660918 คนเจริญคือคนทำฌานจนเป็นบุญสำเร็จ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #41 ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์36 KB
วันที่แก้ไข25 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

660918 คนเจริญคือคนทำฌานจนเป็นบุญสำเร็จ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #41 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53541.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1QPdK-gAZx6hitiu_Lfzxx-8Tv2cBYMmi/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/12rgEOlqpjJkNqhTodT2458NQGSKFMuWV/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660918-e29f73k

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/9K3tUANKSKU และ https://fb.watch/n7W58TKcrL/ มีซับ https://youtu.be/215W9-gd6BM

พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 18 กันยายน 2566 ขึ้น 4 ค่ำเดือน 10 ปีเถาะ กระต่าย ที่บวรราชธานีอโศก

คนเจริญคือคนทำฌานจนเป็นบุญสำเร็จ แต่ละวัน แต่ละวันพวกเรานี่ ใส่ใจสนใจธรรมะกัน ฟังธรรมะกันทุกวัน มันเป็นคนเจริญ เรียกว่าเป็นคนเจริญ ฟังธรรมะกันทุกวัน เป็นคนรู้จักสาระแก่นสารของชีวิต เพราะชีวิตเราเกิดมานี่ เวียนวนอยู่ในวัฏสงสารอยู่ในโลก หมุนเวียนอยู่อย่างโง่ๆเง่าๆ อวิชชา วนเวียนไปเกิดแล้วก็ไปตามยถากรรม ไม่มีหลักเกณฑ์ในการที่จะทำให้ชีวิตนี้มันเดินทางไปสู่ความเจริญ คำว่า “เจริญ” คำนี้คือ สามารถรู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน มันสามารถเข้าไปรู้ อ่านรู้สภาวะจิต สภาวะที่เป็นจิต แยกได้เป็นเจตสิก สามารถที่จะมีญาณหยั่งรู้ กำหนดรู้ สัญญากำหนดรู้ รู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทศตามคำสอนของพุทธเจ้า แล้วก็มีคนเอามาขยายความเป็นอุเทศ อธิบายขยายความอย่างที่อาตมาอธิบายนี้คืออุเทศ แล้วสามารถจับ อาการ ลิงค นิมิต ที่มันเกิดในจิตของเรา อาการอย่างนั้นอย่างนี้ กำหนดเครื่องหมายได้ แต่ละคนก็กำหนดอาการอย่างนี้หมายว่า กำหนดเอง ของเราเอ

อ่านต่อ

งว่าอย่างนี้เป็นอาการอย่างไร เช่น อาการโกรธ อาการโลภ อาการกำลังเกิดอาการรัก อาการชัง อาการเกิดโกรธน้อยๆ โกรธอย่างกลาง โกรธอย่างแรง อะไรอย่างนี้ มันสามารถรู้อาการเหล่านั้นที่มันเกิดในขณะที่มันเกิดหลัดๆ มีนาม มีจิตหยั่งรู้จับสภาวะพวกนั้นได้ ไม่ใช่มีแต่ภาษาข้างนอกที่เรียนรู้แต่พยัญชนะ-แต่ความหมาย-แต่บัญญัติ แต่มันสามารถที่จะรู้อาการของจิตของเราจริงๆ เกิดจริงๆ สัมผัสรู้ สัมผัสแล้วก็เกิดญาณรู้ เข้าใจ ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วก็มีวิธีที่จะกำหนดรู้ เพื่อที่จะให้มันมีประสิทธิภาพของปัญญา ประสิทธิภาพเป็นฌาน ฌาน นี่คือพลังงานไฟ ไม่ใช่พลังงานที่จะไปได้เพ่งเจาะอะไรเข้าไป แต่เป็นพลังงานที่รู้และไหม้ รู้และเผา รู้แยกกิเลสออกได้แล้วเผากิเลสเลย ฝึกไปตั้งแต่ฌานที่ 1, 2, 3, 4 คนที่ทำฌาน 4 ได้เก่ง ก็เผาได้พลั๊วะเลย สำเร็จฌานที่ 1, 2, 3, 4 ก็ถือว่าเป็นผู้มีบุญ ไม่ใช่มีหรอก ทำพลังงานฌานนี้ได้สำเร็จ เรียกว่า เกิดความสามารถ ที่ใช้พยัญชนะแทนสภาวะว่า บุญ บุญ ไม่มีการสั่งสม บุญไม่มีเกิดอยู่ที่ไหนๆ บุญเกิดอยู่ในปัจจุบันธรรมที่เกิดจากพลังงานจิต ที่สามารถสร้างฌานวิสัยแบบพุทธได้ ฌาน เขาก็มิจฉาทิฏฐิกันง่าย แต่จะทำให้เกิดฌานแบบพุทธนี้มันยากมาก จะให้เกิดพลังงานที่มันเป็นพลังงานมีประสิทธิภาพถึงขั้นมีสภาพ 2 เสมอ คือ 1.รู้ - รู้ความจริงตามความเป็นจริง 2.รู้แล้วมีฤทธิ์ มีฤทธิ์สามารถทำให้กิเลสมันละหน่ายคลายหรือดับไปได้ ถ้าเป็นประสิทธิภาพสูงสุดก็ดับ เจอหน้าปั๊บดับทันที พยัญชนะหรือภาษาที่พยายามอธิบายก็ได้แค่นี้ อย่างนี้นะ

ลองมาเอา SMS แล้วก็ไล่ไปจะได้มีเหตุปัจจัยที่เราข้องใจเอาเป็นประเด็น เอาเป็นเหตุในการอธิบายธรรมะไปเรื่อยๆ SMS วันที่ 15-17 ก.ย. 2566 _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ กราบนมัสการท่านสมณะเดินดิน ท่านดินไท ท่านแสนดินด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกเป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอเสลภูมิค่ะ ปีนี้ลูกทำนาเจออุปสรรคมากตั้งแต่เริ่มทำนา ปีนี้ลูกเริ่มลงนาหว่านข้าวหลังจากลูกกลับจากงานอโศกรำลึกค่ะ ช่วงเดือนมิถุนายน หว่านข้าวก็เจอฝนมาตลอดจนเม็ดข้าวเน่าขึ้นไม่ได้ ต่อมาเดือนกรกฎาคมก็เจอฝนแล้งค่ะ และเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา มีฝนพายุมาฝนตกหนักทั้งคืนที่นาลูกน้ำท่วมล้นคันนามิดยอดข้าว ลูกได้ปฏิบัติตามคำสอนของพ่อครูว่า เราต้องแก้ไขปัญหาที่เป็นปัจจุบันเสมอๆ ลูกบอกตัวเองเสมอว่าเรามาถูกทางแล้ว แม้ว่าการทำนาปีนี้จะลงทุนซ่อมแซมมาก ลูกก็ไม่ทุกข์ใจค่ะ หากเป็นแต่ก่อนลูกจะทุกข์ใจมาก ลูกได้มาปฏิบัติตามพ่อครูแล้วทำให้แก้ไขเหตุการณ์และเข้าใจตนเองค่ะ ลูกซาบซึ้งในคำสอนพ่อครูมาก คำสอนพ่อครูทำให้ลูกผ่านปัญหาและอุปสรรคมาได้อย่างไม่ทุกข์ใจ ลูกขอส่งกำลังใจมาทางพี่น้องบ้านราชขอให้สู้ๆนะคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูว่า... คำสอนเป็นของพระพุทธเจ้า ซาบซึ้งก็ต้องยกให้พระพุทธเจ้า อาตมานำมาถ่ายทอด เขารู้ว่าจะน้ำท่วมบ้านราช เราสู้อยู่แล้ว เพราะว่าก่อนที่เราจะมาอยู่ที่นี่ เรารู้อยู่แล้วว่าเป็นที่น้ำท่วม เป็นที่ที่ใครเขาไม่เอา จนกระทั่งเรามาอยู่ จนที่ดินมันราคาแพง เราก็ซื้อที่ดินที่เขาทิ้งนี้แหละ แล้วมันก็ขึ้นราคาเอา ขึ้นราคาเอา ไอ้เราก็อยากได้ แพงเท่าไหร่ก็จะซื้อ จนกระทั่งราคาแพงขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งที่ดินที่ไม่มีราคา มันราคาขึ้นเท่ากับราคาข้างบนที่เขาซื้อกัน ก็เอา เราก็เป็นคนอย่างนี้แหละ

คนทำนาคือคนเลี้ยงโลก ผู้ที่ทำนานี้ อาตมาก็ขอคารวะ ว่าเป็นผู้ที่เลี้ยงโลกไว้ ทำนาก็ดีทำสวนทำไร่ก็ดี เราถือว่าข้าวมันเป็นอาหารหลัก ถือว่าเป็นหนึ่ง พืชพันธุ์ธัญญาหารก็เป็นหนึ่ง กินแต่พืชพันธุ์ธัญญาหารไม่กินข้าวก็ได้ แต่ข้าวก็เป็นหนึ่ง ที่คนยอมรับกันทั่วโลก เป็นแป้งที่คนยอมรับนำหน้า ทำขึ้นมาแล้วเลี้ยงโลกได้ อาตมาก็เคยพยายามอธิบาย ว่าคนจะเก่งอย่างไรไปทำอาวุธมาฆ่าคน กับคนที่ทำอาหารให้คนกินมีอายุ อีกคนหนึ่งทำอาวุธเพื่อที่จะฆ่าอายุของคน มันคนละโลกกันเลย มันคนที่มีงานคนละขั้ว เป็นขั้วนรกกับขั้วสวรรค์ แล้วเขาไม่รู้นะ สร้างอาวุธ หลงในอำนาจบาตรใหญ่ แล้วก็ไม่เข้าใจชีวิต ชีวะ สัตว์ คน มันไม่รู้ว่า กว่ามันจะพัฒนามาเป็นชีวะ

_มั่นใจพุทธ บุญเสร็จ · การสละของที่ไม่ใช้ ได้ฝึกทำอยู่เป็นประจำ รู้สึกเบาสบายขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเราได้เห็นผู้อื่นได้ใช้ประโยชน์ จากสิ่งที่เราได้สละไป ก็ทำให้หัวใจแช่มชื่นขึ้นมาทันตา เห็นเด็กๆ ที่บ้านก็ทำเช่นเดียวกัน เดี๋ยวนี้บ้านโล่งขึ้นเยอะ มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้น ทำความสะอาดก็ง่าย ใจก็เบา มีผลทำให้สละในเรื่องอื่นๆ ได้ง่ายขึ้นเจ้าค่ะ เป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้อื่นด้วย เพื่อนบ้านเห็นก็ทำตามเจ้าค่ะท่าน พ่อครูว่า... ดีจัง สร้างวิธีพวกนี้ไป

_ใจธรรม สิทธินาวิน · กราบเรียนพ่อครู ดิฉันอยากได้พจนานุกรมศัพท์ธรรมะ แบบที่พ่อครูอธิบาย เพราะฟังพ่อครูอธิบายธรรมะแล้วเข้าใจ เห็นด้วยกับที่พ่อครูอธิบายค่ะ หลายคำที่พ่อครูอธิบายแล้วเข้าใจ๊ เข้าใจค่ะ แต่ถ้าฟังจากที่พระองค์อื่นเทศน์ หลายอย่างไม่เข้าใจ บางทีนึกว่าไม่เป็นเหตุเป็นผล ตรรกะไม่น่าจะใช่ แต่ของพ่อครูคือใช่เลยค่ะ อย่างเช่นคำอธิบายเรื่องบุญบาป เรื่องการเอามือลูบคลำพระอาทิตย์ ที่พ่อครูอธิบายเป็นต้น ถ้ามีพจนานุกรมฉบับสมณะโพธิรักษ์ รวบรวมไว้ ต้องขอมีไว้สักเล่มแน่ ๆ ค่ะ กราบขอบพระคุณพ่อครูอย่างสูงยิ่งค่ะ พ่อครูว่า... มีคนทำหนังสืออภิธานศัพท์อโศกที่พิมพ์ออกไป เล่มหนาปึก ลองหาดู ถามดู ก็ยังเอาวางแจกทิ้งเอาไว้ ก็ไม่ค่อยมีใครหยิบเลย ติดต่อที่คุณมิ่งหมาย ที่บ้านราชนี่แหละ ได้ ติดต่อที่ท่านฟ้าไทก็ได้ สิกขมาตุผาแก้วก็แจกกันอยู่ มาวางที่บวรไม่เห็นมีใครหยิบไปเลย

_จรรยา ประเสริฐ · วันนี้มารายงานการปฏิบัติธรรมของดิฉัน หลังจากได้ไปพบ คุณแม่ (แม่น้ำที่ดิฉันชอบนักหนา) ดิฉันไปสันติอโศก ไปฟังธรรมในรอบ 4 หรือ 5 ปี ที่ผ่านมา หลังจากไปรักษาอาการป่วย จนหายดีแล้ว เมื่อไปเดินดู มีกิจกรรมหมอเขียว มีกิจกรรมศีล 8 พบอาโอ๋ รู้สึกว่าดีใจ และขอขอบพระคุณเธอ ที่เธอได้ช่วยดิฉัน ในการให้ข้อคิดดี ๆ ระหว่างดิฉันป่วย ดิฉันซาบซึ้งใจ ในการพูดคุยกับพี่น้องอโศกด้วยกัน มีอาจันทร์แรม แม่ชีเมฆฟ้า หรือเมฆธรรมนี่แหละ ท่านเคยเป็นแม่ชีที่ปฐมอโศก ที่ดิฉันเคยรู้จัก พบท่านแล้ว ดีใจมาก ท่านเมตตาดิฉันเสมอมา ขอบพระคุณค่ะ และพบเพื่อน ๆ ชาว ชมร. เพื่อน ๆ ชาวแด่ชีวิต เพื่อน ๆ พลังบุญ อาเรืองรุ่ง พลังบุญ ทั้งหมดดิฉัน มีความรู้สึกอบอุ่น อยู่ถึงเย็น แทบไม่อยากกลับบ้านตัวเองเลย ได้พบกิเลส ตัวเอง คือ การที่อยู่คนเดียว บางครั้งเราคิดผิด คิดว่าเราถูก เราดี พอไปพบผัสสะที่วัด พบตัวเองว่า เราไม่ชอบเสียงดัง เพราะเคยอยู่ตัวคนเดียว ตามใจตัวเองมา ได้ฟังธรรมตามใจชอบ ที่เรากดดูได้ ในเฟสบุญนิยม ในยูทูบ เปรียบเทียบกับการฟังธรรมสด ๆ จากสิกขมาตุแล้ว มีบรรยากาศ ผิดกันเลยค่ะ กับการฟังธรรมอยู่คนเดียว การฟังธรรมอยู่คนเดียว เป็นการเลือกทางสุดท้าย ที่เราเลือกไม่ได้แล้ว ดิฉันตั้งใจ จะไปฟังธรรม พบหมู่มิตรดีอีกบ่อย ๆ เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณที่ดีของดิฉันตลอดไปค่ะ กราบสาธุมาด้วยหัวใจ พ่อครูว่า... ดี ค่อยๆเข้าใจความรู้ลึกซึ้ง ค่อยๆเข้าใจความเจริญไปตามลำดับ

_สุรัติ ประเสริฐผล : ตั้งแต่ลูกเกิดมา ตั้งแต่เล็ก ก็เห็นว่า เรามีชีวิตอยู่ได้ แต่ต้องเอาชีวิตผู้อื่นมาต่อชีวิตเรา ไม่เป็นธรรมเลยครับ แต่หาทางออกไม่ได้ จนเมื่อ พ.ศ. 2534 พระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติธรรมแนวอโศก เอาคำสอนพ่อท่าน ไปโปรดลูก ลูกจึงหาทางออกได้ แต่ยังสงสัยในตัวพ่อท่านอยู่ เข้าไปพิสูจน์ พ่อท่าน ท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุ และ หมู่กลุ่มญาติธรรมอีก 2 ปี จึงหมดสงสัย แต่วิบาก เข้าไปวัดไม่ได้ แต่พ่อท่านก็ยังโปรดถึงบ้าน ลูกจึงติดตามคำสอนของพ่อท่าน และท่าน สมณะ มาตลอดครับ ขอน้อมกราบขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า... ดี ก็เอาไปพิจารณาปฏิบัติให้เจริญๆ

_อัมพร กุลศักดิ์ศิริ · เพลงพ่อครูอยากให้ทำเป็นแบบคาราโอเกะ นักดนตรีจะได้เอาไปบรรเลง และนักร้องทั่วไปจะได้ร้องบ้างครับ พ่อครูว่า... ใครจะทำก็ทำ คุณก็ทำสะเองเลยสิ เดี๋ยวนี้ทำเอาไม่ยาก

สภาวะเป็นเอกพยัญชนะเป็นรอง _บุญช่วย : อจินไตย แปลว่าอะไรหรือคะ ถ้าหนูแปลเอง อะคื-อไม่ จินคือจินตนาการ ไตยะคือไต คือ 3 ยะคืออาริยะ รวมกันคือ ไม่สามารถที่จะจินตนาการของการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปของพระอาริยะได้เลย สรุปคือบุคคลธรรมดาไม่สามารถล่วงรู้ได้เจ้าค่ะ ผิดประการใด ขอน้อมผิดแต่เพียงผู้เดียวนะคะ พ่อครูว่า... แยก (คำ) กันแบบนี้ คล้ายๆกัน เหมือนนัยยะที่ท่านมหาประยุทธ์ สมเด็จพุทธโฆษาจารย์เล่นงานอาตมาแต่แรกๆ ว่าอาตมาแยกพยัญชนะแบบนี้ มันไม่เข้ากับหลักไวยากรณ์อะไรต่ออะไร ท่านซัดอาตมาน่าดู ก็ตามประสาพวกเราลูกทุ่งไม่ใช่ลูกกรุง ก็ได้ คุณจะเข้าใจ สรุปแล้วคุณเข้าใจอย่างงั้น คุณจะแยกศัพท์อย่างไรก็แล้วแต่ อาตมาถือว่าเสร็จแล้วมันก็เข้าไปสู่สภาวะที่ถูกต้องก็ใช้ได้ (ถ้า) จะไปมัวแต่ติดอยู่เรื่องพยัญชนะ ไม่ถูกพยัญชนะ เพราะฉะนั้นตีทิ้งเลย สภาวะไม่ต้องให้ถูก แล้วก็ไปกันเลย แต่แม้ว่าจะแยกพยัญชนะผิดยังไง แต่ถ้าตีเข้าไปหาสภาวะถูกแล้ว แล้วก็ปฏิบัติที่เป้าหมายสภาวะนั้นได้ อาตมาถือว่าอันนั้นใช้ได้ ดีกว่าไปหลงอยู่แต่พยัญชนะ แม้แต่อย่างท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์หรือท่านมหาประยุทธ์ ท่านก็ยึดถือพยัญชนะมากจนกระทั่งไม่พยายามที่จะเข้าใจสภาวะให้ได้ ว่า อ๋อ สภาวะถูกแล้วก็เอาเถอะพยัญชนะเป็นเรื่องรอง สภาวะเป็นเรื่องเอก ก็เอา ใครจะเข้าใจอย่างไรก็ว่าไป อจินไตยที่คุณแปลโดยสรุปผล ถูกแล้วล่ะ มันไม่รู้เรื่อง มันได้แต่คิดพยัญชนะ คิดตรรกะอะไรไป แต่มันไม่เข้าไปสู่สภาวะ เช่น มันไม่รู้เข้าไปสู่สภาวะของกรรมวิบาก ก็ดี สภาวะของฌาน ก็ดี อะไรอย่างนี้เป็นต้น หรือ แม้แต่ไม่รู้ตัวเองถึงความคิด โลกจินตา จินตะของคุณนั่นแหละ จินตนาการนี่แหละ เป็นโลกของความคิด มันไม่รู้มันก็ไปกันใหญ่

_ซึ้งซื่อ วิเชียร : ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรสุดเกล้าครับ ในวันที่ 15 – 17 ก.ย. 66 ผมไปเข้าค่ายอุโบสถศีล on site ที่สันติอโศกครั้งที่ 180 เพราะอยู่บ้านได้เรียนปริยัติทางหน้าจอต่างๆ เลยต้องไปเรียนปฏิบัติ ปฏิเวธให้เข้าถึงจิตที่แท้โดยเอาตัวไปลงอย่างจริงจังเพื่อบำเพ็ญธรรมให้ตนเองเจริญครับ ขอกราบขอบพระคุณ พ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ

จบกิจคืออหันต์สู่ยอดความรู้ของพุทธสุดที่พระพุทธเจ้า พ่อครูว่า... ผู้ที่เห็นว่าชีวิตนี้มันต้องเอาเรื่องของธรรมะ ถ้าไม่เอาเรื่องธรรมะ โดยเฉพาะธรรมะที่เป็นโลกุตระ แม้แต่ธรรมะที่เป็นโลกียะก็ตาม มันก็พาเจริญได้อยู่ในชีวิต ในโลกียะมันก็พาเจริญในชีวิตสามัญก็เป็นไปได้ แต่ยิ่งเป็นโลกุตระแล้ว มันเจริญถึงขั้นรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง รู้จบ อันนี้มันเป็นสุดยอดของพระพุทธเจ้าที่ค้นพบความจริง รู้จบคืออะไร จบคือจบเรื่องจิตวิญญาณ จบว่าจะทำจิตวิญญาณนี้ให้เป็นจิตวิญญาณที่ไม่ทำชั่วอีกเลย ทำแต่ดี รู้จักอาการของจิตที่เป็นบาป เป็นอกุศล เป็นกิเลส แล้วไม่ทำอีกเลย ล้างกิเลสได้ ไม่ทำชั่วอีกเลย ไม่ทำบาปอีกเลย ทำแต่ดี เพราะฉะนั้นกรรมที่ทำ ทำแต่ดี อย่างเที่ยงแท้ถาวร ทำได้อย่างนิยตะ เที่ยงแท้เลย นี่เป็นประเด็นที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นคนที่จบอรหันต์แล้ว 1. จะทำแต่ดี จะเกิดอีกกี่ชาติๆๆๆ กรรมมีแต่กรรมกุศล ไม่มีกรรมบาป ไม่มีกรรมอกุศลเลย นี่เป็นหลักประกันของชีวิตหรือจิตวิญญาณ 2.สามารถที่จะรู้แจ้ง รู้จริง รู้จบจิตวิญญาณ แยกธาตุจิตวิญญาณ เมื่อตายกายแตก กายัสเภทา ปรัมมรณา หลังกายแตกแล้วไม่มีจิตวิญญาณของเราเหลืออีก สลายจิตวิญญาณไปเป็นธาตุดินน้ำไฟลม หมดอัตภาพของเราเลย นี่เป็นความตรัสรู้สุดยอดแล้วในเรื่องของจิตวิญญาณ ในเรื่องของชีวะ สัตว์เดรัจฉานมันก็ค่อยๆขึ้นมา จนกระทั่งมันก็พัฒนา มันก็จะมาเป็นคน สัตว์เดรัจฉานมันก็จะมาเป็นคน ชีวะเริ่มต้นตั้งแต่พอมาเป็น ปาณะ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอย่าไปทำให้เขาตกร่วง พยัญชนะคำว่า ปาณะ มันมีสภาวะของธาตุจิตวิญญาณสะสมมา ที่อาตมาไล่อธิบายมาตามที่พระพุทธเจ้าก็อธิบายไว้ในพระไตรปิฎก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ตั้งแต่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มหาภูต รวมตัวกันมาเป็นภูตคาม มาเป็นพีชคาม แล้วมาเป็นเจตภูต จนกระทั่งมาเป็นปาณะ แล้วค่อยเจริญมาเป็นสัตตะ มาเป็นจิตนิยาม เป็นวิวัฒนาการของพลังงาน ตั้งแต่ยังไม่เป็นชีวะ จนมาเป็นชีวะ ตั้งแต่ระดับพีชนิยาม แล้วมาถึงขั้นจิตนิยาม นี่เป็นความรู้สุดยอดในประดาคน ที่สามารถจะหยั่งรู้สภาวะที่เยี่ยมยอดได้ นี่เป็นความเยี่ยมยอดของพลังงานจิตนิยามพลังงานจิตเจตสิกต่างๆ มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ศาสดาเทวนิยมไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นก็จัดการให้แม้แต่ให้จิตทำดี ไม่ตกต่ำอีกเลย ก็ไม่ได้ จะเวียนวน สูงแล้วต่ำ ต่ำแล้วสูง หรือเรียกว่า นรก-สวรรค์ สวรรค์-นรกอยู่ โดยที่เขาไม่รู้ตัว เขาไม่รู้ว่าเขาทำไม่ได้ แต่ของพระพุทธเจ้ารับรองทำได้จริง จนสูงไปถึงขั้น รู้เหตุ รู้ปัจจัยที่จะทำให้จิตอยากดีอย่างถาวรแล้ว ทำแต่ดี กรรมดีถาวรแล้วเพราะฉะนั้นจะเกิดอีกกี่ชาติๆ ก็ไม่เป็นภัยเป็นพิษ นี่เป็นหลักประกัน นอกจากนั้นจะทำให้จิตตนเอง 1.ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ นี่เป็นโลกุตระ ดีชั่วนั้นเป็นโลกียะ ไม่สุขไม่สุขนี่เป็นเรื่องของโลกุตระ พระพุทธเจ้าทำได้ นอกจากไม่ทำชั่วเลยทำแต่ดีก็ไม่ทุกข์ไม่สุข แล้วก็ไม่เป็นโทษเป็นภัยอะไรเลย จะเกิดมาอีกมีแต่พัฒนาตนเองให้มีแต่สูงขึ้นๆ ให้รู้จักสภาวะของเรื่องมนุษย์นี่มีอีกหลายขั้น อย่างที่โพธิสัตว์หลายขั้น ที่อาตมาไล่ให้ฟัง จนสูงสุดแล้วขั้นพระพุทธเจ้า นี้สุดแล้ว เท่าที่คนจะรู้ ไม่มีอะไรใครเทียบทันได้อีกเลย ไม่มีใครจะเทียบเท่าเทียบทันแล้ว ก็จบ เป็นอรหันต์แล้ว ถือว่าทำตนเองได้สูงแล้ว มันมีขั้นสูงที่จะสูงขึ้นไปอีก เพื่อที่จะไปรู้จากผู้อื่น จากแบบอื่นๆ ไอ้ที่เป็นแบบปรุงแต่งแบบอื่นอีก นอกจากเราเอง ทำตัวเราเองได้แล้ว คนอื่นๆ ก็ช่วยให้คนอื่นๆ เลิกได้อีกไปตามลำดับๆ อย่างนี้เป็นต้น จนกระทั่งขนาดที่พระพุทธเจ้าว่า เอาละ ขนาดนี้ช่วยคนได้ไม่ใช่น้อยแล้วล่ะ แต่ก็ช่วยเทวนิยมเขาที่มีมากกว่า ไม่ได้หมดทุกวันนี้ เพราะมันยาก มันเป็นนามธรรม มันยากมาก ก็สุดวิสัยแล้ว ทำได้อย่างสุดวิสัย มันก็เกิดมาตามยุค ตามกาล ตามกาละ ยุคที่คนดี คนที่พอสอนได้มากก็จะมีคนที่บรรลุมาก ยุคที่มันเข้าไปสู่ความ โอ้โห กิเลสมันจัดจ้าน เหมือนอย่างยุคใกล้กลียุคเข้ามาหา อย่างพวกเรายุคนี้ ใกล้กลียุคเข้าไปยิ่งแย่เข้าไปทุกทีแหละ เพราะฉะนั้นโลกุตระจะเหลือน้อยลงๆ จนกระทั่งโลกุตระหยั่งลงไม่ได้ มนุษย์เสื่อมมาก หนักจนกระทั่งรับไม่ไหว รับโลกุตระไม่ได้แล้ว มันก็จบ โลกุตระก็ต้องหยุดพัก แต่โลกียะนั้นมันไม่หยุดพักหรอก มันก็มีของมันไป มันก็จัดจ้าน มันก็เลวร้ายไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเกิดมาเป็นชีวิตแล้ว คนไม่รู้ก็ไปหลงโลกียะคือหลงใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หลงสุขหลงทุกข์ หลงสุขจะไม่เอาทุกข์แต่มันก็ต้องได้เพราะมันไม่รู้ ก็ไปวนเวียนอยู่อย่างนั้น แล้วก็สมมุติกัน แต่ละแห่งไม่เหมือนกันทีเดียว คล้ายกันบ้าง เหมือนกันบ้าง เหมือนมันก็ไม่เป๊ะเหมือนกันหมดหรอก แต่มันก็มีส่วนคล้ายกันมากได้ ก็แก้ไขกัน มันแก้ไม่จบ มันแก้ไม่จบ แต่ของพระพุทธเจ้าแก้จบ จึงมีคำว่า กตํ กรณียํ (กะตัง กะระณียัง) จบกิจ มีคำว่า จบกิจ โดยเหตุปัจจัยแต่ละกรอบ แต่ละกรอบ กรอบที่สมบูรณ์แบบจบกิจก็ถือว่าอรหันต์ ไม่ลึกลับ รหะ คือลึกลับ อรหะคือไม่ลึกลับ อรหันต์ อีก อันตะแปลว่าที่สุด คือหมดความลึกลับเป็นที่สุด นี่เป็นจุดไขความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาเปิดเผย ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต ทรงค้นพบสิ่งประเสริฐสุดอันนี้ เอามาเปิดเผย เพราะฉะนั้นคนถ้าเผื่อว่าได้มาเรียนรู้ธรรมะโลกุตรธรรมแล้ว ทำตนให้เป็นอาริยะจนเป็นอรหันต์ได้ ปล่อยได้เลยทีนี้ ปล่อยอัตตาของผู้นี้ ปล่อยตัวชีวะของผู้นี้ ปล่อยจิตนิยามของผู้นี้ จะสมัครใจเป็นอิสระเสรี จะอยู่ก็สุดยอด เป็นประโยชน์ต่อโลกต่อมนุษย์ จะไม่อยู่ก็เลิกเลยสลายตัวเองได้เลย มันจบแท้ๆตรงนี้ จบแท้ๆตรงที่สลายจิตวิญญาณได้ แต่ศาสดาเทวนิยมไม่มีทางที่จะรู้สิ่งนี้ จึงจะต้องไปอยู่กับพระเจ้า แล้วก็ไม่เข้าใจว่าพระเจ้าคืออะไร พระเจ้าก็อยู่นิรันดรอีก สลายไม่ได้ อยู่นิรันดร แล้วก็ไม่รู้จักพระเจ้าด้วย ไปจบอยู่ที่ที่ลึกลับ มันไม่เป็น”อรหะ” มันไม่เป็นว่า”ไม่ลึกลับแล้ว” มันก็ลึกลับอยู่อย่างนั้น เป็นพระเจ้า เป็นพลังงานที่ครอบ ก็เข้าใจว่าเป็นพลังงานนี่แหละเป็นเจ้าของทุกชีวิต ทุกสรรพสิ่งในมหาจักรวาล เป็นผู้สร้างทุกอย่างเลย อย่างนี้เป็นต้น ก็เข้าใจกันอย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงมาพิสูจน์ โดยความตรัสรู้ของพระองค์ มาพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่ อย่างนั้นไม่ใช่ เรานี่แหละเป็นเจ้าของจิตวิญญาณเอง เราสามารถทำลาย มันมีเหตุความโง่ มีเหตุทำให้มันไม่เข้าใจ มันอวิชชา มันไม่รู้ความจริง จนกระทั่งเข้ามารู้ความจริงเข้าไปๆ ว่ามันเป็นเรื่องของธาตุ 2 รูปกับนาม เข้ามาจับคู่ปรุงแต่งกันอยู่ จนกระทั่งสามารถแยกแยะได้ว่า อ้อ ลักษณะปรุงแต่งกันอยู่ มันมีตั้งแต่พลังงานกับพลังงาน สสารกับพลังงาน จนมาปรุงแต่งกันเป็นชีวะในระดับพืช จนมาปรุงแต่งกันเป็นชีวะในระดับจิตนิยาม นักวิทยาศาสตร์เอกทางจิตวิญญาณของมนุษย์คือพระพุทธเจ้า จึงสามารถที่จะเข้าใจเหตุปัจจัยว่ามันไปปรุงแต่งกันโดยอะไร คนหลงสุขหลงทุกข์ อารมณ์ อาการ อาการอารมณ์หรือความรู้สึกสุข ซึ่งมันหลอกอยู่ในโลกให้คนติด ผู้ไม่รู้อย่างพระเจ้าหรืออย่างสายเทวะนิยมเขาก็ติดสุข เขาไม่รู้ เขาไม่ได้เรียนเรื่องสุขเรื่องทุกข์ มันเป็นความปรุงแต่ง แล้วไปหลงยึดติดเรียกว่า อุปาทาน ไปหลงยึดติดว่าไอ้อย่างนี่เป็นของน่าได้ น่ามี น่าเป็น แล้วปรุงได้ก็หลงยึดติดอยู่อย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว จึงเลิกยึดถืออันนี้ได้ ก็แยกธาตุดินน้ำไฟลมไปเลย แยกจิตเป็นดินน้ำไฟลมไปได้ ก็จบ เพราะฉะนั้น สัตว์หรือเริ่มต้นตั้งแต่เป็นชีวะ-สิ่งมีชีวิตที่เริ่มต้นตั้งแต่ระดับพืช มันไม่จบ มันจะต้องพัฒนาตนเองขึ้นมา กว่ามันจะมาเป็นสัตว์ พืชกว่าจะมาเป็นสัตว์ได้ ที่จริงมันมีรายละเอียดเยอะแยะ พระพุทธเจ้าก็ไล่ไว้ แต่อาตมาไม่ได้ไปเอารายละเอียดที่จริงๆ มาไล่เรียง ไล่ไม่ไหว ไล่ไปเราก็พอเข้าใจแล้วว่ามันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เรามาทำของเราให้มันจบซะก็แล้วกัน จบแล้วทีนี้คุณจะอยู่คุณจะเลิกก็ได้ ที่มันเป็นความละเอียดละออเป็นระดับมีไม่รู้กี่ระดับนั้น เราไปรับผิดชอบไม่ไหว แล้วไปบอกมันก็ไม่รู้เรื่องด้วย กว่ามันจะมามีจิตวิญญาณหรือมีจิตนิยามที่มาศึกษารู้อย่างพวกเรา พวกเรารู้แล้วก็สามารถจัดการทำลายความโง่ของตัวเอง จนกระทั่งสลายไปได้ สลายความยึดติด จนกระทั่งเป็นอรหันต์ จนกระทั่งเลิกไปได้เลย มันเป็นสุดยอดแห่งความรู้แล้ว เพราะฉะนั้น จะไปศึกษาวิชาอะไรอยู่ในโลก ยุคพระพุทธเจ้ามี 18 วิชา มีมหาวิทยาลัยเรียกว่าตักกสิลา มีวิชาอยู่ในตักศิลาที่เป็นมหาวิทยาลัยใหญ่อยู่ในยุคโน้น มี 18 คณะ 18 แผนก ท่านเรียนจบหมดเลย เกียรตินิยมมาหมด เหมือนทุกวันนี้ก็มีมหาวิทยาลัย แต่ละมหาวิทยาลัย มีไม่รู้กี่แผนก เดี๋ยวนี้มากกว่า 18 แล้วมั้ง วิชาของเขาแตกแขนงออกไป เช่น วิชาชงเหล้าก็มี จบปริญญานะ วิชาชงเหล้า ว่ากันไป วิชาทำไอ้โน่น ทำไอ้นี่ สารพัดเป็นวิชาทั้งนั้น แล้วก็เรียนเลี้ยงชีพ เลี้ยงชีพก็คือวนเวียนอยู่ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อยู่อย่างนั้น ละเอียดแยกเข้าไปติดอยู่ในมุมนั้นมุมนี้ ปรุงกันไป บานทะโร่โท่ไปเรื่อยๆ ไม่มีจบ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้ามาสอนในเรื่องที่รู้ หลงมาแล้ว เลิกละ แล้วก็รู้จบ ก็จบเลย มันเป็นวิชาการที่ล้างความหลงลาภ ยศ สรรเสริญ หลงความสุขนั่นแหละเป็นเหตุ จนกระทั่งท่านตรัสรู้ว่าสุขกับทุกข์เป็นเรื่องอันเดียวกัน เป็นความยึดติดสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียว เทวะที่มันหลอกเป็นหนึ่ง ที่แท้มันอันเดียวกัน เป็นมายาหลอกที่สุด เป็นมายา ที่แท้พวกคุณมารู้แล้วก็เป็นสิริมหามายา จะให้เกิดยังไงก็ได้ ไม่ให้เกิดก็ได้ และรับรองว่าถ้าจะเกิดอยู่ ก็ไม่เป็นพิษเป็นภัยเป็นโทษ มีแต่ประโยชน์ อย่างอาตมารู้สิ่งเหล่านี้เพราะอาตมาผ่านอรหันต์มาหลายขั้นที่แยกแยะให้ฟังแล้ว มีกี่ขั้น 6 ขั้น อรหันต์ 6 ขั้น แยกให้ฟัง อรหันต์ขั้น 1 ก็รู้จักจบแล้ว เลิกได้ ขั้นที่ 2 ก็มีความรู้รอบ มีกรอบเพิ่มขึ้นไปอีก ขั้นที่ 3, ขั้นที่ 4, ขั้นที่ 5, ขั้นที่ 6 ถึงขั้นที่ 6 ก็เป็นพระพุทธเจ้า สุดแล้ว ก็ไล่ให้ฟังมาหมดแล้ว ตั้งแต่อรหันต์ที่ทำตัวเองได้ แล้วก็เริ่มรู้ผู้อื่น รู้ไปตามลำดับ กรอบแรกอนุโพธิสัตว์หรืออรหันต์ขั้น 2 ก็รู้ไปกรอบหนึ่ง เสร็จแล้วก็พยายามรู้ไปอีก อนิยตะ ต่อไปอีกเป็นกรอบที่ 2, 3, 4, 5 ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้เข้าไปถึงขีดว่า อ๋อ.. คนที่สามารถพัฒนาตนเองเป็นผู้ที่จะรู้ในเรื่องของโลก เรื่องของสัตว์โลก โดยเฉพาะมนุษย์ รู้จักไอ้ที่มันเป็นสารพัดวิชา มันก็ทำเพื่อ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เท่านั้น ในเทวนิยมทั้งหลายไม่มีออกจากนี้ เพราะฉะนั้นท่านก็ประมวลมาประมาณนี้แหละ ประมาณให้รู้ว่า ไอ้ที่มันยังทำให้หลงจนกระทั่งแม้ที่สุดมาหลงตัวเอง หลงตัวเองว่าจะรู้ มันรู้ไม่มีขีดจบหรอก ท่านก็กำหนดเอาไว้ถึงขีด เอาสังขยาเลขมาแยก 1 2 3 4 ถือว่าเป็นขั้นละเอียดแล้ว โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จากอรหันต์มาก็ต่อไปอีกเป็นขั้น 5 ขั้น 6 ขั้น 7 เออ.. อีก สามเส้า คือ (5)-(6)-(7) ก็รู้แล้วว่าในโลกมันมีความเฉลียวฉลาด มันมีความรู้โลก เป็นโลกวิทู พอมาถึงขั้น 7 ก็จะรู้ว่า อ๋อ ไม่มีปัญหาแล้วใน (5)-(6)-(7) ก็เข้าเขตที่จะไปเป็นพระพุทธเจ้า ที่จะรู้สิ่งทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ที่เท่าที่โลกมันจะมี เพราะฉะนั้นพอถึงขั้น 7 เป็นโพธิสัตว์ขั้น 7 อรหันต์ขั้นที่ 4 มันก็มีต่อไปได้อีกอย่างเก่งอีก 3 รอบหรือ 2 รอบ (7)-(8)-(9) สุดแล้วตามหลัก 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9 ก็ถือว่าเต็มขีดแล้ว ในสามเส้า (1)-(2)-(3) เส้า (4)-(5)-(6) และเส้า (7)-(8)-(9) แล้วมันก็เป็นสามเส้าอีก เป็น (10) มันก็ซ้อน-ซับซ้อนอยู่ในนี้ เพราะฉะนั้นในระดับ (7)-(8)-(9) เป็นภาวะที่รู้ความซับซ้อนของพวกนี้ ซับซ้อนมากขึ้น มากขึ้น เป็นนัยยะที่ซ้อน “หมุนรอบเชิงซ้อน” ซ้อนๆๆๆ จนเป็นผู้รู้ระดับ ความเป็นลำดับ พระพุทธเจ้าท่านถึงตรัสว่ามันเป็นเรื่องที่สุดน่าอัศจรรย์ในความเป็นลำดับ ลำดับที่มันซับซ้อนแล้วมันจะสับสนเลย คนที่ไม่มีภูมิพอจะแยกไม่ออก เพราะฉะนั้นขั้นที่ 7 8 9 เป็นการรู้ความซับซ้อน เป็นขั้นที่ว่ามันสุดแล้วเป็นเส้าที่ 3 แล้ว (1)-(2)-(3), (4)-(5)-(6) และเส้าที่ 3 (7)-(8)-(9) สูงสุดแล้ว แบ่งเป็น 3 กรอบ อาตมาก็เริ่มเส้าที่สุดท้ายไปถึงพระพุทธเจ้า นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ แล้วก็พระพุทธเจ้า นี่เป็นความรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่ไปเรี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน