Copy of 170831 ผ่าตัดอะไรดี-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม
เนื้อหาในไฟล์
ต่อจากนี้ไป ท่านจะได้รับฟังการบรรยายธรรมะเรื่องผ่าตัดอะไรดีซึ่งบรรยายโดยท่านพระโพธิรักและบรรยายไว้ ณ วัดนรนาถ เมื่อวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พุทธศักราช 2517 ขอเชิญรับฟังได้เลยนะครับ
วันนี้จะมีการบรรยายอีกวันนึง ซึ่งคราวที่แล้วก็ต้องขอโทษ สำหรับผู้ที่ได้มา ตั้งใจจะมาฟังเพราะว่าไม่ได้ฟังการบรรยาย เพราะอาตมามาไม่ถึง เดินทางมาบุกน้ำมาจากแดนอโศกโน่น น้ำท่วมกันหมด ลุยลอยคอกันมาทีเดียว ที่จริงก็มีเรือ มันน้ำท่วมจนกระทั่งแดนอโศกต้องผลิตเรือ ได้นาวาอโศกลำนึง ตอนแรกจะนั่งนาวาอโศกพอมาได้หน่อยนึง นาวาอโศกก็เลยต้องขี่เรา มันเลยช้า เพราะว่ามันยุ่งกันหมดกว่าจะมาถึงเนี่ย ก็ห้าโมงเย็นแนะ นี่ผลจาก หน้าหลัง ไหล่ วนรอบ มองเห็นได้ เป็นเรื่องของธรรมดาธรรมชาติ ซึ่งเป็นไปตามเรื่องของมัน เราเองเราเป็นคน เราเป็นผู้มีจิต มีปัญญา เข้าใจถึง ธรรมดา ธรรมชาติ สิ่งที่เป็นไปตามจังหวะ ครรลองของมัน เราก็ไม่ต้องไปเดือดร้อน ไปวุ่นวายอะไรกับมัน วันนี้อาตมาจะบรรยายไม่นานนัก 3 โมงครึ่งจะหยุด วันนี้จะขอเลิก 3 โมงครึ่ง ก็มีเจตนา เจตนานั้นก็คืออยากจะให้ไปชมรายการ ผ่าตัดพุทธศาสนากันที่ธรรมศาสตร์ และก็บ่ายสี่โมงครึ่งเขาจะมีการอภิปรายกันที่นั่น การอภิปรายก็มีชั่วครั้ง ชั่วคราว การจร เพราะฉะนั้น เราจึงควรจะได้ฟังกัน อย่างอาตมานี่ บรรยายกัน ทุกเสาร์ แม้วันนี้ เราอธิบาย บรรยาย วันเสาร์หน้าเราก็จะบรรยายอีก เสาร์ต่อไปก็จะบรรยายอีก ซึ่งไม่เป็นไร ถ้ามีโอกาสอีกตั้งแยะ โอกาสอันนี้ก็มี ชั่วครั้ง ชั่วคราว มีทัศนะอะไรต่างๆ ที่จะได้รับเพิ่มเติม เป็นปัญญา ก็ควรจะไป ตั้งใจว่า เพราะว่างานนี้ จากมารวมกัน ทำงานกันอยู่ พวกเราต้องไปช่วยเขาบ้าง และก็เหมือนกับจงใจ หรือ เจตนาทางนี้จะยังไงไม่ทราบตั้งชื่อให้ว่า ผ่าตัดอะไรดีซะด้วย ตั้งชื่อหัวข้อ ผ่า
อ่านต่อ
ตัดอะไรดีก็เลยยิ่งเอ่อ เรียกว่าเป็นเรื่องเดียวกันใหญ่ เออจะมาพูดเฉพาะ จะพูดกับที่นี่ในเวลาที่มีว่าจะผ่าตัดอะไรดี ตามหัวข้อที่จะตั้งเอาไว้ มาเริ่มต้นจะผ่าตัดอะไรกันดี คำว่าผ่าตัดนี่เป็นศัพท์ เป็น ศัพท์ที่คนไทยเรารู้ความหมายแล้ว ก็ หมายความว่า เรากระทำการรู้สิ่งที่เลว ที่มีอยู่ในตัวคนโดยทางวัตถุ โดยทางร่างกาย เมื่อรู้สิ่งที่เลวอยู่ในตัวคนแล้ว ก็ผ่าเข้าไป ตัดเอาสิ่งที่เลวนั้นออกมาทิ้งเสีย นี่เป็นความหมายที่รู้กันดี เขาผ่าตัดก็รู้กันดีว่า ทำให้ดีขึ้นนะ ผ่าตัดนี่ คือ การทำให้ดีขึ้น ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เราเป็นทุกข์เพราะมันเป็นโรคภัย เป็นทุกข์อริยสัจอย่างหนึ่ง เป็นการเจ็บป่วยได้ไข้ เราก็ผ่าตัดเอาสิ่งที่เลวนั้นออกมาจริงๆ แต่เป็นเรื่อง โลกธรรม วัตถุ สรีระ ส่วนกายเป็นสรีระส่วนกาย ไม่ใช่เรื่องของนามธรรม เพราะฉะนั้นการผ่าตัดที่ผ่าตัดรูป วัตถุ หรือ รูปธรรมเช่นนั้นโดยความหมายของคำว่าผ่าตัดเขาจึงเอามาขอใช้ในทางนามธรรมบ้างว่า ผ่าตัดพุทธศาสนา ซึ่งโดยความหมายความหมายอันเดียวกัน คือ ทำให้ดีขึ้น คำว่าผ่าตัดทำให้ดีขึ้นส่วนคนฟังแล้วไม่พยายามเข้าใจ คำว่าผ่าตัด มีจุดเป้าหมายว่าทำให้ดีขึ้น บางคนฟังแล้วนึกว่า คนร้ายมันแรงมันทำกันอย่างอุกอาจ เข้าใจผิด ผิด พลาดไปก็มีอยู่ แต่ถ้าได้ตั้งใจ ใช้สติปัญญา ไตร่ตรองสักนิดนึง เพื่อจะเข้าใจได้ว่าคำว่าผ่าตัดนั้น ไม่ได้หมายความว่า เข่นฆ่า ไม่ได้หมายความว่าเข็นฆ่า ไม่ได้หมายความว่าทำลายให้ฉิบหายลงไป หรือว่าเสียหายลงไปเลยไม่ให้งอกให้เงย หรือไม่ให้ฟื้นตัวเลยก็ไม่ใช่ ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น หมายความว่าทำให้ดีขึ้น ถ้ามีนักเพ่ง ที่เพ่งเอาผิด ไปเพ่งว่าผ่าตัดพุทธศาสนานั้นเป็นภาษาที่ใช้ผิด ก็มีก็มันผิดที่มันแปลกใหม่ขึ้นมา มันก็ผิดนะ มันยังไม่เคยได้ยิน เพราะยังไม่มีใครเคยเอามาใช้ร่วมกัน แต่ตอนนี้มีคนเอามาใช้ร่วมกันเข้า ก็ไปเพ่งเอาผิดไปผ่าได้แล้วพุทธศาสนาว่างั้น พุทธศาสนาเป็นนามธรรมเจอผ่าตัดได้เลยมาได้ ผ่าได้ นามธรรมกับรูปธรรมแยกกันไม่ออกหรอก แยกกันไม่ออกนามธรรมก็อาศัยรูปธรรม รูปธรรมก็อาศัยนามธรรม ถ้าเข้าใจดีจึงจะแยกออก หมายความว่ามีความเข้าใจดี จึงจะแยกออก ถึงแยกออกมันก็ร่วมที่จะสังเคราะห์กันอยู่หรือทำงานร่วมกันอยู่เสมอๆ นั่นเอง หรือสังขารก็ได้ สังขาร ภาษาพระ สังเคราะห์ภาษาโลก มันก็จะต้องสังเคราะห์กันอยู่ ทำงานร่วมกันอยู่โดยธรรม แต่เราแยกมันออกได้ เพราะฉะนั้น คำว่าผ่าตัดพุทธศาสนา ก็กินความ ไม่ได้ กินความถึงอะไร ก็กินความถึงบุคคล เพราะว่าพุทธศาสนา จะเป็นพุทธศาสนาได้โดยปราศจากบุคคลนั้น ไม่มี พุทธศาสนาถ้าไม่มีบุคคลเข้าไปเกี่ยวข้อง จะเป็นพุทธศาสนาศาสนา ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด เพราะพระพุทธศาสนา จะไปเพ่งเอาบอกว่าเป็นนามธรรม นามธรรมนั้นก็เกิดแต่ในบุคคลนั่นเอง บุคคลใดผู้รู้ บุคคลเป็นผู้ประพฤติ บุคคลเป็นผู้ได้มาซึ่งนามธรรมอันนั้น จึงเรียกว่าพุทธศาสนา ย่อมเกี่ยวกับบุคคลเช่นเดียวกัน ผ่าตัดจึงจะต้องผ่าตัดสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับบุคคล นั่นแหละ ที่เป็นสิ่งที่ร้าย ดังกล่าวแล้วแต่ต้นว่า ผ่าตัด คือการรู้สิ่งที่เลว สิ่งที่ร้ายแล้วก็พาออก ตัดออก ทำให้ดีขึ้น เพราะเราจะผ่าตัดอะไรกันดี เมื่อคำว่าผ่าตัดพุทธศาสนา ที่อาตมาอธิบายเกี่ยวโยงไปถึงอันโน้นแล้ว มาถึงอันนี้เสร็จ มันก็หมายความว่าผ่าตัดบุคคลนั่นเอง ผ่าตัดบุคคลนั่นเอง หรือผ่าตัดสิ่งที่บุคคลไปเกี่ยวข้องอันใด ก็ตามแต่ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะกล่าวแล้วว่า พุทธศาสนานั้น มีบุคคลเข้าไปร่วมแยกไม่ออก แยกไม่ออก พุทธศาสนาจะแยกโดยเป็นนามธรรมโดยไม่มีบุคคลเข้าไปร่วม ไม่ได้ ไม่มีพุทธศาสนาจะไปอยู่กับลิงก็ไม่มี โลกนี้ไม่มีบุคคลเลย พุทธศาสนาไม่มี โลกนี้มีแต่ลิงมีแต่ต้นไม้ พุทธศาสนาไม่มี พุทธศาสนาจะมีได้ก็เพราะว่ามีบุคคล แล้วทีนี้เราจะผ่าตัดอะไรดีล่ะในบุคคล เราก็มาถึงตรงนี้จะผ่าตัดอะไรดีในบุคคล การที่จะผ่าตัดอะไรนั้นก็ผ่าตัด สิ่งที่เลว สิ่งที่ชั่วนั้นเอง จะผ่าตัดอะไรดี ไปเล่น ผ่า แฉะ ผ่าไปลงหม้อแกง ไปเฉยๆ ตัดนู้นหั่นนี่ก็ไปเฉยๆ เรื่อยๆ เปื่อยๆ ไม่เข้าเรื่องอะไร ไม่เข้าเรื่อง ไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้น ถ้าผ่าตัดอะไรดี ก็ต้องผ่าตัดสิ่งที่ชั่ว สิ่งที่เลว สิ่งที่ชั่ว สิ่งที่เลวนั้น คืออะไร สิ่งที่ชั่ว สิ่งที่เลว นั้นก็ คือ อุปทาน ใช้ภาษาพระ อุปทานก็คือสิ่งที่เราไปหลงยึด เมื่อยึดเข้าแล้ว เราก็มีความผูกพัน ผูกพันไว้ในลักษณะสองอย่าง ลักษณะอย่างหนึ่งเรียกว่าผูกพันไว้โดยชอบ โดยชอบนะฟังดีๆ ผูกพันอยู่นะ ผูกพันอยู่ เราผูกพันอยู่โดยชอบ โดยมีอาการ หรือมีอารมณ์ หรือมีจิตที่ไปผูกพันนั้น ขยายความการผูกพันนั้นว่า ชอบ อีกลักษณะหนึ่งก็คือผูกพันอยู่โดยชัง ผูกพันอยู่โดยไม่ชอบกัน แต่ก็ยังมีผูกพันนะ โดยครั้งนี้ไม่ใช่ว่าทิ้งไปเสีย ไม่ใช่วางปล่อย ไม่ใช่เข้าใจ โดยดีเลยว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกันอะไร จะต่างคน ต่างอยู่ หรือว่ามาเจอกันก็ยังไม่มีอะไร ไม่มีการอาการ ทางอาการโกรธ อาการที่เรียก ทำให้เราเกิดปฏิกิริยา ผลักดันอะไร ไม่มี ไม่ใช่อย่างนั้นแต่ยังผูกอยู่ในใจเลยทีเดียว ยังมีอาการอุปาทาน ยึดไว้ในใจ จำไว้ แล้วก็มีการกำหนด ตรงไปในใจเลยว่า จะต้องอย่างนี้ถ้าเจอไอ้นี่ก็กระไรแล้ว สัมผัสกับเราแล้ว มาปะทะกับเรา มากระทบกับเรา เรารู้ เราเห็น เรารับได้ยินได้ฟัง หรือว่าได้สูดกลิ่น ลิ้มรส ผัสสะกันขึ้นมาเมื่อไหร่แล้ว ก็เราจะผลักออก เราจะทำลาย เราจะไม่ชอบใจเราจะทำให้เสียหายขึ้นไป นี่เป็นที่สุดแห่งที่สุด เราจะมีจิตเพ่งอย่างนี้ คือ เพ่งชอบกับเพ่งชัง แต่ทีนี้เมื่อสุดท้ายเรารู้ถึงความชอบ กับความชัง อันนี้แล้ว ผู้นั้นก็จะวางปล่อยเป็นกลางว่า ไม่ชอบและไม่ชัง ไม่ว่าในสิ่งใดๆ ไม่ชอบและไม่ชัง ไม่เพ่งชอบ เพ่งชังจริงๆ นี่คือจุดจบ แต่ว่า แต่ว่า คนเรานั้นจะกระทำอะไรก็ตามแต่ จะกระทำโดยที่เรียกว่ามีจุดจบ ทันที เพราะไม่มีชอบไม่มีชังเป็นที่สุดท้ายนั้น ไม่ได้ ไม่ได้หรอก เราจะต้องเข้าใจ เราจะต้องทำความเข้าใจ ตั้งแต่สิ่งที่อยาบๆ ที่เราเองชอบและชัง เพื่อเรียนรู้อาการชอบ อาการชังที่เกิดในจิตของเรา ให้ชัดๆ เต็มๆ ไปก่อน เราจะไปฟังภาษาว่าชอบ ว่าชังนี่ เราเข้าใจ ที่จริงอ่ะเราเข้าใจ โลกนี้ธรรมะมันยากอยู่ตรงนี้ มันยากอยู่ตรงที่ว่า เราฟังภาษารู้เรื่องเข้าใจ แฮะแต่ไปปฏิบัติจริง จิตชอบจิตชัง ไม่รู้ ไม่รู้จิตของเรามันอาจเกิดอาการชอบ ก็ไม่รู้เกิดอาการชังก็ไม่รู้ ถ้าชอบมากๆ ก็ชอบ ก็ทำอะไรตามที่ตัวเองปรารถนาจะทำ ถ้าชอบก็รักใคร่ อยากได้เอามาเสพ เอามากิน นำมาสูบ เอามาดื่ม เอามาทำปฏิกิริยาอะไรกับตัวเอง อย่างไรก็ตามแต่ ชอบ ตัวเองอย่าไปคลุกคลีเกี่ยวข้องตัวเองอย่าไปทำยังไงกับสิ่งนั้น ถ้าชอบอย่างมากๆ ไม่มีการรั้งรอ ลืมคิด ลืมคิด ไม่ได้คิดไม่ออกเลยว่านี่เรากำลังชอบนะคิดไม่ออก คิดไม่ได้ ลืมไปหมดเลย โดยเราที่จะมีจิตคิดว่า อาการนี้เป็นอาการชอบนะ ซึ่งการชอบอย่างนี้ก็ไม่ควรจะมีในจิต คิดไม่ออก รู้ไม่ได้ อาการอย่างนี้แหละ เราเรียกว่าโมหะ เราเรียกว่าหลง เมา หรือโง่ คำว่า โมหะนี่ หลง หรือ เมามายไปเลย ไม่มีสติสัมปชัญญะ คือไม่รู้สิ่งนั้น เป็นชอบหรือเป็นชัวอาการชังก็เหมือนกัน ถ้าเราชังมาก เมื่อสัมผัสกับสิ่งที่ชังนั้นแล้ว ก็ต้องการจะผลักออก ต้องการจะทำลายต้องการจะทำลายอย่างรุนแรงเกินขอบเขต ทั้งๆ ที่อยู่ใน กาละ อยู่ในเทสะอยู่ในสภาพที่เรียกว่า เราจะทำการผลักออกนั้น ยังไม่ได้ ยังไม่ได้ ยังไม่ลงตัว ยังไม่สามารถที่จะกระทำได้เช่น ยกตัวอย่างว่า อาตมา ต้องการจะผ่าต้องการจะผลักสิ่งที่ไม่ดี ที่อาตมาเห็น ขณะนี้อาตมารู้ ขณะนี้ สิ่งไม่ดีนั้นมีอยู่ที่อื่นก็ตาม อยู่ที่เราก็ดี ไอ้อยู่ที่เราเนี่ยเรา จะทำได้ง่าย ถ้าอยู่ที่คนอื่นยิ่งทำยาก เพราะคนอื่นเขาดูแลเกี่ยวข้อง คนอื่นก็เป็นเจ้าของ คนอื่นก็ถือสิทธิ์ เราเองจะไปผลักออก หรือ ทำลายสิ่งที่คนอื่นก็ถือสิทธิ์นั้น ทำได้ยาก เพราะเขาเอง เขายังคิดว่าของเขาเอง ควรจะเก็บไว้ ควรจะยึดไว้ ควรจะมีไว้ เขาบอกว่าเขาจะไม่ทำลายละ แต่ถ้าเห็นว่าควรทำลาย ซึ่งเจ้าของที่เขายึดสิทธิ์นั้นว่า เขาไม่ทำลายเราจะไปทำลายให้เขา เราจะไปดึงไปผ่าให้เขา มันไม่ได้ง่ายๆ นะง่ายๆ ไม่ง่าย อันนั้นยิ่งยุ่งใหญ่ ยิ่งยากใหญ่ หรือแม้แต่ตัวเอง คนดีอย่างที่อาตมาพูดเมื่อกี้แล้ว สิ่งที่เรารู้ว่าตัวเราเองอยากจะผลักออกจากตัวเรา จะเป็นอากัปกิริยา เป็นวัตถุที่เรามี อากัปสุริยาที่เรามี หรือสิ่งใดก็ตามแต่ ที่เรารู้ว่าเราเองยังผูกพันเราเองยังเอามายึดจากที่ว่าอุปทาน นั่นเอง จะต้องใช้เสพ ใช้สัมผัส ใช้ทำให้มันเป็นสุข เอามาร่วมกับเราแล้ว เราเกิดความสุข จะมาร่วมด้วยวิธียังไงก็ตามแต่ แล้วแต่วัตถุ แล้วแต่สิ่งของที่เราจะเอามาร่วมนั้นๆ เมื่อเราเอง เรามีความผูกพันมากอยู่ บางอย่างเราเข้าใจแล้วโดยปัญญาว่า เนี่ยเราไปหลงผูกพันไม่มากแล้ว เราก็อยากผลักออก อยากจะผ่าออก แต่จิตที่มันเคยติดมัน เคยเสพมัน เคยยึดแต่ฟังมาต้องรู้เหตุผล เพราะมันไตร่ตรองก็เห็นจริง มันน่าจะผลักออก น่าจะดันออก น่าจะทำลายไป ไม่น่าเราจะไปผูกพันอยู่ เราน่าจะสลัดออกไปจากตนให้ได้ซะไกลๆ รู้กันทั้งที่รู้ แต่ผู้ที่ปฏิบัติจริงๆ ก็จะทราบกับตนเองดีว่า ถึงกระนั้นก็ดีมันก็ยังไม่ง่ายนัก ในบางอย่างที่เราเองไปเสพติด เอาไว้มาก ไปมีอุปทานหนาแน่น ไปยึดไว้มากมายก่ายกอง เพราะฉะนั้นแม้จะผลักออกก็ยังทนไม่ได้ กดไม่ได้มันยังรู้สึกว่ามันทารุณใจ มันยังแผลมันยังเจ็บยังปวด ยังอยากอยู่น่า ยังรู้สึกว่าจะเห็นคุณมากกว่าโทษ ปัญญายังไม่ทะลุลั่น ปัญญายังไม่เข้าใจได้ถึงจุดสุดท้าย ว่าสิ่งนี้เป็นอกุศล ชีวิตไม่ต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้ได้จริงๆ และสิ่งนี้เมื่อเราเกี่ยวข้องอยู่เนี่ยมันยังเป็นภาระ ยังเป็นเรื่องที่เราเองยังไม่เบาว่าง่ายยิ่งกว่าจิตข้างในนะ จิตข้างใน อนุศัย อาสาวะ เรียกว่าจิตข้างในจริงๆ มันยังไม่เห็นอย่างนั้น ปัญญาข้างนอกอาจจะเห็นแล้วเข้าใจได้แล้วล่ะ แต่ปัญญาข้างในที่มันติดเสพ คือ อุปทานมันยึดละ มันอดไม่ได้ มันยังเป็นรส เป็นชาด เป็นสิ่งที่ทำให้สุขใจทำให้เพลิดเพลิน ทำให้ชีวิตเป็นชีวิตชีวาทั้งๆ ที่ขาดสิ่งนี้ก็ไม่ขาดชีวิตชีวา ไม่มีสิ่งนี้ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้ ก็ไม่ไม่ต้องขาดชีวิตชีวา ชีวิตชีวาก็ยังตั้งอยู่ได้ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้นก็ตาม แต่เราก็ยังทำไม่ได้ผู้ที่ยังทำไม่ได้อยู่นั่นแหละจะเข้าใจ เข้าใจว่าจิตที่เรายังมีความหนาแน่นในส่วนลึก มันยังไม่ยอมปล่อยวางอันแท้จริงนั่นเอง จึงทำให้เราละเว้นสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ บางทีสิ่งเหล่านั้นเนี่ยรู้แจ้งเห็นจริงเข้าใจชัดเสียด้วยว่ามันชั่วมันต่ำ ชั่วชัดๆ ต่ำชัดๆ อย่างเช่นคนติดยาเสพติดอย่างนี้ ไปถามก็เลยจูงไม้จูงมือเข้ามาเลยมา นี่มันของดีเหรอ ถามชัดๆ ถามดูซิว่าคุณติดเฮโรอีน ติดผงขาว เหล้าแห้งอะไรก็แล้วแต่ จูงมือเข้ามาถามหน่อยเถอะว่า ดีไหม ติดยาเสพติดนี่ดีไหม เขาก็รู้นะด้วยสามัญสำนึกธรรมดาธรรมดานี่เขาก็รู้ว่าควรจะผ่าออก ควรจะทำลายออก ควรจะขาดสิ้นจากตัวเรา ควรจะลบออกไป เขาก็รู้ทั้งๆ ที่แสนจะรู้ และตัวเองก็อยากจะผ่า อยากจะตัด อยากจะทำลาย อยากจะใช้มีดชั้นเยี่ยมหั่นออกจากหัวจิตหัวใจ ไม่ให้มันไปเสพ ไม่ให้มันไปติด อยากจะตัดโยนทิ้งแม่น้ำ เผาไฟไปไหนๆ แต่เขาก็ตัดไม่ได้เขาก็ยังตัดไม่ลง ทำไม่ได้ เพราะอะไร เพราะจิตนี้มันมีฤทธิ์ จิตนี้มันมี ความสัมพันธ์มันมีความผูกพัน มันมีอำนาจความหลง ต้องทำให้มันกล้าแข็งทนไม่ได้ จนกระทั่งเราเห็นแน่ ว่าเราพรากมันมา เหมือนอย่างพราก พรากไม้ที่มียางออกมาจากน้ำเอาซะก่อนแล้ว เราจะมาเห็นจิตของเราว่า จิตของเราเนี่ยนะมันยังดิ้นรนเห็นไหม มันยังจะต้องไปโหยหาอาวรณ์ แล้วก็เราก็ยังมีชีวิตของเราอยู่โดยไม่มีสิ่งนี้ดู 1 เดือน 1 ปี 2 เดือน 2 ปีไปเรื่อยๆ ห้าเดือน 5 ปี 7 เดือน 7 ปี ไปเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นเราก็ใช้ปัญญาอ่าน เห็น เข้าใจให้ได้ด้วยว่า เอาละนะ จิตมันดิ้นดูสิ จิตมันดิ้น จิตมันเดือดร้อนอย่างนี้ ดูไปสิว่าชีวิตมันจะอยู่ ได้ไหม แล้วมันจะตายไหม แล้วก็ต้องค่อยๆ อ่านเสมอเลย จิตว่ามันก็ไม่ตายไง ไม่ตายหรอก ไม่ตายจริงๆ นะอาตมาจะบอกให้ไม่ตายหรอก เอ๊ะ มันก็ไม่ตาย เมื่อมันไม่ตายแล้วต้องเห็น ความเบา ความว่าง ความพ้นภาระ ถ้ามันติดเอง ติดยาเสพติดอย่างที่ว่า คุณต้องเป็นภาระมันต้องเท่าไร ต้องไปซื้อไปหา ต้องไปคอยทำอะไรต่ออะไรก็ไม่รู้ต่างๆ นานายุ่งยากมากมาย นี่เป็นของหยาบๆ นะยกตัวอย่างนี้นะ ให้เห็นชัดๆ เพราะงั้นเมื่อคุณเห็นว่ามันไม่ตาย ก็มีความเชื่อมั่นในตนเองขึ้นมา 2 นอกจากไม่ตายแล้วยังเห็นมุมที่ดียิ่งกว่าขึ้นมาอีกว่าไม่เปลืองไม่เดือดร้อนไม่ถูกครหานินทา เราเป็นผู้เจริญที่แท้จริง ขาดพ้นสิ่งเหล่านี้มาได้ คนก็นับถือ ทุกคนต้องเข้าใจ ทุกคนก็เห็นแจ้งด้วยแท้ๆ จริงๆ เลยว่าโอ้มันของดีจริงๆ พ้นมาได้เป็นความเก่ง ไปเสพติดไปยึดอยู่ ไปปรุงอยู่ มันเป็นความไม่เก่ง เป็นของฆราวาส เป็นของคฤหัสถ์ เป็นของคนที่เขายังไม่ได้ปฏิบัติ ยังไม่รู้สิ่งเหล่านี้ เขายังเสพติด ยังยึดอยู่ เพราะว่าเขาทำไว้ลวงโลก และโลกจะไปหลงตามแล้วก็ไปติดตาม อย่างนั้นเราเห็นชัด เมื่อเห็นชัด แล้วเราก็เห็นซ้ำเติมลงไปอีกว่า เห็นซ้ำซ้อนลงไปอีกว่า เมื่อเราไม่มีสิ่งเหล่านี้ได้จิตมันเบาว่างสบายง่าย อ้อมันมีความสุขมากกว่านี่ จึงเรียกว่าปรมังสุขัง ยิ่งกว่าสุข หรือสุขอย่างยิ่งอะไรก็ตามแต่จะกลายเป็นภาษาไทย อาตมากำลังใช้ภาษาเพื่อที่จะให้เข้าใจ ลึกซึ้งไปกว่านั้นจึงแปลคำว่า ปรมังสุขัง ว่ามันยิ่งกว่าสุข ไม่ใช่สุขอย่างยิ่ง คือ ยิ่งกว่าสุขซ้อนซ้ำเข้าไปอีก สุขหมายความว่า เราได้เสพแล้ว เราก็เป็นเทวดา เราก็มีอารมณ์แช่มชื่นใจ เพลิดเพลิน เอร็ดอร่อย แต่ตัวคำว่า ปรมังสุขัง นี้ มันไม่ใช่อารมณ์เอร็ดอร่อย แช่มชื่น เพลิดเพลิน มีรส มีชาด ไม่ใช่ แต่มันเป็น วิมุตติรส มันเป็นรสที่เฉยๆ เบาๆ ว่างๆ ง่ายๆ พ้นภัย พ้นภาระ พ้นเหน็ดเหนื่อยสบาย สบาย ธรรมดานี่ บางคนติดภาษาก็เอาภาษา สบายมาว่า อาตมา เคยมีเหมือนกันนะว่า เอ้ย ถ้า ศาสนาพุทธ สอนให้ติดความสบาย ก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้ว ก็คุณจะเอาอะไร คุณจะเอาอะไร ให้สบายที่สุด คุณก็ไม่เอาอีกแล้ว ก็วิ่งไปหาความไม่สบายก็แล้วกัน ก็ไม่รู้จะเอาอะไรก็หาภาษาที่จะใช้ให้คุณเข้าใจให้ได้ที่ดีที่สุด แล้วให้คุณชอบไปหาจุดที่คุณดีที่สุด เข้าใจที่สุด แล้วคุณก็ทำไม่ได้ แล้วคุณจะได้ประโยชน์กับตัวเอง และได้ประโยชน์กับโลกด้วย เขาก็ไม่เอาเราจะเอาภาษามาตี มาต่อมาเพี้ยน มาแย้งมาอะไรต่ออะไรเนี่ย ฟังธรรม ก็พยายามทำความเข้าใจถึงสิ่งที่จริงแล้วอย่าไปเถียงกับภาษาเขามากนักยิ่งมีรายการผ่าตัด พวกอาตมาไปนั่งนี่ เขานิมนต์พระอาตมาแบ่งให้ไปตอบปัญหา เพราะว่านักแช่งทั้งหลายนี่มาราวีถกเถียงปัญหา ใช้ภาษามาถก มาเถียงอะไรเยอะแยะ มากมาย เห็นทิฐิต่างๆ ขึ้นมามากมาย พระพุทธเจ้าสอนวิธีไว้ 62 ทิฏฐิ ขณะนี้ อาตมา เห็น 72 ทิฏฐิ แล้ว เห็นทิฏฐิมา 72 ทิฏฐิ แล้ว พระพุทธเจ้า สอนไว้ 62 ทิฏฐิ นะ อาตมา เห็น 72 ทิฏฐิ เห็นเกินพระพุทธเข้าแล้ว เพราะ อาตมาเข้าใจทิฏฐิ ของพระพุทธเจ้า 62 ทิฏฐิ และทิฏฐิของคนเหล่านี้ อาตมายังไม่จัดลงที่ไหน อาตมาจึงนับไปเรื่อยๆ 1 รหัส เป็น 72 มีต่างๆ นาๆ หลายอย่าง หลายประการ คล้ายๆ กัน ก็มี ตรงกันเลยก็มี แตกๆ แผกๆ เพี้ยนๆ ไป อะไร เยอะแยะ แล้วก็มาราวี ด้วยภาษา พวกเราก็ไม่ต้อง เถียงเท่าไร อย่างอาตมา ไม่เถียง คุณจะทำอย่างนี้ ก็ตามความเห็นของคุณ แต่ เราเห็นว่า อย่างนี้ถูกอย่างนี้ดี อย่างนี้เป็นประโยชน์ จะทำสิ่งนี้ ถ้าคุณยังไม่เห็นก็ไม่เป็นไร อ้า ถ้าเห็นด้วยก็เอา ของคุณพูด คุณว่าดีก็เอา แต่อย่างนั้น เราเข้าใจแล้วเราว่าสิ่งนั้นไม่ดี เราเข้าใจอย่างนั้น แล้ว เราเองเราจะทำอย่างนั้นมา แล้วเราก็ไม่เอา แต่สิ่งที่ดี อย่างที่เขาทำแล้ว เราก็เคยทำแล้ว เราก็หนีออกมาแล้ว เราเห็นว่าไม่ดี เราไม่เห็นแล้วขณะนี้ว่า สิ่งที่เราหนีออกมาแล้วเนี่ยดีกว่า แต่คนที่เขาเถียงเรานั้น เขายังไม่ได้มาเห็นอย่างเรา เช่น เคยติดฝิ่นนี้ย้อนกลับเพราะติดฝิ่นเขาว่าดี แต่เราไม่ติดฝิ่นซะแล้วเราว่า เราดีกว่า แต่พอเราเคยติดฝิ่นเหมือนที่เขาติดแล้วเราจะนึกว่าเรามีความสุขเหมือนอย่างเขาติด ทีนี้เราออกมาแล้ว เราไม่ติดฝิ่นแล้ว ความอารมณ์สบาย สบายเลยสิ่งที่ดีที่เราได้รับอันนี้ เราได้รับอยู่ที่จิตของเรา เราเห็นมันดีกว่า ดีกว่าสิ่งที่เคยติดอย่างแต่ก่อนนี้ คนที่มาเถียงเราก็บอกว่าเอออย่างโน้นดีกว่าติดอยู่นี้ดี เขาก็จะทำอย่างนั้น ก็เรื่องของเขา ยกตัวอย่างนี้จะเป็นเรื่องที่พูดต่อกัน
ทีนี้ก็ขอยกตัวอย่างที่เขามาพูดจริงๆ แต่ก็มาเถียงอาตมาว่า หลวงพี่ทำไมไม่ใส่รองเท้า ใส่รองเท้า เธอกลับมาใส่รองเท้าเถอะ อาตมาก็บอกว่าดีคุณก็ใส่ไปแล้วกัน ขอบคุณ ก็ใส่แทนอาตมาก็แล้วกัน แต่ที่ว่านี่ พระนะ ที่ว่านี่ เมื่อวานนี้เอง เถียงใหญ่เลย อ้างเหตุผลยาวยืดเลย อาตมาก็เฉย อาตมาก็บอกว่า คือ ผู้ที่มาบอกนี่เป็นพระ อาตมาก็บอกเขา บอกพระองค์นั้น บอกว่า ผมรู้เรื่องใส่รองเท้านี่ ผมเข้าใจอย่างที่ท่านเข้าใจนะ ผมเข้าใจเข้าใจทุกอย่าง แต่ผมเองผมได้มาเลิกใส่รองเท้าแล้ว และผมเห็นแล้วว่าผมจะไม่ใส่รองเท้านี่ดีกว่า ผมก็ไม่ใส่รองเท้า แต่ส่วนคุณจะใส่รองเท้าอยู่ ก็ใส่ของคุณก็แล้วกัน อาตมายกอย่างนี้ คุณมองเห็นให้ได้นะ ก็คนนั้นก็ยังไม่เคยเลิกใส่รองเท้า แล้วเขาก็ไม่เคยรู้รสของการไม่ใส่รองเท้านี้ ว่ามันดีอย่างไร พ้นภาระอย่างไร เบายังไง มีประโยชน์อย่างไร และเขาจะทำได้ไหม ถ้าทำไม่ได้เพราะจิตเค้าชอบ ทำไม่ได้นะอันนึงอีก อันนึงก็เขาไม่ดูรสที่จะได้ เขาไม่ได้มาทำถ้าไม่ได้มาปฏิบัติ ถ้าไม่ได้มาฝึกปรือ ก็ไม่เห็นผลดี เขาไม่เกิด วิมุติญาณทัศนะ เขาจึงไม่เห็นด้วย เพราะงั้นเราจะไปเถียงกับเขาไม่ได้ ป่วยการ ป่วยการ เราบอกเขาได้ แต่เพียงว่าเรารู้อย่างที่เค้าเคยทำน่ะเรารู้ เพราะฉะนั้นแม้แต่อย่างอื่นๆ ก็เหมือนกันที่พวกคุณเป็นฆราวาส เป็นคฤหัสถ์กันอยู่เนี่ย คุณติดสิ่งต่างๆ อยู่เดี๋ยวนี้ อาตมาเคยติดมาอย่างคุณ และอาตมาผ่าตัดสิ่งที่อาตมาติดอย่างนั้น ออกมาแล้ว เคยเสพสุขอย่างที่คุณเคยหลงว่ามันสุขก็เคยเสพ อาตมาผ่าตัดตัวเอง ไม่ติดสิ่งเหล่านั้นแล้ว ออกมาได้แล้ว ไม่มียึด ไม่มีอุปทาน เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นของที่โลกเขาติดอยู่ เรามีแต่เพียงปัจจัย 4 หากจะมีบริขาร ก็เป็นเครื่องยังชีพประกอบไปเล็กน้อย ที่ห่างออกมาจากคำว่าปัจจัย บริขารสิ่งที่ประกอบกับชีวิตห่างออกมาจากปัจจัยเล็กน้อย เราสามารถเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้โดยตรง โดยจริง โดยชัดและเราก็ไม่หนักหนาอะไรเลยเลี้ยงชีวิตไป ก็อาศัยบิณฑบาตบริหารท้อง อาศัยจีวรบริหารกาย ทำได้อย่างแท้จริงและเราก็รู้ว่าจิตของเรานี้ เบา ง่าย สบาย ว่าง พ้นภาระจริง เข้าใจชัด ในนี้ ไม่ได้ทน ไม่ได้ฝืน ไม่ได้กล้ำกลืน ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ชีวิตก็ทรงอยู่อย่างนั้น อย่างนั้น ไม่มีรส ไม่มีชาด ไม่มีชอบ และไม่มีชังอะไร ถ้าสิ่งนั้นจะมาถึงเรา แม้แต่ฝิ่นจะมาถึงอาตมาพูดถึงสิ่งที่เลวๆ ร้ายๆ แม้แต่ฝิ่นจะมาถึงอาตมา เอาฝิ่นมาให้อาตมาสัมผัส ตาเห็นฝิ่นอาตมารู้ว่าฝิ่นทำยังไง เวลาจะสูบฝิ่น ก็พอรู้จะให้อาตมาสูบหรือไม่ เลือกตัวอาตมาเองนั่นแหละ ไม่ใช่จะเอามาให้ เขาก็คงคิดอยากจะให้อาตมาสูบ อาตมาจะสูบหรือไม่ อาตมารู้ว่าควรหรือไม่ควร ไม่ควรเนี่ยสำคัญมาก สำคัญมากทีเดียว เรารู้ว่าสิ่งนี้ควรแตะต้อง ควรเกี่ยวข้องหรือไม่ ถ้าคนไหนยังมีอารมณ์ชอบ นะ แล้วเขาก็จะยังเกี่ยวข้องอยู่ นั่นอย่างนึง อีกอย่างหนึ่งสิ่งที่เรารู้ความจำเป็นแท้จริงแห่งชีวิต เราจะต้องเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เรารู้ความจริงแท้ๆ เลยว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องเกี่ยวข้องเพราะมันจำเป็นแก่ชีวิตอย่างสูงสุด เราก็เกี่ยวข้องอีกอย่างหนึ่ง เกี่ยวข้องบ้างไม่เกี่ยวข้องบ้าง บางทีคนที่เขาเอามาถวายเราเนี่ย เราไม่ได้อยากเกี่ยวข้องเลยสิ่งเหล่านี้ และมันก็ไม่ไม่ เลวจนเกินไปจนกระทั่งถึงบอกว่าควรจะต้องตัดขาดให้เห็นเด็ดขาดเลยสิ่งเหล่านี้เราจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับเด็ดขาดเลยไม่มีอนุโลมอะไรเลยล่ะ สิ่งนั้นมันก็ไม่ถึงขนาดนี้มันยังพออนุโลมได้ ตัวเราเองนั้น เรารู้จิตของเราชัดเจนว่า เราชอบมันหรือไม่ แต่ว่าเรารู้ ว่าถ้าเกิดว่าคนนี้ ถ้าเราไม่รับ เขาจะเกิดปฏิกิริยาความไม่ศรัทธาเลื่อมใสเราแล้ว เขาจะไม่คบหากับเราอีก ไม่เข้าใกล้เราอีก เพราะเขาเกิดเกลียด เบื่อหน่าย ไม่ชอบใจเขา ตัวเขาก็จะได้ ไม่ได้ประโยชน์จากเรา อีกประโยชน์ที่เราจะให้ก็คือ ธรรมะ นั่นเอง เราไม่เอาอะไรของเขาหรอก เราก็รักษาผลประโยชน์ให้เขา บอกว่าอนุโลมยอมรับบ้าง บางที ยอมรับมาโดยที่ไม่ต้องใช้เรา ไม่ต้องเสพไม่ต้องสูบ ไม่ต้องดื่ม ไม่ต้องกิน ไม่ต้องใช้อะไรเลยก็ได้ บางที บางทีก็ต้องเป็นของกินของใช้ ก็ใช้บ้าง กินบ้าง เล็กๆ น้อยๆ เหมือนอย่างบางคนเอาย่ามมาถวายอาตมายังงี้ แต่ถ้ามีคนเคยถวายย่ามมาสองทีถ้าจะบวชน่ะมีหลังจากบวช หลังจากบวชแล้ว มีคนมาเคยถวายย่ามมาสองครั้ง ย่ามที่จะให้สะพาย ครั้งนึงดูเหมือนคุณถวิลให้ 2 ท่านเจ้าคุณที่นี่ ถวายท่านเจ้าคุณถวายนั้น บังคับด้วย ให้ใช้ให้หน่อย สักเจ็ดวัน เอาไปใช้หน่อยสักเจ็ดวัน อาตมาก็ใช้ อาตมาก็ใช้ใช้ถือจากศาลา มากุฎิ นะ ใช้ถือจากศาลามากุฏิ ก็ใช้ ก็ทำไงได้อาตมาเอง อาตมาก็ต้องอนุโลมตามที่จุดเท่าที่อาตมาอนุโลมก็ใช้ไม่ได้โกหก มดเท็จอะไร ก็ใช้อะไรบ้าง ก็ มันไม่มีความจำเป็นอะไร ให้ย่ามอะไรนี่ อาตมาไม่มีสมบัติอะไรที่จะใช้ย่าม ไอ้ย่ามนี่สำหรับใส่บาตร มีบาตร แล้วก็มีบริขารอะไรใส่ในบาตรนั้น ก็มีแล้ว ย่ามตูดรั่วก็คือ ให้ขาบาตรโผล่มาข้างล่าง ก็มีแล้ว เวลาไปไหนก็สะพายทั้งบาตร ทั้งอะไร ก็มีแล้ว เวลาไปไหนก็สะพายย่าม อันนั้น อาตมาใช้กันหละ แต่ไอ้ย่ามที่มีแบบ กระเป๋าหิ้วของผู้หญิง เหมือนกัน ถ้าเรียกว่านาฬิเก ภาษาบาลีเรียกว่านาฬิเก กระเป๋าถือกล่องกลักอะไร ที่จะใส่อะไรพิเศษ เดี๋ยวนี้กระเป๋าเจมส์บอนด์ ถ้าเป็นของผู้ชายนะหรือไม่ มีใหม่ก็ได้ มีไหมแฟชั่น อาตมาก็ห่างมาหลายปีแล้วจากแฟชั่นของคน เนื่องจากกระเป๋าเจมส์บอนด์ของผู้ชาย ของผู้หญิงก็เป็นกระเป๋าถืออย่างนี้ ซึ่งเรียกว่ากลักกล่องหรือว่า สิ่งที่จะใส่บรรจุของที่เรา เป็นสมบัติอะไรนั่นน่ะ พระพุทธเจ้าท่านก็ห้ามไว้ในศีล ถ้าใครไม่ใช้ได้เป็นดีท่านห้ามไว้ในมหาศีล เราไม่ใช้ของเหล่านี้ เป็นกลัก เป็นกล่อง เป็นไม้เท้า เป็นอ่า พระขรรค์ เป็นมีด เป็นหอก เป็นดาบ อะไรต่างๆ นานาพวกนี้ ท่านห้ามไว้ในศีล จะไม่ให้ใช้ เรา เองเราก็ รู้ว่ะเออ ไม่ใช้นี่มันดีด้วย แล้วปฏิบัติตามท่าน แล้ว เบาแฮะ ก็มาห้อยย่ามนี่ หนักแฮะ ทำให้มันเป็นตรรกะแฮะ มีย่าม อะไรก็ใส่ได้ อะไรก็ใส่ไปก็ให้มันไปเรื่อยแหละแล้วก็ใส่ของเรื่อยล่ะ ก็ถ้าเราไม่มี เราก็ไม่ต้องใส่อะไร เราก็เดินเบาๆ กำไร พระพุทธเจ้านี่ยอดฉลาดจริงๆ หาทางให้เรากำไรร่ำไปเลย หาทางให้เราสบายร่ำไปเลย ผู้ใดทำได้ผู้นั้นเบาแล เพราะฉะนั้นเราเห็นอย่างนั้น เราก็ผ่าออกมาเรื่อยๆ สิ่งใดที่เรา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive