สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน กรรมฐานของศาสนาพุทธปฏิบัติแบบลืมตา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข29 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน กรรมฐานของศาสนาพุทธปฏิบัติแบบลืมตา _สุพัฒน์ เบ้าวันดี · ผมยอมให้ท่านโพธิรักษ์ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะความเห็นต่างในวิธีการปฎิบัติ แต่ผมว่าจุดหมายในการปฎิบัติธรรมอยู่ที่การหมดกิเลสพ้นทุกข์ ไม่ว่าจะมีวิธีอย่างไร มีลืมตาหลับตาอยู่ป่าอยู่บ้านกินเนื้อกินผัก ถ้ามันหมดกิเลสได้มันดีทั้งนั้น แต่ถ้ามันไปเพิ่มกิเลสอัสมิมานะกูเหนือกว่ามึงมันจะดีอย่างไร อวดตัวอวดตน แม้ว่าจะไม่มีกิเลสแล้วก็ตาม มันก็ผิดที่ไปสร้างบาปกรรมให้กับเขา ท่านก็อ้างว่ากรรมใครกรรมมัน แต่ท่านนั่นแหละต้นเหตุของกรรม พอโดนว่าท่านก็หนีไปอรหันต์ ก็ต้องมีปัญหากันต่อไป พ่อครูว่า..จุดหมายในการปฎิบัติธรรมอยู่ที่การหมดกิเลสพ้นทุกข์ ตรงนี้ถูกต้องมาก แต่มรรคที่ปฏิบัติมันจะตรงไหม ถ้าไม่ตรงไม่มีทางหรอกฝันไปเถอะจะหมดกิเลส คนนี้เอามาพูดดูเก๋เท่ แต่ที่จริงพาออกนอกทางไปเยอะ ไม่ว่าจะมีวิธีอย่างไร มีลืมตาหลับตาอยู่ป่าอยู่บ้านกินเนื้อกินผัก...ค้านแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า 100% หันหลังเลย พวกนี้น่าสงสาร ยำเละเลย แต่พูดโก้ๆมาอธิบายความเห็นของตัวเอง คนนี้จมไม่รู้จะจบอย่างไรเพราะเอาความเห็นที่ดูดีเอามาอธิบายการปฏิบัติของตนเองที่ออกนอกทาง คุณก็จงอยู่อย่างที่เรียกว่าดึงไม่ขึ้น แต่ถ้ามันไปเพิ่มกิเลสอัสมิมานะกูเหนือกว่ามึงมันจะดีอย่างไร อวดตัวอวดตน แม้ว่าจะไม่มีกิเลสแล้วก็ตาม ถ้าคนไม่มีกิเลสแล้วจะเอาที่ไหนมาอวดตัวตน เพราะการอวดตนมันเป็นกิเลส สาเฐยจิต แต่คนที่หมดกิเลสแล้วจะไปมีอย่างไร คนนี้พูดภาษาก็ไม่รู้เรื่อง หากคนนี้เป็นพระอรหันต์ไม่มีกิเลสแล้ว หมดแม้อุปกิเลสจะอวดตัวตนมันก็ไม่มีแล้วจะเอาที่ไหนมาพูดเพราะอาตมาเป็นพระอรหันต์แล้ว พูดไม่รู้กี่ที แค่นี้ก็น่าจะเข้าใจ แม้จะไม่มีกิเลส มันก็ผิดที่ไปสร้างบาปกรรมให้กับเขา

อ่านต่อ

ขออธิบายซ้อน หากไม่ให้พระอรหันต์อวดตัวตน อาตมาเป็นอรหันต์แล้วจะให้ไปเป็นอะไร อาตมาหนีไม่ออก ตกลงความเห็นของเธอก็อย่างหนึ่งความเห็นของเราก็อย่างหนึ่งเป็นความเห็นที่ต่างกัน

พ่อครูว่า…มาไขความกันต่อ เรื่องประเด็นการนั่งสมาธิ สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นไม่ว่าจะนั่งเดินยืนนอนไปอย่างไรก็แล้วแต่ อย่างคุณสุพัฒน์ เบ้าวันดีว่านี่แหละ ขอให้มันหมดกิเลสก็แล้วกันเขาพูดมาก็มีส่วนถูก จะอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม สมาธิ ของพระพุทธเจ้านั้นจะมีได้ไม่ใช่อยู่นั่งแล้วทำเอา ไม่ใช่ อันนี้ผิดมาตั้งแต่ต้น เพราะการจะได้สัมมาสมาธินั้นพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาจัตตารีสกสูตรว่าจะต้องปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ 1.สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) เป็นประธานไปทุกมรรค 2.สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) . เป็นประธานปฏิบัติ 3.สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) เป็นตัวปฏิบัติ . 4.สัมมากัมมันตะ (ทำการงานชอบ) เป็นตัวปฏิบัติ 5. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) เป็นตัวปฏิบัติ . 6. สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) เป็นตัวเร่งห้อมล้อม 7. สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) เป็นดวงตาห้อมล้อม . 8. สัมมาสมาธิ (สะสมลงเป็นจิตใจที่ตั้งมั่น) เป็นผล . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 252-281) .

มีการคิด สัมมาสังกัปปะ มีการพูดเป็นสัมมาวาจา การนั่งสมาธิ คุณไปใส่คำว่านั่งเอง สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นคิดก็ได้ ในขณะคิดในขณะพูดสัมมาวาจา ในขณะทำกรรมกิริยาทุกอย่างก็ทำสมาธิได้ทำอาชีพสัมมาอาชีวะ คุณจะทำอาชีพเลี้ยงตัวเองอยู่ จะทำงานอะไรก็แล้วแต่จะทำกสิกรรม อุตสาหกรรม จะทำงานค้าขาย ทำงานอะไรก็ตาม ทำให้เป็นสัมมาอาชีพก็แล้วกัน แล้วก็อ่านทุกอิริยาบถของคุณ โดยการมีปัญญาที่จะรู้ความจริงตามความเป็นจริง อ่านกรรมฐานสำคัญก็คือ จับเวทนาในเวทนาให้ได้ ที่พูดอย่างนี้คือเวทนาเป็นกรรมฐานหลักของศาสนาพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีเวทนาแล้วจะปฏิบัติธรรมไม่ได้ ไม่มีเวทนาไม่มีโอกาสจะปฏิบัติธรรม ในพรหมชาลสูตรพูดไว้ชัดเจน ท่านสรุปเอาไว้ว่า การปฏิบัติธรรมของท่าน ล. 9 ข. [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เอาคำว่าสมาธิก่อน การเข้าใจสมาธิอย่างตื้นๆแค่ว่า คุณไปนั่งสมาธิแล้วจะเกิดสมาธิ ไม่มีทาง การนั่งหลับตาสะกดจิตไม่มีทางเกิดสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า เพราะการนั่งอย่างนั้นจะไม่มีจิตสะอาดจากกิเลสเลย ไม่มีจิตที่ปราศจากกิเลสไปตกผลึกเป็นสมาธิเลย สมาธิแปลว่าจิตตั้งมั่น เป็นจิตที่สะอาดที่แข็งแรงแล้วเป็น ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นการรักษาผลสิ่งที่ทำได้แล้วทำซ้ำจึงจะตั้งมั่น สมาธิจึงไม่ใช่ด้วยการนั่ง ถ้าไม่ใช่สัมมาทิฏฐิปฏิบัติให้ถูกกิเลสมันไม่ถูกกำจัดแล้วจิตจะไม่สะอาด กิเลสไม่ถูกกำจัดแล้วจิตจึงสะอาดที่จะตกผลึกเป็นจิตที่ตั้งมั่น จิตไม่สะอาดลงไปตกผลึกตั้งมั่นก็เก็บตกผลึกจิตที่ไม่สะอาดไว้ในใจอีกก็เป็นเชื้อโรคแบคทีเรีย เพราะฉะนั้นทำอย่างไรคุณถึงจะเกิดจิตสะอาดก่อน แล้วจิตสะอาดนั้นจึงจะค่อยๆสั่งสม ตกลงไปเป็นจิตที่เรียกว่าสมาธิ เป็นจิตที่แข็งแรงตั้งมั่น วิธีที่จะปฏิบัติจิตให้สะอาดจึงมาก่อน วิธีจะทำให้จิตสะอาดคือจะต้องสร้างฌาน สร้างฌานให้เกิดบุญ ฌานแปลว่าไฟ เดี๋ยวนี้เขาแปลฌานว่าคือการนั่งสะกดจิตอีก คุณไม่สามารถสร้างฌานได้ ยังดีนะ ในพจนานุกรมบาลีคำว่าฌาน เขายังมีแปลทิ้งไว้ว่าเป็นไฟกองใหญ่ แต่เขาแปลไว้อีกว่าการเพ่งอารมณ์ให้สงบ ในพจนานุกรมบาลีทั้งนั้นเลย พจนานุกรมบางเล่มไม่มีคำว่าไฟด้วย นี่คือการสูญหายของสัจธรรม จะต้องตามติดอ่านกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม กายแปลว่าสภาวะหมวดของเจตสิก กายคือจิตนะ ดีที่ในพระไตรปิฎก ยืนยันไว้ว่ากายคือจิต ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 ในพจนานุกรมก็แปลว่าคือหมวดของเจตสิก 3 กายจะต้องมีคู่เป็นธรรมะ 2 เสมอ ถ้าสรีระแปลว่าร่างไม่มีจิต แต่กายต้องมีจิตร่วมด้วยเสมอ ถ้าไม่มีจิตร่วมด้วยไม่ใช่กาย ศาสนาพุทธเมื่อมีพระมาบวชเริ่มต้นอุปัชฌาย์จะต้องให้กรรมฐานแยกกายแยกจิตให้ได้ก่อน เป็นมูลกรรมฐาน 5 มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็จะพิจารณาจากผม จากขน พิจารณาจากเล็บ จากฟัน จากหนัง อันใดอันหนึ่งก็ได้แล้วแยกความเป็นกายกับความเป็นจิตให้ได้ ถ้าเผื่อว่าแยกกายแยกจิตอันนี้ไม่ออก ในความเป็นภิกษุเป็นผู้มาบวช อุปัชฌาย์จะต้องให้กรรมฐานนี้ไปพิจารณาอ่านแยกให้ได้ ถ้าแยกไม่ถูก ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ ไปไม่เป็น กายกับจิตแยกถูก แยกเพื่อรู้เท่านั้น แต่แยกให้ขาดกันไม่ได้เพราะเป็นเทวะ มีสองในหนึ่ง หนึ่งในสอง ทูอินวัน มันมีอยู่ด้วยกันแยกไม่ได้ แต่แยกโดยสภาวะสัจธรรมได้ แต่ภาษาเขาแปลว่า กายคือรูปนามเป็นเทวะ คุณต้องศึกษาเป็นความสำคัญของศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นโลกุตรธรรมข้อที่ 1 คือพิจารณากายในกายในโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นโลกุตระ ถ้าแยกกายแยกจิตเป็นจะมีภูมิธรรมรู้ว่าอุตุนิยามเป็นอะไร พีชนิยามเป็นอะไร จิตนิยามเป็นอะไร แล้วจึงจะปฏิบัติ กรรมนิยาม เป็นธรรมได้ เป็นธรรมนิยาม 5

นิมนต์จิบน้ำ … สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน สมณะฟ้าไท

พ่อครูว่า...แยกกายแยกจิต ต้องเน้น ก็ไม่ใช่รู้กันง่ายๆถ้าแยกตรงนี้ไม่ออกมันไม่สามารถทำความเป็นอาริยะให้ถึงอรหันต์ได้ อุตุ พีชะ และจิต อุตุนั้น สภาพของดินน้ำไฟลมสภาพที่ไม่เป็นชีวะ เป็นวัตถุธาตุที่แท้จริงมหาภูตรูป 100% คือ สภาพตัวที่หมดชีวะไปแล้ว แม้จะเคยเป็นชีวะ แต่พ้นจากความเป็นชีวะ เช่น อาตมาเคยสงสัย เขาแปล ระดูว่า อุตุ menstrual พิจารณา ผมขนเล็บฟันหนังมันมีภายนอกด้วยจึงอธิบายได้ง่ายกว่า เอา เล็บนี่อธิบายได้ง่ายชัดเจนกว่า เล็บที่ติดอยู่กับตัวเราข้างในเลย เล็บเป็นภายนอก จิตนิยาม เล็บที่ยาวออกมาจากร่างกายไม่ใช่จิตนิยามแล้วเป็นพีชนิยาม คนที่เป็นมนุษย์พืชแล้ว ต้องเป็นพืชจริงๆนะ หมอก็ดี ใครจะถอดสายออกก็ไม่มีบาป ไม่เป็นการทำลายชีวิตอะไรเลย มันเป็นพีชะไม่บาป แต่ก็ถอดไม่ได้ เพราะว่าญาติไม่ให้ถอด แต่ถ้าญาติให้ถอดหมอก็ถอดได้ ไม่มีบาป สังคมต้องเข้าใจให้ลึกๆมันเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเข้าใจว่ายังหายใจอยู่ แค่ไม่รู้สึกตัวเท่านั้นเองมันยังไม่ตาย ใช่ มันยังไม่ตายในความเป็น พีชะ แต่ในจิตนั้นตายแล้ว _คนถามว่า เลือดของเราที่เอาไปบริจาค พ่อครูว่า...เลือดของเราเป็นจิตนิยาม ออกไปก็เป็นพีชะ เป็นเลือดของสัตว์ เพราะฉะนั้นกรรมฐาน 5 ถ้าแยกกายแยกพืชแยกจิตไม่ได้ คนนี้ไม่มีทางปฏิบัติธรรมบรรลุปรมัตถธรรมของพระพุทธเจ้า แยกพลังงาน พลังงานในอุตุ ในวัตถุมีพลังงานในตัวมันเหมือนกัน พลังงานแสงสีเสียงแม่ทนนเหล็กไฟฟ้าฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์เรียนรู้พลังงาน อุตุได้ แต่พีชะก็เรียนได้ระดับหนึ่ง ระหว่างนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในโลกเป็นชาวเทวนิยม ถ้าหากว่านักเรียนเป็นชาวพุทธจะศึกษา Biology ได้อย่างดีทีเดียว เสร็จแล้วทางเทวนิยม เรียนเรื่องของจิตวิญญาณเรื่องของชีวะไม่รู้ จึงเรียนได้แค่ เขาเรียกว่าเทวศาสตร์หรือเทววิทยา ศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยมแยกความเป็นเทวะได้ แยกแยะธาตุแม้ธาตุพีชะ กับความเป็นอุตุ แยกแยะแม้ธาตุจิตกับความเป็นอุตุ หรือ ธาตุจิตกับความเป็นพีชะ แยกได้อีก เพราะฉะนั้นพระอรหันต์จึงมาแยก ในขณะที่เราเป็นชีวะหรือยังไม่ตายปรินิพพานเป็นปริโยสาน เราก็ต้องมีชีวะมีจิตอยู่ แต่จงทำจิตให้เป็นพีชะอาศัย แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อจิตของพระอรหันต์เป็นพีชะแล้วจะโง่เหมือนกับพืช ไม่มีความรู้ในระดับจิตที่จะรู้อะไรได้กว้างได้ลึกได้มาก ไม่ใช่ แต่มันมีอยู่แล้วเป็นจิตหรือยังอยู่แล้ว ทำจิตให้เป็นพืชได้ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีบาปไม่มีบุญ ปุญญปาปปริกขีโณ พพระอรหันต์ไม่มีบาปไม่มีบุญสิ้นบาปสิ้นบุญแล้วไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว ศาสนาพุทธจึงสำคัญอยู่ที่ความสุขความทุกข์ ส่วน ศาสนาเทวนิยมนั้นไม่รู้จักความสุขไม่รู้จักความทุกข์ แต่หลงสุขเป็นสุขนิยม จะเอาแต่สุข เริ่มไม่รู้จักเหตุแห่งความสุขความทุกข์ ศาสนาพุทธจึงสูงสุด เป็นจิตนิยาม แล้วทำจิตนิยามให้เป็นพีชะ อาศัยพีชะแล้วบอกว่าเรียนรู้ธาตุพีชะว่าแยกเป็นอุตุได้ เมื่อแยกเป็นอุตุได้ก็หมดชีวะได้ เพราะฉะนั้นจึงรู้จัก ชีวิตินทรีย์ ในรูป 28 อุปาทายรูป 24 จะแยก ชีวิตินทรีย์ เมื่อดับ ชีวิตินทรีย์ อินทรีย์ในชีวิตไม่มีแล้วจึงจะเป็นธาตุที่เป็นอุตุ แต่จิตนิยามยังอาศัยธาตุรู้อยู่ ธาตุรู้พีชะก็ทำได้ แยกพีชะเป็นอุตุได้ ผู้แยกได้ในธาตุรู้ของตัวเองพูดนั้นจึงเป็นอรหันต์ได้ การแยกกายแยกจิตจึงไม่ใช่ตื้นๆเลยในเรื่องของมูลกรรมฐาน 5 เมื่อเล็บที่ยาวออกมา มันไม่มีความรู้สึกแล้ว เป็นพีชะแล้ว แต่ไม่ใช่กายของเราแล้ว ตัดขาดออกมาจากร่างกายเป็นอุตุสมบูรณ์แบบ เป็นธาตุดินน้ำไฟลมสมบูรณ์แบบ อย่างนี้เป็นต้น แต่เดี๋ยวนี้มูลกรรมฐาน 5 อุปัชฌาย์เองก็ยังไม่รู้ ขออภัยอย่าหาว่าดูถูกเลย บอกให้ท่องเท่านั้นเอง แล้วให้พิจารณาบางทีก็ไม่กล้าพูด ว่าให้พิจารณาแยกกายแยกจิตในมูลกรรมฐาน 5 บอกโยงไปว่าแยกกายแยกจิตและไปนั่งสมาธิถอดจิตออกจากร่าง เขาบอกว่าเก่งมากเลย ถอดจิตออกไปได้แล้วบอกว่า จิตที่ถอดไป ร่างจะแข็งเป็นหินเลยเหมือนพรหมลูกฟักนับถือกันเลยบอกว่าคนนี้เก่งฌานเก่งสมาธิ 620724_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สยังอภิญญามาต่อศาสนาพุทธคือใครในยุคนี้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน