Copy of 171130 ญาณ-ฌาน-สมาบัติ-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้ฟังชื่อเรื่องแล้วรู้สึกว่าจะต้องพูดกันหนักๆ หน่อย ต้องตั้งใจฟังดีๆ ถ้าจะพูดถึงเรื่องของหลักวิชา หรือว่า สภาพของการที่จะอะไรล่ะแย่ หรือว่า วิจัย วิเคราะห์ออกมาให้ชัดๆ ที่สุด ให้ได้เข้าใจได้จริงๆ กันบ้าง ที่จริงเราเคยพูด เรื่อง ญาณก็ตาม เรื่อง สมาบัติก็ตาม เราเคยพูดบ้าง จะเอาเฉพาะ เรื่อง ญาณ จะพูด ก็ พูดพยายามแยกแยะทุกครั้ง เพื่อที่จะให้มีความละเอียดละออ แง่มุมต่างๆ ซึ่งบางคนก็จะจับเอา สื่อความหมายนั้นๆ เข้าไปทำความเข้าใจแก่ตนเองได้ ตามที่ตั้ง หัวข้อว่า ญาณ กับ ฌาณ นั้น และคำสมาบัติลงท้าย ก็ขอเอาคำว่า สมาบัติขึ้นมาพูดก่อน เพราะเห็นว่า คำว่า สมาบัตินั้น มันเป็นชื่อรวม เป็นชื่อใหญ่ ชื่อหัวข้อ ส่วนการแยก ญาณ แยกว่า ฌาณ นั้น เป็นข้อในส่วนละเอียดต่อไปอีก เพราะว่า สมาบัตินั้นเป็นได้ ด้วย ญาณ ก็ได้ เป็นฌาณ ก็ได้ สมาบัติอย่างอื่นก็เป็นได้ นิโรธมีผล มีฌาณ มีอะไรต่างๆนานา ก็เป็นได้ เพราะงั้นก็เอาไว้พูดเป็นส่วน ละเอียดทีหลัง คำว่า สมาบัติ มาจากภาษาบาลี สองคำ คำว่า สม บวกกับ อุบัติ เป็นคำว่าสมะ แปลว่า เสมอๆ หรือ เนื่องๆ เติมคำว่าอุบัติ ก็เข้าใจกันง่ายๆ ไม่ยากเย็นอะไร ที่แปลว่าเกิด แปลว่าเกิดนะ เพราะฉะนั้นคำว่า สมาบัติ แปลเอาความแล้ว รวมกันเข้าก็แปลว่า ทำให้เกิดอย่างที่เราต้องการ จะเกิดยังไงก็ได้ ให้มันเกิดได้เสมอๆ เมื่อต้องการให้เกิดก็เกิดได้ ต้องการให้เกิดก็เกิดได้ทันที เด็ดขาด จนกระทั่งเรียกว่า สมุจเฉทะ มาจากคำว่า สมะ บวก อุเฉทะ อุเฉทะ เป็นการเด็ดขาด ถึงที่สุด และ ศูนย์แล้ว เพราะฉะนั้นใครทำจนกระทั่งให้เกิดศูนย์ และเกิดถึงที่สุดได้เด็ดขาด ได้เสมอๆ คนนั้นแหละ ยอดที่สุด คนที่จะไปทำให้ได้มากได้มาย มันไม่เก่งหรอก ไม่เก่งเท่าที่มันทำให้ศูนย์ได้เสมอๆ เมื่อใด เมื่อใดก็สูญได้เรียกว่า สมุจเฉ
อ่านต่อ
ทะ หรือ สมุจเฉท อย่างนี้เป็นตัวจบ เราแปล เอาความเลยว่า เด็ดขาด สมุจเฉท นี่เด็ดขาด เพราะฉะนั้นเราจะทำอะไรให้เกิดหรือว่าจะทำให้ตายก็ตาม การตายก็เป็นการทำความเกิดอย่างหนึ่ง เราฟังดีๆนะตั้งหลักดีๆก็เริ่มต้นใช้ การตายนี่ก็คือการทำความเกิดอย่างหนึ่ง เดี๋ยวจะเมา วันนี้จะตีลังกา การตายก็คือ การทำความเกิดอย่างหนึ่ง ขอขยายความ ถ้าไม่ขยายความคนเดียวจะเมา ว่าทำไมการตายคือการเกิด การตายก็คือการสูญสิ้น การได้ทำลายสิ่งนั้นลงไปแล้วอย่างเด็ดขาด ที่เราพูด หรือว่าเราพูดว่าเป็นเจ้าของการตาย เมื่อได้ทำลายสิ่งใดลงในตัวเราโดยเฉพาะ กิเลส เมื่อเราฆ่ากิเลสนั้นให้ตายลงไปจากจิต เมื่อกิเลสนั้นตายลงอย่างเด็ดขาดได้ทำลายเป็นสมุจเฉท แล้ว ชื่อว่าเราได้ตายสนิทจากกิเลสนั้น เมื่อผู้นี้ตายจากกิเลสนั้นแล้ว ย่อมเกิดใหม่เพราะฉะนั้นการตายจากภูมิที่ต่ำ จึงเป็นคนเกิดใหม่ในภูมิที่สูง เพราะฉะนั้น การตายจากภูมิที่ต่ำจึงเป็นคนเกิดใหม่ในภูมิที่สูง เป็นความหมาย หรือว่าเป็นความจริงที่แบบว่าการตาย คือการเกิด จงเข้าใจความหมายอย่างนี้ให้ได้ ถ้าเข้าใจความหมายอย่างนี้ไม่ได้จะไปเอาแต่การเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ อะไร ต่ออะไร พวกนี้ มาปฏิบัติธรรมกันไม่หวาดไหว ทำกันไม่ได้เรื่องแน่เพราะว่าเรื่องนี้ มันเรื่องหยาบง่าย พูดกันแล้วก็รู้เรื่องแล้วก็จบแล้วก็ไม่ต้องไปทำอย่างนั้น ถ้ารู้ว่าการเกิดจากท้องพ่อท้องแม่มันเป็นทุกข์ เราก็อย่าไปทำการเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ เราอย่าไปเป็นพ่ออย่าไปเป็นแม่ใครอีก ก็แค่นั้นเองทำให้ได้ง่ายๆ แต่ตรงนี้จบแค่นั้นแหละ ถ้าคุณไปทำการเกิดให้เป็นพ่อเป็นแม่ใครอีก คุณนั่นแหละลูกมันเกิดมาเป็นทุกข์ ไม่ร่วมมือกันทำการเกิดในโลก เพราะฉะนั้น จงร่วมมือทำการตาย ตายเพื่อเกิดใหม่ดียิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นคำว่าตายนี้เพื่อเอาเป็นธรรมะและหมายความว่า ความชั่วร้ายมันตาย ความเลวมันตาย ความต่ำตาย กิเลสมันตาย ตันหาตาย อุปทานตาย โดยที่ไม่รู้กิเลสที่ชัด และปัญหาให้ชัด รู้จริงๆน่าจะเอาแต่ภาษารู้ ท่องภาษามาพูดไม่ยากหรอก เรียนไม่ยากไม่ติดวัน ไม่กี่เดือนมันก็สำเร็จ แต่รู้จริงๆ จับดูกิเลส จับตัวตัณหา จับตัวอุปทานที่เป็นสภาวะที่สุดของเรา รู้เสมออย่างนี้ รู้กิเลสแล้ว อย่างนี้เป็นตันหาแล้ว อย่างนี้เป็นจิตข้างในหรือเป็นความยึดถือและอุปทานแล้ว รู้มันจริงๆ แล้วก็ทำลายมันให้ได้เสมอ กดข่มมันไว้เสมอก็ตาม เรียนรู้จนกระทั่งเข้าใจด้วยเหตุผลเป็นปัญญาก็ไปสอนล้างความยึดถือ และอุปทาน ล้างกิเลสมันไม่ได้ เพราะว่าตัวจิตนั้น คือ ธาตุรู้ กิเลสตัณหาอุปาทานก็คือจิต ที่เป็นจิตมันไปแอบเอาอันอื่นมาผสมอยู่ในกลุ่ม เพราะฉะนั้น จะล้างกิเลสจากตันหา อุปทาน ออกจากจิตจะไปใช้ความไม่รู้ ไม่ได้ต้องใช้ความรู้หรือใช้จิตไปล้างมัน เพราะมันเกิดโดยโดยความลึกไปรับรู้อย่างนั้นเพราะฉะนั้นเวลาจะล้างก็ต้องล้างโดยปล่อย โดยความรู้ด้วย โดยจิตให้มันรู้ แล้วก็ปล่อยมัน จะไปให้คนอื่นมันมาล้างไม่สำเร็จ ต้องให้ตัวมันเองนั่นแหละล้างมัน การไปนั่งทำสมาธิหลับตา ดับอะไรที่เฉยๆ จึงไม่ถาวร ไม่ล้างเด็ดขาด นี่เป็นหลักการของศาสนาพุทธเลย ศาสนาพุทธก็ไม่เกิดถึงขั้นมีจิต รู้แจ้งแทงทะลุ รู้ยิ่งถึงอนุสัย อาสวะ ไม่ล้าง ถ้าไม่รู้ด้วยปัญญาที่แท้จริง ไม่ได้ล้าง ปัญญา เจตสิก เท่านั้นที่จะล้างอนุสัยกิเลสได้ อย่างอื่นไม่มีสิ่งใดบ้าง และเป็นความจริงด้วย โดยหลัก โดยวิธี โดยอะไรที่เรียนมาก็ว่าอย่างนั้น และโดยความเป็นจริงที่จะต้องใช้ก็ต้องอย่างนั้นด้วย ที่นี้กลับมาที่ สมาบัติ ให้ผลสมาบัติเกิด ให้ทานสมาบัติเกิดแล้วจะให้อะไรเกิด ก็ตามแต่ นิโรจสมบัติเกิดก็ตามแต่ ที่นี้วันนี้ไม่ได้พูดถึง นิโรธสมาบัติ ไม่ได้พูดถึงผลสมาบัติ เราก็พูดถึงทานสมาบัติ ฌานสมาบัติ ก็พูดเรื่อง ฌาน พูดถึง ณาน เสียก่อน เรื่อง ณาน เคยพูดเฉพาะเรื่องมาแล้ว แยกมาพูดโดยตรง เรื่อง ฌาน คำว่า ฌาน มาจากรากศัพท์ ฌา ฌานะ ฌาปนะกิจ ฌา ตัวนี้ แปลว่า เผา แปลว่า ไหม้ แปลว่าเผา แปลว่าไหม้ เพ่ง มาจากคำว่า ฌาน เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจเอามาใช้ในประโยค ไปใช้กับอะไร ๆ แล้วก็เปลี่ยนไป เป็น ฌายะ ฌานะ ฌาปะ เป็นนามแท้ๆ ก็ ฌานะ หรือ ฌาน ก็แปลว่า ผู้เผา เผา เป็นนาม ผู้เผามันลึกถึงจิต เผา ที่นี้ เราจะเผาอะไร ถ้าฌาปนกิจ ก็คือเผาเนื้อนี่ เผาเนื้อตัว เรียกว่า ฌาปนกิจ เผาร่างกายให้เป็นขี้เถ้าไป เราเข้าใจ เอามาใช้ในภาษาไทย ฌาปนกิจ ไม่มีงานอื่นหรอก ถ้า ฌาปนกิจ ต้องไปนั่งฟังอภิธรรม หรือไม่ก็ไปเอาดอกไม้เรียงดอกไม้ ก็ไม่ใช่ดอกไม้แล้วล่ะ เดี๋ยวนี้เป็นอะไร ดอกไม้ที่เขาจะใช้ดอกไม้ผสมกัน ใบลาน ก็ไม่รู้ละ เผาเอง เผาไฟเผา เป็นพิธีการ เป็นจิตของสังคมอันหนึ่ง แบ่งเป็นเสียใจ แบ่งกันดีใจพอถึงคราวเสียใจ ก็ช่วยกันเอา จะได้คลายโศก คลายเศร้า เห็นใจกันหน่อย โลก ก็เป็นแนวโน้มอันหนึ่งเหมือนกัน เป้าหมายของมัน ที่นี้ ฌานะ ที่หมายเอาในธรรมะนี้ ก็หมายความว่า สิ่งที่เป็นกิเลส ตัณหา อุปาทาน เผาให้ไหม้เป็นจุณ ให้ทำลายเป็นผุยผงเลยทีเดียว ไม่ให้เหลือซาก การเผา มีวิธีเผาหลายอย่าง เจ้าลัทธิต่างๆ ก็พยายามที่จะเผากิเลส ตัณหา ทั้งนั้น แหละ ไม่ว่า ลัทธิใดๆ ลัทธิใดๆ ต่างล้วนที่จะเผากิเลส ตัณหา อุปาทาน แต่ใครจะเผาให้ถูกตัวของกิเลส ตัณหา อุปาทานเฉพาะๆ ก็พยายามค้นคว้า หาเอาด้วยจากวิธีการต่างๆ ศาสนาอื่นๆ ก็รู้ ว่าไอ้กิเลสตัณหาอุปทาน มันอยู่กับจิต มันปนอยู่กับจิต เพราะฉะนั้น ถ้าจะเอาจิตนี่มันมาเผามันเลย ถึงจิตให้มันดับไปเลย เป็น นิโรธสมาบัติ นิโรธ หมายความว่า มันไม่ โผล่ บวก แปลว่าไม่โผล่ มันไม่มีอะไรเกิดเลย ไม่มีเกิด จิต หรือ อะไรที่รับรู้ นิโรธ ดับจิตไปเลย เหมือนกับคนไม่มีจิต ไม่รับรู้เลย ก็เป็นการเผาหรือเป็นการทำไม่ให้มีกิเลส มีตัณหา มีอุปทานในขณะที่เขาอย่างนั้นทำนิโรธสมาบัติ ดับนั่งหลับตาแล้วก็ดับจิตไปเลย ไม่รับรู้อะไรเลย มันก็เป็นการเผาเหมือนกัน จะเรียกว่า ฌาณก็ได้เหมือนกัน แต่มันเผายังไม่ไหม้ เผาจัง พอเวลาลืมตา ออกมาแล้ว ไอ้กิเลส ตัณหา อุปาทาน มันก็ยังโผล่ออกมา อย่างเก่า ไอ้ตอนนั่งมันก็จริง ดับจิตไปหมดเลย เล่นดับจิตไปหมดเลยและเขาก็รู้ว่า กิเลสนี่มันอยู่ที่จิตนะ กิเลส ตัณหา อุปทาน มันอยู่ที่จิต เพราะฉะน้ัน เขาเลยดับจิตไปหมดเลย มันไม่จริง กิเลส ตัณหา อุปาทาน มันไม่ออกมาเล่นละครละเม็งอะไร ก่อนนั้น และ ถ้าทำม้นบ่อยๆ มันก็จะทำให้เราชอบ อาการอย่างนั้น การที่เราเข้าไปชอบอาการ หรือ อารมณ์ หรือ สภาวะอย่างนั้น นั่นแหละ มันไม่เกิดการรับรู้เบื้องใน คือ การเกิดที่จิต ตั้งลงในจิต การอยู่เงียบๆ ดับการดับไปเฉยๆ นี่ดีกว่าไปเต้นๆ ดีดๆ ดีกว่าไปปรุงไปวุ่นไปวาย ไปตกไปแต่ง อะไรๆ นี่นะ ไปมีบทบาทอยู่ในโลก มันดีกว่า เพราะว่ามันเงียบๆ ดี เบาดี สบาย สงบดี มันให้ความรู้แก่จิตซับซาบว่า ดีแฮะ ถ้าผู้ใดมีจิตตกไปอยู่ในนั้น โน้มน้อมไปเห็นว่า จิตมันเบาดี มันก็ค่อยๆ จูงไป แต่มันก็ไม่ได้ ตัดหัว กิเลส ตัณหา ให้ถูกตัว มันก็อาศัยแนวโน้มเท่านี้ อยู่ในความสงบทำไปเรื่ยไ ทำไป ทำไป ทำไป นาน นาน นาน เข้า มันก็จะเกิดปัญญา เหมือนกันว่า เอะ ไอ้นี่ คืออะไร ไอ้เต้นๆ ดีดๆ คืออะไร มันก็จะเกิดปัญญา หรอก แล้วตอนหลังเราก็ต้องมาวิปัสนา ก็ต้องมาวิปัสนา ว่า ไปเต้นๆ ดีดๆ นี่ เพราะว่า เราไปหลงลาภหลงยศบ้าง หลงสรรเสริฐบ้าง หรือ ว่า หลงอบายมุขบ้าง ไม่ต้องไปเต้นไปดีด ถ้าเราไม่ต้องไปวุ่นไปวาย ไม่ต้องไปเต้นไปดีด กับมัน หยุดเสียเราก็สงบเลย มันก็ต้องวิปัสนา มันถึงจะล้างถ้าไม่มีวิปัสนา มันก็เป็นอย่างเก่า ฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า ไปนั่งหลับตาเอา แล้วก็เข้าใจอย่างที่อธิบายมานี้จนกว่าจะมาระลึกได้ถึงวิปัสสนาและก็ให้วิปัสสนานี้เป็นสิ่งที่จะช่วยตามล้างกิเลสได้ในภายหลัง ก็เอาแต่ว่าจิตจะมาวิปัสสนาได้นั้นมันจะต้องค่อยๆ สั่งสมเกิดมาจนกระทั่ง ปัญญามันจะลอยตัวขึ้นมาเป็นญาณ คือปัญญา เกิดรู้เกิดเข้าใจ ชัดเจนขึ้นมาถึงเหตุผลมันจึงจะออกมาทำ แต่ถ้ามันไม่เกิดแล้วล่ะก็มันก็อยู่อย่างนั้นแหละช้านาน
ทีนี้สายของพระพุทธเจ้าเราเนี่ย ท่านรู้ถูกต้องตัวกิเลส ตัวตัณหา ตัวอุปทาน มันแฝงอยู่ในจิตเลยท่านเรียนรู้ความจริงจนกระทั่งรู้ว่า จิตนี่คือธาตุรู้ คือ พลังงานที่ได้สั่งสมกันรับรู้รับทราบมีความวิจิตร พิศดาร สามารถที่จะกำหนดหมาย สามารถที่จะสื่อความหมาย ทำความละเอียดในความรู่ได้ ลึกซ้อนละเอียอดละออ แทรกซอนไปได้ ไม่รู้กี่เหลื่ยม กี่มุม จิตของมนุษย์นี่แหละ เป็นธาตุรู้ที่มีคุณภาพสูงสุดกับสิ่งใดๆ จิตสัตว์โลกเดรัจฉานใดๆ หมดเลย เพราะฉะนั้นเมื่อมันเป็นธาตุรู้ ที่เกิดอยู่ในตัวบุคคล คน ทุกคนมีสิ่งนี้เหมือนกันหมดเท่าเทียมกันหมด สามารถรู้ได้ รู้อะไรตามความเป็นจริงตามความกำหนดหมาย อันนี้เราสมมุติเรียกใบนี้นะอันนี้ๆๆ คนสามารถรู้ได้เท่ากันหมดทุกคน มีความรับผิดชอบกันหมดทุกคน รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสรู้ได้เท่ากันหมด แต่ความไม่เท่ากันของบุคคลนั้นอยู่ที่ตรงไปยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่รู้นั้นๆ ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นใครก็ต้องรู้ของตัวเอง ใครก็ต้องรู้ของตัวเองว่า ตัวเองนอกจากจิตของเราไปยึดมั่นถือมั่น ไปรู้อะไรแล้วเราไปยึดมั่นถือมั่นอะไรไว้อีกล่ะ รู้เองถ้าไปรู้ของคนอื่นแล้วก็รู้ของคนอื่นทั้งนั้นเราไปช่วยเขาจับยาก เราต้องรู้ของเราแล้วดับของเราให้ได้ จึงจะบรรลุเป็นอรหันต์ หรือจะเป็นที่สุดได้ ถ้าไม่รู้ของคนอื่น มันก็ไปรู้จะบอกคนอื่นมันเหมือนกับบุคคลที่ทำนาของผู้อื่น พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนั้น บุคคลผู้ทำนาของผู้อื่น หลงแต่ทำนาของผู้อื่น ไม่รู้จักมาทำนาของตัวเอง เสร็จแล้วตัวเองจะกลายเป็นจักร เป็นศาสดา หรือเป็นอาจารย์ผู้ที่ควรตำหนิ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ชัด สอนอธิบายความไว้ให้รู้เลย ว่าศาสดาที่น่าตำหนิมีอยู่ 3 ประเภท อยู่ในโลหิตะสูตร ฑีฆนิกาย สูตรที่ 12 บอกชัด บอกว่า ศาสดาที่น่าตำหนิ อย่างนี้ก็อย่างหนึ่ง ที่ไปเที่ยวทำนาของคนอื่นเขา นาของตัวเองไม่ดูไม่แล ทำแต่ของคนอื่นเขา แล้วก็ชอบสอนเขาเสียด้วย สอนให้เขาทำนา สอนให้ทำอะไรๆ สอนตะพึดตะเพือ นาตัวเอง ไม่ทำ แบบนี้ ศาสดาปิดไปเลยไม่ผิดด้วย แล้วไม่เป็นบาปด้วย จะถูกธรรมด้วย ปิดได้เลย ศาสดาแบบนี้ ปิดเลย ไม่มีบาป แล้วก็เป็นความจริงก็ถูกต้อง ควรหยุดได้ คนที่จะเป็นศาสดา เป็นอาจารย์ จึงจำเป็นต้องทำนาของตนเอง ให้รู้ ให้ได้ ให้เป็น ให้เก่ง ให้บรรลุ พระพุทธเจ้ายังตำหนิเลย อยากเป็นอาจารย์ เป็นศาสดา ไปสอนเขาไม่รู้เรื่องไม่ได้หรอก แม้ผู้ที่ทำนาของตนเองได้แล้ว สอนคนอื่นไม่รู้เรื่อง สอนคนอื่นไม่ได้ พระพุทธเจ้ายังตำหนิเลย อยากเป็นครู สอนเขาไม่รู้เรื่อง เป็นครูทำไม คนที่มานั่งฟังเสียเวลาเปล่าๆ เพราะฉะนั้นเป็นศาสดา ต้องเป็นผู้ที่สอนเขาให้รู้เรื่องด้วย แม้ทำนาของตัวเองได้แล้วก็ตต้องพยายาม สอนผู้อื่นได้ด้วย ไม่เช่นนั้นก็ มันยังไม่ดีพอ ดีพร้อม ดีพอ มันยังน่าตำหนิอยู่ ทีนี้ก็ ถ้าเราจะเผา หรือ เราจะทำฌาณ พยายามสอนเขาให้เกิดผล เป็นครู ให้คนอื่นเขารู้เรื่อง หรือเราจะ ทำให้เกิดถูกต้อง ตรงตัวของคำว่าฌานอย่างจริงจัง แท้จริงแล้วล่ะก็ เราจะต้องเผาแต่เฉพาะส่วนเกิน จะต้องเผาแต่เฉพาะกิเลสตัณหาอุปทาน เราอย่าไปเผาหรือไปฆ่าหรือไปดับหมดทั้งจิต เพราะจิตที่มันเหมือนกันหมดทุกคน จิตนี่มันไม่มีอะไรจิตนี่มันเป็นธาตุรู้ เป็นเหตุปัจจัยที่เกิดมาประกอบกับ ขันธ์ นาม กับ รูป จะต้องอยู่ด้วยกัน เหมือนรถยนต์มันก็มีพลังงานธรรมดา พลังงานแล้วก็มีอุปกรณ์ รูปถังน้ำมันเป็นธรรมดา ร่วมกันทำงานอยู่เป็นธรรมดา มันไม่มีอะไรไม่มีปัญหาอะไร มันไม่มีการที่จะไปเกิดไปตายอะไร ไม่มีอย่างรถยนต์เนี่ย พอเวลามันพังแล้ว ตายแล้วนะมันไม่มีเชื้อเกิดนะ รถยนต์มันไม่มีเชื้อเกิดนะ พอรถยนต์มันพังเครื่องประกอบมันก็พัง พลังงานมันก็ไม่มี การที่จะทำประกอบกับตัวรถยนต์ที่ไปได้ มันก็ไม่มีอะไรทำเกิด พลังงานก็เป็นพลังงาน ไอ้เครื่องก็เป็นเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ พังแล้วก็เลิกกัน ไอ้ขันธ์ เรากับจิตแท้ๆ ปภัสรังจิตตัง นี่นะ จิตบริสุทธิ์ นี่ เหมือนกัน มันไม่มีอะไรไปเกิดหรอกตายแล้วก็เน่าลงตรงนี้ ไอ้จิตตามก็ดับไปพร้อมกัน ไม่มีอะไรไปเกิด ส่วนที่มันไปเกิดนั้น คือ ส่วนที่ เป็นส่วนที่มันวิ่งแล่นเร็ว แล้วก็ยังหลงยังไม่มีการหยุด ไม่ใช่พลังงานตรงของเครื่องยนต์ ที่เรียกว่า กิเลสะ หรือ ตัณหา อุปาทาน มันอยู่ในจิต เพราะฉะนั้น เวลาเราจะเผา เราถึงจะต้อง เอาตัวนี้เท่านั้นแหละ ทำไมจะไปดับทั้งจิตให้หมดเลย โง่ ทำให้พลังงานของเครื่องมันจะรู้อะไร ก็รู้ พอรู้เสร็จ นิพพานของพระพุทธเจ้า จึงไม่ใช่นิพพานแบบดับจิต แล้วไม่รู้อะไรเลย ดับไม่รู้เรื่องอะไรเลย สักนิด ไม่ใช่ นิพพานของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย นิพพานของพระพุทธเจ้าแปลว่า รู้แจ้ง รู้ยิ่ง ฟังดีๆ นะ นิพพานของพระพุทธเจ้าไม่ได้แปลว่า ดับ เงียบ ดับทั้งจิต ดับหมด ไม่ไช่ นิพพานของพระพุทธเจ้าปล่อยให้จิต ทำงานเต็มที่เป็นวิญญาณัง อนิทัสนัง สัพพโต ปภัง เป็นอย่างนั้นเป็น วิญญาณัง หมายความว่าสิ่งที่มันเป็นภาพรู้ หรือความรู้สึกสภาวะหรือว่าสิ่งสิ่งหนึ่งที่มันแสดงคุณภาพว่า มันรู้รู้แจ้งรู้ชัดเจนรู้โดยไม่มีอะไรที่จะมาแฝงการรู้ได้เต็มที่ อนิทัสนัง แปลว่า ไม่สามารถให้ใครดูได้ ตัวเราเองรู้ตัวเราเองเข้าใจคนนี้ อนันตังเป็นไปตามเรื่องของมันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะพลังงานกับสสารเกิดอยู่ตลอด โลกไม่มีที่สิ้นสุดพลังงานกับสสารไม่มีที่สิ้นสุด อนันตังเป็นไปตามเรื่องของมัน สัพพโต ปภัง ถ้ามันทำงานมันก็เป็นสิ่งที่สว่างโร่ เป็นแสงสว่างเหมือนกับดวงอาทิตย์เหมือนกับแสงอาทิตย์ แสงอะไรก็ตามแต่ ที่สามารถที่จะส่องสว่างโปร่ง รู้รอบไปอยู่ตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่ตัวที่มันเกิดมันดับมัน อาการหมุนเวียนมันเป็นไปอยู่นั่นก็ คือ กิเลส ตัณหา อุปทาน เพราะฉะนั้นเราจะต้องจับตรงนี้ให้ชัดแล้วเผามัน อย่าไปเผาจิต เผามันทำไมจิต ไปทรมานมาทำไมจิต เราเผาตัวนี้ เผากิเลส ตัณหา อุปทาน โดยตรง ให้ถูก ฝาถูกตัวทีเดียว ถ้าไม่ถูกฝาไม่ถูกตัวก็ยังไม่ใช่ทานของพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นการที่จะดับนั่งหลับตาเป็นรูปฌาน อรูปฌานเข้าไป และยิ่งเป็นเล่นลิเก เล่นละคร นั่งหลับตากันแล้วก็ไปสร้างนิมิตพาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พาไปเฝ้าพระพรหม ว่าอะไรก็ได้ต่างๆ สิ่งเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็น ภวตัณหา เป็น ภวตัณหาเรียกว่า ภพ ชาติ ยังมีความเกิด มันไม่หยุด มันเพราะว่าตัณหาอยู่ตลอดเวลามันไม่ได้ มันจะดับสนิทได้เราต้องจับตัวมันได้อย่างแท้จริง กิเลสตัณหาอุปทาน ขอรวมเป็นอันเดียวกันไปก่อน แปลว่าความหลง หรือความโง่ ความไม่เข้าใจความไม่รู้ว่า จิตอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ นั่นแหละ ที่มันเกิด มันดับ มันหลง หลงโลกจิตที่หลงโลภ แปลว่ามันโง่มันไม่รู้ว่าจิตที่หลงโลภ คือ อะไร โลภ คือ ความนอกเหนือจากชีวะ และ สรีระ รับรู้กับร่างกาย ชีวะและสรีระ นอกเหนือจากชีวะและสรีระ เราอยากจะให้ชีวะและสรีระ ร่างกายนี้ยังเคลื่อนไหวได้อยู่ และยังมีธาตุรับรู้เกิดอยู่เต็มอยู่ เราเอาข้าวให้มันกินเหมือนเติมน้ำมันรถยนต์ ใช้รถยนต์มันมีพลังงานและมันเคลื่อนที่ไปได้ มันทำงานได้มันก็เท่านั้นเอง เท่านั้นแหละ นั่น คือ ชีวะและสรีระ เท่านั้น พอเติมน้ำมันเข้ามันก็ดิ้น ด๊อกแด๊กๆ เหมือนกับรถยนต์ เติมน้ำมันเข้า สตาร์ทเครื่องเต็มแล้วแต่ มันจะเดินตรงนี้เร็ว มันจะเดินตรงนี้ช้า ก็แล้วแต่ที่เราจะใช้กดปุ่ม กดอะไรก็ได้ ในนี้มันก็มีเหมือนกัน มีตรงนี้ ตรงนั้น เอาแขนก็ตรงนี้ ลดลง ขาตรงนี้ก้าวไป ปากงาบๆ พูด ก็มีปุ่ม มีปม อยู่ตรงนี้ สำหรับที่จะให้สั่งให้ตรงนี้ เคลื่อนไหว ตรงนี้ทำงาน ซึ่งเป็นเครื่องกลที่วิจิตร พิศดารเหลือเกิน คนนี่นะ วิจิตรพิศดารเกินกว่าเครื่องจักรกลใดๆ ในโลก หรือ คนที่จะสร้างหุ่นยนต์ สร้างอะไรๆ ขึ้นมา ลอกเลียนคนนี่นะ ไม่ได้เหมือนหรอก ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะลอกเลียนได้หมด เกิดถ้าตายอีก ตายอีกก็ไม่สามารถสร้างได้ ลอกเลียนได้เพราะฉะนั้นทุกย่างแม้แต่การเคลื่อน ไหว การใช้เสียงพูด ใช้รส ใช้กลิ่น สัมผัส อะไรก็ตาม ที่คนเราจะพยายามลอกเลียนออกมาเป็นอุปกรณ์นอกตัวเนี่ยก็เป็นเครื่องกลต่างๆ ตรงนี้ ก็ล้วนแแล้วแต่ ไม่มีอะไรอื่นเลยที่เขาจะสามารถรู้ คนจะนอกสามารถผลิตได้โดยที่ว่าสิ่งนั้นโลกไม่ได้ผลิตมาก่อน โลกได้ผลิตมาก่อนแล้วก็คือผลิตคนนี่แหละมาเพราะฉะนั้นทุกอย่างก็อยู่ในคน เครื่องกลทุกอย่างที่สร้างขึ้นมานั้น ก็คือส่วน ส่วน ส่วนหนึ่ง เอาส่วนหนึ่ง ของอันนี้ออกมาขยาย เท่านั้นเอง และนี่ก็เครื่อง อัดสภาพสภาวะเสียง เป็นสัญญาณชนิดหนึ่ง จำได้แต่แค่เสียงอย่างเดียวนะเนี่ย ส่วนหนึ่งเท่านั้นเองจำได้เฉพาะเสียงอย่างเดียวนี่เก็บเสียงเอาไว้ได้เป็นสัญญาอย่างหนึ่ง เครื่องกลที่ผลิตขึ้นมาเพื่อที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ไอ้นี่เครื่องปรุงสำหรับทำงานในด้านสัญญานะ รับทราบจำไว้เก็บไว้เฉพาะเสียง เก็บภาพก็ยังไม่ได้ เก็บกลิ่นก็ไม่ได้ เก็บรสก็ไม่ได้ เก็บได้แต่เสียง ขนาดนี้เลยเพราะฉะนั้นจะเอารายละเอียดแล้วนะ ถ้าจะเอาเครื่องยนต์พวกนี้มาประกอบก็เป็นตัวคนนะทางด้านแสงมั่ง เหมือนกับ โทรทัศน์ทั้งด้านเสียง ทางด้านรูป ทางด้านรส มาประกอบเป็นตัวคนนะ คนนี้จะอยู่ได้ เทอะทะ ตัวเท่าโลกนี่แหละ โลกกลมๆ นี่แหละ นี่เป็นเรื่องจริงๆ เลยต้องเข้าใจ แล้วจะเข้าใจ เป็นแต่เป็นคนลอกออกมา มันก็ค่อยมีความรู้ ก็ไปคิดแล้วไม่ได้คิดอื่น คิดว่าคนอื่นเขาไม่มีอีกแล้ว ไม่มีหยุดแล้วสุดแล้ว คิดอะไรอื่นมาอีกก็ไม่ได้แต่คิดออกมา ก็คิดออกจากคนนี่แหละ ส่วนที่ตัวเองมีนั่นแหละช่างออกมาแล้วก็เอามาประดิษฐ์มาใช้เป็นตัวแทนเป็นการสร้างลูก เป็นลูกชนิดนี้เป็นเพียงลูกที่เป็นส่วนชิ้นส่วนเท่านั้นเอง ไม่ใช่ลูกที่ครบตัวลูกชิ้นส่วนที่ส่วนเสียง ชิ้นส่วนรูป ชิ้นส่วนรส ส่วนกลิ่น ชิ้นส่วนในการสัมผัสอะไรก็ตามแต่เรื่องต่างๆ เอาแยกออกไปแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นคนเรานี่คือยอดที่สุดแล้ว ไม่มีอื่นจึงสามารถที่จะใช้ความรู้นี้ รู้จักพอสักที เกิดมาถึงที่สุดแล้วก็พอสักที หยุดเกิดเถิด ถ้าเกิดถ้าไม่เกิดจิตใจ ถ้าไม่หยุดมันก็จะเวียนกลับไป ทำให้เกิดสิ่งที่มันต่ำกว่านี้อีกเท่านั้นเอง วนเวียนกลับไปเกิดที่ต่ำแล้วก็ตายมาตามเรื่องตามราวแล้วเกิดมาสูงสุดก็เป็นคนแล้วก็เวียนลงไปเกิดเป็นสิ่งที่ต่ำกว่าเวียนอยู่นี่ ถ้าใครอยากอยู่นี่ก็อยู่ไปสิ อาตมาไม่เอาด้วย ถ้าใครอยากอยู่ก็อยู่ไปเถอะนะเกิด เวียน อยู่อย่างนี้ เพราะมันไม่มีอะไรสูงกว่าคนแล้ว ไม่มีอะไรที่จะสูงกว่าคนแล้ว หมดที่ไป ต่ำกว่านี้ก็วนเวียนกันไปเกิดมา จนกระทั่งทำบาปทำกรรมอะไร ที่จะเป็นกรรมเป็นตัวเผ่าพันธุ์ เป็นตัวที่จะชักจูง เป็นตัวที่จะผลักดันให้เราเกิด เราดับ เราเกิด เราดับ เราจะก่อเกิดมาเป็นรูปใด อย่างใด อย่างไรตามสมตามเหมาะ มันก็จะวนเวียนกันไปตามกาลเทศะ ตามเหตุและปัจจัยเท่านั้น พระพุทธเจ้าของเราเป็นผู้ค้นพบตัวรากฐานแห่งการเกิด รากฐานในการที่จะนำสิ่งที่เกิดเราเรียกว่าต้นตอเลย เรียกว่า ชีวะ ชีวะที่จะทำให้ก่อเกิด ถึงแม้สสารและพลังงาน สรีระ และชีวะนี้จะตายแล้ว ไม่มีอะไรเกิด มันก็ยังมีชีวะที่เรียกว่า ชีวะยึดมั่นถือมั่นความเป็นชีวิตความเป็นจิตวิทยา เริ่มมาแต่เดิมมีตั้งแต่พลังงานแสง เสียง ไฟฟ้า แม่เหล็กอะไรก็ตาม จนกระทั่งทำงานก็ค่อยรวมตัวกันเนี่ยเป็นขนาดที่เราเรียกว่าพลังงานอนุภาคไฟฟ้า ธาตุแม่เหล็ก ธาตุแสง ธาตุเสียง ธาตุรูป ธาตุอะไรก็ได้ที่เป็นธาตุต่างๆ ที่มาตั้งชื่อตั้งมากตั้งมาย มันก็รู้แล้วแต่สิ่งที่รวมกลุ่มรวมกลุ่ม เพื่อจะกระทำมันโตมาจนมันมีความพิเศษ พลังงานในนั้นจนกระทั่งสามารถที่จะเก็บ ความยึดถือไว้ได้ เราเรียกว่าความจำแล้วก็ความรู้จักแยก ไอ้นี่เราไม่เข้าหมู่ อันนี้เข้าหมู่ มันจะแยกของมันออกเอง ค่อยๆ ออกมันก็จะเลือกอันนี้เข้าหมู่มันก็จะเลือกทีนี้ก็ยึดสะสมพัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั่ง พลังงานอันนี้มันเริ่มต้น หรืออิสระ มีอิสระลอยตัวพัฒนาไปโดยตัวมันเองได้เราเรียกว่าเซลล์ เริ่มต้นเกิดเป็นชีวิตตรงนี้ พลังงานอื่น ก็ยัง ก็คือก็เหมือนกันนั่นแหละมันไล่การพัฒนามาเหมือนกัน เรามาเริ่มต้นชีวิตตรงนี้แล้วก็เริ่มยุคใหญ่เลย ตัวชีวิตตัวนี้ ตัวที่เราเริ่ม อันนี้เราเรียกมันว่าวิญญาณ หรือมโนเอาภาษามาเรียกนะ คนอื่นจะเรียกอะไรก็ตามใจ จะเอาภาษาอะไรมาเรียกก็ได้สมมุติขึ้นใหม่มาตั้งเป็นชื่อแพะชื่อแกะอะไรก็ได้เหมือนกันแหละ แต่เข้าใจสภาวะให้ได้ว่าอย่างนี้ คือ ที่เริ่มเรียกว่าวิญญาณ หรือมโน คือ ตัวชีวิตที่เกาะกลุ่มกันได้รอบที่สูง จนกระทั่งสามารถรวมตัวกันเป็นเรา เราไม่รู้เรากำหนดนับก็แล้วกัน มีการรักกันและมีการทำ เราก็นับเอาขนาดนั้น เป็นตัวรากฐานที่จะเกิด เป็นรับรับเข้าเรียกว่ามโน หรือวิญญาณ ผู้ใดอยากลงไปรู้มโน รู้วิญญาณจิตนี้แล้ว ดับธาตุไม่ให้มันพัฒนาอีก ถ้าเราจะให้มันเกิด ก็เป็นเพียงชั่วเกิด ตามกาละอันควรแล้วก็ไม่รู้ ไม่ต่อ ไม่ยินดียินร้าย เพื่อที่จะให้มันดิ้นไปซ้าย หรือไปขวา ไม่ หยุด หยุดดิ้น หยุดไปซ้าย หยุดไปขวา หยุดขึ้นบน หยุดลงล่าง ดับนั่นเอง ไม่เอาแล้ว ถ้าเราจะให้มันไปซ้าย แล้วก็เป็นการทำงานชั่วคราวในปัจจุบัน จะให้มันไปขวาตามที่เราต้องการ จะให้ไปบน จะให้ไปล่าง ไปแล้ว ก็รู้หยุด เราเป็นคนทำ ไม่มีใครมาทำ เราเป็นคนสร้างในจิตมันไปตามที่เราต้องการ หรือให้มโนพยายามแยกคำว่าจิต จิตเป็นพลังงานรวมทั้งหมดนะ แต่มโน คือ สิ่งหนึ่ง เราเริ่มนับจากตรงนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อมีมโน มโนเริ่มเกิด มโนปุพพังคมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา รู้ตัวมโน ตัวที่เริ่มต้นเป็นเหตุใหญ่ ที่เริ่มเกิดตัวนี้ได้ ดับตัวนี้ ดับสนิท ก็ไม่มีอะไรเกิด พลังงานและสสารอยู่นี่ จิตอยู่นี่ กายขันธ์ก็อยู่ นี่ตายไปก็เหมือนรถยนต์คันหนึ่งพัง ไม่มีอะไรนำเกิด เมื่อเรารู้ตัวเกิด ตัวนั้น ตัวเริ่มชีวิต อธิบายได้ เป็นภาษายากเย็นเหลือเกิน ผู้ใดรู้อันนี้ ย่อมรู้ด้วยตน เป็นรู้ปัจจะตัง รู้ระดับตัวนี้ให้ถูก รู้แล้วดับตัวนี้ให้ถูก ถ้าดับตัวนี้ไม่ถูก ยังมีเกิด มีตาย ถ้าดับตัวนี้ได้ถูกแล้ว ดับตั้งแต่ตัวยังเป็นๆ มีสติ สัมปชัญญะ มีปัญญา รู้กาย ขันธ์ แล้วจะไปรู้เอาเมื่อไหน รู้ได้แล้วเรียบร้อยแล้วดับถูกแล้ว ทำได้สำเร็จเด็ดขาดแล้ว จึงจะไม่มีอะไรจะไปเกิดเลย เพราะกิเลสตัณหาอุปทานนั้น มันไม่มีการแตกออกไปแล้ว ศูนย์ ศูนย์เฉยๆ รู้ความจริงว่า ไอ้ทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็คือการประกอบไปด้วย สสาร พลังงานและประกอบไปด้วยวัตถุในโลก และกับพลังงานในโลก ซึ่งเป็นการเดินอยู่เป็นอนันตัง ไม่มีที่สิ้นสุด เป็น วิญญานัง อนันตัง สรรพโตปภัง มันก็เดินของมันอย่างนั้นแหละ ไอ้ตัวนี้ไม่เกี่ยวข้องเลย ตัวที่นำเกิด คือ กิเลส ตัณหา อุปทานเท่านั้นแหละ เป็นตัวที่ผลักดันให้ไปร่วมเกิด ร่วมทำ ร่วมต่อ ร่วมทุกข์ ร่วมสุข อะไรต่ออะไร ทีนี้ย่นย่อมา คำว่ากิเลสตัณหาอุปทานเนี่ย มันเป็นตัวแท้ของทุกข์ เกิดกิเลสอยู่ก็เป็นทุกข์ เกิดตัญหาอยู่ก็เป็นทุกข์ เกิดอุปาทานอยู่ก็เป็นทุกข์ เป็นตัวที่พาให้เหน็ดเหนื่อย ยึดถือลำบากลำบน เป็นภัยแก่ตน เป็นจริงๆ อะไรล่ะเป็นสาเห
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive