Copy of 170829 ปฏิวัติตนเองตามหลักพุทธศาสนา-พ่อท่าน-ม.ธรรมศาสตร์

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์52 KB
วันที่แก้ไข17 ตุลาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

ต่อจากนี้ไปท่านจะได้ฟังปาฐกถาธรรม เรื่อง ปฏิวัติตนเองตามหลักพุทธศาสนา ที่ได้บรรยายโดยท่านพระโพธิรัก ณ ห้องเอที 77 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นักศึกษา และ พุทธศานิกชน รวมทั้งสาธุชนอื่นๆ ทุกท่าน ในวันนี้ อาตมาได้รับนิมนต์มาให้แสดงปาฐกถา โดยหัวข้อเรื่องว่า ปฏิวัติตนเองตามหลักพุทธศาสนา เรื่องนี้เป็นประโยชน์มาก ตามที่นักศึกษาได้ตั้งหัวข้อมาให้อาตมา แสดงปาฐกถาครั้งนี้ เพราะว่าส่วนใหญ่ เรามักจะไม่ใส่ใจคิดปฏิวัติตนเอง ส่วนใหญ่ เรามักคิดจะไปปฏิบัติคนอื่น อันนี้ก็เป็นธรรมดา ธรรมชาติ เพราะว่าคนเรานั้นนะ ตามองออกนอกตัว ตามันไม่ได้มองเข้าหาตัว มันจะไปเจออะไรต่ออะไรที่อยู่นอกตัว อยู่ข้างนอกคนของเราแล้วเราก็ไปเห็นข้อบกพร่องไปเห็นข้อดีข้อเสียต่างๆ นานาอยู่ข้างนอกตัวนะส่วนใหญ่ เป็นตัวเราเองจะขมุกขมอม จะสกปรกเลอะเทอะ จะเสียหาย จะเป็นอย่างไรนั้น เรามักจะไม่ค่อยจะเห็น ดังนั้นว่า หัวข้อชื่อที่ได้ตั้งมานี้ว่า ปฏิวัติตนเอง ปฏิวัติตนเอง จึงเป็นหัวข้อที่ดีทีเดียว แม้จะไม่ใช้คำว่าพุทธศาสนา เข้ามาตามหลังคำว่าปฏิวัติตนเอง ก็ยังดี ก็ยังดี เพราะว่าคำว่าปฏิวัตินั้นนั่น หมายความว่าเราจะทำให้ดีขึ้น เราจะทำให้ดีขึ้น การปฏิวัติทุกอย่าง ทุกสิ่งเป็นการพยายามที่จะทำให้ดีขึ้น โดยความหมายทั่วๆ ไป ทีนี้เมื่อผู้ใดจะปฏิวัติตนเอง และก็มีคำว่าพุทธศาสนาเข้ามาร่วม จึงเป็นสิ่งที่ดียิ่งขึ้น ยิ่งกว่า บางคนก็ฟังนี้ ก็จะรู้สึกว่าอาตมาก็เริ่มต้นจะยกย่องพุทธศาสนาว่าดีซะแล้ว แต่ผู้ใดไม่มีอคติจนเกินไป มาฟังคำว่าพุทธศาสนา ถ้าผู้ใดจะปฏิวัติตนเอง สนใจในธรรมะ ผู้มีศาสนาใด ก็ใช้ศาสนานั้นของตนเอง เป็นสิ่งที่ปฏิวัติตนเองขึ้นมา หลักการ แบบพิธี ความรู้ต่างๆ ที่จะให้เรามาประพฤติ ปฏิบัติ ในทุกๆ ศาสนาย่อมมีหลักเกณฑ์ ย่อมมีสิ่งที่จะเอามาประพฤติ ป

อ่านต่อ

ฏิบัติได้ ทุกๆ ศาสนา ส่วนผู้ที่มีศาสนาที่เรียกว่าพุทธ ดังเช่น อาตมาเป็นต้น หรือประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ คงจะยอมรับว่าดีแน่ ถ้าเกิดว่าเราจะปฏิวัติตนเองโดยมีคำว่าศาสนา เมื่อผู้ถือศาสนาพุทธ พระพุทธศาสนา เอาหลักเกณฑ์ เอามรรควิธี เอาอะไรต่ออะไรหลายๆ อย่างที่จะได้จากศาสนานั้น เอามาทำให้ตนเองได้ดีขึ้น สูงขึ้น ปฏิวัติก้าวหน้าขึ้น เจริญขึ้นพัฒนาขึ้น เมื่อมีคำจำเพาะ นิยามลงไปชัดเจนว่า การปฏิวัติตนเองนั้นจะใช้หลักของพุทธศาสนา อาตมาก็จะเน้นเข้ามาหาหลักของพุทธศาสนาโดยตรง จะทำให้เราเข้าใจศาสนายิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นก่อนที่จะบอกหลักการว่าจะปฏิวัติศาสนาอย่างไร ถ้าปฏิวัติตนเองตามหลักของศาสนาอย่างไร อาตมาก็อยากจะเกริ่นถึงคำว่าพุทธศาสนา หรือศาสนาพุทธ เสียก่อน แล้วจึงจะบอก หรือว่าจะชี้แจงแจกแจง ในมรรควิธีที่เราจะนำไปใช้จริงๆ นำไปปฏิบัติจริงๆ จะเกิดผลทำให้ตนเองดีขึ้นได้ สูงขึ้นได้ตามหลักการที่อาตมาได้มีความรู้ พระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ และมีมรรควิธีอย่างนี้ พึงเอานำไปปฏิบัติได้อย่างนี้ จะทำได้แค่ใด หรือไม่ เมื่อคุณฟังแล้วเอาไป จินตา เอาไปประเมิน หรือ เอาไปทบทวนดูว่า เราจะเอามาใช้ได้ผลแค่ใด คุณก็เอาไปทำเอา ก่อนจะได้อธิบายถึงเรื่องพระพุทธศาสนานั้นเป็นอย่างไร รวมความพอแค่ไหนก็ขอบอก กล่าวไว้ก่อนว่า อาตมาจะบรรยายไปประมาณสักชั่วโมงกว่าๆ ใช้เวลาสักประมาณชั่วโมงกว่าๆ อย่างมากก็จะ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นอาตมาจะเปิดโอกาสให้ถาม เตรียมไมโครโฟนไว้แล้ว ใครจะถาม โดยตั้งหัวข้อเขียนมา หรือจะออกมาถามตรงเลย เพื่อที่จะซักไซ้ ไล่เรียงกันไปทันที ก็เตรียมตัวไว้ได้ หรือใครจะคิดว่ามีปัญหาอะไรที่ยังข้องใจอยู่ในใจ เรื่องราวอะไรต่างๆ เนื่องจากว่าข้องใจด้วยความอาตมาบรรยายไปแล้วก็ดีก็ขอให้เตรียมเอาไว้ก่อนละกัน

ที่นี้เรามาเริ่มต้นกัน ที่คำว่า พุทธศาสนา ไอ้ที่อาตมาอยากจะชี้แจงมากที่สุดในเรื่องของพุทธศาสนาก็ คือว่า พุทธศาสนานั้น ขณะนี้ แม้แต่พุทธศาสนิกชนของเราเอง อย่าว่าแต่นอกพุทธเลย อย่าว่าแต่ผู้ที่ไม่ใช่พุทธมามกะ ก็ได้เข้าใจศาสนาพุทธเพี้ยนไป เข้าใจศาสนาพุทธเพี้ยน ไป ตรงที่เพี้ยนสำคัญที่สุด คือ เข้าใจว่าศาสนาพุทธนี้ สอนคนให้เฉื่อยชาเฉือยชา เกียจคร้าน ไม่ทำงาน และ ทำให้ไม่พัฒนา เพราะเข้าใจว่าศาสนานี้ทำให้คนเยอะทำงาน ไม่ทำอะไร ถ้าผู้ใดเข้าใจอย่างนั้น ก็ขอให้ตั้งใจฟังดีๆ และก็ขอตอบทันทีว่า ถ้าผู้ใดเข้าใจอย่างนั้นอยู่แล้วใซร้ ผู้นั้นกำลังเข้าใจศาสนาพุทธผิด อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ศาสนามีมาก ลัทธิที่คล้ายกับพุทธศาสนาก็มีมาก โดยเฉพาะศาสนาในสมัยนี้ มีมรรควิธี มีกลอุบาย และมีที่สุดของแต่ละศาสนา ที่ไล่เรี่ย ไล่เรี่ย เทียบเคียงกันไป มีมาก โดยเฉพาะศาสนาหนึ่งที่เรียกว่าศาสนาของพระมหาวีระ เรียกว่าคู่แข่ง หรือคู่เคียงของศาสนาพุทธ เลยทีเดียว เพราะ เป็นศาสนาที่มีมรรค ปฏิปทาคล้ายคลึงกันมาก คล้ายคลึงกันมาก ถ้าใครศึกษา ศาสนาของพระมหาวีระหรือศาสนานิครนถ์ หรือ ศาสนาชินนะ ดีๆ จะเข้าใจทีเดียวว่าศาสนานี้ควรหรือศาสนาพระมหาวีระเนี่ยเป็นศาสนาที่มีหลักแม้แต่ศีลอันเดียวกันกับของพุทธ นิพพานก็ไปเอาที่จิตเป็นการหลุดพ้นเหมือนกัน แต่ว่าหลุดพ้นของศาสนา ทุกคนรู้ศาสนาเชน หรือ ศาสนาชินนะ นั้น เลยเถิด จิตไปฝักฝ่ายด้านจิตนิยม เลยไป ส่วนศาสนาพุทธนั้นอยู่ตรงกลางพอดี ละวางไม่ติดวัตถุ และก็ไม่ติดจิตนิยมด้วย ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงคำว่าวัตถุนิยม กับจิตนิยมซะก่อน อย่าถือว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเลย อาจจะไม่ใช่เอามะพร้าวห้าวมาขายสวนด้วย อาจจะกลายเป็นเอามะพร้าวเน่ามาขายสวน ก็ได้ เพราะอาตมาไม่ได้ศึกษามากนักหรอก ไอ้เรื่อง วัตถุนิยม จิตนิยมอะไรที่เขากำลังฮือฮากันขณะนี้ แต่แม้จะไม่ได้ศึกษามาก อาตมาก็เข้าใจ คิดว่าตัวเองเข้าใจ สิ่งเหล่านี้ดีพอ คิดว่านะตามปัญญาของอาตมาคิดว่าเข้าใจดีพอ เพราะฉะนั้นใครจะเข้าใจผิดเพี้ยนจะอาตมาไป ก็เรียกว่า มันยังไม่ลงกันหรือไม่ตรงกันเท่านั้นเอง อย่างที่อาตมาจะอธิบายต่อไปนี้ จะมีเหตุมีผล หรือใช้ได้ ก็หมายถึงสภาวะของ 2 อย่าง อย่างนึงหมายถึง สภาวะ คือ สภาวะรับรู้สึก รับรู้สึก จิตที่ไม่ได้มีอะไรมาก ความหมายของมันคือสภาวะรับรู้สึก รับรู้ เท่านั้นเอง ถ้าผู้ใดมีคำว่านิยมตามเข้าไป เรียกว่า วัตถุนิยม หรือจิตนิยม ก็หมายความว่าผู้นั้นได้ มีการเพ่ง หรือ การมาก หรือ การติดเข้าไป โน้มเอนหนักเข้าไปในด้านใดก็ตามแต่ที่เราเอาคำว่านิยมตามเข้าไป ถ้าเป็นวัตถุนิยม ผู้ใดมีจิตโน้มน้าวโน้มเอนไปทางวัตถุนิยม ก็หมายความว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่หนักไปในข้างวัตถุ จะสร้างก็จะสร้างแต่วัตถุให้มาก หลงก็หลงแต่ถ้าถูกมาก ยึดก็ยึดวัตถุมาก ยึดวัตถุเป็นใหญ่ ให้วัตถุเป็นนาย หรือจะเรียกว่า ให้วัตถุเป็นสิ่งที่สำคัญโดยกำหนดชีวิต ให้วัตถุกำเนิดชีวิต ส่วนผู้ใดโน้มเอนไปในข้างฝ่ายจิตหรือข้างฝ่ายความรู้สึกแล้ว ก็รับอารมณ์ในจิต เสพจิต เสพอารมณ์ เห็นจิต เห็นแก่อารมณ์เป็นใหญ่ สั่งสมจิต สั่งสมอารมณ์ มีมากในด้านจิต ในด้านวัตถุพยายามหลุด พยายามวาง พยายามเลิกถอน แล้ว ก็ไปหลงไหลเสพแต่จิต มีความสุขอยู่กับจิต ไม่มีความสุขอยู่กับวัตถุ เหมือนกับอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายนั้นก็เรีกว่า จิตนิยม ให้จิตเป็นนาย หรือเป็นทาสจิต หรือเป็นทาสจิต ให้จิตกำหนดชีวิต และจิตคำนี้ยังมีข้อแม้อีก นี่ขอพักไว้นิดนึง ส่วนวัตถุไม่มีข้อแม้ เพราะว่าวัตถุ ถ้าผู้ใดหลงวัตถุ ได้วัตถุเป็นสิ่งกำหนดชีวิต ผู้นั้นก็เป็นทาสวัตถุ โดยไม่มีข้อแม้ ส่วนผู้ใดเป็นทาสจิต นั้น โดยสั่งสมอารมณ์ แล้วก็เสพสมอารมณ์ มีความสุข โดยให้จิตกำหนดชีวิต จิตที่ว่านี้ ที่ว่ามีข้อแม้ จิตนั้นต้องมีอารมณ์สุข มีอารมณ์สุข มีอารมณ์เสพ มีอารมณ์อร่อย มีอารมณ์ชื่นชมยินดี มีอารมณ์ปรีเปรม มีอารมณ์อย่างเรียกว่าใช้ภาษา ขอใช้ภาษาบาลีนิดนึงว่าเป็นโลกียรส โลกียรส คือ มีรสที่ปรุงแต่ง มีรสชาติของโลกๆ ถือว่าเป็นสุข เช่น ยกตัวอย่างเราชอบใจสีแดง เราเห็นสีแดงชื่นใจ เมื่อเห็นสีแดงชื่นใจเท่านั้นแหละ ผู้นั้นก็คือผู้หลงจิต ผู้นั้นมีจิตนิยม และให้จิตกำหนดชีวิต และก็ใฝ่หาสีแดงมีอะไรก็จะเอาสีแดงมาเป็นสิ่งที่จะกำหนดลงไป แล้วเราก็จะมีสีแดงมาร่วมกับชีวิต เพราะติดสีแดงชอบสีแดง ให้สีแดงเป็นสิ่งกำหนดชีวิต เป็นต้นหรือตัวอย่างข้อต่อไปถ้าผู้ใดยังหลงร้ายยิ่งกว่าสีแดง เช่น ไปหลงการพนัน ไปหลงการเล่นไพ่ เล่นโป หลงการเล่นบิลเลียด เล่นโบว์ลิ่ง เล่นอะไรก็ตามแต่ เล่นสิ่งที่เป็นการพนันต่างๆ นานาสิ่งเหล่านั้น กำหนดจิตของเราขึ้นมา เพราะว่าเราเสพมันเป็นสุข ชอบ กำหนดชีวิตไม่ใช่กำหนดจิต กำหนดชีวิต ผู้ที่มีวัตถุที่เรียกว่าการพนัน และเมื่อเราได้ไปเสพติด การพนันได้ไปเล่นการพนันได้ไปร่วมวงได้ไปทำงาน หรือว่าได้ไปทำความสัมผัส สัมพันธ์กับสิ่งที่เราติด เรายึด เรารักนั้น เสร็จแล้วเราเองก็เกิดความสุข เกิดความชอบเกิดความรัก สิ่งนั้นเราเรียกว่ามีทั้งวัตถุเป็นปัจจัย และมีทั้งจิตที่เราหลงอยู่ในตัว เรายินดี เราชอบ เรานิยมอย่างนั้น ก็ชอบอย่างนั้น แล้วเราก็ไปเสพสุข มีอารมณ์ที่เป็นสุขอย่างนั้น โดยประกอบไปด้วยวัตถุอย่างที่ยกตัวอย่างแล้ว ไปเล่นโบว์ลิ่ง ไปเล่นบิลเลีบด เราก็มีวัตถุ คือ มีโบว์ลิ่ง มีบิลเลียด และวัตถุ พร้อมกันนั้นเราก็มีจิตเข้าไปผสมอยู่ด้วยอย่างนี้ก็เรียกว่า จิตนิยมสืบต่ออยู่กับวัตถุโดยตรง ส่วนจิตที่มีข้อแม้นั้น ก็คือจิตบริสุทธิ์ ตอนนี้ขอรับรองไปซะก่อนว่า จิตบริสุทธิ์ คำว่า จิตบริสุทธิ์นั้น ก็คือจิตที่ไม่มีนิยม ไม่นิยมทั้งอารมณ์ที่เป็นความสุข ความชอบ ความรุ่งเรือง คสามเพลิดเพลิน ความเป็นรสชาติที่เรียกว่าโลกียรส ดังกล่าวแล้วไม่มี และวัตถุต่างๆ ก็ไม่เกี่ยว วัตถุต่างๆก็สักแต่ว่าเป็นวัตถุที่จะเอามาสัมพันธ์กับชีวิตก็เท่านั้น เท่านั้น เท่าที่มันจะยังมีชีวิตที่ตั้งอยู่ได้เท่านั้นเอง ถ้าสิ่งใดไม่เป็นปัจจัย ไม่เป็นประโยชน์ก็จะไม่มาเอามาสัมพันธ์ กับชีวิตให้มันยุ่งยากมากมายอะไร และผู้ใดที่มีจิตที่บริสุทธิ์ ผู้ใดที่มีจิตบริสุทธิ์มีจิตที่ไม่ปรุง ไม่ชอบ ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ คือเฉยๆ แต่ใช้คำว่าไม่ชอบก็เดี๋ยวจะฟังเป็นกิเลสอย่างหนึ่งเหมือนกัน แล้วเขาก็ไม่ชอบเป็นกิเลสทางด้านฝ่ายโทสะ ถ้าชอบเป็นกิเลสทางฝ่ายโลภะ เพราะงั้นไม่มีทั้งไม่ชอบหรือไม่มีทั้งชอบ จิตที่ไม่หลงเป็นจิตนิยมและไม่หลงทางวัตถุเป็นวัตถุนิยม แต่รู้ว่าชีวิตจะต้องใช้ทั้งวัตถุและใช้ทั้งจิตที่จะสัมพันธ์กันไป ตนเองนั้นจิตมีแต่ความรู้ มีแต่สภาพรู้ รู้เฉยๆ และรู้ตามที่โลกสมมติด้วย สมมติกันว่าอย่างนี้ต่ำ อย่างนี้สูง อย่างนี้มาก อย่างนี้น้อย อย่างนี้ดี อย่างนี้ชั่ว เช่นนี้ ผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์ รู้เข้าใจ เป็นปัญญาอันชัดเจน เป็นปัญญาชัดเจนทีเดียว ด้วย เพราะฉะนั้นผู้ใดมีจิตอันบริสุทธิ์ นี้ ผู้นั้นก็จะเป็นประโยชน์ให้แก่โลกได้อย่างถูกต้องที่สุด เพราะตนเองไม่ชอบอะไร ไม่ชัง อะไรไม่ชอบอะไรไม่ชังอะไรแล้ว ผู้นั้นก็ไม่ใฝ่ที่จะเอาอะไรมาให้ตนและไม่มีจิตที่จะผลักอะไรออกไปจนเกินขอบเขต อยู่ระหว่างกลางๆ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดที่เราจะร่วมทำงานด้วย ถ้าเผื่อว่าเห็นเขาเกินขอบเขตไป คือ ชอบบางสิ่งบางอย่างมากไป หรือชังบางสิ่งบางอย่างมากไป ผู้รู้นั้น หรือ ผู้มีจิตบริสุทธิ์นั้น ก็จะช่วยหาอุบาย หรือช่วยแนะนำ ช่วยตักเตือน หรือ ช่วยอะไรก็ได้ด้วยอุบายวิธีที่ท่านสามารถจะทำให้เขาไม่ติด ไม่ชอบจนเกินไป และไม่ชังสิ่งนั้น ประโยชน์ก็จะเกิดแก่ผู้ที่ได้รับนั้น นี่อาตมาเกริ่นสิ่งเหล่านี้มาแล้ว พอสมควร หลายคนคงจะบอกว่าไม่รู้เรื่อง หลายคนคงจะบอกว่าไม่รู้เรื่อง ไม่รู้พูดว่าอะไร แต่อาตมาก็เชื่อว่าหลายคนในที่นี้คงจะรู้เรื่อง และเข้าใจดีทีเดียวเพราะว่า พุทธศาสนานั้นไม่เป็นทาสถุนิยม ไม่เป็นทาสจิตนิยม ดังที่เข้าใจกัน จะเข้าใจผิดกันอยู่ และพุทธศาสนาก็ไม่ใช่ว่ามีเป้าหมายที่อาตมายกแต่ต้นแล้วว่า เป้าหมายเพี้ยนที่สำคัญ คือเข้าไปหยุดไปสงบ จนกระทั่งขี้เกียจ ขี้คร้าน เฉื่อยชาและก็ไม่ช่วยสังคม ไม่ช่วยใครเลย เอาตัวรอด เห็นแก่ตัวอย่างนั้นไม่ใช่ ไม่ใช่ เด็ดขาด เพราะว่าศาสนานั้นหมดความยึดถือในจิต มีแต่ความรู้ หมดตัวตน ก็คือสภาวะธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง และสภาพรู้ รู้เรื่องรู้ราวตัวเองก็คือสิ่งๆ หนึ่งที่ประกอบไปด้วยจิตกับกาย กายก็คือวัตถุ จิตก็คือพลังงานที่ทำงานอยู่กับกาย นี้ ผู้นั้นปลดปล่อยจิตอย่างแท้จริงไม่ใช่ปากพูด คือ จิตของท่านร่อนจากกิเลสตัณหา ร่อนไปจนกระทั่งแม้ในอนุสัยอาสวะคือในจิตส่วนลึก เรียกว่า จิตสำนึก จิตใต้สำนึก หลุดแม้แต่จิตใต้สำนึกอันลึกลึก แม้แต่ในจิตใต้สำนึกอันลึกๆที่ฝังไว้เป็นสัญชาตญาณใดๆ ที่หลงชอบ หลงทางอยู่ไม่เหลือไม่เหลือหรอ เพราะไม่เหลือหรอแล้วผู้นี้ไม่มีชอบ ไม่มีชัง ไม่มีโกรธ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ก็ทำงานกับโลกได้โดยมีปัญญา รู้ว่า คนนี้คือ เครื่องกล หรือถ้าจะเรียกเป็นภาษาสมัยใหม่ว่า คือ คอมพิวเตอร์ อันยอดที่สุด หรือ คือ เครื่องกลขนาดที่ว่าเก่งก็เก่งขนาด เป็นจรวด เก่งกว่าจรวดที่ไปนอกโลกได้ เก่งกว่านะ เก่งกว่าจรวดที่ไปนอกโลกได้ เป็นคอมพิวเตอร์และเป็นคอมพิวเตอร์ชั้นสูงสุด ที่สามารถจะรู้อะไรได้เกินกว่าที่ คอมพิวเตอร์ธรรมดาก็คิดได้ในปัจจุบันนี้ยิ่งกว่านั้นจริงๆ เพราะฉะนั้น คนผู้นั้นจึงจะมาทำงานให้แก่โลก ตามสมรรถภาพที่ตัวเองมีจนกว่าจะตาย จนกว่าจะตาย นี่โดยแท้จริง ขณะนี้คนมากเป็นส่วนมากโดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนของเราเองด้วย คิดว่าศาสนาพุทธที่สอนให้คนเห็นแก่ตัว ไม่ทำงาน หยุด ไม่พัฒนาอะไร เฉยชาเกียจคร้าน เอาเปรียบจึงมีผู้ที่เพ่ง วัตถุจัดมองผิดแล้วจะโจมตีพระโจมตีผู้ที่บวชในศาสนาพุทธว่า เป็นผู้ที่เอาเปรียบโลก ไม่ทำงาน ถ้าผู้ใดเข้าใจอย่างนั้นก็ขอชี้แจงเพิ่มเติมให้ฟังว่า พระนั้นทำงาน ถ้าเป็นนักศึกษา พระนี่เหมือนนักศึกษา นักศึกษาร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าผู้ใดบวชมาแล้วไม่ศึกษา เอาแต่กิน แต่นอน ผู้นั้นไม่ใช่พระ แต่คือหนอนบ่อนไส้พระ คือเหลือบที่เกาะพุทธศาสนาอยู่ คือสิ่ง ที่ชอนไชตัวเนื้อร้าย เนื้องอก ที่ต้องผ่าออกนี่แหละ ที่ชอนไชศาสนาอยู่ เอาแต่กิน แต่นอน ไม่ศึกษา ไม่ได้ ผิด ผิดนิดเดียว ผิด 100% เต็มประตู เต็นประตูเลย ถ้าไม่ศึกษาเข้ามาอาศัยผ้าเหลืองแล้วก็กิน แล้วก็นอน อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น จึงขอทำความเข้าใจกับทุกๆ ท่านโดยเฉพาะท่านนักศึกษา เข้าใจให้ได้ด้วย พระเหมือนชีวิตของท่าน คือ ถ้าคุณนักศึกษา ไม่ผิด นักศึกษาเองไม่ได้ทำงานอะไรเลยเล่นเงินพ่อแม่ ฉันใดพระก็เหมือนกัน มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ก็กำลังศึกษา อยู่แต่ว่าพ่อแม่นั้นไม่ใช่ พ่อแม่ 2 คน คือ ญาติโยมทุกคนเป็นพ่อแม่เลี้ยงไว้ ให้ข้าว ให้น้ำ ให้สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญเลี้ยงไว้แล้วให้ศึกษา เมื่อศึกษาไปได้ แล้วก็จะพาตัวรอด เมื่อรอดแล้ว ก็ช่วยสังคม กลับมาช่วยพ่อแม่ พ่อแม่ไม่ใช่พ่อแม่สองคนด้วย พ่อแม่ก็คือบอกแล้วว่าญาติโยมทุกคน พระก็จะออกมาช่วยตามฐานะ ผู้ใดจบปริญญาตรีเรียกว่า พระโสดาบัน ผู้ใดจบปริญญาโทเรียกว่า พระสกทาคามี ผู้ได้จบปริญญาเอก เรียกว่าปริญญา เรียกว่าพระอนาคามี ผู้ใดจบพระอรหันต์เรียกว่า มหาดุษฎีบัณฑิต ฟังให้ดีนะผู้ใด จบพระอรหันต์เรียกว่า มหาดุษฎีบัณฑิต คือ ไม่มีตำแหน่ง มีในโลกในโลกก็ยังมีไม่ถึง แต่ตำแหน่งนี้สูงที่สุดเป็นประโยชน์ยอดที่สุดเรียกว่ามหาดุษฎีบัณฑิต ขอยืมภาษาโลกเอามาใช้ อาตมาไม่มีภาษา แต่เป็นอย่างนั้นจริงๆ และจะมาสอนโลก นี่เป็นตำแหน่งของพระ ดังนั้นผู้ใดจบปริญญาตรี เป็นโสดาบัน ก็ช่วยคนในโลกได้ตามฐานะ ช่วยพ่อแม่ได้ตามฐานะผู้จบปริญญาตรี ผู้ใดได้สกทาคามี ก็ช่วยพ่อแม่ได้ตามฐานะปริญญาโท ผู้ใดช่วยถ้าผู้ใดได้ปริญญาเอกและช่วยพ่อแม่ได้ในฐานะตามที่ได้ปริญญาเอก คือ พระอนาคามีผู้ใดได้ พระอรหันต์จบมหาดุษฎีบัณฑิตและช่วยพ่อแม่ได้ตามฐานะนั้น โดยจริง อันนี้เป็นความจริงแท้ที่เขาศาสนาพุทธเราแบ่งเป็นระยะ แบ่งกำหนดออกไปอย่างนั้นจริงๆ ทีนี้ก็ขอนึกขึ้นไปอีกนิดนึง ว่า พระศึกษานั้น ศึกษาอะไร เอาตรงนี้ก่อนนะ ก่อนที่จะบอกว่าปฏิวัติตนเอง ก็ขอบอกว่าพระที่พระคุณเจ้าหลายองค์อยู่ในนี้มานั่งฟัง ก็ขอให้รู้ตนเองก่อน ขอบอกด้วยว่าไม่มีข้อยกเว้นเหมือนกันในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน คุณจะหัวดำอยู่เป็นคฤหัสถ์อยู่ หรือใครจะโกนหัวโดยไม่นุ่งผ้าเหลือง ก็ตามใจนะ หัวดำ หัวขาว หรือ หัวหงอกก็ตามใจ คุณก็ไม่ละเว้นในข้อที่อธิบายต่อไปนี้ ควรศึกษาอย่างนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะปฏิวัติตนเองในข้อศึกษา นี้ได้ด้วย คือ ศึกษาที่ว่านั้น จงมีศีล ศึกษา มีจิตศึกษา มีปัญญาศึกษา สามข้อนี้สำคัญมาก นี่ของพระโดยตรง ส่วนของคฤหัสถ์ ของเธอมีอีก ศึกษาหนึ่ง คือ มี จาคะศึกษา หรือ ทานศึกษา จาคะศึกษาหรือทานศึกษา ของคฤหัสถ์นะ คำว่า ศึกษา คำนี้ ให้ศึกษาคำนี้ในภาษาบาลีเรียกว่าสิกขา ที่บอกว่าสึกๆ ออกมานี่ก็คือตัวเดียวกันนี่แหละ คือ ตัว สิกขา พระบวชแล้ว ลาสิกขา ออกมาก็คือ สึก ลาการศึกษาออกมาจากพระ ไม่ศึกษาแล้วอย่างพระ จะมาศึกษาอย่างโลก ศาสนาพุทธมีการศึกษา อย่างเดียว คือการศึกษา การศึกษาตั้งแต่คฤหัสถ์ไปก็มีตั้งแต่ิอทานหรือจาคะศึกษา แล้วก็ศีลศึกษา ปัญญาศึกษา ที่บอกว่าไม่ต้องมีการศึกษานั้น ตอนนี้ผมขอร่วมรัดสักหน่อย เดี๋ยวจะอืดอาดเกินไป อาตมาไม่อยากจะพูดอันนี้หนักนัก เพราะว่ามันจะมันจะยาว มันจะมันจะลำบาก อยากจะพูดถึงเรื่องเข้าไปหาตัวว่าจะปฏิวัติตนเองอย่างไรมากกว่า

สำหรับพระนั้นทำไมไม่เน้นในเรื่องทานศึกษา หรือจาคะศึกษา เพราะว่าก่อนจะมาบวช ถ้ามาปฏิญาณตน มีอุปัชฌาย์ พาเข้าบวช อุปัชฌาย์พาเข้าบวช พาเข้าหมู่ ผู้ที่จะพาเข้าหมู่นั้น ก่อนจะเข้าหมู่ได้ปฏิญาณ แล้วว่า ไม่มีสมบัติ หนี้สินก็ไม่ ปฏิญาณแล้ว แต่ถ้าใครจะโกหกไม่รู้ด้วยนะ อาตมาไม่รู้ด้วย แต่ถ้าใครเข้ามาบวชเลยจริง แล้วปฏิญาณต่อหน้าหมู่แล้ว พระทุกองค์ ไม่มีสมบัติจะมีแค่บริขาร บริขารหมายความว่าเครื่องประกอบที่ใช้ เครื่องประกอบที่ใช้สำคัญซึ่งมี 8 หรือเดี๋ยวนี้จะมากกว่า 8 บ้าง ก็เอาเถอะ บริขาร หมายถึง ตู้เย็น หมายถึงโทรทัศน์ หรือหมายถึงรถเก๋ง หรือหมายถึงอะไรก็ตามแต่มากเกินกว่านั้น แม้แต่กุฏิ กุฏิก็ไม่ใช่สมบัติของเรา กุฏิ คือ ศูนยาคาร คือ สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อให้แก่ สงฆ์ ทุกองค์ใช้ได้ ถ้าใครนึกว่ามีกุฏิของข้า ใครขึ้นมาไม่ได้ใครจะมานอนมานั่งไม่ได้ คนนั้นผิดแล้ว ยึดบริขารผิดแล้ว บริขารไม่ได้มี นักเรียนศึกษา นักธรรม โท เอก ศึกษามาบริขารมีไหมว่า นี่อาตมาที่ผมถามพระนะ ผมไม่ได้ถามคนหรอก ผมไม่ได้ถามคฤหัสถ์ มีไหมไม่มี กุฏิ ไม่ได้บอกไว้ในบริขารแน่นอน เพราะฉะนั้นใครจะบอกว่ากฏิ หรือกุฏินี่เองเป็นของข้า ผิด ผิดแล้ว ปฏิญาณตนมาเป็นผู้สละโภคะขันธาปหานยะ คือ เป็นผู้ที่ ไม่ยึดสมบัติอะไรแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่ จึงไม่ต้องทาน ถือว่าไม่มีสมบัติ ถือว่า ไม่มีวัตถุสมบัติแล้วจึงไม่ต้องทาน มีแต่เครื่องใช้บริขารแปลว่าเครื่องใช้ประกอบส่วนตน จึงไม่ต้องทำทาน เพราะฉะนั้นแม้แต่เงินทองที่จะต้องมีพอไปทานให้คนนั้นคนนี้ก็ไม่มี ไม่มี พระองค์ใดรับเงินออกจากกระเป๋าไปทำบุญ 100,000 บาท หมื่นบาท พระองค์นั้นไม่ใช่พระ ไม่ใช่ นอกจากว่าญาติโยมก็เอามาทำบุญกับเรา แล้วเราก็ทำเป็นนาบุญ มอบทรัพย์ออกไป เอ้อ นี่โยมเขาเอามาทำบุญ เอาไปทำประโยชน์ในโลก ไม่เอาไว้ ก็เอาไว้แล้ว มันเสียเศรษฐกิจมัน ไม่มีการสะพัด ไม่มีการสะพัด เสียหาย เพราะฉะนั้น พระ จะต้องไม่มีแม้แต่สมบัติ จึงไม่มีทานศึกษาที่ จึงไม่มีจาคะศึกษา เป็นนาบุญของโลก ใครเอาอะไรมา ถูกโอนกันไปมาทำเป็นภัคิเนยยะทาน คือ มาทานให้แก่พระ พระก็จะใช้อันนั้นยังชีวิตไว้เป็นปัจจัย มีข้าวพอฉัน ก็ฉันข้าว แล้วไม่เก็บด้วย คว่ำบาตร พระคว่ำบาตร มีเสื้อผ้า จีวร อ้าวไม่ใช่เสื้อผ้าเขาเรียกว่า จีวร ก็เหมือนกันเป็นเครื่องนุ่งห่ม พอใส่พอนุ่งแล้ว ก็เอาออกแจก ไม่ใช่เอาไว้ แล้วนานๆ ก็เรียก เฮ้ย แปะ แปะ มาตีราคา เท่าไร เท่าไร มาตีราคากัน พอแปะให้น้อย ก็บอก แปะนี่ขี้โกงจังเลย ทำไมให้ถูกจังเลย ต่อรองกันแทบแย่เลย แบบนี้อาบัติแล้ว ถ้าใครศึกษามาแล้ว อาบัติแล้ว มีการซื้อขายในตัว อาบัติแล้วไม่ได้เรื่องแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ไม่ทำ ถ้าเรามีมาก เราจึงแจกจ่ายแก่เพื่อนสหธรรมิก หรือ ไม่แจกจ่ายกับ สหธรรมิกก็ คืนไปอย่าว่าแต่แค่คืนเลยนะ ที่จริงมีจีวรเกินชุดนี่ก็จะต้องรีบวิกัปไม่รู้กี่เท่าไหร่ เท่าไหร่ แต่วิกัป กันหรือเปล่า อันเนี้ยผมสงสัยเหลือเกิน คือ เรื่องของเรื่องเนี่ย ถ้าเข้าใจตามพุทธพจน์ที่ท่านสอน ท่านบัญญัติแล้วนะ จะเข้าใจเป็นของที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ลงตัวให้มาก พอแล้วเรื่องนี้จะไม่พูดมากไม่พูดกับพระแต่ว่าจริงๆ แล้วผมอยากพูดกับพระอยู่ในฐานะที่ผมจะพูดด้วยกันได้ แต่ถ้าไม่ค่อยมาจะมีมานี่ แหมวันนี้หรือจะเป็นฤกษ์ดีเหลือเกินที่มีพระมาฟังผมมากที่สุดเท่าที่ในชีวิตที่เคยมีมาตั้งแต่ผมบวชมา แล้วก็ได้บรรยายวันนี้มีพระมากที่สุด โดยปกติแล้วพระไม่ค่อยฟังผมพูดชอบไปฟังคนอื่นเขาด่า แล้วก็ชอบใจ ชอบใจไปตามค้นหาบางคนหลงไปเลย คฤหัสถ์สอนธรรมะไม่งามพร้อมนะ ไม่งามด้วยเหตุสองประการ คือ ปริยัติก็ไม่งามพร้อม สอง ปฏิบัติ ก็ไม่งามพร้อม พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เลย ผมจำสูตร สูตรอะไรผมจำไม่ได้ คฤหัสถ์หรือผู้ที่ยังคลุกคลีอยู่ด้วยเมถุนธรรม ท่านใช้คำว่าผู้ที่ยังคลุกคลีอยู่ด้วยเมถุนธรรมนั้น แสดงธรรมไม่บริสุทธิ์ ไม่งามพร้อม และคำว่าไม่บริสุทธิ์ ไม่งามพร้อมนั้นมี 2 ประการ คือ ไม่บริสุทธิ์แม้ปริยัติธรรม และไม่บริสุทธิ์ไม่งามพร้อมทั้งปฏิบัติธรรม นี่ท่านตรัสไว้ชัด เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดเป็นพระไปฟังคฤหัสถ์ มันก็ไม่งามพร้อมเท่าไร เพราะมันไม่ลงตัว ก็พูดยังไงก็ได้ เพราะเป็นคฤหัสถ์ แต่ส่วนพระต้องมีขอบเขต และความจริงลำบากกว่านะเพราะว่าเราก็จะต้องรู้หน้าที่ตามที่พระมี แต่ก็ไม่เป็นพระ เข้าใจไม่ได้หรอกว่าพระต้องอยู่ในฐานะอย่างไร

ประเดี๋ยวจะออกนอกเรื่องมากไปก็ขอกลับเข้ามาอีกว่า พระไม่มีทานศึกษา แต่มีศีลศึกษา เดี๋ยวนี้ศึลศึกษา พระไม่ศึกษาแล้ว ศึกษาแต่เพียงวินัย 227 แล้วเหมาหมู่ว่าศีลมีแค่ 227 ถ้ามีการสอบไล่ ถ้าผมเป็นครูเป็นอาจารย์ที่จะให้คะแนน ถ้าใครตอบว่าศีลมีเท่าไหร่ของพระ ท่านใดได้ 227 ผมให้คะแนนผมให้ 5 เพราะวินัยไม่ใช่ศีล วินัยนั้นเป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นหลังจากศาสนาพุทธไปตั้งแล้ว ส่วนศีลนั้น ส่วนศีลนั้น คือ ข้อกำหนดที่พระพุทธเจ้าตั้งขึ้น ทำเป็นอุบายที่จะมาช่วยวิรัติ หรือช่วยละเว้น ช่วยให้ตนเอง ทำให้ตัวเองสูงขึ้น ทำให้ตัวเองขาดจากความต่ำ หลุดพ้นจากความต่ำได้ เรียกว่า ศีล มีมากมาย ที่ท่านแยกหมู่ไว้ชัดเจนที่สุดก็เรียกว่า จุลศีลบ้าง มัชฌิมศีล บ้าง มหาศีล บ้าง ถ้ารู้หมดแล้วเรียกว่าโอวาทปาฏิโมกข์ศีล ส่วนที่เอามาท่องๆ กันในวันลงโบสถ์ นั้น เราเรียกว่ากฎหมายเป็นรั้วกั้น ไม่ให้ศาสนาพัง อย่าปล่อยศีล อย่าตัดศีล ผู้ใดปฏิบัติผิดในวินัย 227 อาบัติ คือ เป็นข้อลงโทษ ส่วนศีลนั้นใครปฏิบัติผิดไม่มีข้อลงโทษหรอก แต่เราไม่สูงขึ้น ไม่มีคุณธรรมเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าใครเรียนศีลก็จะเข้าใจว่าศีลมีอย่างไรบ้าง ศีล ท่านห้ามไว้เป็นต้นว่า ข้อไม่ให้ฆ่าสัตว์ ก็ไม่ฆ่าสัตว์ทั้งหมด ส่วนวินัยนั้นต้องมาแยกหมู่อีก กำหนดแยกออกเป็นอย่าบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องหยาบกันอีกแล้ว เช่นว่า ถ้าฆ่าคนตาย ปาราชิก ถ้าฆ่าสัตว์ตาย ปาจิตตีย์ แบ่งเป็น 2 อย่างแล้ว แต่ศีล ถ้าผู้ใดบริสุทธิ์ ศีล อย่าว่าแต่ฆ่าคนเลย ไม่ฆ่าแม้แต่สัตว์เล็กสัตว์น้อย ศีลบอกว่า อย่าฆ่าสัตว์ทุกอย่าง ถ้าใครบริสุทธิ์ในในศีลก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าฆ่าคน หรือ ฆ่าสัตว์ จะปาจิตตีย์ หรือ ปาราชิก ไม่มีไม่มีประตูไหน สักอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น วินัย คือ หยาบ ผู้ใดยังก่อเหตุ คือ ฆ่าสัตว์บ้าง ก็ปาจิตตีย์อยู่บ้าง ฆ่าสัตว์เล็ก สัตว์น้อย ฆ่าอะไรก็ตามแต่ ก็ปาจิตตีย์ ตัวเองก็ยิ่งไม่ได้เรื่องใหญ่ เพราะว่าถ้า ศีลไม่บริสุทธิ์แม้แต่ วิสุทธิศีลก็ไม่มี จิตที่สุทธิยิ่งไม่มีใหญ่ จิตที่สุทธิ มันสูงกว่าศีลที่สุทธิ เพราะฉะนั้นการศึกษาศีล จึงเป็นเบื้องต้นที่สำคัญที่สุดและต่อไป คือ ทำจิตของเราให้เป็นจิตที่สุทธิ ที่ให้ได้ จึงเรียกว่าสูงขึ้นมากว่าศีล จิตที่สุทธิ ไม่ใช่จิตไปนั่งหลับตาเข้าแล้วก็ทำจิตหยุดได้อย่างเดียว อย่างนั้นก็เป็นอันนี้ผลเหมือนกันเป็นผลได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไปนั่งหลับตาแล้ว แล้วก็ไปนั่งหยุดจิตได้แบบนั่งหลับตา แต่พอลืมตาขึ้นมา ไม่เข้าใจว่าอะไรกิเลส อะไรตัณหา อะไรอุปาทาน อะไร สิ่งที่เราหลง เราเดือดร้อน เราทำให้เราเป็นภาระ ทำให้เราหนักหนา ไม่เข้าใจมันไม่เข้าใจ ผู้นั้นไม่มีไม่มีทางลัด ไม่มีทางตัดไม่มีไม่มีทางฆ่ากิเลส ยิ่งปัญญา คำว่าปัญญานั้นคือความรู้ที่เข้าไปรู้ว่าอะไรเป็นกิเลส อะไร เป็นปัญหา อะไร เป็นอุปทาน ผู้ใดละกิเลสได้ปัญญา ก็เป็นตัวรู้ผู้ใดรับปัญหาได้ วางปัญหาได้บ้าง และปัญหาตัวเองลงได้บ้าง ก็เป็นปัญญารู้ และอุปทานของตัวเองได้ ถ้าเป็นตัวปัญญาที่จะไปรู้สิ่งที่ชอบไปร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน