591127_วิถีอาริยธรรม สันติฯ ความรักของผู้ทำราชการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
591127_วิถีอาริยธรรม สันติฯ ความรักของผู้ทำราชการ
สมณะเพาะพุทธว่า...ครั้งหนึ่งพ่อท่านเคยเทศน์ที่ปฐมอโศกเรื่องการช่วยคน จึงได้บันทึกเป็นกวีว่า จงช่วยเถิดเพื่อนมนุษย์อย่าหยุดช่วย จงร่ำรวยเมตตาอัชฌาสัย มนุษย์นี้มีกรรมอยู่ร่ำไป ช่วยคนอื่นนั่นไงเป็นบารมี แล้วครั้งนั้นมีคนถามพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ว่าอุดมคติอุดมการณ์ของท่านคืออะไร ท่านก็ตอบว่าอุดมคติ คือ ช่วยคนให้ช่วยคน เราจะต้องช่วยอย่างประกอบด้วยปัญญาในการช่วย เป็นการช่วยคนให้ไปช่วยคน คือการสร้างคน การช่วยคนจริงๆก็คือการสร้างคน ครั้งต่อมาพ่อท่านก็พยายามสั่งสอนลูกๆโดยเฉพาะอาตมาเอง ที่พ่อท่านพยายามกระซิบบอก อยู่เสมอๆว่า จริงๆแล้วการให้คนก็คือการสร้าง การช่วยคนไม่ใช่การสงเคราะห์ ตรวจแยกระหว่างการสงเคราะห์กับการสร้างคน ถ้าเราสงเคราะห์จะไม่ยั่งยืน แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการสงเคราะห์ เราไม่ปฏิเสธการสงเคราะห์ แต่อย่าทำเพียงแค่สงเคราะห์ จงทำไปถึงการช่วยคนและสร้างคน สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดที่มูลนิธิเพื่อนช่วยเพื่อน มีคนไปหาจะให้ไปช่วย ล่าสุดมีคนไปหาท่านจันทร์ ให้ไปช่วยหาทนายให้ช่วยลูกชายที่มีคดีความ โยมที่รับเรื่องก็มีปัญญา ก็เลยบอกว่าท่านเป็นพระเป็นสมณะ ถ้าจะช่วยท่านไม่ได้ช่วยเรื่องแบบนี้หรอก ในการไปหาทนายให้ อย่ามารบกวนท่านเลย ก็เลยตอบไปแบบนั้น โยมคนนี้เป็นคนถวายที่ดินให้พ่อท่านใช้สร้างมูลนิธิเพื่อนช่วยเพื่อน
พ่อครูว่า...รพินทรนารถ ถากูร ก็เป็นปราชญ์ชาวอินเดียที่นับถือในพลังงานพระเจ้า ท่านเป็นผู้ที่ทำประโยชน์คุณค่ารับใช้ ปวงชน ได้ลงมือลงแรงสร้างสรรทำงาน อย่างเป็นรูปธรรม ปลูกผักปลูกพืช เกิดผลผลิตขึ้นมา อย่างนั้นคือคนมีพลังงานเป็นพระเจ้าที่เลี้ยงโลก นั่นคือผู้ที่มีความเป็นพระเจ้าอยู่ในตัว ภาษาของคำว่า ความรัก ก็แสดงถึ
อ่านต่อ
งสภาวะหนึ่งของมนุษย์ที่ประกอบด้วยการกระทำที่ทำงานเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้ได้รับสิ่งที่ประเสริฐที่ดีงามสิ่งที่เป็น ในหลวงเราเป็นผู้ที่ทรงงานรับใช้มวลมนุษย์ในฐานะที่ท่านเป็นกษัตริย์ของประเทศ แต่ท่านก็ทรงงานรับใช้ประชากรในประเทศด้วย อย่างเต็มพระกำลังเลย ตลอด 70 ปีเลยที่ทรงงานเพื่อประชาชนในประเทศจนมาบัดนี้ประชาชนก็รับรู้แล้วว่าท่านทรงงานมา 70 ปีจริง ช่วยประชาชนทั้งหลาย ตอนนี้กระแสเสียงของประชาชนขานรับ ตอบตรงกันหมด ว่าชัดเจนแต่ อาตมาขอตอกหัวตะปูว่า ข้าราชการข้าราชบริพารที่ได้ปฏิญาณตนไปรับตำแหน่งหน้าที่ว่าจะเป็นผู้ที่ช่วยราชาทำงาน ในหลวงเป็นผู้ที่ทรงงานกว้างไปช่วยทั้งประเทศ แต่ข้าราชการนั้นทำงานในวงจำกัด อำเภอหรือจังหวัดของเขา หรือตำบลของเขา รับผิดชอบเป็นหย่อมๆ ก็ยังไม่ได้ลงไปทำงานในพื้นที่อย่างในหลวงของเรา ท่านทรงแผนที่ลงไปในพื้นที่จริง ที่ไหนมีความเดือดร้อนท่านก็ไปช่วยได้จริง นี่คือการรับใช้ประชาชน ท่านเป็นนักประชาธิปไตยเบอร์ 1 ข้าราชการเป็นนักประชาธิปไตยถาวร ที่เข้ามาบรรจุมีตำแหน่งเป็นข้าราชการ เข้ามาแบ่งเบาภาระของพระราชาในการรับใช้ประชาชนมีเงินเดือนด้วย ข้าราชการประจำก็คือข้าราชการการเมืองถาวร ข้าราชการการเมืองคือผู้ที่สมัครมาทำงานเป็นครั้งคราว โดยประชาชนเลือกมา มาทำไม ก็เพื่อมาตรวจข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมืองก็มารับเป็นเจ้ากระทรวง เพื่อจะมาตรวจข้าราชการประจำอีกที่หนึ่ง ในชั่วระยะหนึ่ง 4 ปีก็ทีนึง แต่แล้วก็กลับเข้ามาข่มขู่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ทำเละเทะไปหมด ด้วยกิเลสของคนปู้ยี่ปู้ยำหลักการ ผู้ที่มารับใช้ประชาชนคือผู้ที่รักประชาชน ผู้ที่รับใช้ใคร โดยไม่มีสินจ้างรางวัลไม่ได้รับใช้เพื่อจะเอาค่าตอบแทน ทำงานเพื่อเขา ที่ต้องทำงานเพื่อเขาเพราะว่าเขาเป็นคนที่ควรรับใช้ เขาเป็นคนของโลกเขาเป็นคนของสังคมเป็นคนของประเทศ เราก็ควรรับใช้เขา เราเกิดมาเป็นคน เมื่อเห็นผู้ที่ควรจะต้องได้รับการช่วยเหลือก็ไปช่วยเหลือก็เรียกว่ารับใช้ เรามีความรู้และมีความสามารถตามปัญญา ก็รับใช้ตามความคิดความรู้ปัญญา เรามีความสามารถทำงานทางกายก็ไปรับใช้ทางกาย เรามีความสามารถทางวาจาบอกกล่าวก็รับใช้ทางวาจา อย่างบริสุทธิ์ที่สุด ในหลวงทรงงานมาตลอด 70 พรรษาก็รับใช้มวลมนุษย์มาตลอด 70 ปี ไม่ได้คิดว่าจะต้องมีเงินโอเวอร์ไทม์จ้าง หรือต้องมีเบี้ยประจำมาจ้าง ไม่เคยคิดว่ารัฐบาลหรือใครจะต้องมาให้ คนที่จะมาเป็นข้าราชการแต่ก็มีระบบระเบียบในการทำงานตามระบบ ก็เลยดูเหมือนห่างจากพระเจ้าอยู่หัว แต่แท้จริงก็คือมีหน้าที่ช่วยในหลวงทำงาน ข้าก็คือผู้รับใช้ ผู้ช่วยเป็นมือเป็นไม้ ราช ก็คือ ราชา แต่เสร็จแล้วเละเทะไปหมด ดีไม่ดีไปฉวยโอกาสโกงกิน เรียกว่าโลภโมโทสัน ทำงานก็ไม่เป็นงาน แต่มีค่าใช้จ่ายตามระบบระเบียบมากมาย ไม่เหมือนในหลวงที่ทำงานเพราะว่ารักประชาชน ข้าราชการก็น่าจะมาขอแบ่งเบาในการให้ความรักแก่ประชาชน แบ่งเบางานของในหลวง แต่กลับไม่ทำอย่างนั้น กลับมาหาเงินเลี้ยงชีพเมื่อได้ตำแหน่งหน้าที่ได้เงินเดือนแล้ว แล้วก็ทำงานเช้าชามเย็นชามหรือไม่มีสักชาม ประชาชนที่มีความรักในประชาชนด้วยกัน ก็คือผู้ที่สร้างสรรค์ โดยตรง ข้าราชการ ไม่ใช่ผู้ที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่ผู้ที่มาปลูกผักพืชหรือสร้างผลผลิตอุตสาหกรรม ไม่ได้สร้างงานที่สังคมประเทศชาติต้องอาศัย ที่มีเยอะแยะมากมาย ก็ต้องช่วยประชาชนด้านต่างๆ ในเรื่องของการอุปโภคบริโภคให้คนได้กินได้ใช้ ประชาชนมีหน้าที่สร้าง ของกินของใช้ สร้างแล้วก็เอามาแจกประชาชน แจกไปเราก็จะไม่มีทุนรอนกลับมาทำงานอีก ก็ต้องมีค่าโสหุ้ยด้วย ค่าแรงงานค่าอื่นๆ โดยใช้ตั๋วเงินหักลบกลบ ในแรงงานทางกาย ทางสมอง ก็ตั้งราคาค่าแรงกันไป แล้วก็มีเหลื่อมล้ำว่า งานทางสมองมีราคาแพงกว่าแรงงานทางกาย จ่ายเป็นค่านิยมของสังคมไป แล้วมันเลยเกินไปเอาเปรียบไป ที่จริงแล้วแรงงานทางสมองนั้นเบากว่าแรงงานทางกาย แต่งานทางกายนั้นใช้พลังงานแคลอรี่มากกว่าเยอะ แรงงานทางสมองที่จะใช้มากก็คือการใช้เพ่งพินิจคิดสิ่งที่ดีงามเกินกว่าเก่าหรือที่แปลกๆพัฒนากว่าเก่า สร้างสรรค์อะไรขึ้นมา แต่ถ้าเป็นความคิดสามัญเขาก็คิดอยู่แล้ว ก็ไม่ได้ใช้พลังงานแคลอรี่เกินกว่าเหตุหรอก จริงๆแล้วเขาคิดไว้แล้วด้วย ราคาควรจะถูกกว่าแรงงานที่ต้องผลิตออกมาเป็นชิ้นงานหรอก แต่มีความเหลื่อมล้ำความฉ้อฉลทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันนี้มานานแล้ว พวกที่คิดได้ใช้สมอง มันมีความฉลาดในตัว มันก็ใช้เชิงฉลาดนั้นตั้งราคา แล้วก็กลายเป็นผู้บริหาร ผู้บริหารไม่ใช่ผู้ที่มีการลงมือทำ แต่ใช้ความคิด ทั้งโลกเป็นเช่นนั้น ปัญหาคือกรรมกรเป็นผู้ลงมือทำกับผู้บริหารพวกที่ดูแลจัดสรร พวกที่คุมกำลังกรรมกรหรือมีวิธีการโยกย้าย อย่างเช่นนายแจ็คหม่าก็นั่งหาวิธีโยกย้ายสินค้าเท่านั้น เป็นวิธีการที่ใช้เชิงเอาเปรียบมากมาย ซับซ้อน และทำให้เกิดรายได้ที่ตนเองได้เปรียบนั้นมา นี่เป็นคนฉลาดแกมโกงหรือคำว่า เฉกา คนที่มีความรักประชาชนจะมีปัญญา คนที่มีความเลวร้ายในสังคมจะมี เฉกา (ความฉลาดเฉียบแหลมที่ประกอบด้วยกิเลส เห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว) เฉกาเป็นภาษาบาลี แต่คนไม่นิยม เพราะเป็นความเลวเห็นแก่ตัว อย่างในโลกนี้เขายกย่องในแจ็คหม่า ว่าเป็นผู้ที่มีความฉลาดมาก อาตมาสรุปเลยว่าเป็นความฉลาดเลวอย่างมากเป็นผู้ที่คิดเอาเปรียบคนอย่างมาก เป็นผู้ที่รับใช้อัตตา กับกามคือความใคร่อยาก คือรับใช้ตัวตนของตัวเองกับความใคร่อยากได้มาเป็นของตัวเอง เป็นกิเลสแล้วก็บำเรอกิเลสไป คนไม่รู้ตัวก็หลงในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข คนที่หามาให้แก่ตัวเองได้มากก็ได้รับการยกย่อง แม้จะรู้ว่าไม่ดีแต่สู้กับอำนาจกิเลสในตัวเองที่มันเป็นใหญ่กว่าไม่ได้ คนก็เลยเหมือนกับสับสน ลึกๆก็รู้ว่าการเอาเปรียบไม่ดี การเสียสละดี รับใช้ประชาชนดี ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างชาวอโศกที่อาตมาพาให้มารับใช้ประชาชน ให้ทั้งแรงกายและวัตถุ เช่น ขณะนี้ที่สนามหลวง เราไปแสดงความจริง ทุกสิ่งเราก็สร้างสรรค์เองและซื้อมาก็ตามและเอามาประกอบเป็นสิ่งบริโภค สิ่งที่อุปโภคก็มีบ้าง แต่เรื่องของการบริโภคหรือกินนี้เป็นตัวเด่นชัด ที่สนามหลวงขณะนี้ พฤติกรรมที่ทำอยู่ขณะนี้ เรียกว่าการรับใช้ประชาชน ประชาชนจะมาที่สนามหลวงมาก เราก็จะต้องรับใช้เขา แล้วเขามาทำไม เข้ามาแสดงออกถึงความซาบซึ้ง ถึงความรักอันยิ่งใหญ่ มาแสดงออกว่าเขารู้นะ ว่าคนๆหนึ่ง หรือพระเจ้าแผ่นดิน ได้รับใช้ประชาชนมา แสดงความรักประชาชนมา 70 ปี เสร็จแล้วท่านก็จากไป ท่านจะไม่ได้ทรงงานอันประเสริฐสุดนั้นอีกแล้ว พอท่านสวรรคตแล้ว ประชาชนก็เสียดายระลึกถึงด้วยความเห็นความเข้าใจของตนเองว่า ท่านรับใช้ประชาชนจริงๆ ท่านเป็นนักประชาธิปไตยที่ไปรับใช้ประชาชน ไม่ต้องพูดถึงนักการเมืองที่บอกว่าจะมารับใช้ประชาชนเลย มันไม่จริงหรอก แต่ในหลวงนี่แหละ คือนักการเมืองที่เป็นนักประชาธิปไตย โดยท่านบอกว่าจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม คือ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) สมณะเพาะพุทธว่า...ตรงกับพระบาลีเลย มีคำว่าประโยชน์สุขด้วย เป็นประโยชน์ที่เป็นไปเพื่อความสุข อันนี้เป็นความสมบูรณ์ พ่อครูว่า...ในหลวงทรงรู้สาระก็เลยทรงพระจริยวัตรเช่นนั้น คือเพื่อประโยชน์สุขแห่งมวลมหาชนชาวสยาม ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนต้องเป็นอย่างนี้แหละ เป็นผู้ที่ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นผู้รับใช้โลกก็คือปวงชนทั้งหลาย คนที่มีความประพฤติมีกรรมกิริยาของตัวเอง จัดแสดงกรรมการกระทำอยู่ตลอดเวลาเลย แล้วการกระทำจริงนั้นอยู่ตลอดเวลาเป็นการกระทำเพื่อมวลมนุษยชาติ ในหลวงทรงงานเพราะท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นหน้าที่ของท่านที่ประเสริฐสุด เป็นประโยชน์สุขแก่มวลประชาชน อาตมาเองขออภัยที่ต้องพูดถึงตัวเองบ้าง อาตมาเข้าใจอันนั้น อาตมาไม่มีหน้าที่ไปสมัครเป็นข้าราชการ ไม่มีหน้าที่เป็นนักธุรกิจหรือนักกสิกรรม อาตมามาเลือกงานที่เป็นการบอกแจ้งสัจธรรม มาบรรยายสัจธรรม มาบรรยายความรู้ที่เป็นความรู้ให้ประชาชนรู้ว่าอันนี้ดี อันนี้ถูก อันนี้เป็นแก่นสารสาระ อันนี้เป็นสะเก็ดอันนี้เป็นกระพี้ อาตมามีหน้าที่ อธิบาย บอก พระพุทธเจ้าเทียบสะเก็ดคือศีล เปลือกคือสมาธิ กระพี้คือปัญญา แก่นคือวิมุติ ส่วนลาภสักการะท่านเปรียบเหมือนใบ ดอก ผล ของศาสนา คนมีสัญชาติที่เห็นแก่ผลกับใบกับดอก ไม่มีปัญญาเห็นสะเก็ด ไม่มีปัญญาเห็นเปลือก ไม่มีปัญญาเห็นกระพี้ ไม่มีปัญญาเข้าใจถึงแก่น อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์มาหลายชาติแล้ว ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้ามา และพระโพธิสัตว์คือผู้ที่พระพุทธเจ้าลงทะเบียนไว้แล้วว่าจะต้องทำงานแทนพระพุทธเจ้าสืบสานศาสนา โสดาบันก็สืบสานตามที่ตนมี สกิทาคามีก็สืบสานเท่าที่ตนมีเนื้อแท้ ...ตั้งแต่โสดาบันก็คือผู้ที่มีสัมมาปฏิบัติสัมมาปฏิเวธ เป็นระดับที่ 1 เป็นโพธิสัตว์ระดับที่ 1 โพธิสัตว์ระดับที่ 2ก็คือสกิทาคามี โพธิสัตว์ระดับ 3 ก็คืออนาคามี โพธิสัตว์ระดับที่ 4 ก็คืออรหันต์ โพธิสัตว์ระดับ 5 ก็คือ อนุโพธิสัตว์ แต่ในเถรวาทนั้นไม่มีใครรู้เรื่องเหมือนโพธิรักษ์ (ไม่ได้ดูถูกหรือข่มแต่พูดความจริง) ผู้ที่รู้ความจริงว่า มันงามทั้งผลใบดอกคือลาภสักการะสรรเสริญในโลก ส่วนศีลคือสะเก็ดที่หลุดร่วงจากต้นไม้ คนก็เห็นแต่ดอกใบผล จะไปเอาดอกใบผลแต่หารู้ไม่ว่าทำไมมีสะเก็ด ไม่มีเปลือก ไม่มีแก่น ก็เกิดดอกใบผลไม่ได้ คนไม่รู้ ที่จะต้องมาสร้างเนื้อแท้ของต้นไม้ให้เป็นต้นไม้แห่งธรรมะต้นไม้แห่งสัจธรรมไม้แห่งประโยชน์คุณค่า ไม่มีพิษภัยอะไรแฝง ไม่มีสิ่งที่เป็นกิเลสมาแทรกแซง มีแต่สัจจะซื่อสัตย์ตรงกันหมด พระพุทธเจ้ารับผิดชอบอันนี้ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ก็มาสืบสานต่อ โพธิสัตว์ระดับ 6 ก็คือ อนิยตโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ระดับ 7 ก็คือ นิยตโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ระดับ 8 ก็คือ มหาโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ระดับ 9 ก็คือ พระพุทธเจ้า
อธิบายตามหลักฐานที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ สมณะเพาะพุทธว่า…ตามพระไตรปิฏก [353] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พราหมณ์ชื่อปิงคลโกจฉะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านพระโคดมสมณพราหมณ์พวกนี้ เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มียศ เป็นเจ้าลัทธิชนเป็นอันมาก สมมติว่าเป็นคนดี คือ ปูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุธกัจจายนะสัญชัยเวลัฏฐบุตร นิครนถ์นาฏบุตร พวกนั้นทั้งหมดรู้ยิ่งตามปฏิญญาของตนๆ หรือทุกคนไม่รู้ยิ่งเลย หรือว่าบางพวกรู้ยิ่ง บางพวกไม่รู้ยิ่ง. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อย่าเลย พราหมณ์ ข้อที่ว่าพวกนั้นทั้งหมดรู้ยิ่งตามปฏิญญาของตนๆ หรือทุกคนไม่รู้ยิ่งเลย หรือว่าบางพวกรู้ยิ่ง บางพวกไม่รู้ยิ่งนั้น จงงดไว้เถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านจงฟังธรรมนั้น จงกระทำไว้ในใจให้ดี เราจักกล่าว ปิงคลโกจฉพราหมณ์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว. [354] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือก ละเลยสะเก็ดไปเสีย ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จักกระพี้ ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือกละเลยสะเก็ดไปเสีย ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา หรืออีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือกไปเสีย ถากเอาสะเก็ดถือไป สำคัญว่าแก่น. บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้วพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จักกระพี้ ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ดไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือกไปเสีย ถากเอาสะเก็ดถือไป สำคัญว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขาจักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา. หรืออีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ไปเสียถากเอาเปลือกถือไป สำคัญว่าแก่น. บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จักกระพี้ ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ไปเสีย ถากเอาเปลือกถือไป สำคัญว่าแก่นและกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา. หรืออีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่นไปเสีย ถากเอากระพี้ถือไป สำคัญว่าแก่น. บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จักกระพี้ ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่นไปเสีย ถากเอากระพี้ถือไป สำคัญว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา. หรืออีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ตัดเอาแก่นนั้นแหละถือไป รู้อยู่ว่าแก่น. บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ รู้จักแก่น รู้จักกระพี้ รู้จักเปลือก รู้จักสะเก็ด รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ตัดเอาแก่นนั่นแหละถือไป รู้อยู่ว่าแก่นและกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขาจักสำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด. [360] ดูกรพราหมณ์ ดังพรรณนามาฉะนี้ พรหมจรรย์จึงมิใช่มีลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งศีลเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความถึงพร้อมสมาธิเป็นอานิสงส์ มิใช่มีญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ พรหมจรรย์นี้มีเจโตวิมุติอันไม่กำเริบ เป็นประโยชน์ เป็นแก่น เป็นที่สุด. เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ปิงคลโกจฉพราหมณ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยประสงค์ว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ ฉันใด ธรรมที่พระองค์ทรงประกาศแล้วโดยอเนกปริยาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. ข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระองค์กับพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่า เป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.
พ่อครูว่า...อาตมาหยิบเอาพูดถึงที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน จูฬสาโรปมสูตร มา ถ้าคนหลงในลาภสักการะสรรเสริญที่เป็นเหมือนดอกใบผล ได้สิ่งเหล่านั้นมาสนใจเป็นสุข คนเราก็หลงอยู่เช่นนั้น ไม่เคยไปรู้จักว่าต้นตอสิ่งที่ประเสริฐเหล่านี้คืออะไร คนจะมีลาภ หรือคนจะมีดอกใบผล ก็จะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมมีศีลสมาธิปัญญามีวิมุติ เป็นต้นไม้เป็นตัวเหตุ เป็นที่มา ถ้าไม่มีเหตุไม่มีที่มาก็ไปแย่งของคนอื่นเขามา ทั้งที่คุณไม่มีสิทธิ์ คนไม่มีศีลก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปได้ดอกใบ คุณไม่มีสมาธิคุณไม่มีปัญญาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ดอกไม้ใบไม้หรือผลไม้ ศีลคือคุณธรรมเป็นตัวหลักเกณฑ์เลย พุทธเจ้าตรัสว่าคนที่จะชมเรา เบื้องต้นนั้นต้องชมว่าเราเป็นคนที่มีศีล คนที่ไม่มีศีลนั้นก็คือคนที่ไม่มีความเป็นคน ศีลข้อเดียวไม่มีก็คือไม่มีความเป็นคนเลย มีศีล 1 ข้อก็มีความเป็นคนหนึ่งข้อ ถ้าจะมีความเป็นคนครบในพื้นฐานก็คือมีศีล 5 ข้อ 1 เป็นคนที่มีภูมิปัญญา คนไม่มีปัญญาเหมือนสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย โลกมีสัตว์เดรัจฉานตัวใหญ่โตขนาดไหนคนก็ฆ่าได้หมด จับมาใช้ทำงาน ถ้ายุคนี้มีไดโนเสาร์ คนก็จะจับไดโนเสาร์มาใช้ จะถูกร้อยจมูกโดยใช้ตะขอสับทำงานเหมือนช้าง คนนี่มันยอดเยี่ยมอย่างนั้นจริงๆ แต่คนก็ควรจะเป็นผู้ที่มีปัญญา ต่างคนต่างก็มีชีวิต สัตว์ในโลกนี้ต่างคนต่างเกิดมารับวิบากมาใช้วิบาก อันนี้เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ อย่าไปฆ่าแกงกัน อย่าไปทำร้ายทำลายกัน สมณะเพาะพุทธว่า...คนที่นำมาสัตว์มาเลี้ยงมาให้สบายๆนั้น เป็นการเพิ่มวิบากให้แก่ตนและเพิ่มความเป็นสัตว์ให้อยู่ยาวนาน ฆ่าสัตว์รู้สึกสบายกับความสุขที่คนปรนเปรอให้นั้น พ่อครูบอกว่าคนที่เลี้ยงสัตว์ให้สบายนั้นสัตว์ก็อยากจะเกิดมาเป็นสัตว์อีก แต่ถ้าสัตว์รู้สึกว่าลำบากก็จะไม่อยากจะเกิดมาเป็นสัตว์อีก ตอนนี้ว่าที่ท่านพุทธโฆษาจารย์ พยายามรวบรวมหลักฐานพระไตรปิฎกมาท่านรวบรวมไว้ดีจริงๆ ท่านเป็นนักศึกษาที่เอาใจใส่ ทำให้หลักฐานของศาสนาพุทธนี้มีเอาไว้ให้พวกเราได้ใช้ได้อาศัยศึกษา เอามาปฏิบัติ เอามาเป็นประโยชน์ ก็เป็นพระคุณอย่างยิ่ง อันที่ไม่ตรงกับอาตมาก็มี (อาตมาไม่ได้พูดอย่างเบ่งข่มนะ เป็นการพูดโดยการศึกษา) เช่นท่านให้ความหมายคำว่า ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ปุญญาภิสังขาร แปลว่าการปรุงแต่งการจัดการให้เป็นบุญ อปุญญาภิสังขาร ท่านก็แปลว่ามันไม่ใช่บุญ ไม่ได้ปรุงแต่งอันเป็นบุญ ก็คือบาป ท่านขยายความไว้แบบนี้สรุปก็คือบาป อาตมาก็เห็นแย้งกัน แต่ความเห็นของอาตมานั้นเห็นว่า บุญญาภิสังขารคือไม่ต้องทำบุญอีกแล้วทำบุญเสร็จแล้ว เพราะอภิสังขารคือการปรุงแต่งขั้นอภิ ผ่านบุญญาที่สังขารไปแล้ว คือจัดการบาปจนหมด บุญก็หมดไปด้วยไม่มีหน้าที่ทำอะไร หน้าที่ของอเนญชาภิสังขารคือสั่งสมคุณสมบัติ ของผู้ที่ สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) ทำอะไรต่อไปก็จะเป็นกุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) จิตอาตมาขณะที่พูดนี้ไม่มีอุปกิเลส 16 นี้ ตั้งแต่ อภิฌาวิสมโลภะ …. เป็นต้นไปจนถึงปมาทะเลย ไม่มีกิเลสพวกนี้ อาตมาก็ขอแสดงความจริงพวกนี้
สมณะเพาะพุทธว่า... อุปกิเลส 16 ประกอบด้วย 1. อภิชฌาวิสมโลภะ (เพ่งเล็งอยากได้) 2. พยาปาทะ (ปองร้ายเขา) 3. โกธะ (โกรธ) 4. อุปนาหะ (ผูกโกรธ) 5. มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) 6. ปฬาสะ (ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอท่าน) 7. อิสสายะ (ริษยา ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี) 8. มัจฉริยะ (ตระหนี่) 9. มายายะ (มารยา, มารยาทเสแสร้ง) 10. สาเฐยยะ (โอ้อวด, การโอ่แสดง) 11. ถัมภะ (หัวดื้อ, เชื่อมั่นหัวตัวเองมาก) 12. สารัมภะ (แข่งดี, เอาชนะคะคาน) 13. มานะ (ถือดี-ยึดดี จนถือสา) 14. อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน) 15. มทะ (มัวเมา) 16. ปมาทะ (ประมาทเลินเล่อ) (พตปฎ.เล่ม 12 ข้อ 93) ทั้งหมดนี้ 16 ข้อคืออุปกิเลสที่พระครูบอกว่าขณะที่พูดนี้ไม่มีอยู่เลย
พ่อครูว่า...แม้แต่ความประมาทมัวเมาในความรู้ความเห็นก็มีสติสัมปชัญญะด้วยความจริงใจว่านี่คือการแสดงสัจธรรมเปิดเผยธรรมะเป็นความรู้ทางวิชาการไม่ได้อวดตัวตนอะไร
ในจูฬสาโรปมสูตร นั้น ดอกใบผลที่มีสีสันสวยสดๆก็กลบเอาสะเก็ด เปลือก กระพี้ แก่นไปเสีย หากเป็นต้นไม้ที่ไม่มีสะเก็ดไม่มีเปลือก ไม่มีกระพี้ ไม่มีแก่นก็เป็นต้นไม้พิษ ดอกใบผลที่เกิดก็เป็นดอกใบผลที่เป็นพิษทั้ง 4 คนต้องมีศีล ถ้าไม่มีศีลไม่ใช่คน ศีลพื้นฐานของคนคือศีล 5 (คุณไม่มีศีลคือคุณไม่มีสิทธิ์เป็นคน) วันนี้คนไม่มีศีล 5 จึงไม่ใช่คน ตกลงมีดอก มีใบ มีผลที่เป็นพิษทั้งนั้นเลย พิษก็คือกิเลสที่เป็นพิษร้าย ทุกวันนี้เมื่ออยู่กันด้วยดอกใบผลที่เป็นลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเป็นพิษทั้งนั้น เละเทะ พระพุทธเจ้าเห็นมนุษย์จมอยู่ในทุกข์เช่นนี้ สมณะเพาะพุทธว่า...ศีลเป็นเบื้องต้นเป็นมารดาของธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้นจงชำระศีลให้บริสุทธิ์ ในจูฬสาโรปมสูตร ไม่ได้ปฏิเสธศีลแต่จงอาศัยศีลสมาธิปัญญาให้เข้าถึง อกุปปาเจโตวิมุติ ถ้าไปติดแค่ศีลก็คือสีลพตปรามาส หรือสีลลัพพตุปาทาน หรือไม่ปฏิบัติศีลจนให้เกิดสมาธิเกิดปัญญา และเกิดอกุปปาเจโตวิมุติ ก่อนจะเข้าถึงแก่น ปฏิเสธไม่ได้ว่า จะต้องมี ศีล น้ำไม่มีแก้วก็ไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในสภาพที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ น้ำต้องมีแก้ว(พ่อครูให้ความรู้ว่า ใช้ภาษาผิด คำว่าแก้ว มาจากแต่ก่อนใช้จอกใส่น้ำ แล้วก็คนใช้แก้วทำจอก ก็เลยกร่อนว่าจอกที่ใส่น้ำนี้เป็นแก้วหมดเลย) สมณะเพาะพุทธว่า..จอกใส่น้ำให้เป็นรูปทรงได้ คนต้องมีกรอบคือศีลเป็นกรอบให้เป็นคน
พ่อครูว่า...ในหลวงทรงราชการเอง และคนที่มาขอแบ่งเบาร่วมช่วยงานราชการก็เรียกว่าข้าราชการ สมณะเพาะพุทธว่า...มีคนถามว่าในหลวงประกอบอาชีพอะไรในหลวงตอบว่า ทำราชการ ฉลาดเฉียบแหลมบวกกิเลสคือเฉกา ส่วนปัญญาคือฉลาดเฉียบแหลมที่ไม่มีกิเลส พ่อท่านอรรถาธิบายว่า การรับใช้ผู้อื่นเป็นอนัตตา การรับใช้ตนเองเป็นอัตตา การรับใช้ตนเองนั้นสัตว์มันก็ทำได้อยู่แล้ว การรับใช้ตนเองก็มีสภาพไม่แตกต่างจากสัตว์ การรับใช้คนอื่นต้องมีปัญญาเหนือกว่าสัญชาตญาณ ประชาชนที่มาสนามหลวง มาถวายความสักการะในหลวง พ่อครูใช้คำว่ามาแสดงออกถึงความรักในนักประชาธิปไตยที่แท้จริง ในหลวงมีพระปฐมบรมราชโองการว่าเราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม วันนี้พ่อครูยืนยันว่าตรงกับคำของพระพุทธเจ้าว่า..พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) พ่อครูว่า...มันจะเป็นความรักอันยิ่งใหญ่คือการรับใช้ประชาชน พระเจ้ารักประชาชนช่วยประชาชน ประชาชนใดมีความทุกข์ พระเจ้าก็ช่วยประชาชนที่มีความทุกข์ ในภาษาโบราณของศาสนาพุทธหรือศาสนาพราหมณ์คือ พระเจ้าเรียกว่าพรหม พระพรหมมีเมตตากรุณามุทิต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive