สื่อธรรมะพ่อครู(ป่ากับศาสนาพุทธ) ตอน การบรรลุวิชชาและจรณะไม่ได้ไปปฏิบัติในป่า.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.02 KB
วันที่แก้ไข29 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ป่ากับศาสนาพุทธ) ตอน การบรรลุวิชชาและจรณะไม่ได้ไปปฏิบัติในป่า _พันธุ์ พอเพียง · ยินดีในป่า น่าจะเป็นการปฏิเสธการถวายลาภยศในสมัยนั้น เพราะมีเจ้าลัทธิต่างๆมักจะได้รับการถวายบ้าน ถวายทาส ถวายแคว้นให้ปกครอง จากพระเจ้าแผ่นดิน พระพุทธเจ้าทรงมองเห็น ว่าอันตรายต่อพรหมจรรย์ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ในศาสนาของพระองค์แน่ๆ พุทธเจ้าทรงตรัสเหมือนวางกฏเพื่อให้ภิกษุ ใช้ปฏิเสธเวลาจะต้องรับของทาน เช่นถ้าเขาจะถวายบ้านถวายทาส ถวายสัตว์ (เหมือนจะมีในศีล ) จะได้ตอบเขาไปว่า อาตมารับไม่ได้หรอกมหาบพิตร เพราะพระศาสดา พึงให้ภิกษุยินดีในเสนาสนะป่า ประมาณนี้แหละครับ พ่อครูว่า...มันยากเพราะมีความลึกซึ้ง ใช้คำว่าความยินดีในป่า อาตมาก็อธิบายไปนับไม่ถ้วนแล้วเพราะมันน่าสงสารประเทศไทย ที่ทุกวันนี้หลงผิดกันในวงการศาสนาทั่วประเทศ แล้วอาตมา เอามาพูดเขาก็ไม่ฟัง ฟังก็ไม่สนใจ ฟังเหตุผลหลักฐานอ้างอิงอย่างไร อาตมาค้านแย้งว่าไม่ใช่เลย คำว่ายินดี อาตมาก็ยินดีในป่า จิตใจยินดีป่า หลักฐานอาตมาไม่เคยไป ยึดที่ป่า ไม่เคยไปบุกป่า แม้แต่ป่าสาธารณะ แต่สร้างป่าขึ้นมาในทุกที่ที่เป็นชุมชนพวกเราอยู่ มีต้นหมากรากไม้เยอะทุกแห่งเลย ซึ่ง ความยินดีในป่านั้นก็อย่างหนึ่ง แต่เรายินดีในป่าก็มีข้อเปรียบเทียบ ถ้าภิกษุผู้มีภูมิปัญญาต่อธรรมะที่เป็นไปเพื่อนิพพานแล้ว จะยินดีในเรื่องของ คำว่า ในป่า คือไม่วุ่นวายในเรื่องโลกีย์ คำว่าในเมืองคือโลกโลกีย์เต็มไปหมด นี่คือสาระของมัน เพราะฉะนั้นยินดีในสิ่งที่ไม่เป็นไปตามโลก ในขั้นตื้นๆความหมายต้นๆง่ายๆเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นมาฟังธรรมไปเรื่อยๆ ดีๆ แล้วก็มีค้านแย้งเป็นหลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้กับพระอุบาลีซึ่งพระอุบาลีก็มีบารมีนะ พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระ

อ่านต่อ

พุทธองค์ตรัสว่า... ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว. ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง 7 ศอก หรือ 7 ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น !! (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 99) วิเวกมี 3 กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก สมาธิไม่ใช่ไปเอาที่ป่าในที่สงบอย่างนั้น การสงบที่เรียกว่าสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าคือสงบจากกิเลส ไม่ใช่สงบเพราะมีร่มบังเพราะมีที่เงียบๆ เพราะไปอยู่ป่าไม่ใช่ ศึกษาให้ดีๆ ใจของภิกษุไม่ได้สมาธิยิ่งไปออกป่า จะถูกป่าทำจิตที่ไม่เป็นสมาธินั้นให้จมหรือไม่ก็ลอย ฟุ้งกระจาย เหมือนตอนที่พระพุทธเจ้าออกบวชใหม่ๆนอกจากว่างก็เข้าป่าเหมือนเขา ไปทำทุกรกิริยา ซึ่งเป็นกิริยาที่ทุกข์ทั้งนั้นเลย ไม่ได้แปลว่าทุกข์ทรมานนะ แปลว่ากิริยาที่ชั่วไม่ดี แล้วเขาไปแปลทุกรกิริยาว่าทรมานกาย นั่นไม่ใช่แต่ว่าเป็นกิริยาที่เลวที่ไม่ควรประพฤติที่ไม่ควรทำ เป็นทุกรกิริยาของศาสนาทั้งนั้นเลย ผิดหมด เพราะฉะนั้นตามที่ประวัติมี พระพุทธเจ้าว่า...เราเคยเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น บัดนี้เราเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป(ปุญญปาปปริกขีโณ)(ล.32 ข.392) ในอัมพัฏฐสูตรก็ยืนยันไว้ ว่า จะหลงไปบรรลุวิชชาและจรณะต้องไปในป่า ไปแสวงหาในป่า เป็นความเสื่อม เป็นความเห็นความคิดอย่างนั้นเสื่อมเลย เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมต้องไปปฏิบัติในป่าจึงจะได้วิชชาจรณสัมปันโนของพระพุทธเจ้า นั้นเป็นทางที่ผิด เราไม่ได้บรรลุด้วยทางนั้น การบรรลุของพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นไปในทางป่าเลย แต่ท่านปฏิเสธอย่างสุภาพ บัดนี้เราเป็นผู้ที่สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ อรหันต์ทั่วไปก็เป็นผู้ที่สิ้นบุญสิ้นบาป พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 620724_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สยังอภิญญามาต่อศาสนาพุทธคือใครในยุคนี้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน