660913 ฌานวิสัย คืออจินไตย 4 ที่พ่อครูมีในตน พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660913 ฌานวิสัย คืออจินไตย 4 ที่พ่อครูมีในตน พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53531.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1FxgizMcs8uqcVAlE9QwPy1i8vqiYkDGG/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1b-1GKe7UQVd2KTaqYglII1bjVmLDdAID/view?usp=sharing
และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660913-108---4-_-e29918q
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/1dP5zs0519c และ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/1387113891869948/ มีซับ https://youtu.be/wiuyrEIlDeU
สมณะเดินดิน... วันนี้วันพุธที่ 13 กันยายน 2566 แรม 13 ค่ำเดือน 9 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ช่วงนี้บรรยากาศบ้านราชฯ ก็กำลังคึกคัก เพราะเรากำลังจะได้รับต้อนรับแขกคนสำคัญของเราคือน้องน้ำ กำลังจะมาเยี่ยมเยียน วันนี้พ่อครูอาจจะแสดงธรรมไม่ได้ครบคอร์ส เพราะหลังการเทศน์จะมีการประชุมวางแผนเตรียมต้อนรับน้องน้ำ เราจะพยายามขนของตอนแห้งๆ ตอนที่น้ำยังไม่มามากหนัก เราทำอย่างเซฟตี้เลย ไม่ต้องสงสัยว่าจะท่วมหรือไม่ท่วม เราย้ายไปที่ชั้น 2 เฮือนบวรเลย วันนี้เราก็หน่วยพยาบาลโฮ่งปัวไปไว้ที่ชั้น 2 เรียบร้อยแล้ว น้ำมาแต่ละทีเป็นเครื่องเช็คเครื่องตรวจสอบพวกเรา ใครมีทรัพย์สมบัติมากก็จัดทุกข์ทรมานมาก จะไม่ได้ทุกข์ทรมานเฉพาะเจ้าของ แต่ทำให้ท่านมือมั่นทุกข์ทรมานด้วย พ่อครูว่า... เราก็ไล่ไปตาม SMS รู้สึกว่า ชั่วโมงนึงเป็นเรื่องจ้อยๆ ชั่วโมงครึ่ง - 2 ชั่วโมงก็ยังได้ เพราะกำลังมันยังดี
SMS วันจันทร์ที่ 11 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม _ใบฟ้า ธรรมะธารา นาวาบุญนิยม . ๑๐ อันดับเพลงโลกุตระท
อ่านต่อ
ี่โดนใจไพเราะ ของ "ครูรัก รักพงษ์"ในทรรศนะของ ลูกคนนี้ ๑๐.ผกาดั่งนารี ๙.คนโลกเก่า คนโลกใหม่ (พ่อครูว่า 2 เพลงนะ คนโลกเก่าเพลงหนึ่ง คนโลกใหม่อีกเพลงหนึ่ง) ๘.สมรรถนะ ๗.ป่ากาม ๖.กองทัพพุทธธรรม ๕.แม่จ๋า ๔.อีกหนึ่งฟากฟ้า อีกฟากฟ้าหนึ่ง (พ่อครูว่า นี่ก็ 2 เพลง อีกหนึ่งฟากฟ้า กับ อีกฟากฟ้าหนึ่ง คนละเพลง) ๓.ขันติต้องไม่จาง (พ่อครูว่า…เขาชื่อว่า แสงธรรมต้องทอบวร) ๒.ก่อนสิ้นแสงตะวัน ๑.บูรณะภาพ ขอกราบขอบพระคุณ ครูรัก รักพงษ์ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์สำหรับศิลปะโลกุตระนี้ ด้วยสุดเศียรเกล้าฯ ค่ะ พ่อครู เล่าความหลังได้อย่างมี “อภิปปโมทยัง จิตตัง” ลูกๆ ก็คงจะรื่นรมย์กันทั่วหน้า เช่นเดียวกับลูกคนนี้ค่ะ กราบขอได้กรุณาเล่าสู่แบบนี้เรื่อย ๆ นะเจ้าคะ พ่อครูว่า…ถ้าเผื่อว่าอาตมาแก่จริง ก็คงจะต้องพูดเรื่องเก่าๆ อย่างนี้แหละ แต่ถ้ายังไม่แก่จริง ก็คงจะไม่ค่อยได้เล่าเรื่องเก่าๆอย่างนี้สักเท่าไร นะ ก็ดูกันไป เพราะพวกเราไม่ใช่ชาวดูไบนะ พวกเราชาวดูไป
_โกสุม นาวา . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งเจ้าค่ะ ฟังธรรมวันนี้เวลาที่พ่อพูดถึงอดีตที่ผ่านมา ลูกรู้สึกว่า พ่อครูมีพลังและมีความสุข ลูกๆไม่ได้ฟังธรรมะก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ จะได้เป็นการให้พ่อครูได้พักและผ่อนคลายเจ้าค่ะกราบนมัสการเจ้าค่ะ พ่อครูว่า…ก็เป็นอีกความเห็นหนึ่ง
ความตั้งใจแต่เด็กของพ่อครูที่จะทำให้ได้ _ใจธรรม สิทธินาวิน . ฟังประวัติพ่อครูสนุกมากค่ะ ชอบค่ะ ได้ดูรูปเก่า ๆ ได้บรรยากาศมากเลยค่ะ พ่อครูว่า…รูปแรกซ้ายมือ ชุดขาว ตอนเรียนโรงเรียนเพาะช่าง ภาพที่ 2 ก็เป็นโรงเรียนเพาะช่าง กำลังไหว้ครูกัน พระวิษณุ วันไหว้ครู ส่วนภาพที่ 3 ภาพนี้ต้องเล่าเพราะเกี่ยวถึงเพลง กระจุกที่กำลังยืนอยู่ทั้งหมดคือนักร้องที่ร้องกัน ไม่มีอาตมายืนอยู่ในตรงนี้ แต่อาตมาอยู่ในที่นี้ นี่เป็นที่สถานีวิทยุรักษาดินแดน พี่ล้วนนักดีดเปียนโนอยู่ข้างๆ มีนักร้องเป็นเมียพี่ล้วน คือพี่สะอาด นิลอร่าม ข้างหลังนี่ก็บุญส่ง นี่ก็เป็นเรื่องเก่าที่แต่ก่อนก็อยู่กับวงการพวกนี้ร้องเพลง อาตมานี่ชอบ เรียงคำไว้เลยนะ ตั้งแต่เด็ก เราเกิดมาชาตินี้จะต้องเป็นให้ได้ทั้งหมดเลยคือ 1. ร้อง แสดง แต่ง เรื่อง เพลง วาด พากย์ ถ่าย คือ 1.จะต้องเป็นนักร้อง 2. จะต้องเป็นนักแสดง 3. จะต้องเป็นนักแต่ง และแต่งจะต้องแต่งทั้งเรื่อง ทั้งเพลง ร้อง แสดง แต่ง เรื่อง เพลง ทั้งเป็นนักวาด ทั้งวาดภาพ ทั้งถ่ายภาพ เรียงไว้เลยตั้งแต่เด็ก ร้อง แสดง แต่ง เรื่อง เพลง วาด พากย์ ถ่าย แต่ก่อนเขามีพากย์หนังนะ หนังนี่เขาต้องพากย์ เราต้องเป็นนักพากย์ แล้วก็เคยเป็นนักพากย์ด้วย ในโรงหนังก็เคยพากย์แต่ไม่มาก แม้แต่ในโทรทัศน์ก็ได้พากย์ แต่ไม่มาก เขาให้ไปพากย์แต่หนังการ์ตูน หนังดีๆเขาก็ไปพากย์กับพระเอกนางเอก เราก็ว่าเราแน่เหมือนกันนะแต่ก็ไม่ได้ ทั้งๆที่เราชีวิตเป็นฆราวาสแต่ก่อนอยู่โทรทัศน์ก็ทำมาก่อนด้วย อยู่กับนักพากย์ชั้น 1 ของประเทศเลยนะ คือ เพ็ญ ปัญญาพล ชื่อลุงเพ็ญ กับเมียแกแม่ศรี ศรี ปัญญาพล พากย์หนัง ยึดโรงหนัง เท็กซัส ฉายหนังแขก แกพากย์คู่ผัวเมีย คู่เดียวนี่แหละ พากย์จนกระทั่งตายเลย พากย์จนแก่จนตาย พากย์หนังอินเดีย หนังเท็กซัสโรงหนัง เท็กซัสเป็นที่รู้กันเลยฉายหนังอินเดีย ถนนหน้าโรงหนังเท็กซัส ขายข้าวแกงกะหรี่ แบบแปลงๆ แกงกระหรี่เจ๊กอ่ะ เป็นหม้อๆ ตักกิน ชามละ 50 สตางค์ กินเสร็จแล้วก็มีน้ำหวานถ้วย ร้านขายน้ำหวาน เขาจะหั่นแตงโม น้ำหวานใส่โหลแก้ว แล้วหั่นแตงโมสุกเป็นชิ้นๆ เป็นลูกเต๋าใส่น้ำหวาน เดี๋ยวนี้สภาพเก่าๆหายไปหมดแล้วไม่เหลือพวกนี้เลย ประวัติศาสตร์พวกนี้ (อีกภาพ) พูดถึงฉากนี้อยากจะเล่านิดนึง ฉากนี้คือฉากเวที แล้วอาตมาก็จัดการแสดง ฉากที่เห็นคือฉากสุโขทัย เจดีย์สุโขทัย เป็น Operetta ไม่ใช่ Opera เป็น Operetta คือ Operetta หรือ Opera มันต่างกันกับ Musical play ถ้า Musical play ก็คือละครเพลง แสดงและอาจจะมีร้องเพลงด้วย มีบทพูด มีภาษาพูดแทรกเข้าไปด้วย เป็นเรื่องราว แต่ Opera หรือ Operata นั้น Operetta ก็คือ Opera น้อยๆ Opera ก็คือของฝรั่งเขา ใหญ่เลย คือเป็นการร้องเพลงกันทั้งเรื่องเลย เช่นเรื่องโรมิโอ - จูเลียต ก็ร้องกันทั้งพระเอกนางเอก ตัวประกอบทุกคนร้องอย่างไม่มีคำพูดเลย ส่วน Operetta ก็ร้องเหมือนกันทั้งเรื่อง แต่เป็นเรื่องสั้นๆ ของเขา Opera ทำเป็นชั่วโมง อาตมาทำ Operetta แค่ 20 กว่านาที อาตมาทำ แสดง ตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียนเพาะช่างอยู่ ทำเรื่องนี้ แล้วก็ออกแสดงงานศิลปหัตถกรรม แสดงแล้วอาจารย์สมโรจน์ สวัสดิรักษ์ หรือสวัสดิวัฒน์ เป็นผู้อำนวยการ จัดงานศิลปหัตถกรรม ปีต่อมาก็ไปจัดที่จุฬาฯ เขาอยากได้เรื่องนี้อีก ชอบมาก ให้ไปแสดงซ้ำอีก ก็เลยไปแสดงซ้ำ แต่นักแสดงชุดใหม่ อาตมาก็ต้องซ้อมเป็นเดือนนะ ทั้งร้องทั้งออกท่าทาง อาตมาก็เป็นคนดีไซน์ อาตมาเป็นคนคุมหัดฝึกแสดง ให้มัน Synchronise กันให้มันเข้ากันได้ ก็ได้ทำสิ่งเหล่านี้มา ถ้าอาตมาอยู่ทางฆราวาสอาจจะสร้าง Opera นะ ให้คนไทยร้อง Opera เลย
_อัมพร กุลศักดิ์ศิริ . ชอบฟังพ่อครูเล่าเรื่องเก่า ๆ ครับ และอยากให้เด็กรุ่นใหม่ร้องเพลง “แม่มูล” พ่อครูว่า…เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนชื่อเพลงเป็นเพลงแม่จ๋าแล้ว มันร้องค่อนข้างยากอยู่ ถ้าจะให้ร้องเพราะต้องมีความสามารถหน่อยเพลงนี้ อุมาพรร้องได้ดีทีเดียว เสียงต้นฉบับที่ร้องตนแรกคือเกศินี เป็นนักร้องขวัญดาว อาตมาคัดขึ้นมาร้อง เสียงแกค่อนข้างจะแข็งหน่อย ใช้คำใช้อะไรออกมามันก็แข็งอยู่บ้าง มันไม่เหมือนอุมาพรร้องออกมาได้ดี ปล่อยคำปล่อยเสียงอะไรออกมา Vibration ก็ดีพอสมควร ส่วนเกศินี vibration จะมากกว่าหน่อย แต่อุมาพรนี้ได้พอดีๆ ร้องได้ดีมาก vibration หมายถึงทำเสียงสั่นๆ เสียงลูกคอ แปลให้ผู้ชมบางคนที่ไม่ทราบ ลูกคอ นักร้องลูกทุ่งชายที่ลูกคอมากก็คือมนต์สิทธิ์ คำสร้อย ลูกคอเขาจะกี่ชั้นก็ได้ ยิ่งสุนทราภรณ์แล้วก็ โฉมเอยโฉมงาม ตลอดเลย เพลงแกร้องไม่มีลูกคอเลย สุนทราภรณ์
ปฏิสัมภิทาญาณของพ่อครูเป็นเช่นไร _สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ ลูกขอกราบเรียนถามพ่อครูว่า พ่อครูเป็นสมณะผู้มีปฏิสัมภิทาญาณ คืออย่างไรคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูว่า…ปฏิสัมภิทาญาณ หมายความว่า มีญาณปัญญามาก มีญาณปัญญายิ่ง มีญาณปัญญาอันยิ่ง ซึ่งประกอบไปด้วย อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ประกอบไปด้วย 4 อย่าง ในความรู้ มีความรู้อันยิ่ง มีปัญญาอันยิ่งนี้ พร้อมไปด้วย ๑.อัตถปฏิสัมภิทา เนื้อแท้ เนื้อหาสาระ ๒. ธรรมะปฏิสัมภิทา พร้อมไปด้วยธรรมะ ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา พร้อมไปด้วยภาษา พยัญชนะต่างๆ มีมากพอ ๔.ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นปฏิภาณไหวพริบ รวมเป็นความเฉลียวฉลาดอยู่ในนั้นพรรคพร้อม ๔ ประการ อาตมาก็พอมีสิ่งเหล่านี้อยู่
อรหันต์ ๔ 1. สุกขวิปัสสโก (ผู้เห็นแจ้งโดยปัญญาเพรียวๆ) 2. เตวิชโช (ผู้ใช้วิชชา 3) 3. ฉฬภิญโญ (ผู้ได้อภิญญา 6 ฝ่ายเจโตสมถะ) 4. ปฏิสัมภิทัปปัตโต (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ทั้ง 4 ได้แก่... อัตถปฏิสัมภิทา ฉลาดในเนื้อแท้แห่งสัจจะ-เป้าหมาย ธัมมปฏิสัมภิทา ฉลาดในสภาวธรรมต่างๆ ทั้งหมด นิรุตติปฏิสัมภิทา ฉลาดในการมีภาษาบอกกล่าว ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ฉลาดในเชาวน์ไหวพริบ (จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค)
ประกอบด้วย 4 อย่าง 1. คือในความรู้มีความรู้ยิ่งมีความรู้อันยิ่งมีปัญญาอันยิ่ง มันพร้อมไปด้วย 1) เนื้อแท้ เนื้อหาสาระ 2) พร้อมไปด้วยธรรมะ 3) พร้อมไปด้วยภาษา นิรุตติ ภาษาพยัญชนะต่างๆมีมากพอ 4) ปฏิภาณ ไหวพริบ เป็นความเฉลียวฉลาดอยู่ในนั้น ทั้ง 4 ประการ อาตมาก็พอมีสิ่งนี้อยู่ ผู้ที่มีความรู้ก็สามารถรู้ได้ เป็นผู้ที่จัดอยู่ในพวกยอดของผู้รู้ ซึ่งมีพระเกจิหรือพระอรรถกถาจารย์ท่านเรียงเอาไว้ เป็น 4 ชั้น อรหันต์ที่เป็นอรหันต์ไม่มีอะไรเลยคือ สุขวิปัสสโก มีแต่วิปัสสนาญาณอย่างเดียวแล้วก็รู้แจ้งบรรลุ ส่วนอีกคนหนึ่งมีเตวิชโช เขาถือว่าเตวิชโชนี้สูงกว่าสุขวิปัสสโก แต่อาตมาเห็นว่า ถ้าจะเอาจริง น่าจะเอาสุขวิปัสสโกสูงกว่าเตวิชโช พวกเตวิชโชเป็นพวกสมถะ ส่วนสุขวิปัสสโกเป็นพวกวิปัสสนา ไม่ใช่สมถะ ขั้นที่ 3 คือ ฉฬภิญโญคือมีอภิญญา 6 ส่วนขั้นที่ 4 คือปฏิสัมภิทัปปัตโต คือมีพวกปฏิสัมภิทาญาณนี้แหละ มี อัตถปฏิสัมภิทา ธรรมะปฏิสัมภิทา นิรุตติปะฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ . มนุษย์หูเทียมคุ้นชินการฟังธรรมะพ่อครูโดยการอ่านปากมาแต่เอ็ฟเอ็มทีวี จนถึงบุญนิยมตั้งแต่กู้ชาติ ๔๘ ในนาม ๓ สาว สกก.ปฝ.ฉช. มาต่อมวลมหาปชช.๕๗ ถึงปีล่าสุด ๖๖ ช่วงที่เครื่องช่วยฟังเสียไปกับการชุมนุมบ้าง อุบัติเหตุบ้าง เหตุสุดวิสัยบ้าง คุ้นกับน้ำเสียงพ่อครูเทศนาธรรมมาสิบๆปี แม้อยู่ในโลกเงียบ กราบอนุโมทนาธรรมพ่อครู สาธุ พ่อครูว่า…เก่งนะ เขาอ่านมือก็ว่ายากแล้ว แต่อ่านปากรู้ได้ด้วยละเอียดนะ อ่านปากแล้วก็รู้ว่าพูดอะไร ที่ว่า ในนาม ๓ สาว สกก.ปฝ.ฉช. คุณก็รู้ของคุณคนเดียว ว่าคือใคร อาตมาจะไปรู้ด้วยกับคุณรึ เขาถนัดชอบตัวย่อคนนี้ อาตมาก็ถนัดงงเหมือนกัน สนใจธรรมะก็ดีแล้ว คนนี้เขาก็เป็นศิลปินเหมือนกัน หากินทางวาดรูป
_จนแท้ บุญคุ้มมาจน. กราบคารวะพ่อครู รัตภูมิ สงขลาภาพเสียงชัดเจนครับ พ่อครูว่า…อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ตอบรับทางเทคนิคมา
_ชาญณรงค์ จินดาธรรม . ท่านผู้ใดผู้ทรงคชาธาร ทำยุทธหัตถีชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด ผู้มีอัชฌาสัยอันทนไม่ได้ต่อความกรุณา ข้าพเจ้าขอกราบคารวะด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ด้วยอัษฎางคประดิษฐ์ แทบเท้าพระนิยตโพธิสัตว์เจ้าองค์นั้น ด้วยความรักอย่างยิ่ง ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ด้วยความศรัทธาอย่างยิ่งครับ พ่อครูว่า…ไม่รู้ผู้ใดผู้ทรงคชาธาร ทำยุทธหัตถีชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด (พวกเราว่า พ่อขุนรามคำแหง)
วันอังคารที่ 12 รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ ภาคทบทวน _จิ แก้วประดิษฐ์ . หนูโชคดีมากค่ะท่าน ได้เจอผัสสะทุกวันแล้วก็ได้อ่านผัสสะทุกวันสนุกทุกวันค่ะ สาธุค่ะ พ่อครูว่า…ดีมาก ฟังธรรมะเข้าใจ แล้วก็รู้ว่า ผัสสะนี่แหละเป็นตัวสำคัญของการปฏิบัติธรรม อย่างพวกนั่งหลับตาอาตมาบอกย้ำหัวตะปูอีกว่า ให้เลิกเถอะ มันผิดไปจากศาสนาพุทธ มันไม่เป็นศาสนาพุทธที่มีจรณะ 15 คือ ไม่มีศีล ไม่มีอปัณณกปฏิปทา 3 ในการปฏิบัติ มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ จะทำยังไงเขาจะได้รู้สึกรู้สา ว่าเอ๊.. จริงหรือ น่าจะสะดุดใจบ้าง ตรวจสอบดีๆ อ่านพระไตรปิฎกให้แตกๆ อ่านดีๆ ไม่ต้องอ่านหลายสูตรหรอก หาเลือกสูตรอ่านตั้งแต่พระสูตรแรก ก็อ่านไปเถอะ พระสูตรเดียวก็ได้ พรหมชาลสูตร อ่านดีๆเถอะ ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่มีฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติและมันก็โมฆะในศาสนาพุทธ เท่านี้แหละ จุดเท่านี้แหละ ถ้าอ่านเข้าใจก็จะรู้สึกสะดุ้งเฮือกเลยนะ โอ้โห..ไปหลงงมงายหลับตาปฏิบัติอยู่ได้ เป็นลูกศิษย์เดียรถีย์ ลูกศิษย์ชาวนอกพุทธกันได้ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้นี่มันเสื่อมมาตั้งหลายร้อยปีแล้ว แล้วก็ไปโง่เง่า เสื่อมกันมาเรื่อยๆ มันก็เป็นจริงนะ ก็ไม่อยากให้เสื่อมก็บอกกัน ผู้ฟังด้วยดีได้ปัญญา ฟังดีๆ ไปพิจารณาดีๆ แล้วก็ตรวจสอบดีๆ
ปุถุชนกับพระอาริยะทำใจในใจต่างกันอย่างไร _ศศิกาญจน์ เพียรเริงพุทธ . น้อมกราบนมัสการท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุ ด้วยความเคารพศรัทธายิ่ง ได้ฟังการเเสดงธรรมเเล้วทำให้เข้าใจความยินดี การทำใจในใจ มากยิ่งขึ้นค่ะ ตั้งเเต่เข้ามาศึกษาธรรมะสายอโศกยิ่งเข้าใจชัดเจน และมีความตั้งใจว่าจะตั้งใจฝึกฝนพากเพียรในการศึกษาธรรมะเเละนำความรู้ไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันให้อยู่เหนือทั้งทุกข์เเละสุขค่ะ..🙏🙏 พ่อครูว่า…ความยินดี กับ การทำใจในใจ เป็นรากเหง้าข้อที่ 1 กับข้อที่ 2 ในมูลสูตร 10 (พตปฎ. เล่ม ๒๔ "มูลสูตร" ข้อ ๕๘) ความยินดีคือฉันทะ เป็นข้อที่ 1 เลย ข้อที่ 2 นั้น มนสิการ การทำใจในใจ ส่วนข้อที่ 3 คือ มีผัสสะ เห็นไหม? ข้อที่ 3 เป็นความสำคัญ คนทุกคน เกิดความยินดีได้ คนทุกคนทำใจในใจได้ เพราะการทำใจในใจมันเป็นสัญชาตญาณ ทุกคนต้องทำใจในใจ แต่เป็นการทำใจในใจที่มีกิเลสเป็นเจ้าเรือน มีกิเลสเป็นเจ้านาย ก็เลยมีกิเลสเป็นตัวบัญชาการในการทำใจในใจ ใจในใจมันจึงล้มเหลว ใจในใจจึงเกิดกรรม เกิดการกระทำออกมา อย่างที่กิเลสมันเป็นตัวบงการ เพราะฉะนั้นวิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าจึงให้มีผัสสะ มีเวทนา จึงจะเกิดสมาธิ เพราะฉะนั้นสมาธิที่ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนาเป็นตัวปฏิบัติ จึงไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้าตามมูลสูตรนี้ชัดๆ ต้องมีผัสสะ แล้วก็มีเวทนา จัดการกับเวทนา เอากิเลสออก ในเวทนานี้ จึงเป็นกรรมฐาน เวทนา 108 อาตมาก็อธิบายยืนยันหลักฐานอ้างอิงมาหมด จนป่านนี้แล้ว 50 กว่าปีแล้ว บรรยายธรรมะ ทำเวทนาให้เป็น 1 ให้ได้ ซึ่งมันมี 2 มันมีเวทนาเก๊กับเวทนาแท้ ทำเวทนาเก๊ให้เลิกไป หมดไป ให้เหลือเวทนาเดียว เอกสโมสรณา ภวันติ คือ ให้ประชุมลงเป็นหนึ่ง ก็อธิบายไปหมดแล้ว ตามที่พระพุทธเจ้ายืนยันไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 “ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง : เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ” อาตมาก็จำพระบาลีได้ด้วย เพราะว่า พูดมานาน พูดมาเยอะ ทำดีๆ ศึกษาดีๆ อาตมาพูดทีไรก็สงสารพวกนั่งหลับตาปฏิบัติเกิดมาชาติหนึ่งเสียเวลาเปล่า เขารักศาสนา เขาอยากได้นิพพาน แต่มันเพี้ยนมันผิดทาง ไม่รู้จะทำยังไง มันเสื่อมจริงๆ เสื่อมตามครูบาอาจารย์รุ่นก่อนๆ ที่เสื่อมกันมาก่อน เดี๋ยวนี้ก็ยังหลงครูบาอาจารย์เก่าอยู่ ไม่มี ปรโตโฆษะ มันก็เลยไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ ไม่ฟังคนอื่นบ้าง ดีไม่ดีมาตีก็อย่างว่าแหละ ถึงวาระเนาะ ซวย ที่ผู้รู้ทางเถรสมาคมหลักใหญ่มาตีอาตมาสะอีก หาว่าอาตมาเป็นกบฏเป็นผู้ผิด แล้วก็ไปยึดถืออย่างที่เถรสมาคมที่ยึดถือกันผิดๆ อยู่นั้นนะ ครูบาอาจารย์ใหญ่ๆ ทางเถรสมาคม ผู้รู้ศึกษาพยัญชนะ จบเปรียญ 9 จบ ด็อกเตอร์มา จากพุทธศาสนานอกประเทศ ซึ่งไปถูกเขาครอบงำมาทั้งๆที่นอกประเทศมันไม่มีพุทธศาสนา มันก็ได้แต่ศาสนาโลกีย์มา ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตรศาสนา แล้วจะมีประเทศไหนเขามีความรู้พุทธศาสนาโลกุตระถ้าไม่ประเทศไทย แต่มันเสื่อมจริงๆ ยืนยัน ยุคนี้มันเสื่อมไป โลกุตระหายไป ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์ไว้ใน อาณีสูตร กลองอานกะ (พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 672-673 อาณิสูตร) และมันเสื่อมไปจริง อาตมาก็ยืนยัน อาตมาก็พูด ต้องจำนน จำเป็น จำต้อง จำยอม บอกว่าตัวเองเป็นผู้มากอบกู้เอาโลกุตระมาสถาปนาลงไปใหม่ เพราะมันหายไปจริงๆ ก็ยืนยันแล้ว จนป่านนี้แล้ว จนจวนจะตายอยู่แล้ว ถ้าพูดอย่างนี้แล้วยังไม่เชื่อยังไม่ชัดเจน คนก่อนจะตายนี้ยังไงก็พูดความจริงนะ อาตมาก็ใกล้จะตายแล้วก็เชื่อบ้างเถอะ
_ธนกฤต สินหศิริ . รับชม รับฟัง ที่ตำบลนาพูน อ.วังชิ้น จ.แพร่ ภาพและเสียงชัดเจนครับ พ่อครูว่า…ขอบคุณ ตอบรับมาอย่างนี้ก็เป็นประโยชน์ ขอบคุณ
_สาริน ทองธรรมชาติ . กราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะและท่านสิกขมาตุทุกรูปด้วยความเคารพยิ่งคะ อนุโมทนาสาธุคะ ร่วมรับชมที่มหาสารคามชัดเจนดี ขอบคุณทีมสื่อบุญนิยมมากๆๆค่ะ ได้รับสัมมาทิฐิมากๆๆ คะทุกๆ ครั้งที่ชมคะ พ่อครูว่า…ดี
_สว่างแสงบุญ บุญสุข . กราบนมัสการท่านสมณะท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพค่ะ รับชมอยู่ที่อุทยานฯอุบลฯ ค่ะ ที่นี่ฝนกำลังตกค่ะ
ฌานวิสัย คืออจินไตย 4 ที่พ่อครูมีในตน _ซึ้งซื่อ . วิเชียรครับ ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วย สุดเศียรสุดเกล้าครับ ผมขอให้พ่อท่านช่วยอธิบายคำว่า อจินไตย 4 ด้วยครับ อันมี 1.พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้า 2.ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน 3.วิบากแห่งกรรม 4.ความคิดเรื่องโลก ขอกราบขอบพระคุณ พ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า…อันนี้คงจะอธิบายกันได้ยาว อจินไตย คืออะไร อจินไตย แปลว่ามันไม่ใช่ความคิดของคนที่จะคิดเอาได้ ใช้ตรรกะใช้เหตุใช้ผล ฟังให้ดีนะใช้เหตุผล คนที่ศึกษาธรรมดาธรรมชาตินี่ใช้เหตุผล เหตุผลเป็นเรื่องสมมุติสัจจะ เป็นสมมุติธรรม มันไม่เข้าถึงปรมัตถธรรม หรือปรมัตถสัจจะ ปรมัตถสัจจะคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เพราะฉะนั้นคนที่ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า มันไม่ผ่าน ไม่พ้น อจินไตย มันยังอยู่ในภาวะที่ ยังไม่เข้าไปถึงปรมัตถธรรม-ปรมัตถสัจจะ รู้เยอะแยะ ในเถรสมาคมมีกองเจ้งเผ้งเลยผู้รู้ แต่รู้แต่พยัญชนะ รู้แต่สมมุติสัจจะ ไม่สามารถมี ภูมิธรรม ลึกเข้าไปอ่านจิตในจิต คือจะต้องรู้จักทั้ง-ตั้งแต่ กายในกาย คำว่า กายในกาย มันก็ต้องมีนอก ใช่ไหม ถ้าไม่มีนอกจะเรียก กายในกายได้อย่างไร ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ กายในกาย แล้วก็ เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เพราะฉะนั้นมี อจินไตย กันอยู่ ยังเข้าไม่ถึงสภาวะ กายคืออะไร และในกายคืออะไร คำว่า กายก็ยังไม่สัมมาทิฏฐิ แล้ว กายในกาย จะไปปฏิบัติเข้าไปถึงกายในกายได้อย่างไร เขาก็จะหลงผิดชัดเจน ชัดเจนคืออย่างไร เขาก็จะเข้าไปอยู่ กายในกาย ตามพยัญชนะเพราะฉะนั้นเขาก็หลับตา เห็นไหม ก็บอกกายในกาย เขาก็หลับตาทิ้งกาย เขาก็ไปข้างใน ข้างนอกไม่เอา ตัดข้างนอกทิ้ง เพราะฉะนั้นเมื่อตัดข้างนอกทิ้ง ผิดเลย เพราะคำว่ากาย ตัดข้างนอกทิ้งไม่ได้เลย ธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องมีข้างนอกด้วย ต้องมีข้างในด้วยเสมอไป เป็น เทวะ เป็นภาวะ 2 ปฏิบัติหลับตาไม่มีกายภายนอก โมฆะ ผิดเลย พูดเท่าไหร่ๆเขาก็ยัง อจินไตย อยู่นั้นเอง ไม่รู้เรื่อง คือ รู้แต่พยัญชนะ อาตมาพูดไปถึงปรมัตถสัจจะ ปรมัตถธรรม เขาก็ยังเหมือนไม่กระเตื้อง จบเปรียญ 9 ได้รับตำแหน่งยศศักดิ์ไปถึงขั้น ขออภัยถึงสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จทุกชั้น ถือว่า เป็นเครื่องชี้บ่งความสูงของทางพุทธ ศาสนาพุทธกระแสหลัก เพราะฉะนั้นคำว่า กาย คำแรกไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่พ้น สักกายทิฏฐิ คำแรก สังโยชน์คำแรกในสังโยชน์ 10 เขาไม่รู้เรื่อง ปฏิบัติธรรมะเป็น อจินไตย โมฆะ ได้แต่ ปทปรมบุคคล คือได้แต่ธรรมโดยบท ได้ธรรมะแต่เพียงบท บทความ บทภาษา บทพูด ปทปรม เท่านั้น ปทปรม แปลว่าอะไร ปทปรม แปลว่า ผู้ที่ฟังพุทธพจน์ก็มาก บอกสอนก็มาก ซึ่งไม่ใช่ผู้ไม่รู้นะ ปทปรมบุคคล แปลว่า บัวใต้โคลน เป็นบัวเหล่าที่ 4 คือผู้ฟังพุทธพจน์ก็มาก บอกสอนก็มาก มีอีกอันด้วย ทรงจำไว้ก็มาก บอกสอนก็มาก แต่ไม่ได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้ นี่คือผู้ ปทปรมบุคคล ปทปรมบุคคล เขาก็ไม่รู้ว่า ยังอจินไตยอยู่ เขาไม่รู้ว่าเขาเป็น ปทปรม แต่เขาเป็นปทปรม ไม่ใช่คนไม่รู้นะ เป็นคนรู้พระพุทธพจน์มากด้วย มีคนยกย่องนับถือกันเลยว่ารู้มาก จำได้มาก สอนได้มาก เป็นพระไตรปิฎกเคลื่อนที่อะไรอย่างนี้ แต่ ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ ไม่เข้าถึงธรรม (แม้) ตัดกรอบบรรลุธรรม อาจจะพอพูดอย่างโมเมว่า เอ๊! เราน่าจะพ้นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ก็อธิบายสิให้เข้าไปถึงจิต เจตสิก รูป ถึงนิพพานหรือยังไม่ถึงนิพพาน ได้ไหม เขาสาธยายไม่ได้หรอก ไม่เหมือนอาตมาชี้แจงสาธยาย เพราะฉะนั้นคำว่า อจินไตย จึงหมายความว่า ได้แต่ตรรกะ ได้แต่ภาษา ไม่รู้สัจจะความจริงได้ อจินไตย 4 (พตปฎ. เล่ม ๒๑ “อจินเตยยสูตร” ข้อ ๗๗) 1. พุทธวิสัย เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ไม่อาจเอื้อม อาตมาก็ต้องถือเป็น อจินไตย ในพุทธวิสัยนี้ ยังล่วงล้ำเข้าไปไม่ถึงเขตขีดของพระพุทธเจ้า ไม่บังอาจ ถ้าอาตมาเป็นมหาโพธิสัตว์เป็นระดับ 8 เออ น่าจะพอพูดได้เพราะว่ามันชิดแล้ว ใกล้พุทธวิสัยแล้ว แต่อาตมายังคั่นอยู่ อาตมาเป็นแค่ระดับ 7 ยังไม่บังอาจ ไม่อาจเอื้อม แต่อาตมาพูดถึงส่วนหลายๆ ส่วนของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาฝึกตนเพื่อจะไปเป็นพระพุทธเจ้านี่แหละ แน่นอนอาตมาก็มีไม่ใช่น้อยแล้วเหมือนกัน แต่อาตมาก็ต้องรู้ระดับ รู้สัดรู้ส่วน เพราะฉะนั้นพุทธวิสัยคือวิสัยของพระพุทธเจ้า เราก็ต้องยกไว้ก่อน 2. ฌานวิสัย ตัวนี้จะต้องพูดกันนาน คำว่า วิสัย คำเดียวนี้ หมายความว่า เป็นสิ่งที่เกิดอยู่ในตัวคนแล้ว ตั้งแต่ขั้นหนึ่ง สัย อาตมาอธิบาย สัย นี้หลายสัยแล้ว ได้แก่ ๑.อาศัย ๒.นิสัย ๓.วิสัย ๔.อนุสัย อาศัย นี่พวกเราก็คงจะเข้าใจแล้ว เพราะเป็นภาษาไทยไปแล้วเดี๋ยวนี้ คำว่า อาศัย คือสิ่งที่จะต้องมีช่วยตนอยู่ตลอดเวลา ต้องอาศัยมันอยู่ ก็ทับศัพท์ ก็ต้องอาศัยมันไป ในชีวิตของเราก็ต้องอาศัย อาศัยอะไร อันนั้นแหละ กาย วาจา ใจ คุณมีพฤติกรรม อาการ ก็อาศัยมันทั้งนั้น แม้แต่ที่สุดเจตสิกต่างๆ ก็ต้องอาศัย เจตสิกต่างๆ ตั้งแต่ กายิกเจตสิกเวทนา เจตสิกเวทนา กายิกะ คำแรกเลย เวทนาตัวแรก กายิกเจตสิกเวทนา ใน เวทนา 108 ต้องมีคำว่ากาย ต้องมี 2 เสมอ แล้วก็ชี้อีกทีคือ เจตสิกเวทนา อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ คำว่า เจตสิก แล้วเป็นเจตสิกระดับอาศัย เจตสิกระดับนิสัย เจตสิกระดับวิสัย เจตสิกระดับอนุสัย ซึ่งตัวท้ายนี้ฝังแน่นอยู่ในจิตเลย อนุสัยเป็นตัวหลักเลยที่จะถอดถอนยากที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าคุณเข้าใจสภาวธรรมของภาษาที่เรียกตั้งแต่ กา-ยิก เจตสิกะ หรืออาศัย นิสัย วิสัย คำว่า สยะ แปลว่า ตน แล้วก็อนุสัย พวกนี้ ถ้าคุณไม่เข้าใจสภาวธรรม คุณไม่รู้ความแตกต่างของมันยังไง ศึกษาธรรมะไปก็ไม่มีความรู้พอ ละเอียดไม่พอ ลำดับอันเป็นลาดลุ่ม เรียงลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้าตรัสไว้ ไม่เข้าใจพวกนี้ ไม่มีลำดับลำดา ต้องใช้สำนวนให้สมบูรณ์แบบ เป็นลำดับลำดานี้สมบูรณ์แบบ คุณก็ไม่รู้เรื่อง ฉะนั้นเรื่องของฌานขั้นวิสัย ไม่ใช่แค่ขั้นอาศัย ไม่ใช่แค่ขั้นนิสัย แต่เป็นขั้นวิสัย มันติดตัวเป็นธรรมดาธรรมชาติ ที่ ถ้าว่าจริงๆแล้ว ประกอบไปด้วยปัญญา ถ้าไม่ประกอบไปด้วยปัญญาก็ได้ แต่นั่นแหละยิ่งจะถอนยาก ยิ่งจะล้างยาก ยิ่งจะแก้ยาก เหมือนอย่างชาวกระแสหลัก ชาวเถรสมาคม ที่อาตมาพูดอย่างนี้ไม่ได้ไปทำความแบ่งแยก แต่อธิบายความรู้ว่า ทางโน้นเขาเข้าใจอย่างนั้นเป็นนานาสังวาสกันกับเรา อย่างอาตมาเข้าใจเป็นอีกอย่างนึง มันต่างกัน อธิบายนี้ไม่ใช่แตกแยก แต่แตกต่าง อาตมาให้เห็นเป็นนานา ไม่ใช่ เอทะ ไม่ใช่แยกนิกาย เพราะฉะนั้นอย่ามาตู่พวกอาตมาว่าเป็นพวกนิกาย ไม่มี นอกจากทางโน้นเขาจะจัดเราว่านิกาย เขาก็หลง ก็เป็นอนันตริยกรรมของเขาไป เพราะอาตมาไม่บังอาจ เพราะพวกเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นสังวาสเดียวกัน เป็นพุทธร่วมกันอยู่ อาตมาไม่ไปลบหลู่เขาหรอก แม้เขาจะมีปาราชิกกันกองทับถมกันอยู่ในนั้น ไม่ละอายกันก็ช่างเขา มันเป็นเรื่องของใครของมัน แล้วเราก็ไป รู้ก็รู้อยู่ แต่พระพุทธเจ้า ท่านให้นานาสังวาส พูดกันวิจัยวิจารณ์กันอย่างหนัก เป็นปฏิกโกสนาได้ พูดได้แต่อย่าอธิกรณ์-อย่าไปฟ้องร้องกัน ฟ้องร้องไม่ได้ แต่ทางโน้นเขามาทำผิด มาฟ้องร้องพวกเรา จัดการกับเราอย่างหนัก เพราะอัตตาเขามากและเขาก็ถือตัว หาว่าอาตมาผิด แต่เขาหารู้ไม่ว่าพวกเขาผิด ก็น่าสงสารแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร มันจบแล้ว ทุกอย่างวันนี้มันลงตัวหมดแล้ว ฌาน มีฌานโลกีย์ครองโลก แล้วเขาก็แปลฌานหรือให้ความหมาย Concept ความเข้าใจองค์รวม ความรู้องค์รวมของจิตของเขานี้ เขาเข้าใจว่า ฌาน คือการเข้าไปหลับตา ฌานต้องเ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive