591130_พุทธศาสนาตามภูมิ ปรากฏการณ์พลังแห่งรักครั้งเดียวในกัปป์นี้.docx
เนื้อหาในไฟล์
591130_พุทธศาสนาตามภูมิ ปรากฏการณ์พลังแห่งรักครั้งเดียวในกัปป์นี้
สมณะเดินดินว่า…ที่สันติอโศก วันนี้วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2559 วันนี้ขึ้น 1 ค่ำเดือนอ้าย เรายังมีลมหายใจ ก็พากเพียรกันต่อ เมื่อวานนี้พ่อครูก็ย้ำว่า เป้าหมายของศาสนาพุทธ คือดับภพจบชาติ เป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ง่าย แต่ทุกๆครั้ง ที่เราออกมารวมกัน เราก็จะมีความสุข มากกว่าอยู่คนเดียว ที่สันติอโศก หากไม่มีพ่อครูมา ก็ต่างคนต่างอยู่ จอใครก็จอใคร จอน้อยๆจิ้มเอา ที่เราอยู่กับตัวเอง เราถามตัวเราว่า เราจะสิ้นภพจบชาติได้ไหม พอมีงานมากมายพัวพัน จะออกมาพบกันได้ ก็จะเบาสบาย เราก็มาสู่ทิศทาง ว่าจะทำทานอย่างไร ถึงจะตัดภพ จบชาติได้ ตัดคอไอ้หวังให้ขาดเลย จะทำความชัดเจน สอดคล้องว่า บุญคือทำให้กิเลสวิบัติ ไม่ต้องไปหวังภพหน้า ตอนนี้พ่อครูบอกว่า มีโรงงานผลิตพลังงานแห่งความรัก ที่ท้องสนามหลวง เราจะได้ไปให้ อย่างที่ในหลวงมีพระจริยวัตร ทำมากับประชาชนตลอด 70 ปี ทำโดยอย่างจิตใจที่บริสุทธิ์ ไม่ได้มุ่งหวังจะหาเสียง หรือคิดจะได้อะไรกลับคืนมา ทำอย่างไร คนไทยหรือพวกเรา จะได้สืบทอดปณิธาน สืบทอดอุดมการณ์ ความรักอันบริสุทธิ์นี้ ให้ยั่งยืนยาวนานต่อไป ถ้าฟังไปแล้ว จะเห็นได้ว่า ภพชาติก็จะน้อยลง มีเรี่ยวแรง เราก็ทำกันไปสังคหะ ให้มีพลัง 4 พ้นภัย 5 พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ขึ้น 1 ค่ำเดือน 1 เป็นวันยกพลขึ้นบก เขากำลังจะมายึดธรรมกายกัน ให้ชัดเจนขณะนี้ เต็มที่เลยเดินกันเพื่อที่จะจัดการกับเขา อ้างตัวว่าเขามาปราบมาร แต่แท้จริง เขาคือตัวมาร กำลังจะถูกปราบ เขาก็ขีดเส้นตายไว้ว่า 2 ยามคืนนี้ ยิ่งกว่าดูนัดชิงบอลโลกเสียอีก คือเขารักษาภาพพจน์ ก็ไม่อยากจะรุนแรง เขาก็อยากจะทำ ให้มันสุภาพเรียบร้อยง่ายดาย แต่คือสุดยอดของ ความดันทุรัง นี่
อ่านต่อ
เป็นลูกตื้อที่ ยืนยันว่า เขาไม่มีความกล้าพอจะสู้ ไม่กล้าเอาความจริงมาสู้ เพราะไม่มีความบริสุทธิ์ ที่จะสู้ได้ จึงได้แต่หนีอย่างเดียว หนีอย่างไรก็หนีไม่รอด แต่เขาไม่มีปัญญา เป็นลักษณะความกลัว ความไม่กล้าพอ ที่จะสู้กับความจริงอันยิ่งใหญ่ ความจริงที่บริสุทธิ์สูงสุดเพราะตัวเองไม่มี ก็เลยไม่กล้า 1. ไม่กล้าสู้ความจริงอันสูงสุด 2. ไม่ได้เป็นคนถึงที่สุดตายเป็นตาย ไม่กล้าตาย เขากลัวตาย ซึ่ง มันเป็นเครื่องชี้ชัดที่เขาแสดงออกอย่างชัดเจน ก็มีผู้ที่พวกเรา ทั้งการงานเรื่องราวสร้างสรร พร้อมไปกับการปราบมารด้วย มีผู้แสดงความเห็นมาว่า วันนี้ฟังจากประชาสัมพันธ์ที่ สันติอโศกประกาศ คนให้มาให้ความร่วมมือ ทำข้าวห่อก่อน 9 โมง สำหรับวัดเรา 2500 ห่อ เราก็คงจะต้องตื่นมาตั้งแต่ตี 2 ขณะที่คนทั้งหลาย ก็จะไปร่วม big cleaning ที่สนามหลวงอีก เราก็ต้องห่อข้าวไปแจกอีก ถามว่าเราเป็นกองพลาธิการ ใช่ไหมคะ ...ก็ใช่ เรากองพลาธิการ และกองกาชาดด้วย สองอย่างเลย เดี๋ยวนี้มีแต่คนทำความดี เพื่อในหลวง ร. 9 ของเราทั้งนั้น มีแต่คนดีใจ ที่ได้เกิดในแผ่นดิน รัชกาลที่ 9 แม้เราจะสูญเสีย พระองค์ท่านไป แต่เราประชาชนคนไทย จะได้น้อมนำเอาคุณงามความดี ของพระองค์ท่าน มาเป็นแบบอย่าง จะทำสิ่งที่ดีงามเกื้อกูลกัน ให้แข็งแรง อย่างนี้ถือว่า เราทำบุญชำระกิเลส คือความขี้เกียจของเรา ชำระความเห็นแก่ตัวของ เราทำดีถวายให้พระองค์ท่าน ใช่ไหมคะ ...ก็ใช่ เป็นการล้างกิเลสเห็นแก่ตัว ล้างกิเลสความขี้เกียจของเรา ยิ่งชาวอโศก ที่เคยจัดโรงบุญ ยุคแรกๆปี2525 ที่วังสราญรมย์ หนูได้ยินผู้ใหญ่พูดกันว่า ปีนี้อาจจะได้จัดโรงบุญ 5 ธันวาเป็นปีสุดท้าย เพราะพระองค์ท่านสิ้นไปแล้ว เราก็ควรจะมา ร่วมแรงร่วมใจกัน จัดโรงบุญ 5 ธันวาให้ได้ 999 โรงเป็นอย่างน้อย ทั่วประเทศใช่ไหมคะ ...ใช่ พยายามพากเพียรจริงๆ SMS 29พ.ย.59 0893867xxx กราบขอบพระคุณธรรมนูญชีวิต จากท่านเจ้าประคุณ ป.อ.ปยุตโตฯ ทำให้เข้าใจ เมตตาธรรมค้ำจุนโลก! เข้าถึงทศพิธราชธรรม ค้ำจุนแผ่นดิน! เสริมธรรมะพ่อ 0893867xxx จะมีสิ่งใดที่ลูกไทย อยากได้อยากมีอยากเป็น แล้วไม่เสียชาติเกิด เท่ากับการได้เกิด ในรัชกาลที่9 มีชีวิตใต้พระบรมโพธิสมภาร! ได้เป็นพสกนิกร ใต้ร่มพระบารมี ในทศพิธราชธรรมฯ ทำให้ความอยากหยุด! สิ้นความอยาก! สุดที่ความพอเพียง จากความรักของพ่อหลวงฯ ลูกไทยในร.9 ถามสมณะเจ้าค่ะ. แปลกใจค่ะ. พระพุทธเจ้าประสูติไม่นาน พระมารดาสิ้นพระชนม์ พ่อหลวงเรา พ่อสิ้นพระชนม์ ตอนยังเล็กอยู่ พ่อครูก็เหมือนกัน พ่อเสีย(ตาย)ตอนยังเล็กอยู่ คนที่มีบารมี ต้องเป็นอย่างนี้ ทุกคนเหรอเจ้าค่ะ. ? หรือว่าคนทีไม่มีพ่อแม่ จิตวิญญาณจะแข็ง เหมือน หินในเตาไฟหลอมเหล็กใช่ไหมเจ้า ค่ะ จากคุณ Jane Huser สวิสเซอร์แลนด์ ตอบ...ไม่กล้าตอบ ว่าใช่หรือไม่ ก็ยังไม่มีตัวอย่างมากพอ
พลังงานความรักอันยิ่งใหญ่ครั้งเดียวในกัปป์นี้ มาเข้าสู่ A bomb of love. ที่มาจาก จดหมายของไอน์สไตน์ ที่เขียนไว้ ให้ลูกสาว เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่า ถ้าไม่มีของจริง มันเข้าใจไม่ได้นะ ว่ามันเป็นพลังรักแบบไหน ที่ออกมาจากพลังงานจิต มันเป็นอย่างไร เป็นพลังงานยิ่งใหญ่ มีลักษณะอย่างไร มีองค์ประกอบอย่างไร ที่สูงส่งละเอียดลอออย่างไร ประกอบด้วยสภาพที่รักเทิดทูนบูชา โดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน และความรักนี้ ประกอบด้วยอะไร อย่างที่ในหลวงเรามี เป็นการเสียสละ เป็นการทำงาน เป็นการสร้างสรร เห็นแก่มวลมนุษยชาติ ไม่ต้องการอะไรตอบแทน ก็เป็นความบริสุทธิ์สะอาด ที่จริงจังมั่นคงยืนนาน มีความรู้ความสามารถด้วย มีความรู้ความสามารถต่างๆ ที่จะรู้โลกวิทู ไม่ใช่ความรู้ แค่นั่งสงบ จะเป็นความรู้ ที่รู้กว้างขวาง พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) สอดคล้องกับ คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่มีคนเป็นคนประพฤติ ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่ทำร่วมกัน มีปฏิกิริยาลูกโซ่ ไปอีกมากมาย พลังแห่งความรัก ของมวลมหาประชาชนชาวไทย ที่ระเบิดเถิดเทิง เป็นปรากฏการณ์ อันมหัศจรรย์ยิ่งใหญ่ อย่างที่มันเกิด ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมา ยืนยาวต่อเนื่องมา จนถึงปัจจุบัน ณ วันนี้เลย ก็ยังไม่มีท่าที ที่จะเบาบางลงเลย ดูจะยิ่งทวีความลึกซึ้ง และกว้างไกล สำหรับผู้ที่มีญานปัญญาเห็น ซึ่งแสดงออก จากพฤติกรรมมนุษย์ ประกอบด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ คอมโพซิชั่นต่างๆ เป็นองค์ประกอบต่างๆ มันก็ยิ่งมีอะไรต่ออะไร ที่ผู้ที่มีการศึกษา จะได้แสวงหา และติดตามร่วมด้วยจะรู้จะเห็นจะได้ มวลมหาประชาชนชาวไทย เขาแสดงความรักอันยิ่งใหญ่ มีคนเล็กคนน้อย เด็กผู้ใหญ่ คนแก่ คนเฒ่า คนพิการ ยังออกมาแสดงความรัก อันยิ่งใหญ่ ระเบิดเถิดเทิงออกมา ยังไม่เคยปรากฏ ในยุคกัปป์ที่เรามีประวัติศาสตร์ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกครั้งเดียว ที่ยังไม่มีสภาพแบบนี้เกิดมาก่อน เป็นการแสดงออก ซึ่งความรักอันอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ ของมวลมหาประชาชน อย่างที่เห็นเป็นอยู่ มวลมหาชนเขารักอะไร ในความเป็นในหลวงร.9 เขารักอะไรของพระองค์ เขารักความมีพหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ที่ท่านมี พหุชนหิตายะ ท่านทำประโยชน์คุณค่า แก่มวลมนุษยชาติ มีโครงการ มากกว่า 4000 โครงการ คิดได้อย่างไร มันเหลือคนแล้ว แล้วก็ทรงงานมโหฬารพันลึกใหญ่โต ระดับเขื่อน ใหญ่ต่างๆนานา จนกระทั่ง ละเอียดลึกซึ้งๆจนถึงนามธรรม ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ดิน แม้แต่เมฆ ยังสอยเมฆมาเป็นน้ำ ให้คนได้ใช้อีก คนในโลกนี้ 200 กว่าประเทศ มีพลเมือง 7 พันกว่าล้าน ท่านเป็นผู้มีภูมิรู้ ที่จะสอยน้ำ สอยเมฆ ลงมาให้คนได้ใช้ มีนักวิทยาศาสตร์มากมาย แต่ทำไมคิดไม่ออก ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ แล้วพระองค์ก็ทรงอย่างแท้จริง อายุ 89 ยังไม่ถึง 90 ปี ตอนนี้ อาตมาก็ 83 ปี ก็พยายามพากเพียรตั้งใจ มันจะได้ถึง 89 ปี เท่าท่านหรือไม่ ก็ยังไม่รู้ อาตมาตั้งเอาไว้ 151 ปี เราก็ไม่อยากสร้างไอ้หวังใส่ใจเรา เดี๋ยวไอ้หวังมา เราก็ทำไป โลกานุกัมปา ท่านรับใช้มวลมนุษยชาติ รับใช้โลกอย่างแท้จริง เป็นของจริง เป็นลักษณะ การรับใช้ประชาชน นี่คือประชาธิปไตย มีดวงตามีภูมิธรรม มีปัญญารู้เอง ประชาชน รู้ได้ด้วยตนเอง สามารถเข้าใจได้ว่า เป็นความจริงที่ยิ่งใหญ่ ที่คนคนหนึ่ง ซึ่งมีและแสดงออกให้แก่ประชาชน เสียสละให้แก่ประชาชน ทำงานเพื่อมวลมนุษยชาติ อย่างไม่ได้เห็นแก่อัตตาตัวตน ไม่ได้เห็นแก่ตัวเอง ผู้มีปัญญาจะเห็น อาตมาก็ภูมิใจ ว่าคนไทยมีภูมิปัญญา เห็นสิ่งประเสริฐอันนี้ อันละเอียดลึกซึ้ง ไม่ใช่จะเห็นได้ง่ายๆ เป็นคุณค่าคุณงามความดี อันประเสริฐที่ยิ่งใหญ่ เห็นสัจธรรมอันนี้ คนไทยอ่านออก จึงมีพลังงานที่เชิดชูบูชา เคารพนับถือพระองค์ท่านอย่างชัดเจน เป็นสิ่งที่ยืนยันประกอบกันได้ชัดเจน อาตมาบอกได้ว่า เมืองไทยเราจะเป็นชมพูทวีป จะเป็นเมืองที่มีคุณธรรมของพระพุทธเจ้านี้ ซึ่งเป็นประชาธิปไตย อาตมาก็บอกแล้วว่า พระพุทธเจ้าเป็นนักสุดยอดประชาธิปไตย ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้ ประชาชนก็ยังไม่รู้จัก สิทธิมนุษยชน ยังจมอยู่กับ สภาพความเป็นทาส ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ จะเอาความจริงนี้ไปประกาศ ก็ยังไม่มีความพร้อม ประชาชนก็ยังไม่พร้อม เป็นยุคทาส ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทำไม่ได้ แต่ในยุคนี้เป็นยุคปัญญา เป็นยุคที่เข้าใจกันหมดแล้ว สิทธิมนุษยชนก็เข้าใจ ไม่มีสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความเป็นทาสก็ไม่มี ลัทธิทาสก็หมดไปแล้ว ทุกคนมีอิสระเสรีภาพ เพราะฉะนั้น จึงสามารถที่จะ แสดงประกาศ แล้วนำอันนี้ออกมาให้แก่คนสร้างขึ้นมาในสังคมมนุษย์โลก ในยุคปลายภัทรกัปนี้ มันเป็นความพอเหมาะพอดีที่จะเกิด แล้วมันก็เกิด หยั่งลง ณ ประเทศไทย เพราะประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ก็เลยเอาโลกุตรธรรม มาหยั่งลงไป เป็นเชื้อสำคัญ ที่จะก่อตัวขึ้นเป็นประชาธิปไตย อาตมาก็ยืนยันว่า ต้องเป็นประชาธิปไตย 2 ขา ต้องมีทั้งกายและใจ ต้องมีทั้งรูปและนาม มีทั้งวัตถุและจิตวิญญาณ ต้องมีทั้งสองอย่าง อเมริกาก็เป็นประชาธิปไตยขาเดียว เป็นประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์จะเป็นไม่ได้ จะต้องมีธรรมะ 2 เกื้อกูลกัน อย่างได้สัดส่วน แล้วจะได้ประโยชน์สูงสุด มีประสิทธิภาพสูงสุด
ความรักคือพลังงานที่ชื่นชอบ แสดงออกมาแล้วคนชื่นชอบ ถ้ามีปัญญาก็ชื่นชอบ อย่างมีมิติที่สูงขึ้นๆ ถ้าชื่นชอบในมิติที่ต่ำ ก็แคบๆ เสียดสีสัมผัสเป็นเมถุนราคะแค่นั้น จะเผื่อแผ่มาถึงลูก ถึงญาติ ถึงประชาชน จนเป็นประเทศเป็นรัฐ เป็นทั่วโลกถึงสากล ก็ขยายความรักที่เอื้อมเอื้อเกื้อกว้างออกไป เป็นสิ่งจริงที่อาตมาเอามาประกาศยืนยัน เป็นอจินไตย อาตมาชื่อรักแล้วต้องมาขยาย เรื่องของความรัก 10 มิติ เพื่อจะใช้เป็นหลักศึกษา เพื่อสร้างสรร ให้เป็นความรัก ที่สูงส่งยิ่งใหญ่ ของพุทธ จะไล่ไปตั้งแต่ 1-7 ของพุทธนี้ จะเริ่มที่ 8 แล้วก็เริ่มละลดความรักตั้งแต่ 1 ที่เป็นคนคู่ แล้วก็เป็น 8-1 8-2 8-3 8-4 8-5 8-6 8-7 พอพ้นมาได้ 2 3 4 5 จนเป็น 6 7 8 9 10 ครบ 7 ก็เทวนิยม ก็เป็นพุทธเต็มรูป เป็นสามเส้า 8 9 10 อาตมาก็ใช้พยัญชนะสังขยาเลข อธิบายได้แค่นี้ มันซับซ้อนเหลื่อมกันอยู่ เป็นปฏิภาคทวี ที่ค่อยๆ เจริญขึ้นๆ อาตมาเอง ก็สื่อได้ด้วยความสามารถพยัญชนะ หรือว่าหลักฐาน ที่พูดออกมาอ้างอิงให้ฟัง ก็แค่นี้ เก่งเท่านี้ เอาแค่นี้ก่อน ทีนี้ก็แยกให้ฟังอีก ถ้าคนไม่รู้ อย่างที่ธัมมชโย แกไม่รู้การเสพ แกก็เสพทุกอย่าง เสพโดยอยู่ในพยัญชนะว่า สวรรค์ ซึ่ง เป็นสวรรค์สมมุติเทพ เราต้องแยกสมมุติเทพ กับอุบัติเทพให้ออก สวรรค์สมมุติเทพ คือเสพรสไม่รู้จบ ส่วนสวรรค์อุบัติเทพ คือลดการเสพไปเรื่อยๆ สวรรค์สมมุติเทพ คือ ใหญ่ไปไม่รู้จบ อย่างที่ธัมมชโยพาทำ ทั้งโลภ คืออยากได้ไม่สิ้นสุด และราคะ คือสัมผัสเสพรส มี climax สมใจ ถ้าไม่ได้สมใจ ก็จะมีความผลัก เป็นโทสะรุนแรง โกรธอำมหิตรุนแรง ก็คือตัวตีกลับกัน ไม่ได้สมรักสมใจ ลักษณะธรรมะก็มีอยู่แค่นั้น คนที่เขาไม่รู้ ก็ไม่รู้ทั้งนรก เขาหลงสวรรค์แต่การกระทำ กลับยิ่งทำนรก เพราะการเสริมกิเลส ก็เป็นนรกทั้งนั้น การสมใจกิเลสที่เป็นสุข ก็คือการสั่งสมนรกหนา นรกในนรกทรมานทรกรรม นรกอำมหิต จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันซับซ้อนอยู่อย่างนั้น เขาเองเขาทำโดยไม่รู้จริงๆ ธัมมชโยทำโดยไม่รู้ ไม่ใช่อาตมาดูถูก แต่เขางมงาย แล้วทำให้คนอื่นงมงายด้วย เพราะเขาสะกดจิต เขาใช้วิชาสะกดจิต ส่งออกอากาศทั่วโลกด้วย เขาเช่าไว้หลายช่อง เขามีเงิน ให้ฟังแต่เสียงนิ่งๆ เสียงที่ชวนใจ ดิ่ง เสร็จหมด ด้วยความโง่ของเขา เขาก็ใส่ความโง่ ให้คนอื่นงมงาย ยังไม่ตื่น ยังทำกันอยู่นี่ เป็นภาระของทั้งตำรวจและ DSI ช่วยกันเต็มที่เลย ยังเผด็จศึกไม่ได้เลย ก็น่าเห็นใจ มันเหลือเกิน เหลือกินจริงๆ แต่จะมาว่ามันจะต้องสุดท้าย เขาได้แต่หนีอย่างเดียวตอนนี้ เหมือนตัวผู้ร้ายที่ตำรวจไล่ล่า ก็หนีอย่างเดียว แล้วมันจะหนีไปไหน ในแผ่นดินโลกนี้ เขานึกออกไหม เขาโง่งมงาย เขาก็เลยนึกไม่ออก ว่าจะหนีไปอย่างไร มันหนีไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องจับตัวจนได้ ก็ต้องคอยดูว่าจับได้แล้ว จะเปิดเผยอย่างไร ไม่รู้จะอยู่ในรูปร่างอย่างไร ขาจะดำ จะเจ็บป่วยจริงหรือเปล่า หรือยิ่งกว่าที่เอามาโชว์อีก หรือยิ่งน่าสังเวช หรือน่าสงสาร น่าหนักหนากว่าที่เป็นจริง หรือว่าเดินปร๋อแข็งแรง เหมือนปกติก็ไม่รู้ ความรักแบบพุทธ อาตมาขยายความว่า เริ่มที่ 8 เมื่อ พ้น 1 มาก็เป็น 8-1 8-2 8-3 8-4 8-5 8-6 ก็ค่อยๆเลื่อนไปหาเก้า ไปหาสิบ 8-7 ก็เลื่อนไปหา 10 เลย อธิบายยากจังเลย นึกออกไหม ใครไม่เข้าใจยกมือ อย่าอาย 1-7 คือเทวนิยม พุทธเริ่มที่ 8 8 กับ1 พ้นได้ หลุดพ้นมาได้ ก็ขึ้นมา 8 กับ 2 พอ 8 กับ 3 ก็จะมี 9 ขึ้นมาหน่อย ก็ล้างโง่งมงายที่ไปติดยึดสวรรค์นรก ในมิติที่ต่ำๆ พอมิติที่ 7 ก็ 10 เต็มเลย ถ้าพูดถึงสภาวะปรากฏการณ์ที่เป็นจริงขณะนี้ สิ่งที่เกิดจากในหลวงเรา ทรงสร้างมา ที่พระพุทธเจ้าสรุปไปถึง 3 ความหมาย พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) เกิดประโยชน์แก่มวลมหาชน ยิ่งมากยิ่งใช่ แล้วไม่ใช่ความสุขแบบโลกีย แต่เป็นความสุขแบบโลกุตระ เป็นความสุขสงบอบอุ่น เป็นวูปสโมสุข ไม่ใช่โลกียสุข บำเรอกิเลส แต่เป็นความสุขที่กิเลสลดลง หมดลงไป เข้าสู่สงบว่างจากกิเลส ไปเรื่อยๆ และมีประโยชน์แก่กันและกัน เป็นสาราณียะ มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม สร้างสรรกันไปแล้วได้ผลผลิต มาแบ่งแจก เลี้ยงดูกันไป เป็นสาธารณโภคี ได้สิ่งที่พึงได้ เรียกว่าลาภ ได้ด้วยแรงงาน ด้วยความขยันหมั่นเพียร ด้วยความสามารถ สร้างสิ่งที่ควรสร้าง ทำงานสิ่งที่ควรทำ อนวัชชะ แล้วได้ผลผลิต มาใช้สอยแบ่งกัน เป็นลาภโดยธรรม ของสาธารณะ กินใช้ร่วมกัน โดยไม่เห็นแก่ตัว มีแต่สร้างสรรเผื่อแผ่เกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นความรักอันยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้น รวมแล้ว พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) คือผู้ใด กระทำสองอันนั้นเสร็จก็คือ โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นกรรมกรโลกเลย คนฟังพยัญชนะ ว่ากรรมกร คือผู้รับใช้รับจ้าง อันนั้นไม่ใช่ แต่เป็นผู้ที่สร้างให้เป็นผู้ที่มีประโยชน์คุณค่า มันซ้อน มีความลึกซึ้งละเอียดลออ อธิบายโดยพยัญชนะภาษานั้นยาก หากไม่มีญาณปัญญาที่ลึกซึ้ง จะไม่เข้าใจ ต้องรู้ด้วยตัวเองสิ่งที่มันเกิดมันเป็น เป็นปรากฏการณ์ที่ กัปป์หนึ่งกัปป์หนึ่ง บางกัปป์ไม่มีนะ กัปป์เล็กๆ จะไม่มีสิ่งนี้เกิด ก็ไม่มีความจำเป็น ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ถ้ากัปป์ที่ยาวนาน หรือกลางๆใหญ่ๆ จะมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างนี้เกิด ไม่อย่างนั้น ไม่มีคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่อย่างนี้ จะเดือดร้อนกันมาก การเกิดปรากฏการณ์ขณะนี้ เพื่อที่จะช่วยเหลือมนุษยชาติในยุคนี้ มี 7000 ล้านกว่าคน แล้วยังจะเพิ่มขึ้นอีก จะต้องมาช่วยมวลมนุษยชาตินี้ จะเพิ่มไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดยุค ห้าพันปี ของศาสนาพุทธเจ้า องค์สมณโคดม นี่ก็เป็นความรู้ ที่อาตมารู้ และเอามายืนยัน พูดจากความมั่นใจของตัวเอง ว่าจะเกิด ตอนนี้ก็ร่วมกัน ชาวอโศกเรา ก็รู้กันอยู่แล้ว ก็ขอบอกนะ โดยเฉพาะพวกที่อยู่ยังอยู่ในวัยทำงาน ในวัยที่แข็งแรง ยู๊ฮูอยู่ไหน ถึงเวลากาละแล้ว ที่จะต้องมาช่วยกัน เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ เป็นสิ่งที่นานๆจะมีอย่างนี้ การได้มีชีวิตร่วมกับสิ่งประเสริฐอันนี้ จึงไม่ใช่โอกาสง่าย เช่น ขณะนี้ ทั่วโลกมีคนหลายชาติ เขารู้แล้ว ยกตัวอย่าง อย่างประเทศภูฏาน เขาก็รู้แล้ว ตั้งแต่ในหลวงของประเทศภูฏาน ประชาชนของประเทศภูฏาน เข้าใจอย่างมากว่า ในหลวงคือไอดอล ของในหลวงจิกมี่เลย รู้แล้ว แต่ก็ยังอยู่ห่าง ก็ยังพยายามเก็บออกจากสื่อสาร แต่พวกเราอยู่ตรงนี้เลยสัมผัสแตะต้อง อยู่กับเนื้อแท้ จะให้เรียกว่า ใกล้เกลือกินขี้หรือเปล่า นี่คือศัพท์ของอาตมานะ เขาว่า ใกล้เกลือกินด่าง อาตมาว่า อย่างนั้นไม่ถึงใจ อาตมาว่าอยู่ใกล้เกลือแต่กินขี้ ก็ให้สติให้สำนึก ให้รู้ว่าโอกาสของเรามีแล้ว ถ้ามารวมกัน มันก็ดีไหมล่ะ ยุคนี้ ยิ่งมีน้อยและยาก พวกเราก็เหนื่อย สายตัวแทบขาด หนัก ไม่ใช่ว่าเรากลัวความหนัก แต่ถ้ามาช่วยกัน ก็จะได้แบ่งเบา คุณก็จะได้ คนนั้นคนนี้ก็จะได้พูดที่จะรับก็จะได้ด้วย มีทั้งผู้ให้ผู้รับ จะเกิดกันอย่างทั่วถึง เป็นสัจจะเป็นโอกาส เป็นเรื่องที่ไม่มีสิ่งเลวร้ายเกิด ขโมยขโจรก็ไม่มี พวกที่จะปฏิบัติทุจริตก็เงียบ มันหยุดกิจไปหมดเลย ตำรวจก็เลยไม่มีงานทำ มาช่วยแจกน้ำ มาช่วยเข็นอาหาร อย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องที่ซับซ้อนลึกซึ้ง อย่างน่าชื่นชม ในสิ่งที่เกิดที่เป็น แล้วก็มาเกิดที่อะไร ก่วงแกชั้ง เป็นทุ่งนาของพระราชา ทุ่งนาของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นนาของในหลวง สนามหลวง คือนาของพระเจ้าแผ่นดิน ภาษาจีนใช้ศัพท์อย่างนั้น มันจะเกิดของมันเอง จะต้องมีสถานที่ มีจุดรวม เมืองไทยก็มีไว้เสร็จเลย อยู่ใจกลาง มันจะต้องเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้น ก็เขาบอกว่า อันนี้ไม่ใช่เรื่องฟลุค ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาเสก มาสร้างได้ เป็นเรื่องที่เป็นสัจจะ ที่จะต้องเป็นต้องมี เป็น ตถตา เป็นเช่นนั้นเอง เป็นเอง ไม่มีใครจะสร้างได้ ไม่มีพระเจ้าองค์ไหนไปสร้างหรอก ไม่มีพระเจ้าองค์ไหนไปบันดาล พระเจ้าไม่มีตัวตน ก็คือเหตุปัจจัยต่างๆ มันได้สัดส่วนลงตัว ต้องเป็นเช่นนี้ ต้องมาเกิดตรงนี้ นี่คือความจริง ไม่มีผิดเพี้ยน บิดเบี้ยวไปได้ ไม่มีเป็นอื่นไปได้ จะต้องเป็นเช่นนี้ และเป็นเอง ไม่มีใครจะทำ เหตุปัจจัยมารวมกัน เกิดเองเป็น ตถตา อาตมาเคยแบ่งตถตาเป็น 3 1 ตถตาแบบยถากรรม มะละกอก็เป็นอย่างนี้ ส้มโอก็เป็นลูกของมันอย่างนี้เอง ฟักข้าวก็มีหนามแหลมๆของมันเอง จะไปเกี่ยวข้องอะไรกับมัน นี่คือ ตถตา แบบยถากรรม เลยไม่ได้ศึกษา เลยไม่รู้เรื่องอะไรเลย ถ้าเป็นอย่างนี้ เราจะแก้ไขอย่างไรก็ไม่รู้ ทุกข์ก็เป็นทุกข์ของมันเอง ไม่ได้แก้ไขทิ้งไป นี่คือ ตถตา ยถากรรม 2 ตถตา ที่ยึดเลย เป็นภาคมรรค เป็นการปฏิบัติประพฤติขึ้นมาแล้วจะได้ แล้วเราก็จะทำ ภาคมรรค ส่วนภาคผล (3 ตถาตาที่เป็นผล) ก็ไม่จำเป็นต้องทำ มันเป็นผลที่จะเป็นเช่นนั้นเอง คุณมีหนึ่งเป็นต้นทุน ถ้าทำอย่างนี้จะได้อีก 1 คุณก็ตั้งหน้าตั้งตาทำอีกหนึ่ง จะได้เหตุปัจจัยนี้ครบอีก 1 คุณจะได้ 2 ไหม ยังไม่ต้องหวังว่าจะได้ 2 เลย มันจะเป็นเอง มันจะได้เอง มันจะเกิด 2 เอง เพราะฉะนั้น คนมุ่งที่ มรรค ชัดเจนที่มรรคคืออะไร
จะขยายมรรคองค์ 8 มรรคมีองค์ 8 พระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ แล้วจะสั่งสมผลลงเป็นสัมมาสมาธิ ของพระอริยะ อาริโยสัมมาสมาธิ ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ จะได้สมาธิ เป็นจิตที่ตั้งมั่น ที่เป็นสัมมาสมาธิ แล้วเป็นของอาริยะ เป็นโลกุตระ ถ้าไปปฏิบัติไม่ใช่ปฏิบัติถูกต้องตรงมรรคทั้ง 7 องค์ เช่นไปนั่งหลับตาสมาธิ ก็จบเห่ไม่มีสัมมาสมาธิเกิด มีแต่มิจฉาสมาธิเกิด แล้วถ้าถูกสะกดจิต แล้วผู้ที่สะกดจิต ผู้ที่เป็นหัวหน้า จะเป็นนายสะกดจิต ก็ถูกหัวหน้า เอาจิตของเราไปใช้ แล้วก็ครอบงำจิต คนที่เป็นคนสะกดได้ สามารถสั่งการจิตของผู้ที่จะมาเป็นบริวาร ที่ถูกสะกดจิตได้ ก็งมงายไปตาม ถ้าหัวหน้าโง่หัวหน้าเป็นโลกียอย่างธัมมชโย ที่เห็นแก่ได้ มีอัตตาตัวตนไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักพอ มีภพมีชาติไม่รู้จักหยุด นี่โดนจับยังไม่หมดนะ แค่ที่ดินก็มีหมายจับแล้ว เรื่องฟอกเงินยังมีอีกนะ แค่ที่ดินก็หลายคดี อาตมาพูดไปหน่อยนะ เรื่องฆ่าคนกับเรื่องผู้หญิง เรื่องอุตตริมนุสสธรรม ที่ไม่มีในตน ก็ปาราชิกแล้ว ปาราชิก 100% ในปาราชิก 4 นี้ไม่แน่ใจว่า จะปาราชิกกี่อัน เรื่องเงินก็ปาราชิกแน่ เรื่องอุตตริมนุสสธรรม ก็ปาราชิกแล้ว ส่วนเรื่องผู้หญิงไม่แน่ใจ ถ้าปาราชิกครบสี่แล้วนี่ คนๆนี้อะไรกันนักกันหนา ก็ขอบคุณธัมมชโย ที่เป็นตัวอย่างอันเลวทราม ให้ยกตัวอย่าง คนที่หลอกก็โง่ไม่ยอมตื่นสักที อย่างนายองอาจ ธรรมนิทา ฉลาดมั้ย พูดสงบเรียบร้อย แหลมคมดี แต่เป็นเชิงบำเรออัตตาทั้งนั้น คนอื่นๆก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทัตตชีโว หรือ ดอกเตอร์สมชาย มีพระเก่งๆทั้งนั้น แต่เป็นความฉลาดที่เป็น เฉโก ไม่ใช่ฉลาดปัญญา ฉลาดของผู้ที่เป็นฉลาดปัญญา ต้องเกิดจากองค์ 6 คือปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ต้องเกิดจากพฤติกรรมของเหตุปัจจัย ที่เกิดจริงเป็นจริง ไม่ใช่เกิดจาก การไปนั่งสงบสะกดจิต แล้วฉลาดเอง อย่างที่เขาสอนกัน ธัมมชโยนี้ ก็สอนอย่างนี้ นั่งไปเลย แล้วจะเกิดปัญญา..ไม่ใช่ ปัญญาต้องเกิดจากเหตุปัจจัย ทั้งองค์ 6 นี่แหละคือ ปัจจัยทำให้เกิดปัญญา ในมรรคนี้ ผู้ปฏิบัติ เจาะเข้าหาแกน มรรคนี้ มีการปฏิบัติกรรม 4 กรรม คือ อาชีพ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ทำอาชีพ รวมกันเป็นอาชีพเลี้ยงตน ทุกกรรมก็รวมกัน เป็นอาชีพเลี้ยงตน การสัมผัสเกี่ยวข้องกับอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ที่เราต้องใช้ โดยสะอาดบริสุทธิ์ ให้สมยุคสมสมัย เช่นกาละนี้ ต้องใช้ใบตอง ไปใส่อาหาร ตอนนี้ต้องปลูกพืชผัก ใครมีทุนรอนมีพื้นที่ มีแรงงานก็ทำ เราก็จะช่วยกันทำ ก็ทำขึ้นมา ทำขึ้นมาแล้ว ก็เอามาให้แก่กัน เกื้อกูลกัน อาตมาภูมิใจ ในชาวอโศก ที่ไม่เห็นแก่เงิน มีปัญญาเข้าใจช่วยกันทำ วันนี้ ตอนนี้ มีความจำเป็นรีบด่วนอันนี้ คนนี้คิดอันนี้ได้ ไม่ต้องอะไร ตั๊ก(ศิษย์เก่า) เห็นว่า ขาดรถเข็น ที่จะเข็นอาหาร ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่นะ ง่ายๆไม่ได้ลึกซึ้ง แล้วก็ทำขึ้น มาใส่ของได้หลายชั้น มี 4 ชั้น ใส่อะไรต่ออะไรได้ เข็นไปทีเดียวก็ได้เยอะ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่ได้ประโยชน์ สมเหมาะสมควร กับกาละและเหตุปัจจัย เป็นตัวอย่าง ที่ยกตัวอย่างได้เห็นๆ หรือแม้แต่รถอีโบ (โอบี) ที่เรามีเสาสูง ใช้กระจายทั้งแสงและเสียง ส่งวิทยุก็ได้ ส่งโทรทัศน์ชุมชนก็ได้ หรือมีกล้องถ่ายมุมสูง Bird eye view หรือ top view เอาคนขึ้นไปก็ได้ เอากล้องอัตโนมัติ ไปถ่ายข้างบนก็ได้ ก็ได้ภาพขึ้นมา คนที่เป็นช่าง เป็นวิศวะ เขาก็ทำได้ แต่เขาไม่ได้ทำมาก่อน เราทำก่อน ทำได้เหมาะควรแก่เหตุการณ์ ก็เลยเป็นประโยชน์ทันที คนอื่นก็สร้างได้ ไม่ใช่ความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งใหญ่อะไรมากมายเลย แต่เขายังไม่ได้ทำ มันก็เลยดูดี นี่เป็นเรื่องที่อะไรสมพร้อม ทั้งกาลเทศะฐานะ ลงตัวมันก็ได้ประโยชน์มากสมบูรณ์แบบ เป็นประโยชน์สำคัญ อย่างนี้เป็นต้น
หลักกรรม 4 เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ เอาความจริงใจ ความเสียสละ หลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้า คือหลักกรรม 4 1. อาชีพ 2. กัมมันตะ คือการกระทำ ทั้ง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ถ้าผู้ใดสามารถ 1 ทำอาชีพทำการงานเลี้ยงชีพ สัตว์เดรัจฉาน ก็ทำการงานเลี้ยงชีพของมัน เป็นคนก็ทำงานเลี้ยงชีพ ตามฐานะ ตามความรู้ความสามารถ อย่างบริสุทธิ์สะอาด ก็ทำขึ้นมายังชีพไป หรือแม้ไม่ใช่งานเลี้ยงชีพ แต่เป็นงานที่มีประโยชน์คุณค่าต่อสังคม ไม่เป็นโทษภัย เหมาะสมกับโอกาส แม้ไม่ได้ใช้เลี้ยงชีพทีเดียว แต่เป็นประโยชน์ อย่างการสื่อสาร การเก็บขยะ ก็เป็นงานที่เหมาะสม ตามกาละ ก็ทำ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ หรือวาจากรรม ยิ่งมโนกรรม ก็ขอเจาะลงไปที่มโนกรรม มโนกรรมนี้ ถ้าไม่เข้าใจสังกัปปะ 7 ที่พระพุทธเจ้าตรัส ในมหาจัตตารีสกสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึง มิจฉากัมมันตะ 3 มิจฉาวาจา 4 มิจฉาสังกัปปะ 3 (กาม พยาบาท วิหิงสา) ก็ต้องจัดการ กามกับพยาบาทก่อน ต้องเรียนรู้อาการของจิต เริ่มต้นตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ส่วนสั่งสมเป็นแกนเจโต คืออัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา มีแกนบวกกับแกนลบ มีแกนนอนกับแกนตั้ง ถ้าทำได้เร็วได้ดี ในแกนตั้งแข็งแรง อัปปนา พยัปปนาไปเรื่อยๆ ก็ใส่ธรรมะ 2 นี้ทำงาน แต่เหตุปัจจัยทำงาน มีทั้งแกนนอนและแกนตั้ง แกนบวกและแกนลบ ก็เกิดสังขารในจิต สังขารในจิตเป็นมโนกรรม หรือไม่มีภาษาก็ได้ หรือมีภาษาก็อยู่ในจิต คือ วจีสังขาร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive