สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน สยังอภิญญามาต่อศาสนาพุทธคือใครในยุคนี้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข29 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน สยังอภิญญามาต่อศาสนาพุทธคือใครในยุคนี้ การปฏิบัติสมาธิของพระพุทธเจ้าเกิดจากการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ วิธีการคิดการพูดการทำการทำอาชีพ จะไปตัดของท่านทิ้ง ผู้ที่ปฏิบัติธรรมะไม่ได้ทำการงานอาชีพไม่มีกรรมกิริยาไม่มีกัมมันตะไม่มีวาจาไม่มีการคิด คนนี้ เป็นเดียรถีย์ 100% ไม่ได้อยู่ในระบบของศาสนาพุทธเลย เข้าใจเป็นมิจฉาทิฏฐิที่สมบูรณ์แบบ เพราะไม่เข้าใจมรรคมีองค์ 8 ต้องมามี สติ วายามะ พยายามที่จะปฏิบัติธรรมอยู่ในศีล สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ถ้าสัมมาทิฏฐิไม่มีก็เข้าใจผิดว่าต้องไปนั่งหลับตา ต้องไปตัดความรู้สึก ก็เดียรถีย์ สมบูรณ์แบบ คุณจะมีสติมีวายามะอย่างไรก็โมฆะทั้งนั้น เพราะว่ามีมิจฉาทิฏฐิเป็นประธานแล้ว อย่าไปพูดถึงสัมมาสมาธิเลย คุณจะไปได้ฌานจะไปได้อะไรก็แล้วแต่ไม่ได้วิมุติ วิมุติก็เป็นวิมุติเก๊ อรหันต์ก็อรหันต์เก๊ทั้งนั้น. ที่เอาแต่ไปนั่งหลับตา ใครจะมาแย้งว่าพระพุทธเจ้าก็นั่งสมาธิเหมือนกัน เดี๋ยวจะขยายความอธิบาย เพราะฉะนั้นผู้ที่นั่งหลับตา ตีอีก ย้ำอีก ก็ขออภัย วจีสังขารอาตมาบอกว่าทืบอีก แต่ไม่พูดออกมานะ ว่าปิดประตูเลยนั่งหลับตา อาตมาพูดอย่างนี้ ในศิษย์ทั้งหลายถือว่าไปนั่งหลับตาทั้งนั้นเลย จึงแย้งอาตมา เกือบจะทั้งนั้นเลย แม้แต่พระทั่วไป ก็ไปถือว่าการออกไปนั่งหลับตาคือการปฏิบัติธรรมแบบพุทธเจ้า การปฏิบัติฌานสมาธิของพระพุทธเจ้าต้องไปนั่งหลับตา ถ้าฌานของศาสนาอื่นได้ ถ้าสมาธิของศาสนาอื่นได้ก็เป็นแบบของเขา ซึ่งเป็นเรื่องนอกรีตเป็นของ เดียรถีย์ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ถ้าของศาสนาพุทธนั้นมีแบบเดียว แต่นี่อ้างว่าไปทางไหนก็ได้ขอให้กิเลสหมดเถอะ จะกินผักกินเนื้อจะอยู่ป่าอยู่บ้าน ทั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า มรรค มีองค์ 8"นั้น

อ่านต่อ

คือ "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น"(เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) ล.25 ข.30 ที่อาตมาเอามาพูดย้ำ ทั้งบ้านทั้งเมือง หลายร้อยปี พูดกันมาโพธิรักษ์ตีทิ้งเลย อาตมาไม่ได้ดูถูกอาจารย์ของคุณ จะกล่าวนามอาจารย์ของคนที่เอาธรรมะผิดไปใช้มันก็เลยติดไปกับอาจารย์ของคุณ เขาว่าพุทธเหมือนกัน แต่เราเห็นน้องนุ่งเห็นใครต่อใครทำผิด หากอาตมาไม่ช่วยเลยก็จะกลายเป็นคนใจดำอำมหิตโหดร้าย อาตมาจะไปทิ้งขว้างปล่อยปละละเลยไม่ได้ สรุปอีกทีเลยไกลมากเลยคนที่จะมีจิตเป็นสมาธิอย่างที่พูดกัน ถ้าคุณไม่สร้างพลังงานสร้างจิตให้เกิดพลังงาน แล้วพลังงานนั้นเรียกว่า ฌาน ฌานก็จะทำงานเผาไฟ ราคะ พยัญชนะ ฌาน คือ ไฟ ต้องสร้างพลังงาน ฌาน ไปเผาราคะ หากมันเผากิเลสลงไปได้ ก็เรียกว่าบุญ หากเผาได้ส่วนหนึ่ง ปุญญภาคิยา ก็เรียกว่าได้ส่วนบุญคือส่วนที่กิเลสตายไปลดไปหายไป ส่วนที่มันหายไปเสียไปไม่ได้ จึงเรียกว่าส่วนบุญคือได้ส่วนที่ไม่ได้ มันไม่มีพยัญชนะจะพูดแล้ว แต่ก่อนนี้กิเลสมันอยู่กับเราเลย มันได้ไว้มีไว้เป็นไว้อยู่กับเรา แต่ตอนนี้มันได้แล้วฌานฆ่าได้แล้วเผาได้แล้ว จึงสำเร็จการชำระกิเลสเป็นส่วนๆ ถ้าบุญคุณตัวโตเท่าร้อยได้ไป 40 50 60 ก็เป็นส่วนแห่งบุญมันเหลืออยู่ก็ให้มันหมด กำจัดให้มันหมด ถ้าเข้าใจว่าได้ส่วนบุญคือเอาบุญไปแบ่งกันนั้นไม่ถูก ส่วนบุญคือส่วนของกิเลสที่มันเสียไปหายไปตายไปแต่คุณจะเอากิเลสไปแบ่งให้เขา ส่วนบุญส่วนที่คุณทำให้เสียทำให้กิเลสมันตายลงไป แต่คุณเอากิเลสที่ตายไปแล้วให้คนอื่น มันให้ไม่ได้ นี่คือความงมงาย ซับซ้อน เขาไปแบ่งส่วนบุญ แล้วไปขอด้วยนะ พวกเปรตขอส่วนบุญคือพวกโง่งมงาย ส่วนบุญคือส่วนที่ถูกทำลายไปแล้วคือกิเลสที่ถูกทำลายไปแล้วไม่ใช่สิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็นเลย ส่วนที่ให้บุญมันเผาไป พวกที่บุญหมดแล้วก็เพราะกิเลสหมดแล้วก็หมดบุญ เห็นไหม? ใครฟังที่อาตมาอธิบายแล้วไม่เข้าใจบ้างยกมือขึ้น ...ไม่มี เป็นบุญแล้วหนอ เข้าใจภาษาโลกเพราะ คุณเข้าใจบุญรู้จักบุญมาฟังความเป็นบุญได้ก็เกิดเป็นบุญ กุศลกับบุญไม่ใช่อันเดียวกันเลย กุศลกับบุญนั้นคนละเรื่องเลย กุศลคือสมบัติ บุญคือวิบัติ บุญที่เต็มแล้วหมดเกลี้ยงเลย ส่วนบุญที่มีผลต่อขันธ์ (อุปธิเวปักกา) ส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์คือ ขันธ์ของคุณสะอาดขึ้น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันก็สร้างขึ้นจากกิเลสขึ้นไปเรื่อยๆมีผลแก่ขันธ์ที่แท้จริง นี่คือนัยละเอียดลึกซึ้งขึ้นทั้งพยัญชนะและสภาวะของธรรมะ ที่ขยายให้ฟัง คนที่จะมาขยายต้องมีความรู้ละเอียดลออ ถ้าไม่เช่นนั้นหัวหมุน ใครสับสนบ้าง ...ยกมือ...ใครไม่สับสนแต่งงๆ ยังไม่เข้าใจทะลุ ยกมือ...น่าจะมีนะ..(ไม่มี) โอ้ เข้าใจละเอียดชัดเจนเลยหรือ อาตมาไม่ชมตัวเองว่าเก่งแต่ต้องว่าพวกคุณฉลาด

เอาเข้าสู่เนื้อแท้หลักเกณฑ์ของพุทธเจ้า คุณจะมีสัมมาสมาธิจะต้องมีสัมมาทิฏฐิก่อนเป็นประธาน ทีนี้มาไล่ดู สัมมาทิฏฐิ 10 เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).

1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) . . 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) . . . 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) . . 9. . สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) . . . 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257)

โดยเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบผู้นี้ท่านเน้นย้ำว่าต้องเป็นผู้ที่เป็น สยังอภิญญา ผู้ที่เป็นสัตบุรุษที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่ใช่แค่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบธรรมดา แต่เป็นระดับอรหันต์มาแล้วแน่ มีของตนเองมาก่อน สยังอภิญญา เป็นอภิญญา สยะ หรือสยัง แปลว่าอันเป็นตน ถ้าสยัมภู เป็นพระพุทธเจ้าเลยเป็นตัวท่านเต็มๆ สยัมภู กับสยังอภิญญาต่างกัน สยังอภิญญา เป็นโพธิสัตว์ที่มีภูมิธรรมะของตัวเองมาเกิดในชาตินั้น เมื่อเป็นสยังอภิญญา โพธิสัตว์มาเกิดมีของตนเองแล้ว ถึงไม่เอาความรู้จากใคร ชาตินี้ถึงมาเกิดในยุคนั้นก็จะไม่มีอาจารย์ไม่ได้เอาความรู้ทางธรรมะจากใคร มีของตัวเองมา อาตมาจึงรู้ว่าตัวเองคือคนนี้ เป็นอจินไตยแล้วนะ ทีนี้ ทำไมบอกว่าตัวเองเป็นคนนี้ ก็เพราะว่ารู้ 9 สัมมาทิฏฐิ แล้วเอามาอธิบายให้คนปฏิบัติได้ด้วย ในยุคนี้ต้องมีสยังอภิญญามา เพราะว่าในยุคนี้ไม่มีสัตบุรุษแท้ จึงต้องอาศัยผู้ที่เป็น สยังอภิญญามาเกิด แม้แต่ผู้ที่ไปยึดถือการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างผิดๆ จึงเห็นค้านแย้งกับสยังอภิญญา เพราะท่านไปถึงความผิดแล้ว แต่ถ้าท่านถือแล้วถูกตรงกับพระพุทธเจ้าก็จะถูกตรงกับอาตมา หรือว่าถ้าคุณถูกอาตมาก็ผิด แต่อาตมายืนยันตรวจสอบเช็คตามพระไตรปิฎก อ้างอิงพระไตรปิฎก แล้วอ้างอย่างมีประชาชนปฏิบัติได้จริงมีมรรคผลจนเป็นหมู่กลุ่มชุมชนพฤติกรรมสังคม จนอาตมาบอกว่าเป็นเมืองแผ่นดินพุทธเป็นชมพูทวีป พูดยืนยันทุกอย่างของพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่ใช่แค่แผนดินพุทธนะ แต่บอกว่าเมืองไทยเป็นชมพูทวีป เพราะมี มนุษย์ชาวชมพูทวีป ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตร-กุรุทวีปและเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ 3 คือ เป็นผู้กล้า (สุรภาโว) เป็นผู้มีสติ (สติมันโต) เป็นผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์อันเยี่ยม (อิธ พรหมจริยาวาโส) ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีปประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีป และพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ 3 ประการนี้แล (พตปฎ. ล.23 ข.225) มีสติเป็นอธิปไตย แล้วถึงจะปฏิบัติพรหมจริยวาโส และหลายคนมาปฏิบัติได้เป็นร้อยเป็นพันคนอยู่ในดินแดนนั้น ดินแดนนั้นจึงเป็นชมพูทวีป ถูกต้องธรรมะพุทธเจ้ามีมนุษย์ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้ามีมรรคผลของพระพุทธเจ้าจริง มีพระโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์อยู่ในที่นี้ ในที่นี้จึงเป็นชมพูทวีปที่แท้ ในอินเดียไม่มีแล้ว มามีในประเทศไทย ประกาศไปแล้วว่ามีพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แต่คุณเองเข้าใจไม่ได้จึงไม่เชื่อ ถ้าคุณเข้าใจได้จะพอเชื่อถือ ถ้าเข้าใจดีจะเชื่อมากขึ้น ถ้าเข้าใจชัดเจนจึงจะยอมรับนับถือว่าจริง แล้วก็จะรู้ว่าเมืองไทยเป็นชมพูทวีป เมืองไทยเป็นแผ่นดินพุทธเมืองไทยมีชาวพุทธที่แท้จริงที่บรรลุธรรมะอาริยธรรมของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงได้ เพราะสามารถที่จะมีสัมมาทิฏฐิทำทานก็อัตถิทินนัง อัตถิทินนัง คือ ทานที่มีผลทำให้กิเลสออก ส่วนทานที่เขาสอนกันนั้นมีแต่ทำให้กิเลสเพิ่ม เพราะทานแล้วยังมี สาเปกโข เสริมความหวังให้ด้วย ทานแล้วจะได้สวรรค์ ทานแล้วจะได้กุศลจะได้ความสุขจะได้สารพัด เขาบอกว่าให้พร ให้รวยด้วย อายุวรรณะสุขะพละปรารถนาอะไรขอให้ได้สมความหวัง เอาให้ได้หมดเลย ทั้งที่ศาสนาพุทธนั้นลดความอยากหมดความอยากสิ้นความเสพ ทำให้หมดความอยากแต่เขาก็จะทำให้เพิ่มความอยาก สอนทานให้อยากๆๆ นี่คือความไม่รู้ อาตมาก็ทำท่าทางด้วยนะ มันจริงๆเลย จึงล้มเหลวตั้งแต่สอนการทานก็เป็น นัตถิทินนัง ทานแล้ว 1.ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล (ไม่เห็นการลด) (นัตถิ ทินนัง). . . . 2.ยัญพิธี(พิธีการ)ที่บูชาแล้ว ไม่มีผล (นัตถิ ยิฏฐัง) ปฏิบัติเสร็จแล้วไม่มีผลลดกิเลส มันเป็นโมฆะทั้งนั้นเลย จะเป็นวิธีปฏิบัติที่คนตั้งใจทำนั้นไม่ว่าจะเป็นการเดินจงกรมนั่งสมาธิจะทำอะไรก็แล้วแต่ แต่เป็นมิจฉาทิฎฐิไม่สามารถลดกิเลสได้ 3.สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล (นัตถิ หุตัง) เช่นจีนไหว้เข้า เอาของไปถวายเข้า เอาไก่ เป็ด ปลา อาตมาว่า เอาไปถวายวิญญาณได้แต่วิญญาณซีกุ้ย ไม่ได้วิญญาณเซียนนะ คุณอยากจะไหว้เจ้าก็ต้องเอาเจไปไหว้สิ จะได้ถูกกับเซียนบ้าง แต่ไปไหว้เป็ดไก่ต่างๆหัวหมูบ้าง ก็ได้แต่ไหว้ซีกุ้ย วิญญาณชั้นต่ำ อาตมาก็เคยบอกเขา สรุปก็คือ วิธีปฏิบัติธรรมอะไรก็แล้วแต่มันล้มเหลวหมดเลยไม่มีผลอะไรเลย สรุปแล้วสามข้อนี้ ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง คือ ทาน ศีล ภาวนา ข้อที่ 3 ภาวนา แปลว่า การเกิดผล คือหุตังคือ จิตเกิดผล แต่ปฏิบัติธรรมแล้วมันไม่เกิดผลเลย ปฏิบัติธรรมก็มีอยู่ 3 อย่างนี้แหละ แล้วก็เพิ่มเติมในบุญกิริยาวัตถุ 10 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว ไม่มีผล (นัตถิ สุกตะทุกกะฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) . . 5. โลกนี้ ไม่มี (นัตถิ อยัง โลโก) 6. โลกหน้า ไม่มี (นัตถิ ปโร โลโก) . ทา 7. ไม่มีปัญญาเห็นมารดา (นัตถิ มาตา) . 8. ไม่มีปัญญาเห็นบิดา (นัตถิ ปิตา) . . 9. ไม่มีปัญญาเห็นสัตว์อุบัติขึ้นเอง.(นัตถิ สัตตา โอปปาติกา). . . 10. ไม่เห็นสมณพราหมณ์ทั้งหลาย.เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกนี้ (นัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญจ โลกัง ปรัญจ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 255) ถ้า 3 ตัวต้นของสัมมาทิฏฐิปฏิบัติไม่ถูกแล้วก็ไม่เกิดอีก 6 ข้อต่อไป เพราะไม่มีสมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญจ โลกัง ปรัญจ โลกัง สยัง อภิญญา มาบอกมาประกาศให้ฟัง อาตมาบอกว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา เพราะอาตมารู้จัก สัมมาทิฏฐิทั้ง 9 ข้อได้ พาให้ปฏิบัติทั้ง 9 ข้อให้มีมรรคผลเป็นสัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติสมาธิปฏิเวธด้วยจึงยืนยันว่าอาตมาเป็นสยังอภิญญา โดยเฉพาะในยุคนี้ ยุคนี้ ไม่มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว มีแต่วิชาที่ดีแล้วก็นึกว่าตัวเองเป็นสัมมาเท่านั้น ไม่สัมมาไม่พอ ปฏิบัติยังไม่มีมรรคผล เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยผู้ที่เป็น สยังอภิญญา มาอุบัติ ขึ้นในยุคนี้ รู้ของตนเองมาก่อน ยุคนี้จึงมาอย่างไม่มีอาจารย์ก็มีแต่ของตัวเอง พระอาจารย์ต่างๆที่มีขึ้นมานั้นเป็นพวกมิจฉาทั้งนั้น พูดสัจจะไม่ได้ไปกวาดทิ้ง เพราะฉะนั้นโลกในยุคนี้มีไหม แต่ก่อนมีไหม? แต่ก่อนไม่มี ตอนนี้มี ถ้าใครเห็น ตอนนี้มี สมณะพราหมณ์ สยังอภิญญา ผู้นั้นเกิดแล้วในโลกนี้ ถ้าใครไม่เห็นนั่นแหละคนนั้น นัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญจ โลกัง ปรัญจ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตี ผู้นั้นยังตาบอดอยู่ทั้งๆที่ สยังอภิญญามาเกิดแล้วมาประกาศ ปเวเทนตีติ อย่างแจ่มแจ้ง สัจฉิกัตวา แต่คนเหล่านั้นก็ยังไม่เห็น เห็นก็ยังไม่รู้ เหมือนกามนิต จะไปหาพระพุทธเจ้าก็ช่างกระไร ในพระไตรปิฎกก็มีภิกษุที่จะไปตามหาพระพุทธเจ้าและคุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืนแต่ไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า เหมือนกับที่อาตมาเกิดมาในยุคนี้เขาฟังดูก็ดูเหมือนอธิบายเก่งอธิบายไม่เหมือนใคร อาตมาอธิบายทำไมไม่เหมือนใครในประดาที่เคยอธิบายกันมา สมณะเดินดิน...สรุปจบ620724_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สยังอภิญญามาต่อศาสนาพุทธคือใครในยุคนี้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน