สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน พรหมชาลสูตร คำชมคำติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน พรหมชาลสูตร คำชมคำติ ตั้งใจวันนี้จะอธิบายพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร เป็นพระสูตรหลักของศาสนาเลย เริ่มต้นที่คนจะชมเราหรือจะติเราก็ต้องทำใจคนจะชมเราก็อย่าไปหลงเหลิง คนตำหนิก็อย่ามีใจทุกข์ ให้ตรวจสอบว่าเขาพูดอะไรถ้าจริงตามนั้นแล้ว ถ้าเขาเองตำหนิเราก็มีสิทธิ์บอกเขาว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า คุณเข้าใจผิดนะ การเข้าใจผิดนั้นมันไม่ดีหรอก เราก็ช่วยเขาอยากให้เขาเข้าใจผิดเราก็ต้องตอบต้องบอกเขา บอกไปแล้ว เขาไม่รับฟังก็ประมาณดูว่าคนนี้พูดไปแล้วเขาก็ไม่แก้ไขไม่รับฟังเขาก็ยังยึดมั่นถือมั่นของเขาอยู่อย่างนั้นก็จบ จบ เราก็รู้แล้วเท่านั้น ทีนี้เราก็บอกคนอื่นที่พอบอกได้ต่อไปเรื่อยๆ จะเป็นเชิงคำชมหรือคำติก็ตาม มาชมเราหรือติเรา ติก็อย่าให้เกิดอกุศลจิตเชิงพยาบาทในทางโทสะมูล ชมก็อย่าไปเกิดทางราคะมูล ใจเราอย่าไปเกิดชอบชัง ก็เข้าใจให้ดีว่าจริงตามที่เขาว่าไหมถ้าจริงแล้วก็จบ ผิดก็ตอบไปแก้ไข ท่านไม่ได้บอกว่าถ้าเขาติเตียนมาผิดเราก็ให้เฉยไว้ ไม่ใช่ เราก็ต้องบอกเขาว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาติ ถ้าเขาเข้าใจผิด ความจริงมันถูกต้องมันดีอย่างที่เราทำแต่เขาเข้าใจความถูกว่าเป็นความผิด แล้วเราก็ใจดำปล่อยให้เขาเข้าใจผิดอย่างนี้ต่อไป เราเป็นคนใจดำนะ เราโหดร้ายนะ ใช่ไหม มันซ้อนอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นที่อาตมาแล้วกระหน่ำซ้ำอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักเลิกไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงตอกแล้วตอกอีกอย่างที่พูดอยู่นี่ ไม่เอาอะไรมากแค่ประเด็นนั่งหลับตา เลิกมาได้เลยมาลืมตาปฏิบัติแล้วเรียนรู้ไป คุณจะมานั่งสมาธิอย่างลืมตาบ้างก็เถอะ แต่ไปหลับตาออกป่านั้นออกจากป่าเสียทีแล้วเลิกหลับตาได้ มาเรียนรู้การลืมตานี่แหละ แล้วการหลับตาจะง่าย หลับตานั้นกิเลสก็ไม่จริงด้วยกิเลสมันเป็นเพียงความจำมัน
อ่านต่อ
ไม่ใช่ความจริง กิเลสที่เกิดตอนหลับตานั้น อาจจะมีความจริงในตัวจิต กิเลสของจิตในจิต ซึ่งรู้ได้ยากรู้ถูกต้องก็ยาก มันไม่เป็นลำดับ คุณมารู้ตา หู จมูก ลิ้น กาย กามคุณ5. ภพภายนอก สัมผัสแล้วคุณจะรู้กิเลสเบื้องต้นแล้วทำให้เป็นลำดับ จะเถียงพระพุทธเจ้าไปถึงไหนแย้งไปถึงไหน ต้องทำให้เป็นลำดับ หยาบ กลาง ละเอียด แค่นี้จะย้อนแย้งทำไม ปฏิภาณไม่มีหรือ ตา หู จมูก ลิ้น กายนี่แหละกิเลสที่มันเกิดก็มีจริง แล้วคุณไปนั่งหลับตาจะมาเจอของจริงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจที่ไหน เอาแต่ความจำที่เกิดตากระทบรูป จำเสียง กลิ่น รส สัมผัสเสียดสีว่ามันเป็นรสทั้ง 5 ทวารอย่างนี้ มันเป็นความจำเท่านั้น มันก็ไม่จริงสักที มันอาจจะมีผลบ้าง ถ้ากิเลสของคุณไม่หนา หรือกิเลสของคุณได้ปฏิบัติมาก่อนปฏิบัติภายนอกได้แล้วไปเหลือแต่ภายในคุณก็ไปนั่งหลับตาแล้วก็ทำภายในมันก็ได้สิเพราะคนนั้นทำได้จากภายนอกมาแล้วพระพุทธเจ้าไม่ได้ตีทิ้งคนที่หลับตา อาสวะบางอย่างหมดได้ เพราะฉะนั้นคนที่เป็น กายสักขี ก็จะมีรูปนามเป็นพยานเป็นสักขี ของคุณที่คุณได้ ถ้ากิเลสคุณภายนอกนั้นคุณดับไปหมดแล้ว เหลือแต่ภายในคุณก็ทำแต่ภายใน จะเป็นรูปราคะ เป็นต้นไป เป็นอุทธัมภาคิยสังโยชน์เป็นต้นไป คุณก็ทำได้ แล้วคุณก็ทำให้อาสวะบางอย่างหมดไปได้ แต่พระพุทธเจ้ายังไม่ตัดcurveให้คุณว่าเป็นพระอรหันต์ คุณจะเป็นพระอรหันต์ต่อเมื่อคุณลืมตามีปัญญามีพลังปัญญา ปัญญาจะต้องมีภายนอกด้วย เพราะฉะนั้นจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย กาย คุณก็เข้าใจผิดเพี้ยนไปว่าเป็นเพียงภายนอก ทำไมจะดันทุรัง อาตมาบอกว่ามาภายนอก เดี๋ยวนี้เขาเข้าใจผิดเพี้ยนกายเขามีแต่ภายนอกไม่เอาภายในจิตมาร่วมด้วย การสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คุณก็จะต้องมาเรียนรู้วิโมกข์ที่มีภายนอก ถ้าหากเป็นวิโมกข์ที่มีภายนอกคุณไม่ได้เป็นพระอรหันต์ คุณอาจจะเป็นอนาคามีได้เป็นพระสกิทาคามีได้ สูงสุดเป็นพระอนาคามีได้ แต่ไม่มีวันได้เป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าตรัส curve บุคคลที่เป็นพระอรหันต์ ระดับที่เท่าไหร่? ต้องขั้นปัญญาวิมุติ ท่านถึงจะตัดเกรดให้ว่าเป็นพระอรหันต์ เป็นอะไรมันคือไม่มีกลับฟื้นไม่มีเสียเวลาอยู่ในภพชาตินาน ในภพชาติ ของพระอนาคามี นี่มีนับไม่ถ้วน ผู้ที่เป็นสายปัญญาจริงอย่างพระพุทธเจ้าพระสมณโคดม อาตมาสมณะโพธิรักษ์นี้ ไม่เอาสุทธาวาสไม่ไปเสียเวลาอยู่ในนั้นหรอก จะมาเอาปัจจุบันที่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจนี้ปฏิบัติให้มันหมด มันเป็นการลัดคัดสั้นเร็วที่สุด อาตมาไม่ยินดีใน ปปัญญจารามตา ไม่ยินดีในความเนิ่นช้าอาตมาไม่เอา อาตมาไม่มีรามตาในปปัญญะ ความเนิ่นช้าไม่เอา จะว่าใจร้อนก็ไม่ว่า อาตมาไม่ได้ใจร้อนแต่อาตมาใจเย็น อาตมาทำลำดับให้เป็นลำดับ เพราะว่าสายปัญญานี้ชัดเจนอาตมาอธิบายนี้ละเอียดใช่ไหม
ยกตัวอย่างนำหน้า เช่น อันตคาหิกทิฏฐิ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่มีที่สุด ทิฐิถือเอาที่สุดเช่นนั้น จึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ทิฐิถือเอาที่สุดเช่นนั้น จึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ คุณฟังพยัญชนะรู้เรื่องหรือเข้าใจสภาวะจริงของมันหรือ มันไม่ง่ายนะใช่ไหม แล้วอาตมาว่า ในพรหมชาลสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรอาฆาต ไม่ควรโทมนัสน้อยใจ ไม่ควรแค้นใจในคนเหล่านั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น เธอทั้งหลายจะพึงรู้คำที่เขาพูดถูก หรือคำที่เขาพูดผิดได้ละหรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้ทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรมชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลายถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรม หรือชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย.
พ่อครูว่า..ความโกรธความขุ่นเคืองความไม่ชอบใจแม้มีศัตรูของเรา เราก็อย่าให้เกิดความโกรธของเราแม้แต่เศษธุลีละออง อาตมาใช้คำว่า kick it out เศษธุลีละอองที่มันเป็นสายของโทสะมูลแม้น้อยก็ต้องรู้ตัวว่าอย่าให้มีในจิต ถ้ารู้ละเอียดลึกซึ้งก็ดีขึ้นยิ่งมีรายละเอียดที่เป็นธุลีละอองของสายโทสมูลก็ยิ่งดี สายโทสะ ไม่มีประโยชน์เลย สายราคะ ก็ยังมีประโยชน์ยังดึงเอาไว้เอามาศึกษาเอามาปรุงแต่งทำงานได้ แต่อันนี้โทสะ เอาออกไปออกไปเพราะมันเป็นตัว Nuisance โมหะ มันไม่รู้เรื่องนี้แน่นอน ก็มาไล่โมหะ เป็นอันดับสอง ส่วนจิตใจที่ยินดีคุณต้องใช้ประโยชน์คือฉันทะ คำว่า ฉันทะ คือ ยินดีพอใจที่ใช้ทวารทั้ง 6 ตัวอักษร ฉ ก็คือ 6 สรุปแล้วคุณก็ต้องฟัง ตั้งใจว่างๆฟัง ฟังเต็มๆ ฟังดีๆชัดๆ อย่าให้อกุศลอะไรมาอยู่ในจิต อาตมา Mark เอาไว้ว่า การตำหนินั้น จะเป็นการตำหนิถูกก็ดีจะเป็นการตำหนิผิดก็ได้แล้วแต่ว่าผู้พูดตำหนินี้จะมีภูมิปัญญาจริงหรือไม่จริง ข้อสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงสอนคือ
ทำใจให้ไม่มี อกุศลจิตให้ได้ ทำใจให้ว่าง ไม่มีอคติใดๆ ไม่มีลำเอียงเพราะรักหรือชัง เพราะโมหะ มัวมืดหรือเพราะกลัว ไม่ต้องกลัวให้มีใจเต็มๆ
ต่อมาอีกประเด็นที่สำคัญก็คือ ใครจะกล่าวชมเรานั้นสรุป ชมเริ่มต้นจุดแรกคือชมว่าเราเป็นคนที่มีศีล คนที่ชมว่าเรามีศีลนั้นยังเป็นการชมที่ต่ำนัก คนที่ไม่มีศีลนั้นไม่ใช่คน คนที่จะนับเป็นคนได้นั้นจะต้องเริ่มที่มีศีล ไม่ได้ด่าใครไม่ได้ว่าใครนะ นี่เป็นวิชาการ คนจะเป็นคนได้นั้นต้องเอาศีลมาเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นคนหรือจะเรียกว่ามนุษย์ก็ได้มนุสโส คือใจสูง คนจะนับว่าเป็นคนไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานจะมีศีลได้ไหม...ไม่ได้ แต่คนมีศีลได้ คนที่มีศีลอย่างมิจฉาทิฏฐิก็ยังไม่เข้าข่าย พระพุทธเจ้าบอกว่าถ้าจะชมเราก็ต้องเริ่มต้นชมที่เรามีศีลอย่างนั้นก็ยังต่ำนัก ต่ำนัก คือ อปมัตตกะ ที่เป็นภาษาบาลี คือมีประมาณน้อย แล้วก็ยังต่ำ ยังต่ำคือโอรัมมัตติกะ (โอรัมคือต่ำ อุทธัมคือสูง) เป็นเพียงแค่ศีล ฟังดีๆอย่าหาว่าด่า มันลึกซึ้ง คนที่เป็นคนนี้นะศีลข้อที่ 1 ก็ยังไม่มีศีลข้อที่ 1 เลย เป็นคนที่ไม่มีความหวังประโยชน์เพื่อสัตว์อื่นอยู่ ไม่เอ็นดู ไม่มีใจเอ็นดู คำว่าเอ็นดู คนไทยฟังก็คงเข้าใจ ไม่มีใจกรุณา หมายความว่า ไม่ลงมือช่วยเมื่อเห็นเขามีทุกข์ มีอาวุธ ทัณฑะ จนถึงฆ่า จากละเอียดไปหาหยาบ คนต้องเกี่ยวกับสัตว์ คุณหนีไปอยู่ป่าเขาถ้ำ ก็ยังต้องไปเกี่ยวกับสัตว์ที่อยู่ในโน้น ดีไม่ดี เผลอๆ ฆ่าสัตว์มากิน เอาเถอะ สัตว์มันตัวน้อยกินพวกแมลงอะไรไป มันไม่มีอะไรจะกินก็ต้องเอา หลายคนก็บอกว่าเลิกแล้วสัตว์ใหญ่ สัตว์ตัวน้อยก็ยังกินอยู่ หมายความว่าวัวควายช้างม้าไม่กินแล้วแต่ยังกินหมู กินไก่ กินปลาอยู่ ที่จริงมันก็ยังดีแต่มันช้าจังเลย กว่าจะหมดถึงแมลง หนักเข้า ก็จะต้องไปเป็นปลาวาฬไปกินแพลงก์ตอน ปลาวาฬมากินสัตว์เล็กมากคือแพลงก์ตอน อ้าปากไว้นาน มันไม่กินสัตว์ใหญ่ นี่มันเป็นธรรมชาติที่แปลกๆ
เน้นอีกทีว่า คนจะต้องมีศีลจึงจะได้ชื่อว่าคน อย่างน้อยมีศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ คุณมีจิตหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เป็นจิตใจที่มีเมตตาเป็นจิตใจที่มีความเอ็นดูมีความกรุณา ไม่ทำร้ายทำลายสัตว์ แม้ที่สุดแม้สัตว์จะทำร้ายเรา เราก็ไม่โกรธแค้นเคืองไม่ทำร้ายต่อ ยิ่งคนแล้วหากไปทำร้ายต่อก็ยิ่งมีวิบากกันยาว สัตว์มันก็ยังไม่ค่อยรู้ไม่เหมือนกับคน คนนั้นผูกพยาบาทเนียนนะ เพราะฉะนั้นสรุปแล้วคนที่ยังฆ่าสัตว์อยู่ ยังไม่ใช่คน ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของหรือพืช พืชไม่ใช่สัตว์ อธิบายพีชนิยามต่างจากจิตนิยามมาเยอะ พวกสัตว์เซลล์เดียวก็เป็นจิตนิยาม มันกินแหลกเลยพวกไวรัสพวกเชื้อโรค ก็จำนน มันจะกินอะไรเราก็ต้องเอามันออกก่อน แต่ถ้าเราทำดีๆมันก็ไม่มากินเราหรอกมันก็ต้องมีสัจธรรมของมัน ใครที่มีความขี้โรคอยู่ก็เป็นวิบากของคุณ ใครที่ไม่ขี้โรคเชื้อโรคมันก็น้อย อาตมาเชื้อโรคน้อย แต่มีวิบากของโรคทางอวัยวะเจ้าการไม่สมดุล ฝืนสรีระอยู่เกินกว่าอายุขัยไป 1 นักษัตรแล้ว สรุปแล้วศีลเป็นข้อชี้บ่งให้คน
พระพุทธเจ้าบอกว่าชมเราด้วยศีลนั้นอย่างต่ำนัก ทุกคนก็เหมือนกันต้องมีศีลเป็นขั้นต้นขั้นต่ำที่สุดแล้ว อาตมาถึงพูดว่าคนที่ไม่มีศีลสักข้อนี้ไม่ใช่คน ข้อ 2 คือทำสิ่งที่ทุจริต อันไม่ใช่ของของเรา ซึ่งเป็นกิริยาของการขโมย อย่างนี้ผิดศีลข้อที่ 2 มันก็เป็นหนี้บาป อย่างน้อยต้องผิดกฎหมายจะต้องเข้าคุก ดีไม่ดีฆ่ากันฆ่าเลยของข้าใครอย่าแตะ แล้วไปขโมยเขามาเดี๋ยวก็ถูกตามฆ่ากันเท่านั้นเอง ถ้าเป็นของรักของหวงเขาจริงๆของข้าใครอย่าแตะมันก็จะเกิดวิบากกันมากมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นสัตว์ อย่าไปแย่งฆ่าของใคร 2.แม้แต่ของที่ไม่ใช่ของเราก็อย่าไปแย่งเดี๋ยวไปทำลายอย่าไปทำในฐานะอันเป็นขโมย คุณอยากจะมีของอะไรคุณก็สร้างขึ้นเองสิ สร้างขึ้นไม่ได้คุณก็ต้องแลกเปลี่ยนตามระบบของสังคมที่มีอยู่แล้ว คุณต้องกินต้องใช้ก็ต้องสร้างเองไม่สร้างเองก็ต้องมีระบบแลกเปลี่ยน เพราะฉะนั้นระบบที่ไม่แลกเปลี่ยนมีแต่สังคมสาธารณโภคีที่สุดยอด คุณก็จะมาทำได้อย่างบริสุทธิ์ทำงานโดยไม่ต้องสะสมเป็นเราเป็นของเราไม่ต้องไปแลกเปลี่ยน มาอยู่ที่นี่ไม่ต้องแลกเปลี่ยน คุณจะกินจะใช้อะไร คุณก็ใช้กับส่วนกลาง ถ้าคุณติดยึดเยอะใช้กินเยอะเขาก็ไม่ให้มาก คุณยังติดมากก็ต้องไปเอาจากข้างนอก มันก็ยังยืดยาดช้าไปตามเรื่องของคุณคุณยังกะมิดกระเมี้ยนยังเก็บเป็นตัวกูของกูเป็นข้าวเป็นของ หลุดจากสัตว์มาได้ก็มีข้าวของไม่เป็นขโมยก็ต้องสละออกจนเหลือน้อยลง จนกระทั่งมาอยู่กับหมู่กลุ่ม อาตมาถึงบอกว่าอาตมาบรรลุผลแล้ว ที่สร้างสังคมสาธารณโภคี ทุกคนจะมาปฏิบัติธรรมได้อย่างสะดวกมีฐานรับรองมากเลย พร้อมที่จะไปสู่พระอรหันต์ให้ลัดที่สุดแล้ว อาตมาทำไว้พร้อมทั้ง เสนาสนะสัปปายะ อาหารสัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมสัปปายะ ไป ที่จริงแล้ว สัปปายะมันก็มีมากกว่า 4 แต่สรุปลงที่ 4 อันนี้แหละ จะเป็นสัปปายะ 8 สัปปายะ 12 ก็มี
ศีลข้อที่ 3 ตาหูจมูกลิ้นกายเรียกว่า 5 จึงเรียกว่าความใคร่อยากใน 5 กามคุณ 5 1เกี่ยวกับสัตว์ 2 เกี่ยวกับของ 3 เกี่ยวกับตาหูจมูกลิ้นกาย 3 ฐานนี้ หากคุณเข้าใจแล้วและปฏิบัติตนลดละได้ตามศีลของพระพุทธเจ้าตามศีลข้อที่ 1 2 3 นี้ คุณได้เป็นพระอริยะ แม้จะยังไม่บริสุทธิ์หมดเป็นพระอรหันต์ แต่เป็นพระโสดาบันก็เป็นได้เต็มตัว คำว่าโสดาบันเต็มตัวไม่ได้หมายความว่าคุณจะบริสุทธิ์หมดกิเลสทุกอย่าง ไม่ใช่ แต่กิเลสที่หยาบในสัตว์นี้เป็นข้อที่ 1 คุณหลุดพ้นมาได้คุณก็ได้ดี คุณก็ไม่ต้องไปกังวล เพราะฉะนั้นจะเป็นพระโสดาบันที่เลิกฆ่าสัตว์ อาตมาพาให้ปฏิบัติจนถึงขั้นไม่กินเนื้อสัตว์ มันเป็นการเพิ่มขั้นขึ้นมาในยุคนี้ ในยุคของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสเรื่องนี้ ให้ระบุไปเลยออกพระวินัยไปเลยว่าไม่ให้คนกินเนื้อสัตว์ ซึ่งพระเทวทัตมาขอ พระเทวทัตก็ไม่กินเนื้อสัตว์ ส่วนใหญ่เขาไม่กินเนื้อสัตว์ นักบวชเขาก็ไม่กินเนื้อสัตว์ ผู้ปฏิบัติธรรมของพุทธไม่กินเนื้อสัตว์ ส่วนศาสนาอื่นเทวนิยมจะกินเนื้อสัตว์ก็เรื่องของเขา แต่ผู้ที่ยังจะต้องอนุโลมให้เขา มันเป็นการให้อิสรเสรีภาพโดยที่เขาเจริญปัญญาของเขา เขาจะรู้แล้วเลิกของเขาเองมันวิเศษ มีปัญญาเลิกเองด้วยตัวเองมันวิเศษ โดยไม่ต้องไปบังคับเขาหรอกมันเป็นความซับซ้อนที่ลึกซึ้งมาก ขนาดไม่ต้องไปบังคับเขาก็พอแล้ว เพราะฉะนั้นในขั้นตอนของพระพุทธเจ้านี้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หลังสุดแล้ว ท่านถึงไม่ออกกฎระเบียบข้อนี้ เป็นมาตรฐานเอาไว้ แต่อาตมามาเข้มงวดขึ้น แต่อาตมาไม่ได้ไปอาละวาดคนอื่นนะ เป็นอิสระเหมือนกันคุณจะมาที่นี่ต้องไม่กินเนื้อสัตว์เป็นกฎเกณฑ์ของที่นี่ อาตมาต้องรักษาสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านี้เป็นสาธารณโภคีให้ได้ อาตมาจึงจำเป็นต้องตีกรอบตีรั้วไม่กินเนื้อสัตว์ ถ้าคนที่ยังหยาบอยู่แม้กินเนื้อสัตว์ได้ คุณเอ๋ย คนไม่กินเนื้อสัตว์นี่ยังไม่เอ็นดูสัตว์ได้อยู่นะ มันซับซ้อนหลายชั้น อาตมาที่ได้ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาตามในยุคนี้อาตมาได้ตรองแล้ว ได้ทำแล้ว ไม่เช่นนั้นอาตมาพัง มันเป็นศีลข้อที่ 1 แล้วก็ต้องขยับอธิศีลขึ้นมาให้ประมาณนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นไปไม่ออก มันจะพาไปไม่รอด นี่ก็เป็นภูมิธรรมของอาตมา ที่ได้ไตร่ตรองเลือกเฟ้นแล้ว ไม่มีจิตเบ่งข่มใคร มันไม่ได้กระทบใครเลยนะไม่ให้กินเนื้อสัตว์นี่ คุณจะกินก็เป็นปากคุณ ขนาดเราอยู่ที่นี่เราเขียนกระท่อมมังสวิรัติ เขาก็ยังเอาเนื้อสัตว์มากินนะ เราก็ยังไม่กล้าที่จะไปไล่อะไรเขา เราก็แค่บอกว่าเขาเขียนป้ายไว้นะกระท่อมมังสวิรัตินะ เราก็ไม่ได้ว่าอย่างแรง ระวังนะพวกเราอย่าไปเที่ยวได้รุนแรงว่าอย่าเอาเนื้อสัตว์มากินที่นี่ อย่าไปหยาบกร้านอย่างนั้น มีเชิงศิลปะที่ให้เขารู้สึกตัวเองแล้วมันได้ ถ้าเขารู้สึกแม้แต่กฎระเบียบก็ไม่รู้สึกไม่ได้ เพราะฉะนั้น สภา กฎระเบียบจึงต้องเข้ม ถ้าหากเป็นคนดื้อด้านกับกฎระเบียบเขาก็ต้องเชิญออก สุภาพที่สุดแล้วนะ ใครดึงไม่ออก เขาก็ต้องให้ตำรวจเอาออก ถ้าหากประธานบอกว่าให้ออกแล้วเขาก็มีตำรวจสภาเชิญออก เรื่องก็เคยมีมาแล้ว มันเป็นกฎเกณฑ์ของ สังคมเขาแต่ทุกวันนี้ แสดงให้เห็นว่าสภาเรานี้ไม่ต้องถึงขั้นให้ตำรวจมาเชิญออก สภาของเราจึงดีพอใช้ทุกวันนี้ แม้แต่ขนาดดึงดันขนาดนี้ก็เถอะ แต่ดูแล้วก็ โอ้โห..น่ากลัว ตัดพี่ตัดน้อง มันละเอียดลึกซึ้งแล้วนะ ที่จริงแล้วไม่ใช่พี่น้องจริง เป็นพี่น้องทางสายทหาร ขอวิจัยนิดหนึ่ง ถ้าเผื่อว่า พลตำรวจเอกนี้ ไม่ได้อยู่ในสายของเตรียมทหาร เข้าตำรวจไปเลยเป็นตำรวจโดยไม่ได้ผ่านโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกัน เป็นรุ่นพี่ของพลเอกประยุทธ์ มันจะยิ่งกว่านี้ ใช่ไหม แต่นี่ดีนะว่าเป็นสายเตรียมทหารเหมือนกันนะ แต่ขอแยกจากเตรียมทหารไปเรียนเป็นนายตำรวจที่สามพรานอะไรก็แล้วแต่ แม้แต่กฎระเบียบของพระพุทธเจ้าก็จะเข้าใจกันง่ายๆ ในวรรณะ 9 (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ในนัยต่างๆที่อาตมานำมาซ้ำมาเติมมาขยายความเพิ่มอยู่อย่างนี้ เพื่อรายละเอียด ได้ฟังรายละเอียดเพิ่มขึ้นไหม สรุปแล้ว คนต้องมีศีล พระพุทธเจ้าบอกว่าชมเราว่ามีศีลนั้นยังต่ำนักน้อยนัก ต่ำนักคือโอรัมภาคิยะ น้อยนัก คือ อปมัตตกะ ต่ำนัก โอรัมมัตตกัง ใครจะเข้าใจอย่างที่อาตมาเข้าใจไหมว่ามันละเอียดลึกซึ้งจังเลย เพราะเปรียบชุดแรกที่เป็นขั้นต้น เครื่องชี้ความเป็นคน มันเป็นจุดแรกขั้นต้นของเครื่องชี้ความเป็นคน หรือว่าเป็นสัตว์ เพราะฉะนั้นคนที่ยังไม่มีศีล ยังเป็นคนที่ไม่มีข้อยืนยันได้ ไม่มีหลักเกณฑ์ของปราชญ์ยืนยันได้ หลักเกณฑ์ของมนุษย์เจริญยืนยันได้ ศีลข้อที่ 1 ยังไม่ได้ อย่างนี้ยังไม่ได้เป็นมนุสโส คนจิตใจสูงก็คือคน ไม่มีข้อยืนยันเลย คุณไม่ฆ่าสัตว์แล้ว นี่คือคุณเริ่มนับเป็นคนแล้ว ไม่เป็นสัตว์เดรัจฉาน คนใดที่ยังฆ่าสัตว์อยู่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดเลยว่า ฆ่าคน เพราะคนสูงกว่าสัตว์เดรัจฉานใช่ไหมล่ะ เอาเขตขีดคั่น ตัด curve กันที่ ยังฆ่าสัตว์อยู่ยังไม่ใช่คน ระวังขึ้นนะจะไปตบสัตว์เล็กสัตว์น้อย บี้สัตว์เล็กสัตว์น้อยอยู่ เอาล่ะ มันยังไม่มีวิบากมากก็ตามแต่ก็ยังไม่ได้ชื่อว่าคนนะ อยากเป็นคนไหมล่ะ อาตมาบอกแล้วว่า อยากจะรู้ว่าใครเป็นคน ดูที่ศีลข้อที่ 1 และศีลข้อ 2 และ ศีลข้อ 3 ศีลข้อที่ 3 ถ้าคุณยังติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของอบายมุขอยู่ มุข แปลว่าหัวหน้าแปลว่าใหญ่ แปลว่าปากทาง ต่ำที่สุดแล้วเท่าที่มันจะมีในโลก อะไรก็แล้วแต่ ที่โลกว่าต่ำสุด คุณก็ยังเลิกไม่ได้ คุณจะได้ชื่อว่าเป็นคนได้อย่างไร คุณต้องเจริญกว่านั้น คุณต้องเลิกได้แล้วในการที่จะไปติดอบายมุขสิ่งเสพติด ซึ่งมันซับซ้อนติดสิ่งเสพติด สิ่งเสพติดที่หยาบ ขอยกตัวอย่างสิ่งเสพติดที่หยาบ เช่น กินหมาก อาตมาว่า คนที่ไม่รู้ว่าหมากมันเป็นสิ่งเสพติด คนที่รู้ว่ายาฝิ่นเป็นสิ่งเสพติดก็มีปัญญาระดับหนึ่ง คนที่รู้ว่าหมากเป็นสิ่งเสพติดก็ต้องมีปัญญาระดับหนึ่ง คนแค่รู้ว่าไปติดฝิ่นนี้หยุดได้แล้ว แต่แค่หมากพลูนี้ คุณก็ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งเสพติด หมากก็ยังคือสิ่งเสพติด ยิ่งน้ำเปรี้ยวน้ำหวาน ก็คือสิ่งเสพติด แล้วคนคนนี้จะติดน้ำเปรี้ยวน้ำหวานไหม หมากยังติดอยู่นี่ หรือว่ามันไม่ได้ละเอียดเท่าน้ำเปรี้ยวน้ำหวาน หรือพอๆกันกับหมากพลู แล้วคุณจะไปรู้หรือไม่ต้องเอาคนที่สูงส่งมากมายก็พอจะรู้แล้ว อาตมามาพาพัฒนา คุณย่าคุณยาย คุณป้าคุณลุง ก็กินหมาก แรกๆ ก็พาให้เลิกกินหมากพลูบางคนกินมา 50 ปีติดมา 50 ปี ก็เลิกหมากพลูได้ ก็ดีใจแล้ว ก็เริ่มรู้จักสิ่งเสพติด คนที่ไม่รู้ว่าอย่างนี้คือสิ่งเสพติดเรื่องเสพติดแล้วจะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร ขออภัยนะพูดอย่างเป็นวิชาการก็ต้องขออภัยหลวงตาบัว ท่านเป็นภันเต เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปแปลกใจเลยว่าท่านจะติดในการหาเงินเข้าคลัง ภาคภูมิใจมากเลยติดไปไกลมากเลยเพราะมันยิ่งใหญ่นะ ใครจะหาได้เท่าเทียมท่าน หลวงพ่อคูณก็ไม่เท่านะ ตอนนี้โอ้โห ตีกรอบเลยว่าเอาเข้าคงคลังนะ มีพินัยกรรมบอกว่าเอาเข้าคงคลังไม่ออกเลยนะ มีสัญญา MOU ว่าอย่างนั้นเลย ซึ่งพวกที่ใช้กันเขาก็ไม่มีปัญหา เอาเก็บไว้ในคลังจะเอามาใช้หรือไม่ใช้ก็ไม่รู้หรอก ถ้ายังเป็นหนี้แล้วทำไมจะไม่เอาเงินคงคลังออกมาใช้ นอกจากจะเอาไว้ยืนยันให้แก่คนอื่น ก็เป็นกลวิธีของเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง เหมือนกับหลักเศรษฐกิจทุนนิยม เงินหมุนคล่อง แต่เป็นหนี้อยู่เท่าไหร่ไม่รู้ รวมแล้ว ถ้าจะเอาเป็นหนี้มาลบเงินที่หมุนอยู่นี้ก็ติดคุก เพราะเงินที่เป็นหนี้อยู่มันมากกว่าเงินที่หมุนอยู่ นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์ที่กลับไปกลับมาสลับไปสลับมา สมณะฟ้าไท สรุปจบ 620726_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เครื่องบ่งชี้ความเป็นคนคือต้องมีศีล