590205_พุทธศาสนาตามภูมิ อัมพัฏฐสูตร ตอน ๔.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข20 ตุลาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

590205_พุทธศาสนาตามภูมิ อัมพัฏฐสูตร ตอน 4

พ่อครูว่า ….วันนี้ วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 แรม 13 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะแม ที่บวร ราชธานีอโศก เราก็มาศึกษาชีวิต รู้จักชีวิตของเรา แล้วก็จะรู้จักชีวิตของความเป็นสัตว์ ตั้งแต่ความเป็นมนุษย์ เราก็จะเข้าใจถึงสถานะต่างๆที่แตกต่างกัน เจริญต่างกัน สูงต่ำต่างกันชัดเจนขึ้น และจะรู้จักสมมุติสัจจะว่าอะไรควรหรือไม่ควร แล้วก็จะอยู่อย่างจัดสรรให้เหมาะควร เป็น กายกัมมัญญตา ทำงานร่วมไปกับคนอื่นได้ตลอดกาลนาน ผู้รู้จักกายกัมมัญญตา องค์ประชุมของรูปนาม ทั้งวัตถุและจิต ที่ปรุงแต่งกันอยู่ ประมวลแล้วเห็นว่าจะต้องอยู่ร่วมด้วยพฤติกรรมอย่างไร โดยอนุโลมปฏิโลม ด้วยปัญญาอันยิ่ง แล้วอยู่กับโลกอย่างไม่มีตัวตน ไม่มีอคติ มีสัจจะในการประมาณปรุงแต่งสัดส่วน จัดองค์ประกอบ อย่างมีความรู้อย่างมีมงคล ก็มีข่าวมรณะคุณแม่ของญาติธรรม ปู กัญญารัตน์ กุยสุวรรณ ตอนนี้เป็นดร. อยู่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่ได้ตั้งชื่อให้ว่า เพียงดาว ประดับดิน เคยเป็นนักร้องแชมเปี้ยนสยามกลการ เขาร้องเพลงให้ชาวอโศกมาตั้งแต่ต้นเลย จบดร.ทางพยาบาล ไปทำงานอาชีพ ไม่ได้มาหมกมุ่นกับเรื่องร้องเพลง แต่ก็ชอบร้องเพลง โดยไม่เอาเป็นอาชีพ แจ้งกำหนดการงานของคุณแม่ ขณิษฐา กุยสุวรรณ (คุณแม่ของ ปู กันยารัตน์, กุ้ง รุ่งรัตน์, เจี๊ยบ สุรีย์รัตน์) วัดธาตุทอง (สุขุมวิท 63 ปากซอยเอกมัย ตรงข้ามห้าง Gateway ลงสถานีรถไฟฟ้า BTS เอกมัย) ศาลา 12 (ศาลาหม่อมจันทร์ เทวกุล) กำหนดพิธีสวดอภิธรรม และพิธีไว้อาลัย 3 วัน วันพฤ.4, ศ.5,ส.6 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 19.00-19.45 (สวดอภิธรรม)เวลา 19.45-20.15 (พิธีไว้อาลัย) พิธีพระราชทานเพลิงศพ (กรณีพิเศษ)15.00 น. วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559 ณ เมรุหลัง (ติดกับศาลา 12) อาตมาค

อ่านต่อ

งไปไม่ได้ ขออภัย อยู่ที่นี่งานชุกอยู่ ก็ขออภัยจริงๆ ฝากพวกเราที่โน่นไปแทนบ้าง ทางสันติฯที่รู้จักกันดี ก็เป็นมรณานุสสติ

มาดู SMS 4 ก.พ.59 0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูฯอธิบาย องค์คุณ5ของอุเบกขา อันมีปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ให้ญาติธรรมได้รับประโยชน์ในธรรม…สาธุ ขอให้โลกมีคนที่มีจิตปริโยทาตา ฤาบริสุทธิ์ผุดผ่อง ออกมาช่วยให้โลกพบสันติภาพสันติสุขทั่วทุกมุมโลก! ตอบ...ก็ขอยืนยันว่าแม้ปัจจุบันก็มีสิ่งนี้อยู่ พวกเราที่มีบ้างก็คงรับรองคำพูดของอาตมานี้อยู่ 0893867xxx ขอบคุณญาติธรรม บุญนิยมนร.สัมมาสิกขา เยาวชนคนกองทัพธรรม กองทัพเดียวในโลก ที่ไม่เบียดเบียนสรรพสัตว์ใดๆ จรธ.skk ญาติธรรมมังสะวิรัติ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน วัตถุอนามาส จากไลน์..1.สำหรับดอกไม้มีบัญญัติไว้ที่ใดว่าเป็นวัตถุอนามาส หรือเป็นอัตโนมัติของพ่อครูเอง? พ่อครูว่า... ดอกไม้ มีบัญญัติไว้ที่ใด ไม่ใช่อัตโนมัติของอาตมาเองหรอก แต่มีบัญญัติไว้ ถ้าไม่เลอะเลือน ศีลข้อ 7 มี มาลาคันธ วิเลปน ธารณ มัณฑนวิภูสนฐานา ไม่ใช่อาตมาบัญญัติเองหรอก แล้วการให้เว้นขาดนั้น เป็นวัตถุอนามาสหรือไม่? มันชัดเจนที่สุดแล้ว ผู้ถามมีหมายเหตุมาด้วย เป็นหลักฐานอ้างมาจากหนังสือระเบียบปฏิบัติของชาวพุทธ ของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่า สิ่งของที่ทรงห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์จับต้อง เรียกว่า “วัตถุอนามาส” ได้แก่ วัตถุสิ่งของดังต่อไปนี้ 1. ผู้หญิง รวมทั้งเครื่องแต่งกายหญิง รูปภาพหญิง หรือรูปปั้นของผู้หญิงทุกชนิด 2. รัตนะ 10 ประการ คือ ทอง เงิน แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วประพาฬ ทับทิม บุษราคัม สังข์(ที่เลี่ยมทอง) ศิลา เช่น หยก และโมรา เป็นต้น 3 . เครื่อง ศาสตราวุธ ทุกชนิด อันเป็นเครื่องทำลายชีวิต 4. เครื่องดักสัตว์ บกและสัตว์น้ำทุกชนิด 5. เครื่องประโคมดนตรี ทุกอย่าง 6. ข้าวเปลือกและผลไม้ อันเกิดอยู่กับที่ พ่อครูว่า..อันนี้เป็นบัญญัติของสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็เป็นของสำนักพุทธฯ แต่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เพราะอาตมาว่ามันมีเยอะกว่านั้น ทุกวันนี้มันหย่อนยาน จนต่อไปจะเป็นแบบมหายานที่มีครอบครัวได้ สืบทอดกิจการศาสนาได้ มีสมบัติมากจนขนาดแบงค์ล่มหากถอนเงินพระออกหมด

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน กินเนื้อสัตว์อยู่บรรลุธรรมได้ไหม 2. คนกินเนื้อสัตว์อยู่สามารถบรรลุธรรมได้หรือไม่ ระดับใดครับ? พ่อครูว่า ... คนกินเนื้อสัตว์อยู่ จะบรรลุได้แค่โสดาปัตติมรรคเท่านั้น แม้แต่โสดาปัตติผลก็จะไม่ได้ เพราะเมื่อได้รู้จักพลังงานระดับพีชะ ระดับจิตนิยามต่างกันอย่างไร พีชะเป็นตัวตนระดับหนึ่ง แต่ไม่ออกไปอาละวาดทำโทษภัยกับใคร ก็จะอยู่แต่กับตัวเอง เหมือนวัวควายกินแต่พืช ไม่กินลูกชิ้นเด้ง พีชนิยามก็อาศัยที่จะมายังชีพเท่านั้น ถ้ามีอะไรมาทำลาย หลบได้ก็หลบ หลบไม่ได้ก็ตายไป การจะมีญาณรู้ว่าเบียดเบียนชีวะอื่น ในระดับพีชะและจิต ผู้ใดไม่รู้ว่าอารมณ์ของสัตว์ที่มีพยาบาท มีการจองเวรจองกรรม ถ้าความรู้นี้รู้ไม่ได้ก็จะละเมิด ถ้าละเมิดแล้วจะได้พัฒนาความเจริญของจิตของตนเองหรือไม่ ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นญาณปัญญาของผู้ที่ไม่รู้พีชนิยามหรือจิตนิยามดังที่กล่าวไว้ จึงไม่สามารถที่จะปฏิบัติเพื่อความเจริญของตัวเองได้ จึงเจริญข้ามขั้นที่จะพัฒนาไปสูงกว่านั้นไม่ได้ ที่อาตมาพาพวกเรามางดกินเนื้อสัตว์ ก็จะมีจิตเอ็นดูต่อสัตว์เล็กสัตว์น้อย เช่น เห็นมดแมลงตกโถส้วม เราเคยรังเกียจ แต่ว่าตอนนี้ก็บางทีเอามือมาจ้วงช่วยมันเลย หรือเอาไม้เอาวัตถุมาช่วยมัน แต่ก่อนเราไม่มีจิตเช่นนี้ นี่ก็พิสูจน์ว่าจิตเรามีพัฒนาการ การไม่กินเนื้อสัตว์ แค่นี้ก็เป็นสามัญผล เพราะว่า การกินเนื้อสัตว์นั้น ต้องทำให้ผิด องค์ 5 ปาณาติบาต คือสัตว์มีชีวิต รู้ว่าสัตว์มีชีวิต จิตคิดจะฆ่า ลงมือพยายามฆ่า สัตว์ตายลงไปด้วย แล้วไม่พอ ยังผิด เพราะ ทำบุญแต่ได้บาป เป็นอันมาก 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาป มิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร เล่ม 13 ข้อ 60

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มัชฌิมศีลข้อ 1-10 มาเข้าสู่ มัชฌิมศีล ข้อ 1. ก็แล้ว ไม่ให้พรากพืชคาม ไม่บาป แต่ว่าเป็นเรื่องสังคมศาสตร์ที่ไม่ควรให้ภิกษุไปทำ แต่ฆราวาสนั้นควรทำ เพราะเป็นเรื่องยังชีพ การกินจะควรกินอะไร คน พืช สัตว์ พระอาริยะ พระพุทธเจ้า เราควรกินอะไร? ก็ควรกินพืช

2 . ภิกษุเว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ปานนี้ คือ สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมผ้า สะสมยาน สะสมที่นอน สะสมเครื่องประเทืองผิว สะสมของหอม สะสมอามิส แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า...แต่นี่ผู้ที่จะเป็นสังฆราช ยังสะสมอะไรมากมาย จริงๆแล้ว เรามีของไม่มากก็อยู่ได้ มีบริขารไม่มาก ก็อยู่ได้ แม้แต่เดี๋ยวนี้จะต้องมีคอมพิวเตอร์ ไมโครโฟน เราก็ไม่ต้องมารักษา ฆราวาสเป็นผู้รักษาได้ หรือแม้แต่เราจำเป็นต้องมีเพื่อใช้งาน ก็ควรต้องมีต้องใช้สอย ถ้าใช้ปัญญาอย่างดีๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร มันอยู่ที่ใจใครใจมัน ว่าเขาติดยึดหวงแหน ก็เป็นกิเลสของเขา ใครไม่ละก็เรื่องของเขา ผู้รู้แล้วก็ละ ละได้ก็บรรลุได้ของตน แต่ไม่เลิกละ อยากดันทุรังก็แล้วไป ก็ช่วยกันเท่าที่ช่วยได้ แม้จะมีผู้มาทำบาปเวรภัย ขนาดนี้ก็จะมาประจบประแจงป้อยอ ปู้ยี่ปู้ยำศาสนาทำไม เรื่องนี้ขณะนี้เมืองไทยเป็นเมืองที่วิเคราะห์วิจัยศาสนาลึกซึ้งอย่างเป็น Phenomena เกิดจริงเป็นจริง ไม่ใช่เอาสิ่งที่ไม่เกิดไม่มีมาพูดด้วย ขนาดนี้ไม่จัดการ อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เมืองไทยก็ต้องเสื่อมทรุดไป ถ้าช่วยได้จะเป็นกุศลแก่ไทยแก่โลกด้วย เมืองไทยมีแนวลึกจะเป็นตัวตั้งของโลกด้วย มั่นใจว่าอันนี้จะเป็นโลกนาถได้ ตอนนี้เอเซี่ยนจับตัวกัน ก่อนทางอเมริกายุโรป

3. ภิกษุเว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคมมหรสพ มีการรำเป็นต้น การเล่านิยาย การเล่น ปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาล {น.96} การเล่นไม้สูง การเล่นหน้าศพ ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ รบนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยชก มวยปล้ำ การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า...ท่านก็พยายามเรียบเรียงมา ถ้าเป็นยุคนี้ก็จะมามากมาย เขียนใน หนังสือได้เล่มหนาแน่ แม้แต่จะไปรบรา อาตมาพากองทัพธรรมออกไปทำงานไม่ได้ไปรบรา ไม่เอาอาวุธไปทำรุนแรงอะไร ไปแสดงบทบาทความสงบ ให้มากที่สุด เพื่อให้ความสงบออกฤทธิ์ระงับความรุนแรงได้ ส่วนจะมีอะไรมาแทรกก็ไม่ได้เป็นเพราะเรา เราพยายามที่สุดจริงใจ พูดเลยตลอดก็จะมีบ้างมันสุดวิสัยเขาอาจจะมีความกลัว แต่โดยเจตนาจริงใจแล้วก็ยืนยันว่าเป็นความบริสุทธิ์ใจ เราไม่ไปรบราฆ่าฟันหรือทำร้ายทำลายใคร ส่วนเรื่องอาวุธนั้นเป็นเรื่องที่เราไม่มี ไม่เอา ไม่ทำแล้ว แม้ทุกวันนี้ถ้าจำเป็นจะต้องประท้วงก็จะไป สิ่งเหล่านี้เราเข้าใจแล้ว ถึงคุณค่าคุณธรรมทั้งสมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ เรามาเข้าถึงสิ่งเหล่านี้พอสมควรก็จะอยู่ช่วยโลกด้วยสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง

4 . ภิกษุเว้นขาดจากการขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เห็นปานนี้ คือ เล่นหมากรุกแถวละแปดตาแถวละสิบตา เล่นหมากเก็บ เล่นดวด เล่นหมากไหว เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่ง เล่นกำทาย เล่นสะกา เล่นเป่าใบไม้ เล่นไถน้อยๆ เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถน้อยๆ เล่นธนูน้อยๆ เล่นเขียนทายกัน เล่นทายใจ เล่นเรียนคนพิการ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า...อาตมาแปลเป็นไทยว่า เขาให้ข้าวกินแล้ว ก็ยังมีน้ำหน้าไปทำเดรัจฉานวิชาพวกนี้

5 . ภิกษุเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เห็นปานนี้ คือ เตียงมีเท้าเกินประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาด ที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้าย มีสีหะและเสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขนข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน 16 คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะอันมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า...สรุปแล้วผู้ยังติดยึดอยู่ก็ควรเว้นขาด แต่ผู้ไม่มีจิตติดยึดแล้วก็ไม่มีปัญหา ต้องมีการทดสอบแท้จริงจนจิตหมดติดยึด ไม่อยากใหญ่อยากโตแล้ว พอจิตหมดแล้วก็ไม่มีอะไร แม้จะมีก็ไม่ติดยึด แต่ถ้าโกหกตนเอง ว่าตนสูญตนไม่มีรสหรอก ก็โกหกทั้งๆที่รู้ หลอกคนอื่นต่ออีก พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ถ้าเราเองไม่รู้จริงๆ ซื่อ เรานึกว่าเราซื่อ เราหมด ท่านไม่ปรับอาบัติ คนที่จริงใจ มันไม่รู้ว่ามันมีเป็นรสเป็นชาติก็นึกว่าเราหมด ท่านเรียกว่าคนหลง ท่านไม่ถืออาบัติ แต่สัจจะมันมี ก็ต้องรู้แล้วเลิกละของตน

6. ภิกษุเว้นขาดจากการประกอบการประดับตบแต่งร่างกาย อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบการประดับตบแต่งร่างกาย อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัวเห็นปานนี้ คือ อบตัว ไคลอวัยวะ อาบน้ำหอม นวด ส่องกระจก แต้มตา ทัดดอกไม้ ประเทืองผิว ผัดหน้า ทาปาก ประดับข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้เท้า ใช้กลักยา ใช้ดาบ ใช้ขรรค์ ใช้ร่ม สวมรองเท้าประดับ {น.97} วิจิตร ติดกรอบหน้า ปักปิ่น ใช้พัดวาลวิชนี นุ่งห่มผ้าขาว นุ่งห่มผ้ามีชาย แม้ข้อนี้ก็เป็นศีล ของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า...พออ่านถึง สมณะผู้เจริญบางจำพวก ก็คือพระมหาศาลทุกวันนี้นั่นเอง แต่ถ้าไม้เท้าคุณจำเป็นต้องใช้เพราะทรงตัวไม่ไหว อันนั้นต้องอนุโลม ดีไม่ดีเดินสี่ขาด้วย ก็ต้องเข้าใจสัจจะ แต่ใครมีไม้เท้าถือไว้เท่ๆ เป็นการประดับหรือให้คนอื่นสงสารจนกลายเป็นเท่ ดูท่าทีดี ต้องรู้ตนเองไปทำทำไม กลายเป็นเรื่องประดับ บานปลายไป ไม่เห็นมีความจำเป็นที่ต้องใช้ เป็นภาระ เสียของ เสียวัตถุ สวมรองเท้าประดับ การใส่รองเท้าต้องใส่เพื่อจำเป็น ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องรอง ให้มีภูมิคุ้มกันเดินได้เอง สมัยก่อนท่านนุ่งห่มผ้ากาสวพัสตร์ เป็นคนละอย่างกับนุ่งห่มขาวแบบพราหมณ์

7. ภิกษุเว้นขาดจากติรัจฉานกถา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบติรัจฉานกถา เห็นปานนี้ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องมหา อำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้นๆ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า...ถ้าพูดแล้วไม่เป็นไปเพื่อละหน่ายคลาย ก็คือเดรัจฉานกถา เพราะว่าคนก็ต้องพูดเรื่องเหล่านี้ทั้งนั้นแหละ แต่ว่าพูดให้เป็นไปเพื่อละหน่ายคลายหรือพูดให้เกิดการสะสมกิเลส ราคะโทสะโมหะ ต้องฉลาดรู้ว่าพูดอย่างไรไม่สะสมกิเลส กถาวัตถุ คือ คำพูดที่เพื่อให้ไปหานิพพาน ตรงกันข้ามกับ เดรัจฉานกถา ที่ขวางทางนิพพานเลย

8. ภิกษุเว้นขาดจากการกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกัน เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกัน เห็นปานนี้ เช่นว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึง ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าปฏิบัติถูก ถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์ คำที่ควรจะกล่าวก่อน ท่านกลับกล่าวภายหลัง คำที่ควรจะกล่าวภายหลัง ท่านกลับกล่าวก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ำชองมาผันแปรไปแล้ว ข้าพเจ้าจับผิดวาทะของท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย มิฉะนั้นจงแก้ไขเสียถ้าสามารถ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า...คือแย่งกันเอาชนะคะคาน เถียงกับถกต่างกัน เถียง เพื่อเอาชนะคะคาน แต่ ถก คือ ให้ได้ความจริง พูดอย่างไรอย่าให้จิตคุณมีจิตคิดเอาชนะ จิตคิดเอาชนะเมื่อใดก็คือเถียง แต่ถ้าถกคือเอาให้รู้เรื่อง เอาให้ชัดเจน แก่งแย่งกันนี่เถียงจะเอาชนะ เราต้องอ่านจิตเราว่าพูดไปให้รู้ความจริงว่าอันนี้ผิดอันนี้ถูกจริงๆ อย่างอาตมาประกอบลีลาท่าที ทั้งแรงเข้มใส่เสียงสำเนียง สรรหาคำพูดเพื่อประกอบองค์ประกอบศิลป์ สื่อให้คนอื่นกระทบเป็นศิลปะให้คนอื่นรับได้ ก็เลยดูแรง และเป็นคำตำหนิ วัชชะก็พยายามปั้นวัชชะให้เป็นของควรดื่มได้ ผู้ใด ทำคำตำหนิเป็นของควรดื่ม ได้ ผู้นั้นทำ ปิยวาจา การพูดให้คนอื่นชมชอบนั้น ไม่ใช่ปิยวาจาหรอก ต้องให้สิ่งอันเป็นที่รักเพราะตำหนิ ไม่ใช่ชื่นชมให้เขาชอบ ไม่ขัดใจเขาเลย ไม่ขัดเกลาเขาเลย แบบนี้ก็หมดท่าสิ ศาสนาพุทธไปไม่ออก แก่งแย่งนี่เพื่อเอาชนะ อาตมาชาตินี้มา เป็นผู้แพ้ได้ก็ไม่เสียใจ ไม่เจ็บใจ ไม่น้อยใจ มันจะแพ้จริงหรือไม่ ก็แล้วแต่ แม้เรารู้ว่าเรา ไม่ได้แพ้จริง ก็ไม่เสียใจ และ ยิ่งแพ้จริง เราก็ยอมรับ อยู่แล้ว แต่ถ้าเราถูกอยู่ดีอยู่ เราชนะอยู่ก็ไม่เป็นไร เราแพ้ก็แพ้ อาตมาเคราะห์ดี ไม่ต้องเข้าคุก เขาก็ปรับให้เข้าคุก 66 เดือน แต่เขาให้อยู่นอกคุก 2 ปี รอลงอาญา 2 ปี ก็มีคนมาคุมประพฤติ มาคุมก็มาสองที มาถามธรรมะ ก็ไม่ได้มาอีกเลย จนผ่านไปสองปี

9 . ภิกษุเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรม และการรับใช้ เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบทูตกรรม และการรับใช้ เห็นปานนี้ คือ รับเป็นทูตของพระราชา ราชมหาอำมาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี และกุมารว่า ท่านจงไปในที่นี้ ท่านจงไปในที่โน้น ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ไป ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ในที่โน้นมา ดังนี้ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า... ฑูตกรรม คือการไปเชื่อมโยงติดต่อ ถ้าไปเชื่อมโยงติดต่อแล้วไปเพื่อให้ธรรมะแก่เขา หรือไปให้แก่เขา ไม่ได้เป็นผู้ไปเอาอะไรจากเขา จะเชื่อมโยงการค้า การทำงาน กิจการอะไรก็แล้วแต่ แล้ว กิจการนั้น คุณจะไปทำให้ ส่งฑูตไปเพื่อตรวจว่าเราจะมีอะไรช่วยเขาได้ เพื่อให้เขาในสิ่งเขาขาดแคลน ไม่ใช่ว่าไปเพื่อ สอดแนมว่าเขามีอะไรที่เราจะไปเอาได้บ้าง ถ้าไปเพื่อเอาคือขี้ทูด แม้เขาจะมีอะไรเยอะ แต่เราก็ไปแล้วก็ไม่ต้องไปอยากได้ของเขา เราจะต้องการแต่ของที่เขาจะให้ เราจะเป็นผู้ให้ให้ได้ ถ้าจะรับก็รับแต่ของที่เขาให้ ถ้าเขาไม่ให้ ก็ไม่ต้องการ ใครจะวิจัยว่าไม่ให้ ก็ไม่เอาของใคร ส่วน คนรับใช้ นั้น คือคนไปทำงานให้เขาแล้วรับค่าจ้าง คนไหนไปพูดธรรมะให้เขาฟังแล้วรับค่าธรรมะ ไปสอนเขาก็รับค่าสอน ไปออกแรงอะไรก็รับค่าแรง อย่างนั้นคือการ รับจ้าง เราจะทำอะไรก็ตาม ก็ทำงานให้ฟรี อันนี้ไม่รับจ้าง แต่ไปรับใช้เขาจริงๆ คนรับใช้ ที่เอาค่าจ้างไม่ใช่คนรับใช้ แต่คนรับใช้ที่ทำให้ฟรีคือ คนรับใช้ที่แท้จริง ถ้าคุณเองไปทำแล้วมีส่วนเกินให้เขา คุณให้มากกว่าเอา

10. ภิกษุเว้นขาดจากการพูดหลอกลวงและการพูดเลียบเคียง เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังพูดหลอกลวง พูดเลียบเคียง พูดหว่าน ล้อม พูดและเล็ม แสวงหาลาภด้วยลาภ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า... อาตมาภูมิใจที่พวกเราไม่ได้มีเรี่ยไรเลย นี่อาคาร 11 ไร่ที่เราจะขึ้นมานี้ เรียกว่า เฮือนสวน (สัมมาวิชชารามนาวาบุญนิยม) และมีเฮือนตลาด ที่คู่กันอีกอัน เราจะทำให้ยืดหยุ่น กั้นผนังเบา เราจะพยายามใช้ไฟโซล่าเซลล์ เราจะเซ็นสัญญากับพระอาทิตย์ตรงเลย เอามาใช้จนกระทั่งแตกไปข้างหนึ่ง

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มหาศีลข้อ 1-7 {น.98}มหาศีล 1 . ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอ ทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์ แม้ข้อนี้ก็เป็น ศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า... มหาศีล คือศีลใหญ่ จะต้องเว้นขาดหมดทั้งภิกษุและฆราวาส ภิกษุตัวดีต้องเว้นขาดก่อน ถ้าฆราวาสเว้นขาดได้ก่อน ก็กดดันให้ภิกษุเว้นตามได้ก็ดีสิ แต่ภิกษุควรทำได้ก่อน แล้วสอนให้ฆราวาสเว้นตาม เพราะศีลไม่ได้บังคับ แต่ทำโดยสมัครใจ ศีลไม่ใช่กฎหมายอาญา ก่อนอื่นเลยภิกษุ ต้องเว้นก่อน แต่จริงๆรวมด้วยฆราวาสต้องเว้นด้วย สรุปว่า การทำนาย นั้น ไม่เอาสักทำนาย จะใช้อะไรเป็นสื่อก็ตามไม่ว่าไฟ จะจุดเป็นธูป เป็นเปลวควันก็แล้วแต่ ถึงขนาดจุดบูชายัญ เอาคนไปเผาบูชายัญเลยยิ่งบ้าใหญ่ไม่มีแน่ แม้เล็กน้อยๆ ใช้ไฟเป็นสื่อ อัคคียัญ เป็นพิธีร่วมปฏิบัติ การปลุกเสก เป็นการครอบงำชนิดหนึ่ง สร้างอุปาทานทำเป็นมีฤทธิ์เดชมีอำนาจสะกดจิต คนที่เขายอมแล้ว หรือจิตของเขาไม่ถึง ก็ถูกครอบงำ เขาก็สะกดจิตได้ สะกดจิตแล้วให้จิตเป็นอย่างไรก็เป็นได้หมด ให้เต้นเป็นลิงค่าง ให้ฟ้อนรำ ให้หกคะเมนตีลังกาก็ทำได้หมด เหมือนรัสปูตินสั่งให้ทำอะไรได้หมด แม้แต่ไม่ให้ประสาทมีความเจ็บปวดก็ทำได้ อาตมาก็เคยทำมา แต่ทำเล็กๆน้อย ไม่ทำผิดทำชั่วอะไร เช่น ให้หายปวดฟันแล้วค่อยไปหาหมอ ก็เคยทำมา จึงรู้ว่าจิตอุปาทานเป็นอย่างไร ไม่มีก็ทำให้เห็นได้ หนังเหนียวไฟไม่ไหม้ทำได้ ไม่ได้อัศจรรย์เลยเพราะทำมา จิตวิญญาณเป็นได้หมด ถ้าไม่ยึดก็ปล่อยเลยก็เลิกได้หมด ไม่จำเป็นต้องมี ก็ไม่ต้องใช้ เรื่องการ เห็นผีเห็นรูปร่างต่างๆมันเรื่องหลอกทั้งนั้น ไม่มีหรอก ถ้าคุณกลัวผี ท่องคาถานี้ บอกว่าแค่ตายแค่ตาย แล้วเดินเข้าไปหามัน มันก็ไม่มีหรอก ถ้ามีผีจริงจะให้ปรับไหม มีเท่าไหร่ก็จะให้เลย พิสูจน์เลยจะเลิกหายกลัว

2. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะศาสตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ ทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

3. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายในจักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอกจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัย พระราชาภายนอกจักมีชัย พระราชา ภายในจักปราชัย พระราชาองค์นี้จักมีชัย พระราชาองค์นี้จักปราชัย เพราะเหตุนี้ๆ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

{น.99} 4 . ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่าจักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินผิดทาง ดาวนักษัตรจักเดินถูกทาง ดาวนักษัตรจักเดินผิดทาง จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ และดาวนักษัตรจักขึ้น ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักตก ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักมัวหมอง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ เดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีอุกกาบาตจักมีผลเป็น อย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้นจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรตกจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรมัวหมองจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรกระจ่างจักมีผลเป็นอย่างนี้ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า...สิ่งเหล่านี่จะว่าไม่จริงก็ไม่ได้ เป็นสถิติได้ถูก แต่เสียเวลาแรงงาน เอาเวลามาศึกษาสัจธรรมพระพุทธเจ้า จะช่วยคนได้แท้จริง ข่าวเรื่องปลีกย่อยก็ช่วยได้เล็กน้อย

5. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน