระเบิดเป็นนิวเคลียร์ แต่พลังทางจิตมีสภาพย ิ่ งใหญ่กว่ามาก เราจะมาขยายความเรื่อง การเกิด ทุกวันนี้พฤติกรรมสังคมเกิดเสื่อมเกิดเสื่อมมาถึงวันนี้มีผู้ทำนายว่า....16 อาเพศในเพลงยาวทำนายแผ่นดินอยุธยา …..ว่าคือเดือนดาวดินฟ้าจะอาเพศ อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศาน มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาฬ เกิดนิมิตพิศดารทุกบ้านเมือง พระคงคาจะแดงเดือดดั่งเลือดนก อกแผ่นดินเป็นบ้าฟ้าจะเหลือง ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมือง ผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ไพร พระเสื้อเมืองจะเอาตัวหนี พระกาฬกุลีจะเข้ามาเป็นไส้ พระธรณีจะตีอกไห้ อกพระกาฬจะไหม้อยู่เกรียมกรม ในลักษณ์ทำนายไว้บ่ห่อนผิด เมื่อวินิศพิศดูก็เห็นสม มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงม มิใช่เทศกาลลม ลมก็พัด มิใช่เทศกาลหนาวก็หนาวพ้น มิใช่เทศกาลฝนฝนก็อุบัติ ทุกต้นไม้หย่อมหญ้าสาระพัด เกิดวิบัตินานาทั่วสากล เทวดาซึ่งรักษาพระศาสนา จะรักษาแต่คนฝ่ายอกุศล สัปบุรุษ จะแพ้แก่ทรชน มิตรตนจะฆ่าซึ่งความรัก ภรรยาจะฆ่าซึ่งคุณผัว คนชั่วจะมล้างผู้มีศักดิ์ ลูกศิษย์จะสู้ครูพัก จะหาญหักผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม ผู้มีตระกูลจะสูญเผ่า เพ ราะ จั ณ ฑาล มัน เข้ามาเสพสม ผู้มีศีลนั้นจะเสียซึ่งอารมณ์ เพราะสมัครสมาคมด้วยมารยา พระมหากระษัตริย์จะเสื่อมสิงหนาท ประเทศราชจะเสื่อมซึ่งยศถา อาสัตย์จะเลื่องลือชา พระธรรมาจะตกลึกลับ ผู้กล้าจะเสื่อมใจหาญ จะสาบสูญวิชาการทั้งปวงสรรพ ผู้มีสินจะถอยจากทรัพย์ สัปบุรุษจะอับซึ่งน้ำใจ ทั้ง อายุศม์ จะถอยเคลื่อนจากเดือนปี ประเวณีจะแปรปรวนตามวิสัย ทั้งพืชแผ่นดินจะผ่อนไป ผลหมากรากไม้จะถอยรส ทั้ง แพทย์พรรณ ว่านยาก็อาเพ ศ เคยเป็นคุณวิเศษก็เสื่อมหมด จวงจันทน์พรรณไม้อันหอมรส จะถอยถดไปตามประเพณี ทั้งข้าวก็จะยากหมากจะแพง สาระพันจะแห้งแล้งเป็นถ้วนถี่ จะบังเก ิ ดทรพิษมิคสัญญี ฝูงผีจะวิ่งเข้าปลอมคน กรุงประเทศราชธานี จะเกิดการกุลีทุกแห่งหน จะอ้างว้างอกใจทั้งไพร่พล จะสาละวนทั่วโลกทั้งหญิงชาย จะร้อนอกสมณาประชาราช จะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์นั้นมากหลาย จะรบราฆ่าฟันกันวุ่นวาย ฝูงคนจะล้มตายลงเป็นเบือ ทางน้ำก็จะแห้งเป็นทางบก เวียงวังก็จะรกเป็นป่าเสือ แต่สิงห์ส ารสัตว์เ นื้อเบื้อ นั้นจะหลงหลอเหลือในแผ่นดิน ทั้งผู้คนสาระพัดสัตว์ทั้งหลาย จะสาบสูญล้มตายเสียหมดสิ้น ด้วยพระกาฬจะมาผลาญแผ่นดิน จะสูญสิ้นการณรงค์สงคราม กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม นสิ้นนามศักราชห้าพัน กรุงศรีอยุธยา เขษมสุ ข แสนสนุกยิ่งล้ำเมือง สวรรค์ จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์ ทุกอย่างเป็นวัฏฏะ วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และในช่วงที่ตั่งอยู่นี่แหละอยู่อย่างสงบสุข หรืออยู่กลางๆ หรือทุกข์มากกว่าสุข ซึ่งทุกวันนี้ตั้งอยู่ในเขต ทุกข์มากกว่าสุข แต่มันก็จะเกิดและดับตามเหตุปัจจัย ไม่มีใครห้ามได้ แต่ตัวจิตวิญญาณนั้นเหนือกว่าธรรมชาติ แต่ถ้าได้ระดับธรรมชาติก็ยังดี แต่ว่าถ้าระดับต่ำกว่าธรรมชาติ ก็เหลวไหลร้ายแรงเป็นธรรมชาติที่โง่เง่า ใครรู้แล้วก็ลดธรรมชาติ ให้อยู่ระดับพอดีเข้าไปหา 0 ซึ่งผู้จบ 0 คือหมดธรรมชาติ มีหรือไม่มีก็ได้ “มีก็ไม่มี ไม่มีก็ไม่มี” จะเห็นได้ว่าความต่อระหว่างความมีกับไม่มี และความไม่มีกับไม่มี ซึ่ง ความมีคือเกิด ความไม่มีคือดับ ความต่อคือ c ontinuum เป็นความต่อเนื่อง จาก c onnection relation continuum ทุกวันนี้สังคมไทยเป็นธรรมาธรรมสงคราม คืออธรรมกับธรรมะมาทำสงครามกัน พ่อครูก็ยังเห็นว่าไทยเรายังเห็นความสำคัญของพุทธ ขณะนี้เกิดกองทัพประชาชนขึ้น และจะไปไม่รอด กองทัพธรรมจึงมาร่วม และเราเห็นว่ากองทัพเป็นเชิงรบรา ก็เลยเอากองทัพออก ก็ให้เป็น ปรองดองประชาชน ส่วนเพื่ออะไรขอหมกเม็ดไว้ และก็มาทำงาน เราพยายามกำจัด ชำระส ิ่ งไม่ดีให้ออกไป ให้สิ้นไปจากมหาจักรวาลนี้เลย เอาส ิ่ งที่ดีไว้เท่าที่เราจะทำได้ เรากำลังจะทำสิ่งหนึ่งให้ดับไป ส ิ่ งหนึ่งให้เกิดมาก เราไม่เอาชนะหรือแพ้ เราทำสุดที่ จะแพ้ก็แพ้ชะตาทรามดวงใจทรงความมั่นคง เกิดมาอีกก็ทำอีก เราจะทำการดับชาติให้ได้ เราจะอยู่เท่าที่ชีวิตเราจะอยู่ได้ ประเทศไทยก็ควรอยู่ต่อเป็นชาติ เราเป็นพลเมืองไทย เราจะให้เกิดต่อ ตั้งอยู่อย่างดี อย่างเจิรญ คือรู้ว่าอะไรที่สูงสุด รู้ว่าอะไรที่หมดสุดสูงสุดที ่ ควรมีควรให้เกลี้ยง ของตนเองเรียก อมตบุคคล คำว่า มยหรือมยัง คือความสำเร็จอันเป็นเรา ดังนั้ น มยังที่เป็นมโนมยะคือใจนี่แหละทำให้สำเร็จ ใจเรานี่แหละเป็นตัวพลังงานความสามารถกระทำให้สำเร็จได้ เราเข้าใจองค์รวมที่ประชุมกันเรียกว่า “กาย” คือองค์ประชุมของรูปและนาม ผู้ศึกษาปรมัตถ์ ก็สามารถเข้าใจเรื่องรูป รูปรูปัง ซึ่งรูปคือของหยาบอยู่นอก สัมผัสได้ด้วยทวารนอก สิ่งที่สัมผัสได้เรียกว่า “รูปกาย” คือมีนามเข้าไปรับรู้ รู้ว่านี่คือสิ่งที่ถูกรู้ คนมีนามธรรม มีจิตวิญญาณรู้ว่าตนคือคนในชาติไหนประเทศไหน ไม่ใช่ว่าไม่รู้ คุณจะมาเกิดในชาตินี้ประเทศนี้ทำไม คุณก็ต้องไปเกิดในชาติอื่นประเทศอื่น คำว่า “กาย” ลึกซึ้งกว่าคำว่า “ร่าง” กายนี้เป็นกายแห่งธรรมะที่ลึกซึ้งมาก คนไม่เข้าใจกายแห่งธรรมะจะไประลึกรู้อย่างเป็นรูปเป็นร่าง เป็นเรื่องโลกมอมเมายั่วย้อม จนเลี่ยนหมดเลย มันเกินเลย มากจัด อัตตาก็มาก กามก็มาก โดยไม่เข้าใจ กามและอัตตา พวกนี้จมอยู่ในความมืด อยู่ในหลุมลึกของอวกาศ คือ เทหวัตถุแท่งทึบ ใน s pace คือ จักรภพ ถ้าใครไม่มี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ก็จะตกในหลุมดำ b lack hole เป็นสัตว์ในความมืด ถูกดูดเข้าไป เป็นเทหวัตถุแท่งทึบ มันก็เคลื่อนตัวไปในอวกาศ โดยไม่รู้ว่าคืออะไร เป็นดวงดาวเป็นอุกาบาต เป็นสารพัด ส่วนผู้มีดวงตา จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง จะเห็นหมดเลย รู้หมดเลย และรู้อะไรมีคุณมีโทษ ก็จัดการสิ่งมีโทษ ในจักรวาลเล็กของเราได้ จัดการเอาออกสิ่งไม่ดีทั้งรูปและนาม เราก็อยู่กับรูปและนามที่ดี สังเคราะห์กันอยู่อย่างเจริญ ซึ่งไอสไตน์คิดเรื่อง s pace and time of continuum แต่ไม่มีวิธีควบคุมการใช้ คนเอาไปทำระเบิดปรมาณู เป็นบาดแผล และพ่อครูรู้บาดแผลนี้และไม่พยายามให้เกิด พุทธศาสนาเมืองไทยนั้นขาเป๋ อาตมา ต้องมาต่อขา เชื่อมขาให้เดินได้ จะทำได้แค่ไหนก็แล้วแต่ เรื่องชาตินี้ พระพุทธเจ้าท่านแจกไว้ 5 คำ 1. ชาติ แปลว่า ความเกิด 2. สัญชาติ คือความบังเกิด 3. โอกกันติ คือ เขาแปลว่า ความหยั่งลง พ่อครูแปลว่า ความเกิดที่ต่อเนื่องตรงข้ามกับคำว่า ขณิกะ (คือขณะ) แต่ถ้ามันต่อเนื่องไม่มีขาดคือ ผู้บรรลุสูงสุด ไม่มีตัวอกุศลมาคั่น จะมีแต่กุศลต่อเนื่องไม่ขาดสาย 4. นิพพัตติ คือ ใกล้กับคำว่า นิพพาน คือการเกิดอย่างลดกิเลสได้ อันหนึ่งตายอีกอันหนึ่งเกิด อกุศลจิตตาย กุศลจิตก็เจริญขึ้น นักวิทยาศาสตร์เขาเถียงกันว่า แสงเป็นควันตัม กับ แสงเป็นโฟตอน ซึ่งทั้งไม่ขาด และไม่เป็นก้อน แต่ต่อเนื่องกันไป นิพพัตติ คือการเกิดในจิตที่เรียกว่า “โอปปาติกโยนิ” 5. อภินิพพัตติ ท่านแปลว่า เกิดจำเพาะ แต่พ่อครูแปลว่า “เกิดสูงสุด” คือมันเกิดอย่างแข็งแรงถาวร อภิคืออย่างยิ่ง อย่างยอดเยี่ยม เราจะเห็นอาการเหล่านี้เกิด ถ้ารู้สภาวะก็จะอ่านรู้ได้ สัตว์โลกทุกตัวก็มีการเกิ ดตาม สัญชาตญาณ แต่ เราจะทำอย่างโอกกันติ ทำที่ไม่ให้มันเกิดสำเร็จได้ เราเกิด เราทำอกุศลจิตตายได้เราก็เกิดเป็นเทวดาเป็นอุบัติเทพ เป็นวิญญาณที่ถูกสำรอกกิเลสออก มีการเกิดการตายอย่างมีปัญญา เรียก โอกกันติ จนเป็นนิพพัตติ สุดท้ายหมดเกลี้ยงเป็น อภินิพพัตติ c oncept คือ ตีกรอบเท่าที่เราจะรับรู้ได้ทั้งหมดเป็นองค์รวม ซึ่งในนั้นมี c ontent and context เรามาตัดกรอบเอาเป็นปริเฉท อย่างหยาบคือ เราเอาตั้งแต่ประเทศ การเกิดอย่างแรกคือ การเกิดของประเทศ
1 . ประเทศประกอบด้วยอะไร ประกอบด้วยแผ่นดิน ขอบเขตของแผ่นดิน มีมนุษย์เป็นเจ้าของประเทศ อยู่กันอย่างมีหลักเกณฑ์พฤติกรรมวัฒนธรรมในประเทศ 2 . การเกิดของคนสัตว์พืชรวมถึงมหาภูตรูปทุกอย่าง รวมทั้งการเคลื่อนไหวคือพลังงาน ดินน้ำลมไฟทำงานประชุมรวมกันเรียกว่า “สังขาร” มีทั้งรูปธรรม และนามธรรม ซึ่งคำว่ารูปนี้ขาดดินน้ำไฟลมที่สัมพันธ์กันไม่ได้ ต้องรับผิดชอบร่วมกันเป็นส ิ่ งแวดล้อมครบ คุณจะไม่ดูดี ดินน้ำไฟลมเน่า ทะเลเน่า ข้าวเน่า คนตีกันตายก็เน่า เราจะไม่รับรู้เอาภาระเลยไม่ได้ ต้องเกี่ยวข้องด้วยมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ในรูปกายของประเทศ มีดินน้ำไฟ ลม มีชีวิตินทรีย์ ซึ่ง ยุคนี้สัตว์โลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่ไดโนเสาร์ที่เอาแต่กินๆๆๆ กินพืชกินสัตว์ด้วยกันเอง หนักเข้าสัตว์กินสัตว์จนหมด เหลือไดโนเสาร์ตัวสุดท้ายแล้วก็กินขี้กินเยี่ยวตนเอง จนกินแขนขาตนเอง จนกินหัวใจตนเองสิ้นเกลี้ยง ในยุคไดโนเสาร์ยุคจูราสสิคจบไป มายุคนี้ก็เจริญกว่าเก่า จนกว่าจะจบ พูดแค่บริบทโลกใบนี้นะ ไม่เอาโลกอื่นๆ อีก ถึงยุคนี้มนุษย์ฉลาดกว่าไดโนเ สาร์ ร้ายกา จ กว่าม าก และก็ดีกว่ามากด้วย ดังนั้นคนดีก็มาทำสิ่งดีมาก ยุคนี้คนเลวจะมาก เหมือนอย่างกวีที่ว่าไว้ พ่อครูไม่ประหลาดใจว่าอโศกมีน้อย ถูกแล้ว ในยุคพระพุทธเจ้าคนดีก็น้อยแล้ว มายุคนี้ยิ่งน้อยกว่าอีก คนน้อยแต่เกื้อกูลคนนี่สิประเสริฐ แต่คนใหญ่แล้วทำร้ายคนนี่ทั้งโง่และเลวอีก เราน้อยแต่เราทำเท่าที่เราทำได้ ขอให้ชัดว่าดีหรือกุศลคืออะไร เราก็ยังกุศลให้ถึงพร้อมเท่านั้น จะตายอีกกี่ชาติก็ทำเช่นนี้ มาสู่การเกิดการตายของรูปกับนาม ซึ่งตัวจบจริงๆ ของรูปและนาม นั้นตัวจบจริงๆ คือนามธรรม แต่เราไม่ทิ้งรูป เราเกี่ยวกับรูปที่อยู่เกี่ยวเนื่องกับเรา ไม่ต้องไปเกี่ยวกับสิ่งไกลมากเช่น อวกาศ เอาแค่ตัวเล่นที่มีอยู่ในนี้ก็พอแล้ว เอา c ontent เท่านี้ หรือสารบัญแค่นี้ เอาแค่ในกระดานนี้ ก็เล่นให้ดีแค่นี้ เขาเรียกว่า สารบัญ คือ รวบรวมหมวดหมู่เอาไว้ ในตัวเล่นมีตั้งแต่หยาบไปจนถึงนิพพาน แต่ละบทนี่เรียกว่ารวมไปหมดเลย คือ c ontext หรือบริบท และในบริบทก็มีแยกเป็น ปริเฉท มีหลายปริเฉท จากหยาบไปจนปริเฉทของความว่าง ความหมด เราต้องทำอย่างรู้แจ้งชัด เป็ น วิทยาศาสตร์ เร ิ่ มต้นตามรูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ รูป 28 ซึ่งก่อนจะพูดถึงรูปก็พูดถึงชาติ ว่ามี 5 แบบ ชาติคือประเทศ มีองค์รวมของรูปและนาม เป็นตัวถูกรู้ทั้งหมด ประเทศเองไม่รู้ตัวเอง แต่ในประเทศคือ คนต้องรู้จักประเทศ รู้แต่ละหน่วย บริบทในนั้นในประเทศนั้น แล้วมาศึกษาแต่ละหน่วยคือ ปริเฉทให้ครบบริบท c ontext รูป 28 นี่แบ่งเป็น มหาภูตรูป 4 คือ ดิน นำ้ ไฟ ลม ซึ่งต่อเนื่องมีความสัมพันธ์และมีสันตติ มีอายตนะ ต่อเนื่องทั้งรูปและนาม ไม่ขาดกัน เกี่ยวเนื่องกันหมด และต่อไปยัง อุปาทายรูป 24 (คืออะไรที่ทวาร 5 สัมผัสแล้วก็ต่อเนื่องมาเป็นวิญญาณเกิดนี่แหละคือ ส ิ่ งที่เราจะมาจัดการเรียนรู้ได้) [40] อุปาทารูป หรือ อุปาทายรูป 24 ( d erivative materiality) ก. ปสาทรูป 5 (รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์ : s ensitive material qualities) 1. จักขุ (ตา - t he eye) 2. โสต (หู - t he ear) 3. ฆาน (จมูก - t he nose) 4. ชิวหา (ลิ้น - t he tongue) 5. กาย (กาย - t he body) ข. โคจรรูป หรือ วิสัยรูป 5 (รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์ : m aterial qualities of sense-fields) 6. รูปะ (รูป - f orm) 7. สัททะ (เสียง - s ound) 8. คันธะ (กลิ่น - s mell) 9. รสะ (รส - t aste) 0. โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย - t angible objects) ข้อนี้ไม่นับ เพราะเป็นอันเดียวกับมหาภูต 3 คือ ปฐวี เตโช และ วาโย ที่กล่าวแล้วในมหาภูต ค. ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ - m aterial qualities of sex) 10. อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง – f emininity) คือยังไม่ หยุดไม่จบ ไม่รู้แล้วยังไม่เป็นหนึ่ง ยังมี โศก ปริเทว ทกข โทมนัส อุปายาสะ ซึ่ง ตัดเขตกลางที่ ทุกข์ แต่ตัวหยาบคือ โศกปริเทว ในศานาพุทธอย่ามาหาความเท่าเทียมกัน กระดูกของเพศหญิงจะเล็กกว่าผู้ชายทุกชิ้นยกเว้นชิ้นเดียวที่ใหญ่กว่าผู้ชาย คือ กระดูก p elvis ในศาสนาคริสต์กระดูกของอีฟก็เอามาจากซี่โครงของอดัม 11. ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย – m asculinity) ความ จบสมบูรณ์เป็นหนึ่งเดียว ง. หทยรูป 1 (รูปคือหทัย - p hysical basis of mind) (แปลตามทั่วไปตามพจนานุกรมประมวลศัพท์ฯ) 12. หทัยวัตถุ* (ทั่วไปเขาแปลว่า ที่ตั้งแห่งใจ, หัวใจ – h eart-base คำแปลนี้ไม่ถูกต้อง ถ้าจะว่าที่หัวใจแล้ว ที่สมองยังใช้งานมากว่าอีก) ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่สัญญา สัญญายนิจจานิ ตรงนั้นแหละคือหทยรูป ไม่มีแดนเกิด ไม่มีถิ่นที่เกิด มีแต่นามธรรม เกิดแล้วหายวับ อาศัยใช้งานเท่านั้น จ. ชีวิตรูป 1 (รูปที่เป็นชีวิต - m aterial qualities of life) 13. ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต การอ่านว่ากิเลสมันยังมีชีวิตอยู่หรือ ไม่?) คุณมีชีวะของคนให้ดำเนินไปได้สิ่งสำคัญคือ “อาหาร” คนไม่ได้อาศัยเฉพาะอาหารที่ไปเลี้ยงร่าง แต่ว่ามีทั้ง ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร สรุป ชีวิตคือสิ่งที่ยังดำเนินไป มีสังขารอยู่ ชีวะคือชีวิต ก็คือชาติ เมื่อดับชีวะก็หมดชาติ
ฉ. อาหารรูป 1 (รูปคืออาหาร - m aterial quality of nutrition) 14. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว, อาหารที่กิน : e dible food; nutriment) ขยายไปถึงอาหาร 4 (กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร) ช. ปริจเฉทรูป 1 (รูปที่กำหนดเทศะ : m aterial quality of delimitation) คือ c ontext คือสารบัญ ปริเฉท คืออย่าละโมบโลภมากเอาทั้งหมด ต้องเอาทีละปรเฉท เช่น เรียนศีล 5 ก่อน ค่อยศีล 8 ค่อยไป ศีล 1 ต่อไป ตัดรอบไปจนละเอียดถึงอากาศธาตุ
ปริเฉทคือตัดส่วนให้ละเอียดจบแต่ละรอบ คือให้แต่ละรอบถึง ลหุตา (บางเบา) มุทุตา(เร็วไว อ่อนไว) เป็นกัมมัญญุตา ในแต่ละส่วนๆ 15. อากาสธาตุ (สภาวะคือช่องว่าง : s pace-element) ญ. วิญญัติรูป 2 (รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย : m aterial intimation; gesture) 16. กายวิญญัติ (องค์ประกอบของการแสดงออกที่ครบทั้ง นัจจะ คีตะ วาทิตะ)ที่มาจากมโนเป็นตัวสังขาริกะ เป็นตัวชักนำ ให้เกิดท่าทางภาษาสุ้มเสียงสำเนียง ครบ 17. วจีวิญญัติ (องค์ประกอบของการแสดงออกที่ครบทั้ง คีตะ วาทิตะ)
ฏ. วิการรูป 5 (รูปคืออาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ : m aterial quality of plasticity or alterability) อาการใดที่ดีเอาไว้ อาการที่ไม่ดีเอาออก คือ “วิ” คือ ทำให้ยิ่ง คือได้วิตกวิจารมาหมดแล้ว เราจะประมาณขนาดไหนก็ได้ ดัดได้ปรับได้ 18. ลหุตา (ความบางเบา) แม้เบาแต่แรงอย่างเหมาะสม 19. มุทุตา (อ่อนไหว ยืนหยุ่น e lasticity เร็วไว จิตหัวอ่อน ปรับได้ ไว ทั้งเจโตและปัญญา) คือไม่ติดไม่ยึดเป็นเจโตที่ปรับได้ง่าย และมีปัญญาที่รู้ได้เร็วไว 20. กัมมัญญตา (การกระทำที่กำกับด้วยปัญญาอันประเสริฐยิ่ง) ฏ. ลักขณรูป 4 (รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด) 21. อุปจย (ความเคลื่อน เจริญขึ้น) อุปจยะคือการเกิด แต่เกิด คือไม่ สะสมคือเกิดอย่างเจริญ คือการตาย เป็นอปจยะ คุณมีองค์ประชุมใหญ่ได้เป็นสาธารณโภคี ไม่ได้ยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา ดังนั้นอุปจยะคือการเกิดของความไม่สะสม (อปจยะ) คือเกิดอย่างไม่ยึด มีอย่างเร็วไวใช้แล้วจบเลิก เหมือนกับที่เราจะไปชุมนุมสวนลุมฯ อาจจะไป 500 วันแล้วจบเลิก อาจไม่ถึงก็ได้ เราทำตามเหตุปัจจัยที่พร้อมที่สุด เป็นอตัมยตา องค์ประชุมทั ้ งหมดจะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ มีตัวใหญ่เบ้อเริ่มแต่หายวับอย่างรวดเร็ว มีพลังด้วย เป็นเทวดา เป็นพรหม สวยงามออกมาช่วยโลกเป็นเทพเจ้า 22. สันตติ (ความเชื่อมอยู่) 23. ชรตา (ความพาเคลื่อนไปเสื่อม) 24. อนิจจตา (ความเคลื่อนพาไปเสื่อมหรือเจริญก็ได้) เอากวฬิงการาหาร มาอธิบายเหตุปัจจัย ...เมื่อคุณสัมผัสอาหาร ที่คุณติดคุณชอบ พอได้รับตามอยากได้สัมผัสได้กิน ก็เกิดรส มันมีสองรสแฮะ คือ รสของจริงตามธรรมชาติ เช่น สัมผัสน้ำตาล มันหวาน เป็นรสจริง รสที่ซ้อนคือ ชอบว่ะ นี่คือรสผี คนที่หลงได้รสผีชอบใจมันแปลงเป็น เทวดานามธรรมเป็นอุปปาติกะ เป็นเทวดเก๊ มันจะมีรสเมื่อผัสสะ อย่าง หวานมากๆ เลย แซบหลาย ชื่นใจ คุณก็มีสวรรค์ลวง เมื่อน้ำตาลมันละลายหายไปแล้ว คุณเหลือแต่ความจำ คุณนึกว่าความจำคือ ความจริง ความจริงไม่ใช่ ความจำ ความจริงคือ น ้ำ ตาลละลายหายหมดแล้ว แต่คุณก็ไปหลงจำเอาเวทนาไว้ ยึดมั่นเป็นเราเป็นของเรา จำว่ามันอร่อยมันชื่อนี้ แม้ไม่ได้สัมผัสก็ยังเอามาเสพนึกระลึกอีกว่าชื่นใจ เสียเวลาแรงงาน สมอง ความจริงมันอยู่ที่ตรงผัสสะ เล็กกว่าปลายเข็ม หมดตรงปลายเข็มแล้วก็ไม่มีผัสสะ หรือผัสสะดับ ไม่ก็ไม่มีความจริงแล้ว แล้วผัสสะมันมีสองอย่าง คือสุขกับทุกข์ แต่ถ้าคุณผัสสะแล้วคุณเฉยๆ กลางๆ ว่างๆ อุเบกขา คุณเห็นความดับในขณะคุณเป็นๆ คุณมีหรือไม่มี คุณเห็นความมีหรือไม่มีอยู่ไหม ถ้านิโรธฤาษีดับอย่างไม่รู้ผัสสะ คุณดับทวารแล้ว อ่านไม่รู้ว่ารสหวานรสชอบชื่นอยู่ตรงไหน คุณปฏิบัติก็ฝันเพ้อเอาเท่านั้นไม่จริง นิโรธหลับตาดับผัสสะจึงไม่มีความจริง สันตติต้องรู้จักความตายความเกิด เมื่อคุณยังมีอิตถีภาวะอยู่ยังไม่นิ่งไม่กลางไม่เฉยแน่ คุณดับสุดจบเลยสะอาดสนิทนี่คือ ปุริสสภาวะ นี่คือคุณเห็นความดับความจบความไม่มี แล้วคุณเห็นเทวดาพระพรหมเกิด คุณก็ยังมีอยู่ ความไม่มีก็ไม่มี แต่ความมีนั้นไม่มีความมี รสน้ำตาลคือ ความจริงตามธรรมชาติ คุณต้องสัมผัสเอามาแตะลิ้นจึงเกิดรู้รสได้ มันหวานก็เรียกตามภาษาของตนเอง พยัญชนะสื่อสภาวะนั้นๆ นี่คือหนึ่งเดียวกันตรงกันหมดทั้งโลก ส่วนสภาวะที่สองนั้นกิเลสใครกิเลสมัน ถ้าคุณจบไม่มีกิเลส กลางเลยก็คือปุริสภาวะ ถ้ายังไม่กลางก็มีอิตถีภาวะ คุณจะรู้ชีวิตรูปยังมีอยู่ แต่ถ้าหมดกลางแล้วก็ไม่มีชีวิตของกิเลสแล้ว นี่คือสันตติของความเกิดและความตาย ของที่เรามีตัวตนรูปร่างแล้วสัมผัส แล้วจิตเราไม่มีกระดิกเลยนั่นแหละปุริสภาวะ เรียนได้ทั้งคนผู้ชายและผู้หญิง แม้สัมผัสอยู่อย่างทนโท่จิตเราก็ไม่กระดิก ทำได้ถาวรด้วย นี่คือสันตติ ต่อเ นื่ องระหว่างการเกิดและตาย เราตายอันไหนและเกิดอันไหน ไม่มีรสดูดผลัก ไม่มีทั้งอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ แต่เรายังไม่ตายก็ยังมีผัสสะอยู่ แม้จะแรงแค่ไหนเราก็ 0 ได้คุณมีโลกุตรจิตแน่นอน เมื่อคุณสามารถรู้จักอุปจยะและรู้สันตติ คุณก็อยู่กับมันที่มี ชรตา คือเสื่อมไป ถ้าคุณยังเกิดต่อเนื่องใช้มันอยู่คุณก็อุบัติอยู่ แต่ถ้าคุณไม่ใช้มันก็เสื่อม หรือคุณจะจำไว้เพื่อใช้งาน แต่อย่าแอบเสพนะ เหมือนหมัดพวกเล็นแทรกไปหร็อยเสพเมีย ท้าว พรหม ทั ต แอบเส พทีเผลอ ลักลอบ ระวังเถอะพว กคน ธรรพ์ เ ราต้องหมด ดับแม้แต่เป็นคนธรรพ์ ตอนนี้มีพวกที่โง่เสพอยู่กับพรหม ทั ตอยู่ แม้พ รหม ทั ต ตอนนี้ยังไม่ตาย แต่นึกว่าพรหม ทั ตจะอยู่ไปล้านปี หมัดนึกว่าพรหม ทั ตจะตายทีหลัง แต่เราเห็นว่าพรหม ทั ตกำลังจะตาย แล้วหมัดมันจะกระโดดออกหรือไม่นะ? ทุกอย่างไม่เที่ยง อนิจจตา อะไรเราพออาศัยได้ก็เอา แต่อย่าไปยึดเป็นเราเป็นของเราอันไหนเป็นพิษก็เลิก ทุกอย่างไม่เที่ยง เผลอก็กินตัวเลย ตัวที่มาแทรกมาทำร้ายเร็วไวมาก ขนาด อาตมา ทุกวันนี้ไปไหน ตำรวจก็ตามตัว เขาไม่ไว้ใจ แต่ที่จริง อาตมา ไม่ไปทำร้ายใครหรอก แต่เขาก็ทำตามนายสั่ง เขาจะเห็นเองว่าเราไม่ทำร้ายใคร เราเผยแพร่สิ่งที่ดี แม้แต่ลักขณะรูป 4 ที่เป็นอุปจยะ คือส ิ่ งที่เราใช้อาศัยเกิด แต่ไม่สะสม รู้ว่าเจริญคืออย่างไร แล้วไม่ยึดมั่นถือมั่นใช้แล้วจบ ไม่ปริเทวนาการ ไม่เหลือเสพอะไรอีก อะไรที่หมดขีดที่เจริญแล้วก็เสื่อมลงไปเป็นธรรมดา การเกิดพร้อมมีปัญญาจะทำเกิดไม่เกิน จะทำพอดีสมดุล นี่คือความจบ ถ้าสิ่งใดมีอยู่ก็อยู่กับสมดุล ถ้าเกินต้องรู้ o verload หรือ o verlap ไม่เอาอย่าง o verload แต่ถ้ามี o verlap อยู่ก็ต้องรู้ นิดหน่อยอย่างไรหรือมากอย่างไรก็คือ อันตา คือปลายข้าง ยังไม่กลาง ถ้าหมดแล้วไม่มีอะไรแลบออกไปเลยแม้แต่แสงแวบหนึ่งก็ไม่มีแวบคือสุดยอดเลย นิ่งสว่างอยู่ตรงกลาง เป็นพลังนิวเคลียร์ รัศมีกัมมันตภาพรังสีมาก สัสตะคือ ยึดถืออยู่ตลอดไป ไม่เปลี่ยนแปลงเลย คือคุณสมบัติสุดยอด ตายแล้วตายเลย คุณสมบัตินี้แหละที่ นัตถิอุปมา ไม่มีอะไรเปรียบ เป็นภาวะที่เป็น 0 ถ้ามีอะไรมาเทียบก็ไม่ 0 แล้ว คือเร ิ่ มมี . 0001 เป็นต้น แล้วก็ดำเนินไปหา 1 แล้วไป 0 อีก วนเวียน อีก ถ้ารู้การเกิดที่พอเหมาะได้ใช้งานเสร็จแล้วทิ้งทันที เป็นจิตระดั บ มุทุภูตธาตุ เป็นอตมยตา เป็นอมตบุคคล เป็นสุดยอด ปริโยสาน คือปรินิพพาน คือถึงที่สุดแห่งความไม่มีแล้ว ก็จะ “มี” ไม่ได้ ถ้ามีก็ไม่ 0 แล้ว แต่ในฐานะที่คุณยังมีขันธ์สร้างสรรต่อก็ทำไป อย่างพระอวโลกิเตศวรก็จะอยู่ไปจนมนุษย์คนสุดท้ายปรินิพพานแล้วตนจึงปรินิพพานก็คือ ปรินิพพานสุดยอด อาตมา ทำงานกับมนุษย์มาหลายชาติไม่เบื่อก็บุญแล้ว คือคนที่หมดแล้วไม่มีอะไรยึดแล้วจะอยู่ไปทำไม? แต่ว่า อาตมา กตัญญูต่อศาสนาจึงทำงานต่อ ไปจนเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งบ้างแล้วก็จบ จบที่อนิจจตา มันไม่เที่ยงแต่มันเที่ยงเพราะคุณกำหนดเอง เป็น สัญญายนิจจานิ ถ้าคุณกำหนดให้ไม่มีก็อนิจจตา กำหนดให้มีก็นิจตา แต่กำหนดให้มีอย่างไรมันก็ไม่เที่ยง คุณจะทำความมีอย่างไร ไม่มีอย่างไร ทำอกุศลให้หมดไป แต่อันตรายคือลาภ สักการะ และเสียงสรรเสริญ เป็นอันตรายอันแสบเผ็ดแม้พระอรหันต์ และมานะนี่จะทำให้เกิดอันตรายในโลกธรรม คือประมาณไม่พอ ก็มีวิบากได้ ความผิดพลาดของพระอรหันต์นั้นแสบเผ็ดนะ ผิดนิดผิดหน่อยก็ร้ายแรง ด่างพร้อยไม่ได้นะ แต่พระอรหันต์ต้องทำงาน ผู้ใดจะไม่ทำงานก็ปรินิพพาน ผู้จะทำงานคือผู้จะต้องมีประโยชน์ต่อโลกให้มากที่สุด ศึกษาต่อเป็นความก้าวหน้าเป็นสัมมาสัมโพธิญาณไปเรื่อยๆ ไม่ใช่สัมมาสัมโพธิเจโต (คือไม่เกิดแล้ว) เกิดจากความรู้ความฉลาดความเข้าใจเป็นสัตบุรุษรู้จักจัดสัดส่วนประมาณ ในทุกกาละเวลาโอกาส ตามมหาปเทส ไม่แน่นอนตามเหตุปัจจัย เช่น อาตมา สร้างสาธารณโภคีในระดับนี้ แต่สมัยพระพุทธเจ้าสร้างได้ในระดับหนึ่ง แต่ท่านมีรัฐอิสระ ของ อาตมา ไม่อิสระเท่าไหร่เพราะเขาไม่รู้ เราจะไปโกรธเสือหรือหมาที่มากัดก็ไม่ใช่ เราก็หลบเลี่ยงเอา ไม่ต้องไปทำร้ายมัน หมาดีไม่กัดหรอก หมาดีมาช่วยเราด้วยซ้ำ เสือก็ช่วยได้แต่ยาก ช้างก็ช่วยได้มาก สัตว์ที่พระโพธิสัตว์จะไปเกิดก็มีเช่นไม่เกิดเป็นเสือเป็นต้น สรุป...รูปทั้ง 28 ต้องมีภาวะจริงสัมผัสได้ และจัดสรรให้ดี ไม่ว่าจะมีทวาร 5 ไปกระทบสัมผัสแล้วเกิดอุปาทายรูป ตามปสาทรูป แล้วรูปใดเป็นอิตถินทรีย์ก็ต้องรู้แล้วคุณก็ทำให้เป็นปุริสสินทรีย์ได้ ไม่เกี่ยงว่าหญิงหรือชาย คุ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive