Copy of 170817 เจโตปริยญาณ-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม
เนื้อหาในไฟล์
ต่อจากนี้ไปขอเชิญท่านรับฟังการสาธยายธรรมโดยท่านพระโพธิรักษ์ที่วัดนรนาถเทเวศน์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมปีพุทธศักราช 2517 การสาธยายธรรมในช่วงนี้มีชื่อว่า เจโตปริยญาณ เนื้อหาสาระธรรมจะเป็นประการใดนั้นก็ขอเชิญท่านเลือกเฟ้นรับฟังเอาได้ ณ บัดนี้
หากวันนี้เรามาฟังตามเรื่องที่ได้ตั้งเอาไว้ ก็รู้สึกจะตั้งเอาไว้ ชื่อ ยาก แต่ไม่เป็นไรอาตมาจะพยายามพูดให้เข้าใจให้ได้ง่ายๆ ขึ้น ชื่อเรื่องที่ตั้งเอาไว้ในวันนี้ เจโตปริยญาณ ผู้ที่ไม่ประสาอะไรกับพระเลย ฟังดูแล้วจะบอกอะไรกันหนอ เจโตปริยญาณ จะพูดเรื่องอะไรกัน เหมือนชาวบ้านชาวช่องฟังแล้วก็ไม่รู้เรื่องแล้ว ไม่รู้จัก ฟังอะไรกัน แต่แท้จริงนั้นเป็นของดีที่สุดของดีที่สุด เจโตปริยญาณ ของดีที่สุด ที่เราควรจะรู้ควรจะเข้าใจและควรจะได้ด้วย เจโตปริยญาณ เจโตปริยญาณ ก่อนจะขยาย ก่อนจะอธิบาย เป็นจังหวะจังหวะให้รู้ ตั้งแต่ที่ตน ที่ผู้อื่น หรือเป็นเรื่องที่โลดโผน โจนทะยานออกไปอย่างไร ในเรื่องของ เจโตปริยญาณ ก็จะขอแปลเอาความหมายของคำคำนี้ซะก่อน คำว่า เจโต หมายความว่าจิต เจโต นี่คือจิต นั่นเอง ปริยะ หมายความว่า รู้รอบ ปริยะรู้รอบ รู้ถ้วนทั่ว รู้ได้ถ้วนทั่ว มีการรู้ ญาณ ก็แปลว่ารู้ ปริญ ญาณะ ญาณ ก็แปลว่า เกิดปัญญา เกิดการรู้ รู้ได้รอบถ้วนทั่วในจิต หรือ รู้รอบถ้วนทั่วในจิต ทีเดียว เจโตปริยญาณ สามารถหยั่งรู้จิตใช้จิตให้มันรู้อะไรต่ออะไรกันได้ หรือมีรูปธรรม ก็สามารถรู้ได้รู้ได้ เป็นทางนามธรรม ก็สามารถรู้ได้ ในการรู้จิตนี้ จะรู้ได้ด้วยเหลี่ยมมุมที่มากมาย เรียนรู้ต่างๆ ของจิตมีมาก การปฏิบัติธรรมหรือการศึกษาธรรม มันยากตรงที่เรียกว่าเรารู้เหลี่ยมมุมของจิตนี่แหละไม่ได้ ถ้าเรารู้เหลี่ยมมุมของจิตไม่ถูกทาง ไม่ถูกเรื่องที่ควรจะรู้ และไปรู้เรื่องก็ไม่ควรจะรู้ มันก็ไม่เป็นไปหรือไ
อ่านต่อ
ม่เป็นผลเพื่อการบรรลุ หรือเพื่อความหน่ายคลายหรือเป็นไปเพื่อนิพพาน ถ้าไปรู้ในเรื่องที่มันไม่เข้าเรื่อง มันก็ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายคลาย แต่ถ้าเผื่อว่ามันรู้โดยที่เรียกว่ามันเป็นไปถูกเหลี่ยม กลมทางดี มันก็จะเป็นไปเพื่อความหน่ายคลายได้ เป็นไปเพื่อความหน่ายคลายได้ แต่ทีนี้เมื่อรู้แล้วว่า คำว่า เจโตปริยญาณ หมายความว่า เราจะมารู้รอบรู้ถ้วนทั่วในเรื่องของจิต ความหมายของคำนี้ที่จะรู้รอบถ้วนทั่วของจิตนั้น จิตเป็นนามธรรมจิต ไม่มีรูปร่าง จิตไม่มีตัวตน ฉะนั้น การจะรู้ เจโตปริยญาณ นี้จึงไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยวิธีอื่นเลย นอกจากจะใช้ตัวเราเองเป็นมิเตอร์ เป็นเครื่องอุปกรณ์ที่จะเข้าไปรู้ สามารถรู้จิตนั้น ก่อนที่เราจะไปรู้จิตผู้อื่น เราก็ควรรู้จิตตนเสียก่อน แต่ถ้าผู้ใดไม่ใช้วิธีรู้ที่ตนก่อน ไม่สามารถทำที่ตนเสียก่อน รู้จิตของเราแล้ว ก่อนที่จะรู้จิตผู้อื่น รู้จิตของผู้อื่น ก็สามารถรู้ได้เหมือนกัน วิธี เจโตปริยญาณ แบบอื่นที่เขาเข้าใจอยู่เดี๋ยวนี้ว่า เจโตปริยญาณ ก็หมายความว่าไปรู้จิตของผู้อื่นว่าเขาคิดยังไง เขารู้สึกยังไง เขาปรุงยังไง เขาเข้าใจยังไง เขามีสัญญาณอยู่ยังไงในจิต ก็เป็นการดักสัญญาณในจิตของเขา เขาคนนี้กำลังคิดอย่างนี้ เพราะเรามีสัญญาณแบบนี้ ถ้ามีมิเตอร์แล้วมันจะมีติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อกออกมา สั้นยาว หรือหรือว่าขึ้นลงแหลมโค้ง อะไรยืดยาวอะไรอยู่ ถ้ามีมิเตอร์มีเครื่องไอโซโทป หรือมีเครื่องอะไรก็ตามแต่นะที่เอามาวัดอยู่ตามนี้ก็จะได้รู้สัญญาของจิตเขาอย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนี้ รู้ อย่างนี้ เฉยๆ รู้สึกเป็นอย่างนี้เฉยๆ เรามันไม่มีประโยชน์อะไรแต่มันจะมีประโยชน์ตรงที่ว่าเมื่อรู้ ว่า คนนี้ก็เก่ง เก่งตรงสามารถที่จะแปลสัญญาณนั้นออกมาเป็นภาษาได้ ถ้าเป็นคนไทยก็แปลภาษาเป็นไทยได้ เมื่อกี้ เขาพูด อย่างนี้ เขาคิดอย่างนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างนี้มันก็มีสัญญาณมีอย่างนั้นน่ะขึ้นลงลง สั้นๆ ยาวๆ อะไรเนี่ย สมมุติว่านะในการแสดงออกได้อย่างเครื่อง Isotroph อะไรที่มันวัดออกมาเป็นเครื่องแสงๆๆ คนนี้ก็อ่านรู้เลยแปลว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยากจะรู้ว่าคำพูดเป็นอย่างไรจะบอกวิธีให้ เพราะมันมีปุ่มปรับ มีสั้นยาว มีตื้นลึกอะไรต่ออะไรบ้างนี่นะ ไปเอาแผ่นเสียงมาขยาย ขยายหลายหลายร้อยเท่านะ ที่เป็นหลุมลึกๆ ตื้นๆ นี่นะ เป็นร่องๆ นะ แผ่นเสียงที่อัดเป็นภาษาได้อย่างไร แผ่นเสียงที่อัดไว้เป็นภาษาได้อย่างไร เป็นร่องนี้ ว่าอย่างนี้ ณ บัดนี้เธอทั้งหลาย อะไรอย่างนี้นะ อัดไว้โดยลงไปเสียงทำได้นี่ทำอยู่ในนั้นน่ะเป็นร่องๆๆ แล้วก็ขยายร่องๆ ดูก็จะเห็น พวกนี้ก็เหมือนกับเครื่อง isotroph เนี่ยขยายมากๆ เลยเห็นความสูงต่ำ ให้เห็นความอะไร อะไรของมันให้ชัดๆ นะ เราก็จะเห็นได้ว่ามันก็ คือ คลื่นความสั่นสะเทือนของอากาศ ความสั่นสะเทือนของสิ่งที่เป็นเหตุและปัจจัยเพิ่มขึ้นมา กระทบกระเทือนขึ้นมา แล้วก็เป็นอย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น แล้วแปลออกมาเป็นภาษาส่งเสียงความสั่นสะเทือนอันนี้ เขาเอาไปทำความสะเทือนให้มันแปรรูปเป็นวิทยุ ทำวิทยุนี้มาใช้ให้ความกระเทือนอันนี้แปรรูปมาโดยทางด้านวิทยาศาสตร์เข้าเครื่องสะเทือนที่เป็นเสียง เสียงมันก็จะออกมาเป็นอย่างนั้นเลยทีเดียว ตามเรื่องของมันจริง ตามจริงเลยซึ่งไม่ใช่เรื่องประหลาด พิลึกกึกกืออะไรเลย เป็นเรื่องของสสารกับวัตถุก่อให้เกิดการพลังงาน สสารเป็นพลังงาน และพลังงานนั้นก็กลายเป็นพลังงานเสียงออกมา เพราะฉะนั้นเองไม่ใช่เรื่องพิลึกกึกกือ ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อน ไม่มีเรื่องอะไรใหญ่โตเลย ถ้าแม้ว่าเราไม่ใช้วิธีนี้ จะไปใช้วิธีที่เป็นแม่เหล็ก แล้วก็ให้มีการรวมแม่เหล็ก แม่เหล็กก็เป็นพลังงานจำนวนหนึ่งที่ใช้แถบเทป แถบอะไรก็ตามแต่ แล้วก็ทำงานให้หัวแม่เหล็กตรงนี้เปลี่ยนระบบ เปลี่ยนเป็นหนาบาง บาง หนา หนาบาง เหมือนกันนั่นแหละหนาบาง บางหนาเหมือนกัน เสร็จแล้วก็ใช้แรงสะท้อนแสง แอคชั่นกับรีแอคชั่น ต่อไปก็ออกมาแล้วแปรสภาพเอาแรงอันนั้นแหละ ขยาย ขยาย ขยายออกไป ให้มันมีฟังชั่นต่างๆ หลายๆ อย่างค่อย ขยาย ขยาย จนกระทั่งมันออกมาเป็นเสียงออกมาเป็นลำโพง มันก็เป็นไอ้ตัวนั้น พลังงานอันนั้น เหมือนกัน ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อน นี่อาตมาไม่รู้ภาษาเทคนิค ภาษาวิทยาศาสตร์เขามาก ถ้ารู้ภาษาตรงๆ ของภาษาวิทยาศาสตร์เขามาก อาตมาจะพูดได้กระจ่างกว่านี้ นี่อาตมาอธิบายตามความรู้ของอาตมาจริงๆ อาตมาไม่เห็นประหลาดอะไรเลย ไม่งง อาตมา ไม่งง ไม่สงสัย ในเรื่องพวกนี้ ไม่สงสัยเลย ไม่วิจิกิจฉา ไม่เห็นจะมีอะไร จะทำเสียง ทำกลิ่น เป็นโทรทัศน์ เป็นวิทยุ เป็น อะไรแค่ไหน ไม่สงสัย อาตมาไม่สงสัยเลย เพราะมันเป็นเรื่องของรูปกับนาม หรือสสารกับพลังงาน เท่านั้นเอง ไม่สงสัยเลย แล้วใครจะไปมี เจโตปริยญาณ ไปหยั่งรู้คลื่น เสียง หรือ คลื่นคิด คลื่นจิตของผู้ใดเพราะสัญญาณแบบนี้ แล้วก็แปล ออกมาได้ด้วยว่า มันหมายความว่าอย่างนี้ คนนั้นก็เก่ง เก่งนะ เก่งคือไม่ต้องผ่านเครื่อง ไม่ต้องผ่านไอ้เครื่องวิทยาศาสตร์ใดๆ เลย แต่เอาจิตของเราเองเนี่ย ทำพลังงานของเราเนี่ย มีความถี่ที่สามารถจะมีแรงพอไปรับสัมผัสกับคลื่นจิตของเขาได้ เพื่อไปรับคลื่นจิตของเขาได้แล้วเอามาเลย แปลให้เสร็จด้วย ยิ่งกว่าพนักงานโทรศัพท์ หรือโทรเลขจุด จุด จุด จุด จุด จุด สั้นๆ ยาวๆ ออกมาเป็นภาษาเลยด้วยเก่งนะ ไม่ใช่ไม่เก่ง เก่งทีเดียวแหละ พิลึกกึกกือทีเดียวแหละ ไม่ใช่ของง่ายๆ เลยไม่ใช่ของง่าย แล้วเป็นไปได้ด้วยเป็นไปได้ แต่เป็นไปจริงเลยอย่างนี้ก็เรียกว่า เจโตปริยญาณ เหมือนกัน เป็นทั้งด้านของวัตถุธรรมดา ไม่มีธรรมะเข้าไปประกอบ ฟังให้ดีนะเรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมะเข้าไปประกอบเลยสักนิดเดียว เจโตปริยญาณ แบบนี้ไม่มีธรรมะเข้าไปประกอบเพราะฉะนั้นใครสามารถที่จะนั่งรู้ว่าคนนี้กำลังด่าเราหรือเปล่า คนนี้กำลังชมเราหรือเปล่า เรื่องคนนี้พอเจอหน้าปั๊ปส่งเพื่อนจะไปวัดแล้ว หรือไม่ต้องอยู่เนี่ย ส่งจิตไปตอนนี้กำลังด่าเราอยู่บ้านโน้นไง ส่งคลื่นจิตไปอยู่บ้านโน้น คนนั้นกำลังนั่งด่าเราอยู่ คนนี้กำลังพูดกันเรื่องนั้น เรื่องนั้น ได้โสตทิพแล้วที่กำลังพูดนี่ หมายความว่า ก่อนที่เขาจะพูดก็ต้องคิดเสียก่อน ก็จะต้องมีคลื่นสัญญาณเสียก่อน แล้วถึงจะสั่งให้ อวัยวะปาก อวัยวะส่วนนี้ป้อนเสียงออกมา เพื่อขยายสัญญาณที่จิตบอกสิ จิตมันบอกว่าให้พูดอย่างนี้นะ ให้บอกคนอื่นทำสัญญาณอันนี้ให้คนอื่นเขารู้ว่าอย่างนี้นะ แล้วเราค่อยขยายจิต ภาษาพูดนี่มันขยายมาจากจิตนะ แล้วก็ขยายออกมาเป็นภาษาพูดให้คนอื่นรู้ มันเกิดหลังจิตน่ะ เพราะฉะนั้นคนที่รู้ เจโตปริยญาณ แล้วไม่ต้องมีโสตทิพย์ โสตทิพย์ ได้ยินแต่เสียง เสียงก็เป็นพลังงานที่เกิดทีหลังจิต แล้วผู้ใดได้รู้เจโตปริยญาณ อย่างคลื่นในจิตแล้ว เก่งกว่า โสตทิพย์อีก และก็จริง เพราะ เจโตปริยญาณ เนี่ยอยู่ในอภิญญานี้ลึกขึ้นกว่า โสตทิพย์ ลึกขึ้นไปเป็นอภิญญาที่สาม โสตทิพย์เป็นอันที่สอง อันที่หนึ่ง เป็นอิทธิวิธี อันที่สองเป็น โสตทิพย์ อันที่สาม เป็น เจโตปริยญาณ นี่เป็นแบบโลกๆ เป็น เจโตปริยญาณ แบบโลกๆ แบบรู้ทางรูปธรรม ใช้สัญญาณคลื่น แล้วแปลออกมาเป็นภาษา ใช้ประโยชน์ทางโลกเฉยๆ ถ้าด้านวิทยาศาสตร์ ก็เรียกว่า การแปลคลื่นพลังงานของจิตออกมาเป็นพลังงานของเสียงเท่านั้นเอง เท่านั้นเอง ไม่มีอะไร หรือจะเป็นสูงกว่านั้น จะเป็นกายกรรม ไม่ต้องไม่ต้องพูดแต่ทำ ก็ได้คิดอะไรแล้วว่าจะทำไงจะเสร็จบอกว่าบอกสัญญาณเลยบอกว่าจะเสร็จแต่ก็ยกขาแหละยกขาดีดผึงเลย แต่ตอนนี้รู้แล้วดูในใจก่อนแล้วสัญญาณของจิตตัวนี้จะสั่งเอาไว้ บอกว่าให้ดีดขาผึงออกมาเลยนะ หวดหน้าคนนั้น หวดตูดคนนี้ อะไรก็ตามแต่ื ดูก่อนนะก็รู้เพราะฉะนั้นออกมากายกรรมหรือว่าวจีกรรมก็ได้เกิดมา จิต มโนปุพพังคมาธรรมมา มโนเสฏฐามโนมยา เกิดมาจิตคิดก่อน คิดถึงก่อน จิตสำนึกผลก่อนจิตจิตสำนึกผลแล้วก็สร้างเป็นตัวตนแล้วก็โตขึ้นมาสั่งออกมาเป็นกายกรรม วจีกรรมได้ตามต้องการ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องพูดเป็นเครื่องเสียงก็ได้หรือเป็นกายกรรมก็ได้ เจโตปริยญาณ นั้นก็จึงรู้แต่เพียงเท่านี้เอง มีแต่รูปธรรม มีแต่ออกมาขยายมาเป็นรูปธรรมอย่างนี้ได้ เพราะเข้าไปรู้จิตเป็นนามธรรม แต่รู้นามธรรมนั้นแล้วก็ขยายออกมาเป็นคลื่นเป็นรูปธรรมหยาบๆ อย่างนี้ ความรู้อย่างนี้ ผู้ที่ทำได้ถือว่าเป็นอภิญญา ถือว่าเป็นความเก่ง เป็นความสามารถด้านนึง วิทยาศาสตร์เองแท้ๆ เดี๋ยวนี้ยังทำไม่ได้เหมือนกัน ที่เขาสามารถจะมีคลื่นมีเครื่องมือ มีมิเตอร์ เพื่อที่จะเอาไปจับคลื่นจิตของคนให้รู้ สัญญาณแบบนี้แล้วแปลออกมา ให้รู้ก่อนแล้วก็แปลออกมาแบบนี้ให้รู้ก่อน คิดยังไงไม่ว่าจะพูดยังไง จะแสดงกายกรรมยังไงให้รู้ก่อนเขาจะทำ แบบนี้ยังไม่ยังไม่สำเร็จทางวิทยาศาสตร์แบบนี้ยังทำไม่ได้ แต่คนใช้ตัวเองเป็นมิเตอร์ เป็นเครื่องยนต์เองเลยเป็นเครื่องมิเตอร์เองเลย แล้วก็สามารถหยั่งรู้ได้ มีมาแต่โบราณกาล มีมาแต่โบราณกาล เดี๋ยวนี้ ยาก เพราะอะไรเดี๋ยวนี้ยาก ก็เพราะว่าเครื่องมือสนิมมันเขลอะมาก เครื่องมือมันสนิมเขลอะมาก เครื่องมือนั้น คือ อะไรจิตของคนนั่นแหละ จิตของคนสมัยนี้ สนิมเขลอะมาก สนิม คืออะไร กิเลส กิเลสแยะ เขลอะ เพราะฉะนั้นเมื่อเขลอะๆ แบบนี้จะเอาความละเอียด เอามารับสัญญาณ อ่านสัญญาณ ตรงนี้ ยาก ยากมาก แต่ก็เป็นไปได้ ตามที่เคยได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ แต่ไม่เก่ง เยี่ยมทีเดียว สมัยก่อนโบราณกาลเขาเปรี๊ยะๆ เลย สมัยโบราณกาลเขาเปรี๊ยะๆ เลย เขารู้ เขาอ่านได้ รับมาได้เลย แล้วก็แปลได้ ทีเดียว เขาเก่ง สมัยนี้จะทำก็ต้องใช้เวลามาก ถ้าจะทำเจโตปริยญาณ แบบนี้ใช้เวลามากใช้เวลามาก แต่วันนั้นก็ตามแม้ผู้ใดจะไปเรียนรู้วิชา เจโตปริยญาณ ในประการอย่างนี้หรือนัยยะดังนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องของพุทธศาสนา ที่ว่านี้ไม่ใช่พระพุทธศาสนานะ ไม่ใช่เรื่องพระพุทธศาสนา เจโตปริยญาณ อย่างนี้ไม่ถือว่าเป็น วิชชา 8 ของพระพุทธเจ้า ไม่ถือ ไม่ถือว่า เป็นพุทธวิชชา การรู้แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นพุทธวิชชา เพราะรู้แต่บุคลาธิษฐาน มันรู้ว่าเป็นตัวตน มันไม่มีนามธรรมที่เป็นอารมณ์ของจิต ที่แสดงถึงความโลภ ความโกรธ ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่อง รู้แต่ว่าอารมณ์รู้สึกเหมือนกัน แต่อารมณ์ของจิตที่สั่งส่งสัญญาณว่าจะแปลว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้นเป็นภาษาโลก มันแปลออกมาเป็นภาษาโลก อาการของโลก อาการจะยกขาดีดอย่างที่ว่า หรือ อาการจะพูดออกมาเป็นภาษานั้น ภาษานี้ มันเป็นอาการของโลก ไม่มีอาการของธรรมะ ถ้าเราจะรู้อาการของธรรมะ เราจะต้องรู้จิตใจ ตัวแปล จิตเหมือนกัน อยู่ที่เจโต ที่จิตเหมือนกัน อาการที่มันโลภ หรือ มันโกรธ หรือมันไม่รู้เรื่อง มันโง่ โมหะ โลภะ โทสะ โมหะเป็นอาการอย่างไร มันจะเป็นอาการที่ใฝ่กาม เป็นอาการที่จะพยาบาท หรือเป็นอาการที่จะตั้งต้นเบียดเบียนซะแล้วนะมีใจซื่อ ใจคด อย่างไรอยู่ในนั้น มีใจที่จะคิดอย่างไรอยู่ในนั้น อาการต่างๆ พวกนี้ ไม่รู้อันนี้ ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ถ้าจะเข้าใจ เจโตปริยญาณ ให้ถูกเรื่องของพุทธศาสนา หรือตามแนวทางของวิชชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา แล้วละก็ คำว่า เจโตปริยญาณ นั้น หมายความว่า จิตมีโลภะ ก็รู้ว่า จิตมีโลภะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ จิตเป็นอย่างไร ที่มันเป็นไปด้วยกาม ก็รู้ว่าจิตมันเป็นไปด้วยกาม จิตมันเป็นไปด้วยพยาบาท ก็รู้ว่าจิตเป็นไปด้วยพยาบาท จิตเป็นไปได้เบียดเบียนคือรู้ว่าจิตเป็นไปได้เบียดเบียน จิตที่ว่างจากจิตเหล่านี้แล้ว เป็นจิตที่บริสุทธิ์ลงไป จิตที่พ้นมนทินจากกาม ก็รู้ว่า จิตพ้นจากกาม จิตที่พ้นจากพยาบาท ก็รู้ว่า จิตพ้นจากพยาบาท จิตที่กำลังตกถีนมิทธะ ก็รู้ว่า จิตตกถีนมิทธะ จิตที่พ้นจากถีนมิทธะ ก็รู้ว่า จิตพ้นจากถีนมิทธะ จิตที่พ้นจากอุทธัจจกุกกุจจะ ก็รู้ว่า จิตพ้นจากอุธัจจกุกกุจจะ จิตที่พ้นจากวิจิกิจฉา ก็รู้ว่า จิตที่พ้นจากวิจิกิจฉา ผู้ใดสามารถรู้อารมณ์ของจิต และเข้าไปรู้จิตอย่างที่ว่าสิเข้าธรรมะ แล้ว จะเข้าธรรมะแล้ว เป็นการรู้เจโต รู้รอบถ้วนทั่ว เป็น ปริญญาณ จะรู้รอบถ้วนทั่ว เป็นปริญญาณ ด้วยการเรียน ด้วยการใส่ใจ ด้วยการเข้าใจจิตแท้ๆ จริงเลย ว่า อาการ แสดงอาการอยู่อย่างนี้ และแม้อาการอย่างนี้ ก็บรรดาลออกมาให้เป็นอารมณ์ที่ผลักดันออกมาทางสีหน้า ทางร่างกาย ทางกาย ทางภาษา ทางกายกรรม วจีกรรม ก็ยังได้ ดักดูทางกายกรรม และ วจีกรรมก็รู้ รู้ได้เหมือนกัน จิตสั่งให้ทำอย่างนี้ ก็เป็นจิตโลภ จิต โกรธ ก็พอรู้ได้ ดักดูทางกายกรรม วจีกรรม อย่างนี้ก็เรียกว่า มี เจโตปริยญาณเหมือนกัน ก็พอรู้ พอรู้ทางกายกรรม วจีกรรม แบบนี้ นี่เจโตปริยญาณโทสะแล้ว รู้แล้ว โทสะแล้ว ไม่ผิดเป้าหมายดูดีๆ ดูชัดๆ ไม่ได้แกล้งทำ รู้เลยแต่เดี๋ยวรู้แล้วเนี่ย โอ้โหนี่เกิดมาแต่มโนปุพพัง กำลังโทสะมูลจิต เป็นต้นเหตุ เป็นต้นเค้า เป็นสังขาริกะ เป็นตัวต้นทางเลย บันดาลออกมาให้เกิดอาการอย่างนี้ แหมโทสะมูลจิตนี่ร้ายแรงเนี่ย ดูฟันใหญ่เลย ฟันยับเลย ฟันด้วยคำพูด ฟันด้วยอาวุธ ฟันด้วยอะไรก็ตามแต่ ฟันยับเลย ดู อย่างนี้ก็เรียกว่า เจโตปริยญาณ เหมือนกัน ดูจิตของเขา โดยอาศัยอะไร อาศัยลูกกะตาเป็นสื่อ ดูอาการเอา หรือ ใช้หูเป็นสื่อ ฟัง เสียงเอา ดูอากัปกิริยา ใช้ตาดูเอา แบบนี้เป็น เจโตปริยญาณ ธรรมดาๆ ง่ายๆ ผู้ใดมี ผู้ใดมีการสังเกตมาก ึกบ่อยๆ ใช้มาก จับสังเกตอารมณ์ จับอากัปกิริยา จับอะไร ธรรมดานี่ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ คนนั้น คนนี้ มีอากัปกิริยา อย่างโน้น อย่างนี้ ฟังเสียงบ้าง ดูกายกรรมบ้าง แล้วก็ใช้อันนี้หละ อ่านใจเขา เป็นสื่อ ได้ อย่างนี้ ก็เป็นความรู้ อย่างนี้ก็เป็น เจโตปริยญาณ และเป็นธรรมะด้วย ฟังให้ดีนะ ดูแล้วรู้สึกว่ามันไม่เห็นจะเก่งเลย สู้ไปนั่งหลับตาแล้วก็ทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใส แล้วก็สามารถฝึกจิตทำคลื่นจิตเข้าไปจริงๆ แล้วก็เอาคลื่นจิตไปวัดคนอื่นเขา แล้วก็ให้สัญญาณอ่านออกมาอย่างอธิบายตอนต้น ดูแล้วมันไม่เก่งอย่างนั้นเลย อย่างนั้นแล้วก็เก่งกว่าจริง จริง เก่งกว่าแล้วไปนั่งหลับตา แล้ว รู้คลื่นจิตเขา สามารถรับสัญญาณออกมาได้ เขากำลังด่าเราในใจก็รู้ เขาก็รับฟังว่าจะเนี่ยในใจเขาก็สั่งมา ก็รู้ก่อนแล้ว เนี่ยเก่งจริงๆ เก่งกว่าแล้วทำได้ยากกว่าด้วย แต่ไม่อยู่ในทางธรรมะ ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายคลาย ไม่เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ ไม่เป็นไปเพื่อการตรัสรู้ และไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน
ถ้ามาเรียนรู้อย่างที่อาตมาว่าเนี่ย คอยสังเกตสังเกตกายกรรม สังเกตวจีกรรมของผู้นั้นผู้นี้ สังเกตผู้อื่นนะ เอาง่ายๆ ก่อน สังเกตผู้อื่น สังเกตกายกรรม วจีกรรม แล้วใช้กายกรรม วจีกรรมเป็นสื่อ ดังที่อธิบายเมื่อกี้นี้ จิตอย่างนี้เป็นโลภะ จิตอย่างนี้เป็นโทสะ จิตอย่างนี้ โมหะ แต่นี่ไม่รู้นี่ ถ้าทำอย่างนี้ แสดงว่า เขาไม่รู้สิ่งนี้ ไม่รู้ ตามที่เจตนาด้วย ไม่รู้ แล้วเขาก็ทำอย่างนี้ เออคนนี้ไม่รู้ นี่แสดงว่าเขาไม่รู้ รู้ โมหะ โทสะ ของคนได้ อย่างนี้ก็ยังเป็นกำไร ได้กำไร ได้กำไร เพราะเราจะได้ดูตัวอย่างว่า ถ้าเขาโลภะแล้วเราจะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร ผลมันจะเป็นอย่างไรออกมา ใครอยากจะทำกรรมอย่างไร อาการโลภโดยกายกรรมเป็นยังไง อาการโลภด้วยวจีกรรมเป็นยังไง อาการโลภไม่กล้าทานและอาการโทสะด้วยกายกรรมวจีกรรมเป็นยังไง จะได้รู้ได้ รู้ได้จริงๆ เมื่อรู้ได้มันก็กำไร ทีนี้ถ้าผู้ใดมาฝึกตนเองบ้าง เอาไอ้ที่รู้จักคนอื่นเนี่ย มองจากคนอื่น มากลับมาย้อนมาดูตัว มามองตัวเองบ้าง กายกรรมของเราอย่างนี้ อย่างนี้ มันเกิดปุ๊ปๆ อย่างนี้ อ้อ ใช่แล้ว กายกรรม เหมือนกับคนนั้น พอโกรธขึ้นมาเลยทำหน้าเขียวหน้าแดงแบบนี้เชียว บางทีก็จะยกไม้ยกมือ จะปัด จะตบ จะอะไรต่ออะไรเข้าไปอย่างนี้มันเหมือนกันเลย เป๊ะๆ เลย จะทำไปอย่างที่มันไม่ค่อยสุภาพอะไรก็ทำได้ด้วยรู้เลยว่านี่เป็นโทสะหรือแม้แต่โลภะทำอาการอย่างนั้นอย่างนี้เลย โลภะออกมาอย่างนู้นอย่างนี้ แล้วก็อาการกาย อาการวจี อย่างโน้นอย่างนี้ ถ้าเราจะเหมือนกันนะ มันก็จะรู้ความจริงว่าอ๋อนี่เกิดจากจิต เกิดจากจิตทำอย่างนี้เพราะว่าเราก็ใช้สิทธิ์ของเรานี่แหละใช้ปัญญาของเราอ่านอาการกายของเราเป็นอย่างนี้ เจตสิกของเราเป็นอย่างนี้ใช่ไหมเข้าไปอย่างนี้เลย เป็นจิตของเรา ถ้ามีสติพอนะ มันรู้ได้ อ้อ จิตของเรามันรู้ อาการอย่างรี้ มีสัญญาณอย่างนี้เองหนอ จิตโกรธก็มีสัญญาณอย่างนี้ เป็นโทสะ เป็นโลภะก็มีสัญญาณอย่างนี้ ก็รู้สัญญาณในจิตของเราได้ อ้อๆ อย่างนี้เอง เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็หัด สิ หัดใหม่สิ หัดว่า เวลาอยู่ว่างๆ จิตของเราไม่มีโลภะ จิตของเราไม่มีโทสะ มันเป็นยังไง ดูสิจิตของเราเป็นยังไง เอ้ มันไม่เหมือนกับตอนที่มันโกรธ ตอนที่มันโกรธ มันบ้งเบ้ง บ้งเบ้งไปยังงั้น เอ้ จิตมันร้อนๆ ชอบกลอยู่หรอก จิตมัน แม้แต่โลภะ มันก็ร้อนนะ แม้ มันเร่งเร้า เลยทีเดียว แล้วจิตที่มันไม่หลง ไม่โลภะ ไม่โทสะอะไร มันดูจิตเราเฉยๆ อยู่ เอ้อ มันสบายๆ นี่มันตรงๆ ง่ายๆ ว่างๆ เบาๆ มันไม่ร้อนๆ ลมๆ มันไม่เร่งเร้า ฉู่ฉ่า ๆ อะไรเลย มันเข้าที คุณจะเห็นความแตกต่างของจิต นี่พูดเป็นภาษาให้ฟังนะ ถ้าผู้ใดเคยเล่นกับจิตแบบนี้ ถ้าใครไม่เคย ไม่เคย ไม่เคยรู้ ไม่เคยเล่นกับจิตแบบนี้ ไม่เคยเล่นกับจิตแบบนี้นะ ก็ไม่รู้ บ่มิไก้ ฟังแล้วก็ฟังแต่ภาษาไม่รู้เรื่องอะไร ไม่มีอะไรจะให้รู้ แต่ถ้าใครเคยสังเกตจิตตัวเองอย่างนี้ นั่นแหละคุณกำลังเข้าไปรู้ในจิต หรือ เจโต แล้วก็เป็นกำไร เป็นธรรมะ เป็นการฝึกวิชชาหรือฝึก อภิญญาที่ถูกทางไม่ใช่อภิญญาอย่างที่เดี๋ยวนี้เขาร่ำลือกันแล้วก็ แม้ทึ่งกันอีกแบบไปรู้ญาณคนอื่นแต่ลุกคลื่นสัญญาณของจิตของคนอื่น คนที่จะพูดยังไง ดักใจรู้เลยเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ เพราะฉะนั้นดักใจรู้เลยคนนี้จะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้คิดอย่างโน้น จะปรุงอย่างนี้ จะว่าอย่างนู้น อย่างนี้ ดักดูก่อนเลย เก่ง อาตมาไม่ใช่ว่าอาตมาไม่ยอมรับนะว่าไม่เก่ง เก่งนะอาเทสนาปาฏิหาริย์เก่งเหมือนกัน ไม่ใช่จะไม่ยอมรับ แต่ฟังให้ดี แยกให้ออกว่ามันไม่เป็นไปเพื่อธรรมะ มันไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายคลาย มันไม่เป็นไปนะ มันไม่เป็นไรเพื่อความตรัสรู้ มันไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะงั้นถ้าไปฝึกแบบนั้น มันก็ได้แบบนั้นได้ก็เป็นแบบนั้น มันไม่เข้าทางธรรม ทางธรรมต้องเป็นอย่างที่อาตมาว่า เมื่อเราเข้าใจตัวเราเองแล้วว่า จิตโลภะก็เป็นอย่างนี้ จิตโทสะก็เป็นอย่างนี้ จิตโมหะก็เป็นอย่างนี้ ก็อ่านต่อจับจิตต่อ พยายามรู้ไปทีเดียวว่าโลภะนี่แหละมันเป็นรากเหง้า พอปา กระทบจากอะไรก็ตามแต่ พอกระทบปั้บ จิตมันก็ทำงานทีเดียว เร่าๆ ๆ ๆ อยาก แหมอยากจะได้ อยากจะมีอยากจะเป็น อยากจะเอา จิตอย่างนี้เกิดที่เราเลย เราก็ตามจิตของเราเข้าไปรู้ปั๊ป อ้อ ไอ้ตัวนี้ โลภะแล้วแฮะ โลภะแล้ว โลภะแล้ว โลภะแล้วนี่ อยากจะได้ อยากจะมี อยากจะเอา อยากจะเป็น พิจารณาเลย จำเป็นไหม ไอ้อยากได้ อยากได้นี่ จำเป็นไหม มันเป็นแก่นสารของชีวิตเท่าไหร่ เป็นแก่นสารของชีวิตเท่าไหร่ ถ้ามันเป็นแก่นสารของชีวิต ที่อยากได้เมื่อกี้เนี้ย สมมุติว่าไปเห็นข้าวสาร โอ้ยงามเนาะ เห็นข้าวสารอยู่ในปี๊ปสัมผัสตาก็ อยากได้ พิจารณาเลย จ่ายไปนี่เป็นสาระไหม ข้าวสารเป็นสาระสิ ที่บ้านมีไหม ที่บ้านมีไว้ตั้งเจ็ดกระสอบแล้ว อยากได้ข้าวสารนี้อีกงาม เฟ้อแล้ว ก็ที่บ้านมีตั้งเจ็ดกระสอบแล้ว เดี๋ยวมอดก็เล่นเท่านั้นเอง จะกินหมด แต่จะเอา อยากได้ แหม๋ ข้าวสารนี่งาม เม็ดงาม ขาวผ่องเลย ข้าวสารยิ่งขาว ของยิ่งใสนี่ยิ่งวิตามินหายหมด ได้ได้ธาตุแป้งกับน้ำตาลอยู่ ข้าวสารเขาขัดสีเอาสีใสออก ข้าว แป้ง น้ำตาลอยู่ อยู่แต่วิตามินต่างๆ ที่ครบหุ้มอยู่ในมันมีเม็ดข้าวสาร ยังมีผิวมีอะไรต่ออะไรที่มีวิตามินหุ้มอยู่ อีกเยอะแยะเลย ยิ่งขัดออกมาก ยิ่งหมด ได้แต่แป้ง น้ำตาลแต่ถ้าใครไม่ขัดออกมากนะ แป้ง น้ำตาลก็ยังอยู่นะ ไม่หมดหรอก และยังแถมยังมีวิตามินหุ้มพอกอยู่ในเปลือกข้าวเนี่ย มันมีวิตามินอยู่ตั้งหลายอย่างอยู่ในเปลือกในนี่นะ เพราะฉะนั้น ข้าวที่สีมือ นี่นะ ที่ไม่สะอาดนักนี่นะ เป็นแต่เพียงร่อนเอาเปลือก แกลบข้างนอก ออก ร่อนเอาออกนี่นะ สีมือนี่นะ ยอดมีคุณค่าอาหารมากกว่าเยอะเลยแต่ถ้าไม่ชอบหรอก สีมันหม่นๆ หมองหมองไม่น่าซื้อ บางสีแดงๆ เป็นข้าวกล้องข้าวอะไรเป็นอะไรข้าวกล้องเขาเรียกข้าวกล้องไปดูเลยไม่น่ากินเลยสีเหลืองๆ แดงๆ หม่นๆ ยังไงไม่รู้ สู้สีมันใสแจ๋วไม่ได้ แล้วมันย่องเหมือนกระจก น่าซื้อไปกิน อย่านะอย่าหลงรูปนะ อย่าหลงรูปนะ แบบนี้ใช้ภาษาคำพังเพยว่าสวยแต่รูปจูบไม่หอมนะใช้คำพังเพยเทียบได้ สวยแต่รูปจูปไม่หอมนะ งาม รูปงาม แต่คุณภาพอาหารสู้ข้าวกล้อง หรือ ข้าวที่สีมือไม่ให้ที่ติดอยู่ในข้าวออกหมด อย่างนั้นได้คุณประโยชน์อาหารมากกว่า
เอาทีนี้ ขออันนี้อธิบายเลยเลยเถิดไปหน่อย กลับเข้าไปตอนนี้ กลับเข้าไปหาเนื้อหาสาระ เพราะถ้าผู้ใด ตาเห็นของตาเห็นรูปก็ได้เห็นสิ่งใดแล้วมันเกิดอยากได้ขึ้นมาตรวจจิต รู้จิตของเราทันที เมื่อผู้ใดเห็นอะไรแล้วเสร็จ แล้วก็รู้เท่าทันพิจารณาที่ใจ เห็นว่าเราอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเอาอะไรก็ตามแต่อย่างนั้นเราเรียกว่าเข้าไปรู้จิต เข้าไปรู้จิต เจโต เข้าไปรู้รอบ ปริยัติ นี่ หมายความว่าเข้าไปรู้รอบ ถ้วนทั่วในจิตของเราว่า มันมีอากัปกิริยาอาการอย่างไร เป็นกิเลส เป็นปัญหา หรือว่า เป็นจิตว่าง จิตเบา หรือเป็นจิตที่มันดีสูงขึ้นอย่างไร จะรู้รอบจริงๆ เมื่อเรารู้ได้อย่างนี้ ว่านี่มันกำลังปรุง กำลังอยากได้ และพิจารณาถึงความพอดี อยากจะ อาตมายกตัวอย่าง เห็นข้าวสวย ข้าวขาวสวยแล้วอยากได้อย่างนี้ พิจารณาแล้วถามไปเลยว่าที่บ้านเรามีกี่กระสอบ เรามีเจ็ดกระสอบแล้ว อย่าเฟ้อ ไปซื้อมา มันสีมันหลอกเราได้ รูปหลอกเราได้เหมือนกัน บอกข้าวสารนี่ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ ถ้าบอกว่าคุณไปเจอเสื้อสวย แน่ ตอนนี้ พอไปเจอเสื้อสวย ก็อยากได้ พออยากได้ ที่บ้านมีกี่ตัวแล้ว ไม่ถามอ่ะ รับรองไม่ตรวจที่บ้านมีกี่ตัวแล้ว ไม่ตรวจละ เห็นเสื้อสวยแขวนอยู่ แหม๋ ทั้งแฟชั่น ทั้งสีสัน ทั้งรูปร่าง ไม่ได้คิดแล้ว ที่บ้านมีกี่ตัวไม่รู้ เมื่อกี้ยกตัวอย่างข้าวสารนั่งฟังได้พอบอกว่าอย่างนี้เข้าเนื้อแล้ว ชักรู้ตัว จริงไหม คุณไม่ได้มีเจโตปริยญาณ เลย ไม่มีจิต ไม่มีปัญญารู้ถึงจิตของคุณเลย ว่าจิตของคุณเกิดโลภะแล้วอย่างไร ควรไหม พอเหมาะไหมได้ความแล้ว แต่ก่อน พยายามแปลว่า คือ ความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยที่เกินความจำเป็นแห่งชีวิต แต่ก่อนนี้ แปลยาวถึงขนาดนี้ ไม่รู้ เดี๋ยวนี้ ชักบรรยายๆ ไป รู้แล้ว เอาละอาตมาขอแบบสั้นๆ แต่ก่อนอาตมาแปลอย่างนั้นจริงๆ กิเลส แปลว่าความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยที่เกินความจำเป็นแห่งชีวิต ที่แท้จริง แต่ก่อนนี้แปลอย่างนั้น เดี๋ยวนี้ขอแบบสั้นๆ เลย กิเลสแปลว่าอะไร เฟ้อ เฟ้อ ตัวเดียว แต่อย่าไปถามเปรียญเก้าประโยคนะ อย่าไปถามเขา ขืนไปถามเปรียณเก้าประโยค เดี๋ยวเขาจะถามว่า อาจารย์ไหนสอนนี่ กิเลสแปลว่า เฟ้อ เขาไม่เอากับอาตมาหรอก เพราะ อาตมาเปิดตำราใหม่สอน เปิดตำราใหม่พูด เขาไม่เอาด้วยหรอก กิเลสเขาบอกว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive