Copy of 171207 บุญกิริยาวัตถุ10-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้เราจะพูดถึงเรื่องบุญกิริยาวัตถุบุญกิริยาวัตถุมีลองฟังดีๆ เพราะว่า ที่จริงเราเรียนธรรมะเราไม่ได้เรียนอะไรหรอก เราเรียนเพื่อเกิดบุญอย่างเดียว เราปฏิบัติธรรมะก็ไม่ปฏิบัติเพื่ออะไรเพื่อเกิดบุญอย่างเดียว แต่ว่าคนเราเข้าใจบุญ เข้าใจคำว่าบุญผิด มันก็เลยกลับกันไปกลับกันมา ที่จริงคำว่าบุญ มันไม่ได้แปลว่าได้คำว่าบุญนั้นแปลว่าเสีย ก็เข้าใจให้ดี คนในโลกนี้เข้าใจว่าเราจะไปปฏิบัติธรรมเพื่อได้บุญ ถูกใช้ภาษานะว่าปฏิบัติธรรมเพื่อได้บุญนะก็ถูก แต่สิ่งที่ได้มานั้นคืออะไร คือ ความเสีย สิ่งที่ได้มานั้นคือความเสีย บุญไม่ใช่ตัวได้บุญ คือ ตัวเสีย เพราะฉะนั้นจิตของเราเกิดบุญเมื่อไร ตั้งแต่จิตตัวเสียทั้งนั้น จิตตัวเสียไปทั้งนั้น เอาล่ะเดี๋ยวจะชัด ตอนนี้อย่าพึ่ง ตอนนี้ขึ้นไตเติ้ลซะก่อนอีกสักครู่แล้วจะชัด ขอแยกคำว่าบุญกิริยาวัตถุให้ฟังซะก่อน คำว่าบุญพักไว้เมื่อกี้พูดไปหน่อยนึงนะ ทีนี้คำว่ากิริยาคำว่ากิริยาเนี่ยในฐานะอาตมาเปรียญศูนย์ประโยคหรือจะเรียกผิดประโยคก็ตามใจนะมันอยู่ที่เรียนท่าน 10 ประโยค ก็ต้องขอแปลคำว่ากิริยานี้ต้องขอแปลคำว่ากิริยานี้แปลว่าแปลอย่างนักเรียน 10 ประโยคนะ แปลว่าปัญญาที่มันออกฤทธิ์ คำว่ากิริยาแปลว่าตัวจิตที่ทำงาน คำว่ากิริยา ถ้ากิริยามันโตมันก็จะทำงานออกมามาก จนกระทั่งมันมาทำให้ปากพะเงิบพงาบได้ จนกระทั่งมาทำให้การเกิดเป็นกิริยาใหญ่ได้ เรียกว่าเกิดมาจากจิตทั้งนั้น คำว่ากริยานี้ คือ ความฉลาด ฉลาดแบ่งออกเป็น 2 อย่าง 1 ฉลาดอย่างฉลาด 2 ฉลาดอย่างโง่ ฟังไปก่อนก็แล้วกันนะ ฟังไปก่อนก็แล้วกันเออฉลาดอย่างที่ว่านี้ฉลาดอย่างฉลาดและฉลาดอย่างโง่นี่ก็คือฉลาดอย่างฉลาดนั้นเป็นคนฉลาดที่ทำแล้วมันเป็นประโยชน์ และก็รู้จักความฉลาดที่กระทำงานแล้วกิริยาใดที่เป็นฉลาดแท้มันก็จะเป็นกิริยาที่เกิดกรรม เกิด
อ่านต่อ
การงานที่ดี ถ้ากิริยาใดที่มันฉลาดอย่างโง่ มันก็จะก่อให้เกิดการงานเหมือนกัน แต่เป็นการงานอย่างที่เสีย ไร้ค่าหรือทำลาย หรือได้ผลน้อย หรือเป็นการเผาผลาญ กริยานั้นเกิดมาจากจิต กิริยานั้นเกิดมาจากจิตเป็นเอกเกิดมาเป็นจิตเป็นเบื้องต้น แล้วมันถึงจะบรรดาลออกมาให้เกิดวจี เกิดเป็นกายในต่อไป เพราะฉะนั้นเมื่อกิริยาเกิดแล้ว มันก็จะบรรดาลออกมาให้เกิดวัตถุข้างนอก หรือ มารับกับวัตถุข้างนอก เพราะฉะนั้นเมื่อแยกเป็น 2 สิ่ง ในโลกกิริยาก็คือตัวเรา วัตถุก็คือสิ่งอื่น วัตถุก็คือสิ่งอื่น มี 2 อย่างเพราะงั้นก็แปลกันโดยตรงแล้ว วัตถุก็คือรูป กริยาก็คือนามนั่นเอง เมื่อเรามีปัญญาอย่างฉลาด หรือมีกิริยาอย่างฉลาด กริยาตัวนี้มันจะควบคุมวัตถุ หรือมันก็จะทำงานกับวัตถุอย่างดี ดีคำนั้นก็คือคำว่าบุญ มันจะทำอย่างเป็นบุญ อาทิตย์นี้ก็ย้อนกลับไปถึงคำว่าบุญที่ได้เกริ่นมาแล้วเมื่อกี้นี้ คำว่าบุญนั่นแหละเป็นจุดเอกจุดหมายจุดปลายทางของคนที่จะมีกิริยาอันฉลาดแท้ๆ จะต้องเข้าใจคำว่าบุญ และจะทำสิ่งที่เรียกว่าบุญได้ถูกต้อง เอาทีนี้ก็ซ้ำลงไปอีกที่คำว่าบุญมาจากภาษาบาลีว่าปุญญ ภาษาบาลีก็ไม่มีตัวใบไม้ แล้วก็มี ป.ปลา ป.ปลา สละอุ ญ หญิง สองตัว ปุญญ แปลกันโดยตรงกันอยู่ในปธานุกรมก็ได้ก็ตามในอะไรก็ตาม นิยามกันมาอาจารย์ก็แปลไว้ นิยามกันแปล แปลเป็นภาษาไทยว่า การชำระ การชำระ หรือการล้าง การชำระ หรือการล้างก็ถูกแปลอย่างนั้นก็ถูก จะแปลให้จริงๆแล้วคำว่าบุญนั้นก็แปลว่าให้ หรือ แปลว่าเฉือนออกมันจะได้สำคัญกว่าล้างแค่ล้างออก นั้นมันยังไม่ค่อยเท่าไหร่หรอก มันง่ายไปก็จะได้บุญจริงๆ แค่ล้างไม่ค่อยออกหรอก ก็ต้องเฉือนออกมันถึงจะได้ มันถึงจะได้ ทำได้จริงๆ แค่ค่อยๆ ล้าง ค่อยๆ ชำระ ยากสมัยนี้มันยาก กิเลส มันไม่ออกหรอก มันเหนียวยิ่งกว่าปลิง มันติดแน่นยิ่งกว่าตังเม เพราะฉะนั้นมันค่อยๆ ล้าง เออล้างไปเถอะเสียน้ำมากค่อยๆ ชำระมันก็ไม่ค่อยจะสะอาด หรอกต้องเชือดออก เฉือนออก เพราะมันแปลตามยุคตามสมัย คำว่า บุญก็แปลว่าเชือดเฉือนออก ฟังดีๆ นะบุญแปลว่าเชือดเฉือนออก เพราะฉะนั้นตัวคำว่า เชือดเฉือนออกเนี่ย ไม่ใช่ได้มานะ ฟังให้ดีเมื่อกี้อาตมาพูดกันไปแล้วคำว่าไม่ได้หมายความว่าเราได้มานะ เราเชือดเฉือนออกจากตัวเราไปต่างหากล่ะ เราไม่ได้ได้มานะ ถ้าใครเข้าใจอย่างนี้ไม่ได้ก็ไปเข้าใจคำว่าตัวบุญจะได้ บุญได้อะไรมา ก็ได้การเชือดเฉือนตัวเองออกไปอ่ะดิมา ใครกระทำการเชือดเฉือนตัวเองออกไปได้ คนนั้นแหละได้บุญ คนนั้นแหละได้บุญ เพราะฉะนั้นคำแนะนำคนที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งคนที่เข้าใจอย่างดีแล้วพูดแค่นี้ก็ไม่ต้องอธิบายต่อไปเลย ไม่ต้องมาอธิบายบุญกิริยาวัตถุก็ไม่ต้องอธิบาย ก็จบได้แล้วจบได้แล้วบุญก็คือการเชือดเฉือนออก ถ้าใครเชือดเฉือน มันก็จบ ถ้าใครมีปัญญาลึกๆ นะ ก็จบแล้ว เอาหละถ้าปัญญาไม่ลึก อาตมาก็ สมมุติว่าไม่ลึกก็แล้วกันนะ ที่จริงคุณปัญญาลึกๆ ก็มีหรอก สมมติว่าไม่ลึกก็แล้วกัน อาตมาจะอธิบายต่อ กระจายความมากๆ ขึ้น แต่ทีนี้ถ้าเกิดว่าเราจะเชือดเฉือนออกอะไรล่ะจะเชือดเฉือนอะไร ก็เชือดเฉือนตัวเรา หรือ ของของเรา เราเองเป็นหลงอะไรหอบไว้ หวงไว้ ติดไว้ ผนึกไว้ เราก็จะต้องเชือดเฉือนออก เพราะมันแกะออกยากค่อยๆ ล้างออกมันไม่ค่อยออกหรอกค่อยๆ ยื่นไม่ยื่นแล้ว มันเหนียวหนับยิ่งกว่าปลิงยิ่งกว่าตังเม บอกแล้วเพราะฉะนั้นจะต้องแรงๆ อย่าค่อยๆ นะ แรงๆเชือดเฉือนออกจะค่อยๆ เชือดเฉือน แรงเลยถ้าแรงๆ ได้ถ้ามันไม่ตายชักดิ้นชักงอนะ เอาแรงๆ เลย เพราะฉะนั้นเราจะเชือดเฉือนออกไปนี่แหละภาษาที่ให้ความหมายอันเดียวกันเขาก็เรียกว่าทาน เป๊ะตรงกันไม่บิดเบือน ไม่บิดพลิ้ว ภาษาที่เรียกอีกคำหนึ่งภาษาที่เขาจะสื่อความหมายไปให้บอกว่าไอ้เชือดเฉือนออกไปเนี่ยออกไปให้คนอื่นเขา เชือดเฉือนไว้ตรงนี้ก็ได้ก็คือ ทาน คือไม่เอามา ไม่เอาไว้ แต่เอาออกไป หรือให้เสียหรือให้ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดเริ่มต้นรู้ว่าทาน คือให้เชือดออกไปเฉือนออกไป ไปจ่ายออกไป ไม่ใช่เอามา จบอีกแล้วอธิบายไปถึงนี่ก็จบอีกแล้ว เข้าใจว่าบุญคืออะไรบุญก็คือ ทานก็จบแล้ว เพราะฉะนั้นบุญกิริยาวัตถุก็คือ การถ้าคุณมีวัตถุคนก็จงเอาวัตถุให้ เชือดเฉือนวัตถุของคุณให้คนอื่นไป มีกิริยา คือมีปัญญา เมื่อกี้บอกแล้วมีจิตตนเอง กิริยาก็คือจิต ให้จิตของเรานี่มันให้ด้วย ไม่ใช่คุณให้วัตถุเข้าไป แต่จิตของเราจะเอา ไอ่นี่ dialectic แล้วนี่คุณ dialectic แล้ว dialectic ที่ไม่ลึกซึ้งด้วย หยาบๆ ด้วย แบบนี้ไม่เอาอ่ะ ก็คุณจะให้ มีวัตถุ เอ้าเอาวัตถุไป กิริยาหรือจิตของคุณก็อย่าเอา ให้แล้วก็อย่าเอา ถ้าให้แล้วยังเอาเรียกว่า ทานมัยนั้นเกิดแต่เพียง ยังไม่บริบูรณ์เกิดแต่เพียงการให้แค่วัตถุ บุญนั้นไม่ได้สำรอก หรือไม่ได้ชำระอย่างบริสุทธิ์ ยังไม่ได้ล้าง ยังไม่ได้เชือดเฉือนออกไปยังบริสุทธิ์ เชือดเฉือนไปเหมือนกันเชือดแต่วัตถุออกไปให้ แต่ว่าใจยังไม่ได้เชือดเลย ใจยังไม่ได้เฉือนออกไปเลย ใจยังมีกิเลสอันเหนียวหนึบอย่างเก่า ยังอยากได้ ไม่ได้เชือดด้วยนะ บางคนให้เขาไปห้า ยะ สมมติว่าของที่ให้เขาไปราคาห้า แต่กิริยาจิต หรือ จิตที่ ปัญญาขี้โลภนี่ บอกแล้วว่า กิริยาจิตมันแบ่งออกเป็นสองอย่าง หนึ่ง แบ่งเป็นฉลาดอย่างแท้ กับ ฉลาดอย่างโง่ มันฉลาดแกมโกง มันให้ไปห้า มันจะเอาสิบ มันจะเอายี่สิบ มันจะเอาสามสิบ มันจะเอาจริงๆ เพราะฉะนั้น กิริยาที่อยากได้อย่างนี้ มันไม่มีกิริยาอยู่ในจิตเท่านั้นเองนะ สาธุ แหม่ ตอนนี้ให้ไปห้านะ ขอให้รวยพัน รวยพัน รวยหมื่น รวยแสน กิริยานี่ดันออกมาทางวาจาเลยเห็นไหม มีกายกรรมด้วยขอให้ได้กลับคืนมาร้อยแสนพันหมื่น คุณเฉือนอะไรออก คุณสมมุติจะให้ของนี้ไปเพื่อเสี่ยงทายแลกไว้ เสี่ยงทายไป เอ้าเอาวัตถุนี้ไปแลก เสี่ยงทายเหมือนกันเล่นการพนัน ใจของคุณนั้นหวังได้อยู่ ใจของคุณหวังได้ตอบแทนคืนอยู่ เหมือนกันเล่นการพนันเลย ถ้ามันได้มาสนใจอ่าถูกการพนันได้มาร้อยได้มาพันได้มาหมื่นตามที่จิตต้องการ เป็นการพนันเราดีๆ ไม่ใช่คนทำบุญ คนนั้นก็คือนักเลงการพนันเราดีๆ ชัดๆ เลย ไม่ใช่การทำบุญ ฟังคำว่าบุญให้ชัดกว่านี้แล้วฟังคำว่าทานให้ดีด้วย ทานก็คือตัวบุญนั่นแหละคือตัวให้ ให้ออกไป อย่าฉวยเอาไว้ อย่าถือยึดถือเอามา ตรงกันข้ามกับที่จะฉวยเอามาหรือฉวยเอาไว้หรือยึดถือเอามาคำว่าทาน ทานมัยเนี่ย ถ้าอธิบาย ทานตัวเดียวก็จบบุญกิริยาวัตถุทั้งหมด เพราะว่าทาน เคยอธิบายมาแล้วว่าหนึ่งมีทานวัตถุ หรือ ว่า เรียกว่า วัตถุทาน 2 อภัยทาน 3 ธรรมทาน ถ้าเราปฏิบัติวัตถุทาน จนกระทั่งเข้าใจ จนกระทั่งแจ้งไป จนกระทั่งถึงเกิดเป็นปฏิทานมัย เมื่อ ปฏิทานมัยเกิด จนกระทั่งเข้าใจถึงจิต ในกิริยาหรือในปัญญาชัดเห็นคนอื่นเขาทำเข้าใจในจิตของผู้อื่นเขามีกิริยาอันนี้ด้วย คนก็เกิดปัตตานุโมทนามัยเมื่อคุณเข้าใจอย่างนี้ชัดคุณก็สามารถที่จะคุยกับคนอื่นได้ก็เกิดคำว่าสมณะจนกระทั่งเขายกคุณเป็นอาจารย์เป็นครูเค้าก็เกิดเป็นผู้ธรรมเทศนาได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ตรงถูกต้องเป็นที่สุด
อันนี้อาตมาพูดไปทั่วไปก่อน เพราะฉะนั้นเราก็มาท้าวความตั้งแต่ต้นว่า เราปฏิบัติบุญกิริยาวัตถุนี้ รับปฏิบัติอะไร ปฏิบัติทานตัวเดียว แล้วก็จบที่ทานตัวเดียวเราปฏิบัติบุญอะไรทั้งหลายแหล่ ก็เพื่อทานตัวเดียวปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ปฏิบัติอะไร ปฏิบัติทาน ทานตัวเดียวปฏิบัติบรรลุเป็นพระอรหันต์ก็ทานตัวเดียว ไม่มีอื่น แต่คนยึดภาษา แค่ว่าทาน มันจำกัดความหรือมันนิยามแคบๆ และผมก็เข้าใจคำว่าทาน ก็คือการเอาวัตถุยื่นให้คนอื่นส่วนจิตจะเป็นยังไงนั้นไม่เกี่ยว อ้าวนั่นอย่างหยาบเรียกว่า ยังไม่บรรลุถึงใจ ยังไม่มีทานมัยอันเกิดเป็นปัตตะหรือปัตติ ปัตตะหรือปัตติ หมายความว่า ถึงใจบรรลุ ถึงใจ ปัตตะหรือปัตติ ถ้ายังไม่เข้าถึงตัวกิริยาหรือตัวใจจริงๆ แล้วมันก็มีแต่วัตถุ เพราะฉะนั้นบางคนให้ตรงที่เรียกว่าใจวางเฉยเหมือนกันนะไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอกให้แต่วัตถุให้เฉยๆ แต่เฉยอย่างโมหะ เฉยอย่างไม่มีปัญญาว่าให้นั้นน่ะได้พิจารณาบ้างแล้วยังว่า การให้นั้นสมควรให้หรือไม่สมควรให้ ถ้าเราให้โดยที่เรียกว่าไม่พิจารณาซะทีเดียวบางทีก็เหมือนกับเราให้มีด ให้ปืน ให้ลูกระเบิดแก่โจร โจรก็รังแต่จะหึกเหิมมีกำลังกล้า หรือเราให้มีดให้พร้าให้ของที่จะเป็นพิษเป็นภัยแก่เด็กไม่เดียงสา แกเอาไปเล่นแกเอาไปใช้ จะไม่ฉลาดพอ มันก็รังแต่จะเป็นภัยเป็นเด็กได้ เพราะฉะนั้นการที่จะให้อะไรแก่ใคร เราก็จะต้องพิจารณาด้วยให้รู้ให้เกิดประโยชน์ว่า การให้นี้เกิดประโยชน์ขนาดไหน สมควรไหม พอเหมาะไหม ถ้าไม่สมควร ถ้าไม่พอเหมาะอย่าไปให้ ไม่ต้องให้ในกรณีอย่างนี้เราก็ต้องพิจารณา นอกจากบางกรณีที่จำเป็นที่สุด จำใจที่สุดมันต้องให้ไอ้นั่นอีกเรื่องนึง กรณีอย่างนั้นหมายความว่ามันถูกบังคับ หรือว่ามันจำเป็นจำใจ ไอ้นั่นมันเป็นเรื่องที่เรียกว่ามันพูดไม่ได้แล้ว ไอ้เรื่องอย่างนั้น เพราะงั้นทานมัยอย่างตื้นๆ ที่เราควรรู้ก่อน ก็คือการรู้จักให้ ถ้าผู้ใดเกิดการให้ธรรมดา ก็ควรจะบอกกันให้ได้ให้รู้ไปถึงในจิตว่า เราให้นี่เพื่อทำประโยชน์แก่โลก เพราะฉะนั้นจิตใจก็ไม่ควรจะไปนึก น้อมเอาอะไรมานะ มันเป็นสภาพที่ถ้าตัดแล้วเอากำไรขาดทุนกันไม่ได้ อาจจะจิตขี้โลภมากกว่า แต่ให้วัตถุไปเป็นทาน แต่เอาเถอะแม้กิริยาที่เห็นเป็นมายา มัย ตัวนี้ ทานมัย ก็คือทานที่เป็นมายา เป็นมายา อันเป็นการกระทำของเรามะยะนี่ท่านแปลว่าของอันเป็นของเราอันเป็นตัวเราก็ได้ มยะ หรือ มัย เนี่ยเมื่อเราจะให้เพียงวัตถุเนี่ย อาการที่หยิบยื่นให้หรืออาการที่ไปให้แก่ผู้อื่นเสีย ไปซะได้ให้แก่ผู้อื่นแต่วัตถุโตๆ ก้อนใหญ่ๆ ไปจนเห็นชัดๆ เนี่ยเป็นตั้งแต่สังหาริมทรัพย์ หรือ อสังหาริมทรัพย์ที่จะให้แก่ผู้อื่นได้เนี่ย อาการให้อย่างนี้เป็นของดีในโลก ลงให้แล้วก็ดีในโลกแม้แต่วัตถุอย่างนี้อยาบๆ อย่างนี้ ถ้าผู้ใดเกิดการให้กันแล้วก็ถึงแม้จะให้อย่างขาดทุน ผู้ให้เกิดจิตโลภะ มูลจิตให้เหมือนกับนักการพนัน อย่างที่ อาตมาอธิบายเมื่อกี้นี้ ให้แล้ว เอาจิตขี้โลถ เอาไว้มากกว่าเก่า เพมือนนักการพนัน สั่งสม โลภะในจิต เพราะฉะนั้นอย่างปรมัตถธรรมและขาดทุน ให้แบบนั้นขาดทุนทำทานแบบนั้นทำทานขาดทุน จากปรมัตถ นะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามโดยผัสสะอย่างนอกนอกอย่างรอบๆ เนี่ยดูเออคนนี้ก็เอาอันนี้ให้กับคนนี้ อาการหรือกิริยาการให้นี้เรียกว่าบุญตลอด โลกเรียกว่าถูกแล้ว บุญคือการให้ไปหรือการเสียออกไปจากผู้นี้แก่ผู้นี้ หรือจากผู้นี้ไม่เอาผู้นี้ไม่เอาเอาออกไป นั่นแหละเรียกว่าบุญแล้ว ส่วนใหญ่จะคิดอย่างไร ตอนนี้ขยับไว้นิดนึง ใจจะสั่งสมโลภมูลจิตอยากจะได้สิ่งตอบแทนแรงเกินกว่านั้นก็ช่างอย่าเพิ่งคิด เพราะงั้นเอาแต่แค่กิริยาอย่างนี้มีวัตถุแล้วก็แสดงการยื่นวัตถุไป เฉือนกับวัตถุออกไปแจกวัตถุออกไปอย่างนี้ก็เป็นบุญชัดๆ ถูกแล้วคือการให้บุญคือลักษณะอย่างนี้ต่างหากบุญไม่ใช่ได้มา บุญไม่ใช่ฉวยเอา บุญคือลักษณะนี่แหละ กลับจากนี้ออกไป เฉือนจากนี้ออกไป นี่คือบุญ นี่อย่างหยาบที่สุด เพราะงั้นโดยกิริยาหยิบยื่นวัตถุให้ชัดๆ หรือทานชัดๆ อย่างนี้เป็นบุญระดับที่ตื้นที่สุด ระดับต้นที่สุดเรียกว่าทานมัยเรียกว่าทานมัย แม้การกระทำทานแบบนี้แหละ หยิบยื่นของของที่ตัวเรามีอยู่นี่แหละให้แก่คนอื่นเนี่ย แม้จะให้แล้วจิตใจเราจะไม่เข้าใจ จิตใจเรายังจะคิดแลกเอามาอยู่ในจิต ยังอยากจะได้สิ่งนี้ตอบแทนนะ ให้ไอ้นี่ไปแล้วคนที่ได้รับไปก็ควรจะมาทำงานตอบแทน หรือคนที่รับไปควรจะเอาสิ่งอื่นมาตอบแทนเรามั่งสิ หรือจะแลกเปลี่ยนเป็นอะไรก็ตามแต่ให้ถูกหวย รวยเบอร์หรือว่า ร่ำรวยสั่งสมมาได้มากได้มากกว่าที่เราให้ไปนี้อีกก็ตามจิตใจจะน้อมคิดวิมานเอาไว้อย่างนี้ก็ตาม ทานอย่างนี้จึงเรียกว่า ทานที่เป็นขั้นต้นที่สุด เป็นทานมัย ฟังดูดี และอาตมาจะอธิบายให้เข้าใจตรงเป้าเจ๋งๆ ลึกๆๆ ให้ ไม่ใช่มาอธิบายคลุมเครือข่ายกันอยู่ เพราะจงเข้าใจให้ชัดว่าบุญ คือ การให้อย่างตื้นที่สุด คือการหยิบยื่นออกจากเราไป ส่วนจิตอย่าเพิ่งพูดอีก จิตเอาไว้ก่อนอันนี้จึงเรียกว่าระดับต้น ที่นี้คนเราเมื่อมันไม่อยากให้ เมื่อมันไม่อยากให้ ก็ต้องมีหลักเกณฑ์ มีคนที่ผู้เป็นผู้ที่เขาเคารพนับถือ มาสั่งให้ ให้ มาสั่งให้ให้ ถ้าคนที่มีอำนาจเหนือหัวสั่งเขาเรียกว่าอาชญาเช่น พระเจ้าแผ่นดินสั่ง เธอจงเอาอันนี้ให้แต่คนโน้น ก็ไปอาชญา เป็นคำสั่งอย่างเด็ดขาด เป็นวาจาสิทธิ์ที่จะต้องให้ทำอย่างนี้ให้ได้ หรือผู้ที่เราศรัทธาเลื่อมใส สั่ง เช่นพระพุทธเจ้าสั่งไว้ให้ทำอย่างนี้สิ จงให้ชีวิตแก่เขาเถิด อย่าไปเอาชีวิตเขามาเลยปานาติปาตา เวรมณี จงให้ของที่เรามีอยู่เถิดอย่าไปเอาของเขามาเลย อทินนาทานา เวรมณี ให้ทั้งนั้นสอนเป็นเรื่องให้ จงให้สิ่งที่เราติดยึดอยู่กับตัวเอง เรียกว่า กามคุณแก่เขาเถิด กาเมสุมิจฉาจาราเวระมะณี ให้ทั้งนั้น ให้สิ่งที่เราติดยึดแต่เขาอื่นติดยึดในทางตาหูจมูกลิ้นกาย เพราะฉะนั้นแม้แต่วาจา ก็อย่าไปที่เที่ยวได้หลอกๆ ลวงๆ ใช้เล่ห์ใช้กลไปพูด จนกระทั่งขนาดโกหกโกไหว้เขา เพื่อที่เราจะได้มา อย่าไปพูด ต้องพูดให้ซื่อ พูดให้ตรง พูดให้เป็นไปโดยที่เรียกว่าถ้าพูดให้เรานี่แหละเป็นคนเสียไป หรือจ่ายออกไปไม่ใช่ได้มาได้พูดตรงๆ เลยพูดเลยว่า อ้าววันนี้มาเอาเงินไปอ้าววันนี้มาเอาของไปวันนี้ต่อจากนี้คุณควรได้คุณควรมาเอาไปให้ชัดๆ อย่างนี้ได้ ยิ่งเป็นภาษาที่ดีที่สุดเป็นคำพูดที่ดีที่สุด โลกนี้ต้องการคนพูดว่าอ้าวนี่เธอมาเอาไอ้นี่สิ เอ้าอันนี้ไป ภาษาอย่างนี้หาฟังยาก มีแต่ภาษาอยู่ในโลกมีแต่ภาษาที่บอก ทำยังไงเราจะได้อันนี้ นี่พูดดื้อๆ มาสิอันนี้ของฉันนี่อันนี้ของฉันเอาไอ้นี่มาสิไหนอยากได้ไอ้นี่จังมีแต่แบบนี้ ภาษาของคนเพราะฉะนั้นภาษาที่จะพูดเพื่อให้นั้น น้อย หลักของภาษาในพระพุทธเจ้าท่านจะสอนว่าอย่าก็คืออย่าพูดโกหก ที่จริงโกหกนี่เป็นรูประนาด ลูกปลายซึ่งมีลูกระนาด รูปลึกที่สุดก็คือ เหตุที่จะโกหก เราจะเอาลูกปลาย รูปตรงนี้รูปโกหกที่เรากระจายออกไปโกหกเนี่ย เหตุที่เราโกหกก็เพราะเราจะเอา ไม่มีอื่นไม่มีอื่น ไม่เอาอย่างเห็นโต้งๆ ก็เอาอย่างที่เราไม่รู้อวิชชา แต่เราก็ยังอยากได้อยู่นั่นเองแหละ เป็นอวิชชาจะเอามาให้แก่ตัวไม่เอากล้าเป็นสิ่งตอบแทนตรงๆ ก็จะเอายศ ไม่เอายศก็จะเอาสรรเสริญ ไม่เอาสรรเสริญก็จะเอาความสุขมาให้แก่ตนเองจริงๆ ตรงตัวตรงเป้าเลย เพราะงั้นเมื่อ เราเองไม่อยากให้ไม่อยากทาน เราก็จะต้องมีหลัก มีข้อคำสั่งเรียกว่า อย่างพระพุทธเจ้าสั่ง เราเรียกว่าอานา เรียกว่า พระอานา เป็นคำสั่งของพระพุทธเจ้า ศีลทั้งหลายแหล่นี่เป็นอานาเป็นพระอานา สั่งให้ทำอย่างนี้แล้วเราก็ทำตาม แต่คำสั่งของพระพุทธเจ้ามันไม่เหมือนคำสั่งของเจ้านายที่ใช้พระเดชมากๆ ของพระพุทธเจ้าใช้ปัญญา ใช้พระคุณพูด สั่งก็สั่งอย่างปิยวาจา แม้จะเป็นอาชญาเป็นคำสั่งที่ให้ทำตามก็ทำตามอย่างปิยวาจา คือ ไม่บังคับเป็นคำสั่งแต่ไม่ใช่คำบังคับใครเห็นดีเห็นชอบก็ทำตามคำสั่งนี้ ไม่บังคับน้ำใจเลยทีเดียว นี่ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น จึงเรียกว่าพระอานา ส่วนของคนธรรมดาก็เรียกว่าอาชญาเลยทีเดียวเป็นอาชญา เป็นวาจาสิทธิ์ที่จะต้องให้ทำอย่างนี้เลย คำสั่งหรือ คำสอนหรือคำที่อยากบอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้บอกให้ให้อย่างนั้นอย่างนี้นี่แหละ ภาษาบาลีเรียกว่า สีละ สีละหรือศีล ภาษาเรียกว่า ศีล เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใดไม่ทำทาน จึงจำเป็นต้องหาหลักเกณฑ์มา หลักเกณฑ์ หรือคำสั่งคำพูดพวกนี้แหละเราเรียกว่า ศีล เราเรียกว่า คำที่จะบอกกล่าวให้เราเป็นผู้ที่เชือดเฉือนออกไป เชือดเฉือนตั้งแต่ไม่รู้ที่จริงท่านบอกว่ารักษาศีล ที่จะรักษาศีลนะ แล้วเราจะได้อะไรได้บุญ รักษาศีลคืออะไร รักษาศีลคือการปล่อยให้อย่างที่อธิบายแล้วเมื่อกี้ให้ตั้งแต่อยาบๆ มาตั้งแต่เป็นเรื่องนอกนอกตั้งแต่ให้ชีวิตกับคนอื่นเสีย อย่าไปเอาชีวิตเขาเลย อย่าไปเอาชีวิตเข้ามาเลย อย่าไปล่าชีวิตเขามาเลย ก็คืออย่าฆ่าสัตว์นั่นเอง อย่าเอาของของเขาเลย ยิ่งของของเขาเขาไม่อนุญาต เขาไม่ให้ เขาหวงแหนแล้ว ยิ่งอย่าเอา นอกจากไม่เอาของของเขาแล้วมีของของเรามาก ถ้ามีของเราให้เขาไปด้วย ที่เราติดอะไรอยู่อยาบๆ ที่เรียกว่ากามคุณ ทั้งตาหูจมูกลิ้นกายพยายามตัดออกเชือดเฉือนออกให้ไป คืนแก่โลกไป ใครจะเอาไปก็ช่างแต่จะไม่ต้องให้ใครเลยกามคุณของเลวนี่เชือดเฉือนออกจากตัวแล้วก็ให้ไว้ในโลกนี้แหละ แล้วอย่าไปเอามาเราอย่าไปมี ภาษาพูดแม้แต่วาจาก็ต้องวาจาพูดไปเป็นเพื่อ 3 อย่างนี้ อย่าเอา อย่าเอาชีวิตเขา อย่าเอาของเขา อย่าไปเอาอารมณ์ติดยึดอะไรมา คำพูดก็ให้เป็นอย่างนั้น และการเสพติดก็เสพติดอย่างนี้แหละ เสพติดด้วยการอาฆาตที่จะหนักที่สุดก็ถึงฆ่า ไม่ต้องฆ่าเขานะ ไม่ต้องอาฆาตเขา เสพติดในการที่จะต้องอยากได้สิ่งนั้นมาก็คือโลภะ จะเอาของเขาเสพติดในสิ่งที่เป็นไปสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายแล้วเราก็อยากได้อย่างนั้นของเสพติดเหล่านี้เรียกว่าสุราเมระยะมัชชะประมาทัฏฐานา นี่เป็นของเสพติดก็ให้เชือดเฉือนสิ่งที่เสพติดนี้ออกไป ให้ออกไปชำระออกไปล้างออกไปเป็นบุญ เป็นบุญแท้ ให้เชือดเฉือนออกไป ให้ล้างออกไป ติดอะไรอยู่ก็ไม่เอา ที่สุดก็ศีลข้อนี้แหละ สุราเมรยะมัชปมา ทัฏฐานา นี่แหละ อาตมาถือศีลข้อนี้ข้อเดียวอาตมามีศีลข้อนี้ข้อเดียว อาตมามีเสียงข้อเดียว ที่ว่าศีลข้อเดียว ข้อ สุราเมระยะมัชชะประมาทัฏฐานา ศีลข้อนี้ลึกซื้งนัก เขามาแปลกันว่า สุรา ไม่สามารถถอดข้อความได้เป็นเสียงแทรก เรื่องชาวนา] เดี๋ยวเอากลับไปพูดก่อน [ไม่สามารถถอดข้อความได้] รับไม่ได้ [ไม่สามารถถอดข้อความได้] โปรดเข้าใจด้วยเขาพูดผมไม่ได้คันๆ ในการที่บุคคลที่จะเรียกร้องลิขสิทธิ์แต่ผมขอฝากเป็นข้อเสียหายหรือว่าในขณะที่ยังไม่เคยได้เสรีภาพนั้นการเงินทุกชนิดลดน้ำดีหรือไม่และไม่ใช่คนขับด้วยว่าก่อนหน้านั้นเกิดจากการทำสัญญาได้รับวิธีการกระจัดหรือไม่แค่ไหนเพียงใดโปรดติดตามด้วยแต่การชมภาพเป็นเรื่องใหญ่งานของบ้านยังไม่แข็งตัวเดิมเช่นนั้นไม่ได้แต่เท่าที่เขาปฏิบัตินั้นก็ได้รัฐบาล เราต้อง วันนี้ร้อนมากผมรู้จักประวัติสมเด็จองค์นี้บวชเป็นเณรมาเป็นเณรมาเป็นประเด็นคือรู้จักไหมว่าการทำงานต้องทำยังไงมันจะกลับมาแข็งแรงนะ [ไม่สามารถถอดข้อความได้] [ไม่สามารถถอดข้อความได้] [ไม่สามารถถอดข้อความได้] เป็นหยังครับในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวภายในงานพระราชทานครั้งแรกที่ใจได้ไม่เคยเห็นลูกในธรรมรูปลักษณ์ผู้ใหญ่สมปรารถนาที่ผมเคารพนับถือพระคุณเจ้าคณะกรรมการเนี่ยตกลงผมเชื่อและฟังตลอดมาว่าครอบครัว [ไม่สามารถถอดข้อความได้] [ไม่สามารถถอดข้อความได้]
เอ้าเอาหละ ไม่มีอะไรหรอกไม่มีอะไรไม่มีอะไรออกแรงไม่ต้องกลัวยานยนต์คนไม่มีให้หน่อยเหนื่อยไหมเหนื่อยไหม ดีนะใช้ปิติเลี้ยงได้ระบาย เอ้าตกลง
อาตมาเองก็ขอสรุปรวมให้ก็เป็นเนื้อธรรมะด้วย แล้วก็เป็นเรื่องที่อาตมาควรจะได้ผูกกันบ้างภายในกรณีที่เกิดขึ้นทุกวันนี้แม้แต่เกี่ยวกับสงฆ์ เกี่ยวกับพระ เกี่ยวกับสถาบันที่เราถือว่าสูงที่สุดเป็นหน่วยกลางที่เราเรียกว่าสถาบันศาสนา ของประเทศอื่นเขาก็มีศาสนาก็มีสถาบันศาสนาของทุกประเทศ ประเทศไทยเราก็มีสถาบันศาสนาโดยเฉพาะประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติยกขึ้นประจำชาติและเป็นศาสนาที่มีกันกว้างขวาง อ่า แล้วก็การที่ใช้ศาสนาหรือว่าให้ศาสนาเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เรียกว่ามนุษย์หรือเรียกว่าสังคมที่เราเป็นอยู่ด้วยนี่ เราก็น่าจะเข้าใจให้มันตลอดว่า สถาบันศาสนานั้นที่ได้ยกไว้นั้น เรายกไว้ในฐานะอย่างไร อย่างที่คุณได้พูดก็บอกแล้ว แม้แต่ต่างประเทศเขาก็ใช้คำว่าอะไรที่หมายความว่าเป็นสถาบันชั้นสูง ซึ่งเป็นหมู่กลุ่มที่เราจะต้องยกไว้ในระดับที่จะต้องมีขั้นตอน ถ้าทุกอย่างเป็นไปไม่มีขั้นตอนและมันก็เลอะ เพราะฉะนั้นขั้นตอนใดที่ควรจะเป็นไปตามลำดับ ตามลำดับตามลำดับมันก็ควรจะเป็น ถ้าเผื่อว่าการเดินขบวนครั้งนี้ ไม่มีพระเข้าไปช่วยแล้วจะบรรลัย ไม่มีพระเข้าไปยื่นมือเข้าไปเดินขบวนด้วย แล้วการเดินขบวนครั้งนี้จะไม่ประสิทธิผลแน่ จะเกิดการถึงล้มถึงตายถึงชิบหาย ถ้าอย่างนั้นอาตมาเห็นด้วยที่พระจะต้องไปเกี่ยวข้อง แต่นี่อาตมาไม่เชื่อร้อยไม่เชื่อมันไม่เชื่อหมื่นไม่เชื่อว่าการเดินขบวนครั้งนี้ถ้าไม่มีพระร่วมเดินขบวน ด้วยแล้วการเดินขบวนครั้งนี้จะถึงขั้นทำลายฉิบหายแตกหัก อาตมาไม่เชื่อไม่ยังไม่มีความจำเป็นใดเลยที่จะดึงสถาบันถึงขั้นขนาด พระศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องไม่จริงๆ เหตุผลเพียงพอ ว่าการเดินขบวนครั้งนี้ยังไม่แตกหัก แล้วยังไม่ทำลาย แล้วยังไม่เดือดร้อนถึงขั้นจะต้องเกิดการกลียุคหรือว่าเป็นไปจนกระทั่งการฆ่าการตีการทำลายถึงขั้นนั้นยังไม่เด็ดขาดเลย เพราะอะไรเพราะฤทธิ์ของศาสนาในชาวนาทั้งหลายแหล่เนี่ยที่พระพุทธศาสนาส่วนใหญ่ยังมีเชื่อแน่เลยว่าคนเหล่านี้จะยังไม่ทำร้ายถึงขนาด เพราะคนทุกคนมีศาสนาศาสนาไม่ใช่ตัวตนอะไรก็ศาสนาคือคุณธรรมอาตมาเชื่อแน่ว่าพวกชาวนาเนี่ยที่มาประชุมกันไง พยายามเอาอะไรสักอย่างที่ตัวต้องการก็ตาม จะมีคุณธรรมเพียงพอและมีอยู่แล้วด้วย อาตมาก็เห็นทุกๆ คนก็เห็นอยู่แล้วว่าพยายามใช้อะไร ก็ใช้อหิงสาซึ่งเป็นหลักของศาสนาด้วย ที่มาประชุมกันเนี่ยเขาก็ตะโกนโตๆ เขาใช้หลักอหิงสาก็เป็นเรื่องของศาสนาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแม้การกระทำเขาก็ลงร่องลงช่องว่าเขามีอหิงสาจริงเขายังไม่ได้ไปกระทำร้ายอะไรไม่ได้เบียดเบียนกันถึงขนาดอะไร แม้แต่จะฆ่าจะตีจะแกงก็ยังไม่มี จะมีแต่เพียงว่าก็ฟาดฟันกันไปแค่ปากพูด ฟาดฟันกันด้วยคารมเท่านั้นซึ่งไม่อาจไม่เจ็บอะไรนักหนา ยังเลือดไม่ออกเลย เขาก็ได้กระทำกับอหิงสานั้น เป็นศาสนาอยู่ดีแล้ว ยังมีคุณธรรมของศาสนารักษาเขาไว้ได้เพียงพอ เพราะฉะนั้นพระพุทธ พระสงฆ์รู้ว่าศาสนายังไม่ต้องถึงขนาดจะยื่นมือลงไปมากกว่านั้นหรอก ยังไม่ต้องด้วยความเข้าใจไม่รอบของผู้กระทำ แม้แต่ไม่รู้สถาบันแต่สถาบันไม่รู้สถานะแห่งฐานะจึงได้ไปทำอย่างนั้น ความรู้ไม่รอบของคนนั้นมีได้ด้วยอำนาจกิเลสอยากใหญ่ อยากดังก็มีด้วย อำนาจของกิเลสที่เราเองที่เรียกว่าอยากจะอยากดังนั้นเป็นความโลภกิเลสในโทสะ โกรธแค้นมากเป็นเดือดเป็นแค้นแทนโดยการประยุกต์เอาตัวเขาตัวกูอะไรมาใส่ตัวมากไป วางเฉยยังไม่ได้ทำรอบสิ้นรอบโดยจิตวางดูเป็นกลางยังไม่ได้ ประมาณฐานะก็ไม่ออกมันจึงไม่บริสุทธิ์เรื่องส่วนไปทุกอย่าง แต่ก็นั่นแหละความเป็นจริงต้องเกิดตามความเป็นจริง ก็เพราะว่าพระหมู่นั้นมีภูมิเท่านั้นจึงเดินขบวน ฟังดีๆพระหมู่นั้นมีภูมิเท่านั้นจึงเดินขบวน ก็ตามใจเขาก็เหมาะสมแล้วตามความเป็นจริงของเขา ส่วนพระหมู่นั้นจะได้รับการแอนตี้จากประชาชนเขากล่าวออกมาเลยประกาศว่า ฉันจะไม่ใส่บาตรให้พระหมู่นี้ฉันจำหน้าได้องค์ไหนฉันจะไม่ใส่บาตรให้กินเขาก็จะไม่ใส่บาตรให้กิน เขาก็จะคว่ำบาตรเอากับพระเหล่านั้นก็เป็นจริง ถ้าเป็นพระจริงก็ต้องทำให้งามด้วยประการทั้งปวง ค่อยๆ งามเข้าไปเรื่อยๆ ถูกต้องถูกลงร่องลงช่องโดยสัจธรรม มาวัดแล้วเรียนไม่ได้ก็เอา แต่ถ้าเผื่อว่าเขาทำอยู่ อาตมาบอกแล้วว่าเมื่อกี้นี้ถ้าให้อาตมาไปเดินขบวนด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive