Copy of 170921 การปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม
เนื้อหาในไฟล์
ต่อจากนี้ไปท่านจะได้ฟังการบรรยายธรรมะ เรื่องการปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง บรรยาย ณ วัดนรนาถเทเวศ ซึ่งบรรยายโดยท่านพระโพธิรักษ์ ขอเชิญรับฟังได้แล้วครับ
เราจะพูดกันในหัวข้อที่ครั้งนี้ได้ตั้งเรื่องเอาไว้ว่า การปฏิบัติ การปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง หัวข้อว่าอย่างนั้นหลักการปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง ฟังให้เข้าใจให้ ให้เข้าใจชัดๆ จะเห็นได้ว่า ภาษาที่บอกได้ว่า เจตนา จำเพาะ หรือ จำกัดความลงไปให้ชัดเจนตรงที่เรียกว่า จะต้องให้เป็นผล คำว่า รู้แจ้งให้เป็นผล ตรงคำว่า รู้แจ้ง คำว่า รู้แจ้งนี้ มันไม่ใช่คำธรรมดาแน่ คำว่ารู้ ทุกคนก็เข้าใจรู้ รู้แจ้ง หรือแจ้งก็เข้าใจ หมายความว่ามันเข้าใจนั่นแหละ มันรู้มันเข้าใจ หรือมันเกิดปัญญา มันเกิดปัญญา แต่ทีนี้โดยภาษา เอามาสร้างเนี่ย มันเจตนาอย่างที่จะให้ชัดเจนลงไปอีก ก็รู้แจ้ง น่ะมันรู้แจ้งอะไรและลักษณะ รู้แจ้งไปถึงขนาดไหนกันแล้ว จะปฏิบัติยังไง เพื่อให้รู้แจ้งอย่างที่ว่านั้น เพราะฉะนั้น ก็ขออธิบายคำว่ารู้แจ้งกันซะก่อน แล้วค่อยพูดถึงเรื่องการปฏิบัติ เพราะปฏิบัติเพื่อไปถึงรู้แจ้ง อาการรู้แจ้งนี้ ภาษาบาลีธรรมดาก็แปลเป็นตัวว่าเกิดญาณ หรือเกิดปัญญา คำว่าปัญญา ในภาษาไทยเราพูดกันว่า หมายถึงว่า เป็นผู้ฉลาด เป็นผู้มีปัญญา ปัญญามากก็คือผู้รู้มาก แต่รู้แจ้ง หรือ รู้มืดก็ไม่รู้ล่ะ บางทีก็รู้มืดเอาก็ได้ แต่ก็ถือว่า เป็นผู้มีปัญญา เพราะคำว่าปัญญา ถ้าจะพูดในภาษาไทยนี้ก็ มันก็เลยไม่จำกัดความ มันเลอะๆ ออกไปมันเบลอๆ มันไม่ค่อยชัดเจน จำกัดตรงไปว่าเน้นลงไปที่จุดสำคัญ หมายเอาแค่นี้ๆ อย่างนี้ไม่ได้ เราจึงไม่พูดคำว่า ปัญญาอย่างที่ว่านี้ จึงไปไม่ใช้คำอื่นก็ รู้แจ้งหรือว่าตรัสรู้ อะไรอย่างนี้ ก็เป็นความรู้สึกว่าเขื่องๆ ขึ้นหรือว่าจำเพราะเป็นศัพท์ขึ้น ให้ชัดขึ้น แล้วบางทีก็รู้แจ้งรู้ถ้วนรอบ รู้แทงท
อ่านต่อ
ะลุว่าไปเลย ให้มันชัดเจนขึ้น ให้มันเป้าหมายที่สำคัญยิ่งขึ้น ไม่ดิ้น ไม่เข้าใจเป็นอื่นไม่เพี้ยน ไม่ออกนอกคิด ไม่ออกนอกทิศไป เพราะฉะนั้นคำว่าปัญญา หรือว่าคำว่ารู้ ในภาษาไทยๆ จึงต้องมาปรับความเข้าใจกัน ว่าเราจะเอาคำว่ารู้หรือปัญญาชนิดรู้แจ้ง แจ้งจนไม่สงสัย แจ้งจนรู้อย่างชัดเจน เป็นยอดอภิธรรม เป็นยอดอภิธรรม หรือคำว่า ยอดอภิธรรม หรือ อภิธรรมก็หมายความว่า มันรู้แจ้งยอดในสิ่งที่ทรงไว้ซึ่งลักษณะ 3 อย่าง 1 เป็นลักษณะที่บอกได้ว่า อย่างนี้เนี่ยธรรมะ อย่างนี้หรือสิ่งอย่างนี้เนี่ย ถ้าเป็นไปแบบนี้เราเรียกว่าชั่ว ถ้าเป็นไปแบบนี้เราเรียกว่าดี มีลักษณะ 2 อย่าง อีกอย่างนึง ก็หมายความว่ามันไม่มีชั่วและมันไม่มีดี ที่ว่าไม่มีชั่ว ไม่มีดี เนี่ยมัน ที่เราเท่านั้น โดยปรมัตถ์ หรือ โดยที่สุด เราเองเราไม่ไปโหดร้าย หรือ ไปเพ่งร้ายกับคำว่าชั่ว เราเองเราก็ไม่หลงลอยลมไปกับดี หลงดี ดี อะไรในดี ตัวเรานี่เฉยๆ รู้ดี ก็รู้ชัด รู้ชั่วก็รู้ชัด แต่เราไม่มีอารมณ์อะไรกับดี กับชั่ว ไม่ได้โกรธชั่ว ไม่ได้โกรธชั่ว และไม่ได้หลงรักดี จนเกินไป เฉยๆ แต่เข้าใจตามโลก เข้าใจตามสัจจะ ว่าโลกนี้มันควรยังความดีให้ถึงพร้อม ไม่ใช่ไปยังความชั่ว ไม่ใช่ไปอนุโลมปล่อยความชั่วให้มันเกิด ทั้งๆ ที่รู้ ทั้งๆ ที่สามารถที่จะช่วยให้ชั่วนั้นมันลดลงได้ ก็ยังไม่พยายาม อย่างนี้ เรียกว่า ใช้ไม่ได้ ผู้ที่รู้แล้วว่าอย่างนี้ชั่ว อย่างนี้ดี แบ่งแยกออกชัด และเราเองจะดำเนินการ เป็นไปหรือว่า จะร่วมมือด้วย เราก็จะต้องร่วมมือด้วยอย่างที่เรียกว่าต้องให้ดี โน้มเอนมาทางดี ไม่เอียงแต่ข้างฝ่ายชั่ว โน้มเอนมา พยายามดึงไว้ ให้สูงที่สุดที่เราจะดึงเขาไว้ได้ ต้องทำอย่างนั้น จริงๆ อันนี้เรียกว่าเราไม่ปล่อยปละละเลยถ้าเราปล่อยให้คนรู้จะไม่รู้ชั่ว แล้วเราก็รู้อยู่ว่ามันชั่ว แล้วก็ยังไปอนุโลมตามใจชั่วเขาด้วย ไปเลย เขาจะชั่ว ชั่วก็ช่างเขา ตัวเราเองเราก็จะทำชั่วกับเขาด้วย อย่างนี้ไม่ได้ ถ้าเรารู้ว่าเราจะช่วยได้ต้องช่วย ถ้าเรารู้ว่าช่วยไม่ได้ ไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยได้ หมดความสามารถ ก็ไม่ต้องพยายามต่อ ผู้ที่รู้สิ่งที่ไม่มีไม่มีชั่ว ไม่มีดี หมายความว่าผู้นั้น ในจิตไม่มีความชอบความชังในชั่ว และ ดี ฟังตรงนี้เข้าใจกันไม่ออก ตรงที่เรียกว่า จิตมันว่างเปล่า ไม่มีชั่ว ไม่มีดี หมายความว่าไงก็ไปตีราคาว่าพระอรหันต์ ท่านบรรลุแล้ว ท่านไม่มีชั่ว ไม่มีดี ไม่มีชั่ว ไม่มีดี ก็เลยทำเลอะกันใหญ่ ไม่ใช่นะ ไม่มีชั่ว ไม่มีดี หมายความว่า ท่านไม่มีจิตชอบ จิตชังอะไร เกิดเลย ไม่ว่า ชั่ว ไม่ว่าดี รู้ว่าชั่วรู้ว่าดีชัดด้วย รู้ด้วยรู้ชัดๆ ด้วยว่าว่าชั่ว ว่าดี และเมื่อจะลงมือกระทำพร้อม ภาษากับสำนวนของภาษาบาลีในการใช้คำว่ายังกุศลให้ถึงพร้อม ถ้าจะร่วมด้วย เมื่อใดเป็นไปทางนี้ไปในทางดี โน้มเอนไปทางดีเสมอ เพราะฉะนั้นจุดที่ 3 ที่เราจะรู้ในเขต 3 อย่างคือ 1 ชั่วของดี 3 ไม่มีชั่ว ไม่มีดี ที่เรียกว่าอัพพยกฤต หรือ อัพพยากตธรรม ส่วนดี ท่านเรียกว่า กุศลธรรม ส่วนชั่ว ท่านเรียกว่า อกุศลธรรม รู้อย่างนี้ สามอย่างเป็นยอด เรียกว่ารู้แจ้งแทงทะลุ รู้แจ้งไปที่สุด รู้จนกระทั่ง เรารู้ดีรู้ชั่ว เราก็เฉยๆ กับดีกับชั่วได้อย่างแท้จริง อย่างแท้จริงนี่เป็นที่สุดของที่รู้เป็นที่สุด ถ้าผู้ใดยังรู้เพียงว่าชั่วก็แบ่งออก ดีก็แบ่งออก และตัวเองก็ยังยินดียินร้ายอยู่กับชั่วกับดี ชั่วไม่ชอบจะต้องเอาเป็นเอาตายจนได้ ใครติดชั่วจะต้องเข่นฆ่าเขาให้สำคัญ จนกระทั่งไม่รู้ว่าได้เข่นเขาไป พอสมควรแล้วละ แต่ถ้าเข่นให้จัดมากกว่านั้น มันก็ทะเลาะกัน มันก็ต้องลำบากลำบน มันก็ต้องเดือดร้อนมากจนเรามีทุกข์เราจะได้ผลสนองตอบจากผู้ที่เราไปช่วยเขานะ ไปช่วยเขาและช่วยเขาให้เลิกชั่ว แต่ว่าเขาจะสนองตอบความกับเราอย่างแรง อย่างนั้นก็มี ที่มีก็เพราะว่าเรายังมีเชื้อในจิตที่เราไปตั้งใจมากเกินไป มีจิตที่อยากจะให้ชั่วมันหายจากเขา เลิกจากเขามากเกินไป แต่ไม่คำนวณดูว่ามันไม่ได้ มันทำไม่ได้แล้วมันได้แค่นั้นแค่นั้นไม่คำนวณ ก็เอาเป็นเอาตายแรงเกินไป อย่างนี้เรียกว่าผู้ทำไม่ยังไม่ยังไม่รอบ ดีก็เหมือนกัน วันนี้และสิ่งนี้เรารู้ว่าดีแล้ว เราก็อยากให้ดีมันมีที่คนนี้ หรือดีที่คนนี้ คนนี้ คนนี้ คนนี้ไปหมดทั้งๆ ที่เขาก็ทำไม่ได้ ยังไงเขาก็ทำไม่ได้ ไม่รู้ไม่รู้จะได้ไม่รู้พละกำลังของคนผู้นั้น ผู้นั้น เราก็จะได้เข่นๆ ๆ เปลี่ยนกันเลย เข่นหนักเข้าเขาก็เกลียดกันอีกก็ช่วยไม่ได้นี่เลยว่าเรายังไม่รู้รอบเดียวยังไม่เกิดสัตบุรุษ สัตบุรุษธรรม คือยังไม่รู้จักการประมาณ ยังไม่รู้จักบุคคล ยังไม่รู้จักหมู่คน ยังไม่รู้จักการที่จะทำให้มันลงตัวในเนื้อหาสาระขนาดไหน ขนาดไหน หรือแม้ตัวเองจะมีฤทธิ์มีแรงขนาดไหน จะช่วยเขาได้หรือไม่ได้ขนาดไหน ก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้มันจึงทำแล้วมีผลตอบสนองแรงและตอบสนองจนตัวเองเกิดทุกข์ เกิดตัวเองหมดทุกข์ทนไม่ได้เลยทีเดียว เพราะผู้ใดจะทำให้มันมีผลตอบสนองเราก็ต้องรู้ว่าเราเองสู้ได้ ทนได้ ถ้าจะมีอะไรตอบสนองมา มันต้องมี มันต้องมี มีผลตอบสนอง เพราะถ้าเผื่อว่าเราเองจะไปขัดขวาง หรือไปทำลายสิ่งใดที่คนเขายึด เขาติด เขารัก เขาหวง และเราก็พยายามละพยายามคลาย พยายามที่จะให้เขาปล่อยวาง เขาวาง เขาเลิก เพราะก็จะต้องมีผลสะท้อนตอบสนองมา โดยการที่เรียกว่าไม่ชอบ เพราะจะมาดึงของที่เขารักออกนี่เขาไม่ชอบ เป็น คุณสมบัติธรรมดาของมนุษย์โลกแล้ว เวลาเราเองเราจะต้องไปทำอย่างนั้น เราก็จะต้องเตรียมตัวเตรียมใจ ต้องรู้เต็มจึงเรียกว่าอัตตัญญุตา ต้องรู้ตัวเองนะว่า ผลตอบสนองมาขนาดนี้คุณทนได้ไหม เราทำก็ต้องรู้ประมาณว่า เราจะทำให้เกิดแรง จนกระทั่งมองหน้ากันไม่ได้ ก็ประมาณตามภูมิของเรา แล้วก็ทำขนาดนั้น พอทำแล้ว ถ้าแม้ว่าทำแล้ว มันต้องมีผลตอบสนอง แล้วเราทนได้ไหม ทนได้ด้วย โอเคไม่ว่า เพราะตนเองก็ไม่เป็นไร และทำกับผู้อื่น ผู้อื่นก็ได้รับสิ่งที่เรากระทำ คือ การล้างการละ การตัด การผ่าอะไรออกนี่แหละไม่ใช่อะไร ถ้าตัด ก็ภาษาบาลีก็น่าจะเรียกว่าประหาร เป็นสมประทาน เป็นประหารประทาน เรียกว่า ตัด ถ้าผ่าก็คือแยกให้ออกแยกดีแยกชั่วให้ออกเรียกว่าธรรมวิจจยะ หรือ ธรรมะวิจัย เรียกว่า ผ่าแล้วตัดออกจากกันให้ได้ ผ่าก็คือแยกให้ออก แยกดีแยกชั่วออก เรียกว่า ธรรมะจยะ เรียกว่า ผ่า เรียกว่า ทำให้มันคลี่ออกจากกันให้ได้ เห็นชัดกว่า 2 ส่วนนะ ดีอย่างนึง ชั่วอย่างนึง ถ้าอย่างที่เป็นอพยกตาธรรม หรือ ว่าอย่าง อัพยกฤต ที่เราผ่าไม่ออกนี่ เราเรียกว่า มันยังไม่หมดมันยังจำเป็นต้องผ่าอีกอยู่เหมือนกัน แต่เรายังผ่าไม่ได้ เรายังไม่รู้สิ่งที่ผ่ายังไม่ได้ยังไม่รู้วันนั้นยังไม่หมดสิ้นอาสวะ เป็นอภัยกิตธรรม หรือเป็นธรรมะที่เราจะต้องทำการวิจัย หรือผ่าออกมาให้ได้ ถ้าผ่าไม่ได้เราแยกชั่วแยกดีไม่ได้ ก็จะทำอะไรถูก แล้วจะทำให้มันเป็นชั่ว เป็นดีไม่ถูก ก็ทำไม่ถูกอ่ะ เพราะเราไม่เข้าใจเลยว่าอย่างนี้ชั่วอย่างนี้ดี ถ้าทำไม่ถูก เพราะฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องผ่าหรือธรรมะวิจัยต้องธรรมะวิจัย แยกให้ออกให้ชัด เมื่อชัดแล้วจึงค่อยพยายามตัด ตัดมันก็เหลือกำลังวังชาที่จะขาด ขาดยาก ตัดยาก ไม่ใช่ขาดง่ายๆ รู้ทั้งรู้ก็ไม่ใช่ของง่ายเลยที่จะตัดออกได้ง่ายๆ อันนี้เราจะต้องทำจริงๆ เพราะฉะนั้นสัมมประธานเนี่ย จึงมีหลายบทบาท มีบทบาทที่จะต้องมี สังวรปธาน มีการ ระมัดระวังเสมอ ให้รักษา ในระดับที่ดีไว้เสมอ เรียกว่า สังวรปธาน และพยายามหั่นออก ไอ้ชั่ว รู้มันอยู่แล้วเนี่ย ลดมันลง ตัดมันลง ฆ่ามันลง ดับมันให้ได้ เรียกว่า ประหารปธาน เมื่อได้ประหารปธานไปเรื่อยๆ ก็ระมัดระวังด้วยนะ ของเก่ามันจะเสื่อมลงด้วยเหมือนกันนะ ถ้าเผื่อไม่ระมัดระวัง มัน จึงมีอนุรักษ์สัมมปปธาน มีอนุรักษ์สัมมปปธาน ซึ่งมีการรักษาไว้ให้ดีๆ ที่อย่าให้มันเลวลง ไอ้ดี รักษาดีไว้และก็มี ภาวนาปธาน หมายความว่าทำให้เกิดผลขึ้นมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ ตามหลักที่ว่านี้ ตามหลักของสังวรปธานกับสังหารปธาน อนุรักขนาปธาน ถ้าผู้ใดจะรู้แจ้งถึงที่สุด จะต้องรู้จุดดี จุดชั่ว หรือรู้หลักเกณฑ์ซะก่อน การรู้หลักเกณฑ์ว่าจะไปทำอย่างไรกับตนเราเรียกว่า ศีลหรือเราเรียกว่า ปริยัติ หรือเราเรียกว่า สุตมยะปัญญา คือปัญญาขั้นต้น ขั้นฟัง เป็นบัญญัติ เป็นภาษา เป็นคำบอกเล่าให้ฟังเสียง เป็นสุตะ แล้วก็รู้มีความรู้เหมือนกันนะ แต่ยังไม่ถึงรู้แจ้ง หรือรู้แจ้งแทงทะลุ หรือตรัสรู้ ยังไม่ถึงขั้นตรัสรู้ แต่รู้ รู้แต่หลักการ รู้ความหมายของแต่สิ่งที่จะสื่อให้เราเข้าใจว่าจะทำยังไง ยังไง ยังไงเรียกว่ารู้ รู้ชั้นต้น สุตมยะปัญญา หรือ ศีล หรือ ปริยัติ หรือ มะ ฟังดูดีๆ หรือ มะ เราเรียกว่า มะ แปลว่าแนวทาง แปลว่าแนวทาง รู้แนวทาง นี่เป็นเบื้องต้น ต่อมาก็พยายามรู้ต่อไปอีกให้ได้มากกว่านั้น เราถึงจะขึ้นต้น ปฏิบัติละทีนี้ ถ้ารู้เฉยๆ ฟังรู้แล้ว เข้าใจแล้ว รู้ลึกซึ้งแค่ไหนก็ไม่ได้เรื่อง ถ้าไม่ปฏิบัติ ศาสนาพุทธทิ้งปฏิบัติไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ ศาสนาพุทธจะต้องมีปฏิบัติ เมื่อรู้ปริยัติมาจะต้องปฏิบัติ หรือเมื่อรู้ศีล หรือรู้หลักเกณฑ์มา หรือรู้มาตรการนี้มา เราจะต้องทำให้เป็นสมาธิหรือปฏิบัตินั่นเอง เพื่อปฏิบัติตรงกันกับสมาธิ หรือตรงกันกับคำว่าผล หรือตรงกับคำว่า จิตตามยปัญญา คือทำให้มันเกิดปัญญาเข้าไปถึงจิต ไม่ใช่เกิดปัญญาอยู่แค่หู แค่สุตตะ หรือแค่โสตวิญญาณ ไม่ใช่ ไม่ใช่อยู่แค่หู แค่สุตตมยปัญญา ต้องให้ถึงจินตามยปัญญา ต้องให้เกิดตัวเกิดตนที่จิต เราก็แปลง่ายๆ ว่าปัญญาท่านเอาไปคิดทบทวน ก็ถูกคิดทบทวน ก็คิดทบทวนก็ถูก แต่ยังเบาไป ยังไม่ตรงตัวแท้ จินตามยปัญญานั้นต้องให้ถึงจิต คำว่า จินตา หรือ จินตะ เนี่ยมันก็คือจิตนั่นเอง คือ จิต สุตะ คือ หู จินตะ หมายเอาที่จิต สุตตะ หมายเอาที่หู หรือ หมายเอาที่โสตะวิญญาณ ส่วนจินตะนั้นหมายเอาที่จิต หมายเอาทวารใน ให้มันไปถึงที่จิตของเราจริงๆ ให้เกิดรู้ เข้าไปลึกอีกจึงเรียกว่า อธิจิต จินตมยปัญญา หรือ สมาธิ อธิจิต ก็เรียก คือ ทำให้เข้าถึงจิตสูงขึ้นไม่ใช่แค่รู้ รู้ระดับพื้นๆ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นจึงเพิ่มผล ถือว่าถึงเพิ่มผล เมื่อมีมรรค คือ มีแนวทางแล้ว ต้องมีปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติจริง ลงมือทำ หรือว่าลงมือทดสอบ ทดสอบจริงๆ พอทดสอบได้ เข้าไปรู้ผลของมัน รู้รสของมัน รู้ความจริงของมันซับซ้อนเข้าไปมากขึ้น จึงเรียกว่าผล อาจจะเป็นผลน้อย ยังไม่ถึงผลขั้นรอบสิ้น ก็เรียกว่าผลเหล่านั้นให้มันหลุด ให้มันล่อนให้มันเป็นไปโดยดี แม้จะทำด้วยวิธีการ อุบาย หรือ กุศโลบาย อย่างไรก็ตามแต่ เราก็พยายามทำเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเรียกว่าต้องมีปฏิบัติจึงต้องมีปฏิบัติ จึงต้องมีสมาธิ จึงต้องมี จินตะ จินตามยปัญญา หรือจึงต้องมีผลให้ได้ถึงจิต ตอนนี้เข้าถึงปฏิบัติ และผู้ใดปฏิบัติ จะปฏิบัติไปจนกระทั่งถึงปฏิเวธ ปฏิเวธะ ภาษาด้วยภาษาคำว่า ปฏิ หมายความว่า ทวนแล้ว ทวนเล่า กลับไปกลับมาคำว่า ปฏิ คำนี้ หมายความว่ากลับกัน กลับกันกับที่เป็นอยู่ ถ้าเราบอกว่าแดง ถ้า ปฏิ แล้วก็หมายความว่าเขียว มันกลับกันถ้าหมายความว่าชั่ว ปฏิ ก็หมายความว่า ดี มันกลับกันมีความหมายกลับกัน หรือ ทวนไปทวนมา ย้อนไป ย้อนมาแล้วก็ เรียกว่า ปฏิ เพราะงั้นปฏิบัติ ก็คือการกระทำซ้ำซ้อนไป ซ้ำซ้อนมาเรียกว่า ปฏิบัติคือการกระทำซ้ำซ้อนไปซ้ำซ้อนมา ให้เกิดให้เกิดมีการกระทำอันนั้นซ้ำซ้อนไปซ้ำซ้อนมา เรียกว่าปฏิบัติ ส่วนปฏิเวธ หรือ ปฏิเวธะ ธ. ธง สะกด สระเว ว แหวน ธ ธง ปฏิ แปลให้ฟังแล้ว บัติ ก็แปลว่า บรรลุ ปฏิบัติ แปลว่า ลุถึง หรือ เข้าถึง หรือ ได้รับมา ได้รับสิ่งที่กระทำนั้นมา เรียกว่า ปฏิ เพราฉะนั้น ทำให้ได้ผล ให้ บรรลุถึง ให้สำเร็จลงมา จะสำเร็จน้อย สำเร็จมาก ก็ให้สำเร็จลงมา ให้มีผล ให้มีผล อย่าให้มีแต่ มะ ถ้ามีแนวทางแล้วไม่มีผลในการไม่กระทำเสียเลย ไม่มีการปฏิบัติ ไม่มีปฏิ ไม่มีการถึง ต้องให้ถึงแล้ว ถึงเล่า ถึงอีก ถึงอีก ทวนแล้ว ทวนเล่า ถึงเข้าไป ถึงเข้าไปมากๆ มันก็จะถึงลึกเข้าไปเรื่อยๆ ถึงลึกเข้าไปเรื่อยๆ ปฏิเวธะ เจาะเลย ทะลุเลย เวธะ แปลว่า แทง หรือ เจาะ ทะลุเข้าไป เวธะ แปลว่า แทง เจาะ ทะลุเลย ต้องทำให้ถึงขั้นทะลุ พอทะลุแล้ว ก็โล่งโจ้ง ไม่มีที่ข้องที่คา ไม่มีอะไรปิด อะไรบัง มันเห็นรอบ มันถึงรอบ มันหมดสิทธิ์ที่จะกระทำอีกแล้ว เรียกว่าทะลุจึงเรียกว่า ปฏิเวธะ หรือ ปฏิเวธ ตัวปฏิเวธ ปฏิเวธตัวนี้ในชั้นของศีล สมาธิ เป็นอัน 2 หรือว่าอันที่ไปปฏิบัติแล้วอันที่ 3 ที่เป็นจุดต่อไปจากสมาธิ ก็เป็นปัญญา คำว่าปัญญาคำนี้ ได้บอกมาแต่ต้นแล้วว่า ในภาษาไทยเดี๋ยวนี้เอามาใช้ไม่ได้เลย โดยความหมายที่เข้าใจกัน แต่โดยความจริงยังใช้ได้อยู่ และก็ยังยืนยันกันอยู่ว่า เป็นปัญญา เพราะฉะนั้นต้องมาอธิบายกันแล้ว ก็เลยวนกันใหญ่ ศีลก็ต้องใช้ปัญญากันแล้ว รู้ สมาธิก็ต้องเกิดรู้นั่นเอง รู้เพิ่มขึ้นอีก เข้าใจในจิตในใจ พิสูจน์แล้วทดลองแล้วแน่ใจ ยิ่งขึ้นแล้วเรียกว่า สมาธิหรือปฏิบัติเข้าไปอีกจนกระทั่งถึง ปัญญาตัวนี้ จึงเรียกว่าเป็นปัญญาขั้นสูงสุด สิ้นรอบ เพราะเป็นปฏิเวธ ตรงกัน ตรงกันกับคำว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ตรงกันกับ ศีล สมาธิ ปัญญา ตรงกันกับคำว่า มรรค ผล นิพพาน ตรงกันกับสุตะมยปัญญา และ จินตะมยปัญญา ตัวนี้คือ ภาวนามะยะปัญญา เป็นปัญญาขั้นที่เรียกว่าบรรลุผล ทำให้เกิดผลแล้ว ภาวนา ตัวนี้หมายความว่าทำให้เกิดผลแล้ว ทำให้เกิดผลแล้ว ทำได้แล้ว เกิดผลขึ้นมาแล้วจริงๆ ผลอันนั้นเป็นครบ เรียกว่า ภาวนามะยะปัญญา เป็นการรู้แจ้งครบบริบูรณ์ ผลบริบูรณ์สิ่งที่เราปรารถนาต้องการ รอบสิ้นหรือถ้วน ถ้วนลง แล้วนี่เรียกว่า ภาวนามยปัญญาตรงกันหมดตรงกันหมด 3 จังหวะ ตรงกันหมด เพราะการอธิบาย พวกนี้อาจจะบางคนเรียนรู้มาแล้วจากผู้อื่นที่เคยบรรยายให้ฟัง อาจจะเห็นว่าไม่ตรงกัน เพราะบางคนไปเรียนบอกว่า ไปเรียน เอ่อมรรคผลนิพพานนะ เขาไม่มาเอามาไว้อย่างนี้ เขาเอาไปเป็น ตัวปัญญา มรรคผลนิพพาน ถ้าเอาขั้นต้นเป็นกรรม แค่อะไรต่ออะไรนี่นะ แต่สลับยังไงยังไงบ้างก็แล้วแต่ใครจะอธิบายมีหลายเหลี่ยมหลายมุม แต่ว่าอาตมา อธิบายนั้นตรงกันหมดลงเป็น 3 จังหวะ อันไหนเหมือนกันหมด ปฏิวัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ วินัย พระสูตร พระอภิธรรม เหมือนกัน พระสูตร ก็ สุตตะ นั่นเอง สุตะ ฟังไปก่อน พระวินัย พระสูตร นี่ก็ กระทำ ฟังไปก่อน สูตะ สูตะ นี่ กระทำ พระสูต นี่หมายความว่า รวมบทบาทของ พระภิกษุในสมัยพระพุทธเจ้าที่ได้กระทำมา พระสูตร บทบาทความเป็นไปของศาสนาเป็นอย่างไร พระสูต หรือ พระวินัยมีศีลเป็นหลักการที่เอามาทำเป็นเบื้องต้น เป็นการรู้หลักเกณฑ์เบื้องต้น เรียกว่า วินัย หรือระเบียบ หรือวินัยหรืออะไรก็ได้ หรือรัฐธรรมนูญก็ได้ หรือกฎหมายก็ได้ หรือข้อควรประพฤติก็ได้ วินัย แล้วจะมาหา สูต พระสูต พระอภิธรรม พระอภิธรรม คือตัวแท้ คือตัวทำหน้าที่เกิดเป็น ปฏิเวธ เป็นภาวนามะยะปัญญา เป็นขั้นนิพพาน เป็นขั้นนิพพาน เป็นผลชั้นสุดท้าย ผลชั้นสุดท้าย ตรงกันหมด 3 จังหวะ ตรงกันหมดดังกล่าวนี้ ตรงกันหมด ถ้าจะจำแบบนี้ ถ้าใครจำได้แล้ว จำไม่ยาก แต่ถ้าใครจำไม่จำในระบบอย่างนี้ ไปจำในระบบอื่นนะ รู้สึกว่าจะยาก ถ้าจำระบบนี้ไม่ยากหรอก อะไรมาเนี่ย 3 จังหวะ แบบนี้มันตรงกันหมดแหละ แล้วไล่เอาเนื้อหาสาระของมันให้เข้ากันทีเดียว เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ และโดยเฉพาะผู้ที่มีสภาวะแล้ว จะเห็นชัดเลยว่า มันไม่ขัดข้องกันเลย มันไม่ขัดข้อง มันเป็นไปลงร่องลงช่อง มันเข้ากันได้มันลงร่องลงรอยกันได้ เป็นไปด้วยการไม่ขัดกัน ไม่บิดพลิ้ว เป็นไปลงด้วยดี สภาพของการปฏิบัติจะอยู่ในสภาพ ของลักษณะสองอย่างที่กล่าวนี้คือ เรียนรู้ในภาษามาก่อน แล้วก็มากระทํา พิสูจน์โดยตรง ทำจริงๆ อย่าสักแต่ว่า ได้ฟังมารู้ รู้มากรู้มาย รู้ท่วมหัว ท่วมหู ไม่มีประโยชน์อะไร มีเหมือนกันแหละ มีพอเอาไว้ฝอย ก็รู้แล้วนี่ ถ้าใครมาถาม ฝอยแจ้วเลย ก็ดีเหมือนกัน ฝอยอร่อยเลย คนอื่นเอาไปกินสิ ท่านพุทธทาส ท่านเรียกว่า เป็นพวก นักเลี้ยงไก่ แต่ไม่กินไข่ เลี้ยงไก่ แต่เอาไข่ให้หมากิน ท่านพุทธทาสท่านเทียบ พวกนี้เลี้ยงไก่ แต่เมื่อไก่ไข่ ให้ไข่แก่หมากิน ตัวเองไม่ได้ลิ้มเล็มอะไรเลย เลี้ยงไปเถอะ ทำไปเถอะ หรือ ประเภทเต่าหินแบกคัมภีร์ ท่านพุทธทาสในวาดรูปเอาไว้ เต่าหิน คือเป็นเต่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย แบกคัมภีร์อยู่บนหลัง แบกไปเถอะ กี่กัปป์ ไม่รู้กี่ปี กี่ชาติ แบกคัมภีร์ ไปอย่างนั้น ไม่รู้เรื่อง เพราะเราจะได้แต่ฟัง ฟังรู้มากรู้มายอะไรก็ตามแต่ รู้ท่วมหัวท่วมหูอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าไม่เอาไปปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผล เป็นปฏิเวธ เพื่อกระทำให้เราบรรลุขึ้นมา ปฏิบัติเพื่อให้เกิดในจิตขึ้นมาบ้าง ให้เกิดสมาธิขึ้นมาบ้าง ให้เกิดอธิจิตขึ้นมาบ้าง ให้เกิดผลขึ้นมาบ้าง ถ้าไม่มีลักษณะนี้แล้ว ยังไม่เรียกว่าถึงขั้นปฏิบัติ หรือถึงขั้นจะมีทางรู้แจ้งได้ เพราะรู้แจ้งนี้ อธิบายแต่ต้นแล้วว่าหมายความว่า รู้ทะลุไม่ใช่รู้ อย่างคำว่าปัญญาเหมือนอย่างที่สมัยนี้ ที่เขาพูดกัน มันรู้รอบ รู้ทะลุเป็นปฏิเวธธรรม ที่แปลว่า ปฏิเวธะ แปลว่า มันแจ้ง ทะลุรอบเลย พ้นวิจิกิจฉา พ้นสงสัยลังเล เข้าใจใครจะมาแย้ง มาย้อน ใครจะมายังไง ยังไง เข้าใจหมด เข้าใจว่า เขายังอยู่อย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น และเราเข้าใจว่าบางที เขาจะให้เราทำอย่างนี้ บางทีก็ถูกเหมือนกันแต่ถูกตามระดับที่เขาควรจะเป็น แต่ว่าโดยการประเมินแล้วทั้งเวลา กาละ ฝูงชน หมู่คน ทั้ง อะไรต่างๆ มันทำไม่ได้ ถ้าเราจะทำ ด้วยเรารู้ว่า เราทำไม่ได้แล้ว เราก็เฉยๆ เรารู้ ว่าควรจะทำ หรือไม่ทำ มันรู้ มันควรสงสัย มันคลางเคลง เค้าจะบอกว่าผิดก็รู้ว่า เขาผิดหมายถึงอะไร ถ้าจะบอกว่าถูก ก็รู้ว่าถูกนั่นหมาย ถึงอะไร รู้ชัด รู้เจน รู้ ไม่มีสงสัย ไม่มี ไม่มี ไม่มีเอง ไม่ว่าอะไร เพราะว่า ถูกอย่างที่ว่าถูกแล้ว ก็รู้ว่าถูก หมายถึงอะไร รู้ไม่มีสงสัย ไม่มีข้องคา ไม่มีเอนเอียง รู้ว่าอะไรถูก อย่างที่ว่าถูก ก็รู้ว่าถูก ถ้าผิดอย่างที่ว่าผิด ก็รู้ว่าผิด ด้วย อย่างนั้นนะ ที่เขาว่าถูก แต่เราก็ไม่ได้ทำด้วยอย่างนั้นไง เพราะว่าถูกแล้วก็ทำอยู่ แต่เราไม่ทำตามที่เขาถูกกันหรอก เราไม่ได้ทำด้วยนะ เพราะว่าถูกแล้วเขาทำอยู่ เราเองเนี่ยเราก็ไม่ได้ทำตามเขาอ่ะ เราก็ไม่สงสัยว่าเขาทำถูกแล้ว เขาก็บอกว่าดีแล้ว ก็เห็นว่าดีตามที่เขาเห็น รู้ด้วยว่าเขาว่าดี เห็นด้วยดี ตามที่เขาเห็น แต่เราไม่ทำกับเขา เราก็ไม่สงสัย ไม่ต้องจ่าย ไม่ต้องจ่ายจริงๆ เพราะว่าดี เห็นด้วยตามภูมิ ตามภูมิ เช่นคนที่เขาเห็นว่าเขายังจะต้องคลุกคลีกับสิ่งนี้อยู่ เพราะว่าสิ่งนี้ให้ประโยชน์แก่ชีวิตเขา สิ่งนี้ให้ประโยชน์กับชีวิตเขา เขาจำเป็น และเขายังเห็นว่าไม่เสียหายตรงไหนมีแต่ดีๆ ๆ พอยกเหตุ ยกผล ยกอะไรมาอีก มาอ้างเยอะแยะ เขาก็บอกว่าดี เราก็เห็นด้วย เห็น แล้ว เรารู้ด้วยว่าถ้าไม่ดีกว่านั้น คือ อะไรเราก็รู้ด้วย เก็บเงินมากๆเป็นหลัวๆ เป็นทั้งถังมากมายดี เราก็เข้าใจ ดี ก็ดี ก็ไม่มีเงินสักบาทไง มันก็ดีกว่า สำหรับคนที่มันยังมีจิตโลภ จิตยังต้องการ จิตยังช่วยตัวเองไม่ได้ ยังจะต้องพึ่งพาอาศัยเงิน ถ้าไม่มีเงิน ชีวิตทุกข์ เพราะยังจะพ้นทุกข์เพราะการไม่มีเงินไม่ได้ เขาก็ต้องได้เงิน เขาก็ต้องจำเป็นต้องใช้เงิน เขาก็บอกว่าได้เงินดีกว่าไม่ได้เงิน จริง ให้คะแนน 100% อาตมาไม่สงสัยสักคำ ไม่สงสัยสักนิด เพราะผู้อยู่ โดยชีวิตที่ว่า ถ้าไม่มีเงินเขาอยู่ไม่ได้ เขาทุกข์ เขาทุกข์ เพราะไม่มีความสามารถที่จะอยู่โดยไม่มีเงิน เขาทุกข์ เขาเดือดร้อน นอกจากทุกข์แล้ว เขาก็รู้ว่า เขาจะต้องไปเบียดเบียนผู้อื่น ถ้าไม่มีทางใดเลยที่จะไม่เบียดเบียน โดยที่คนอื่นเขาจะอนุโมทนาสาธุด้วย ที่เขาจะอยู่ยังชีวิตไปได้โดยแม้แต่น้ำใจก็ไม่ได้เบียดเบียนใคร เบียดเบียนใคร ไม่ทำร้ายน้ำใจใคร แต่ผู้ใดอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเงินสักบาท อยู่ได้โดยไม่ต้องเบียดเบียนแม้แต่น้ำใจใครด้วย อย่าว่าแต่เบียดเบียนอื่นเลย เขาก็ยังอยู่ได้ มีกิน มีอยู่ กินคนทำให้กินดี ยินดีที่ให้กิน ไม่เบียดเบียน สบายใจ แล้วก็พอใจที่จะได้กินด้วย พอใจที่ให้อยู่ด้วย หรือพอใจที่จะให้ทำให้ใช้บางทีจะร่วมใช้ด้วยซ้ำไปร่วมใช้เงินด้วยบางทีอ่ะ เขาก็ยังพอใจยินดีที่จะให้ร่วมใช้ เพราะว่าเราใช้เงินอันนี้ที่เขาจะให้ที่จะใช้เนี่ย เขารู้ว่าเราใช้เป็นประโยชน์เราไม่ได้ใช้ เพราะเราเห็นแก่ตัว เพราะใช้เป็นประโยชน์ หรือแม้แต่เราจะได้เห็นแก่ตัวด้วยซ้ำไป เค้าก็ยังยินดีจะให้เราใช้ส่วนตัว เราเองใช้ประโยชน์ของตนเอง ก็ยังยินดีจะให้ใช้ด้วยซ้ำไป อย่างนี้ก็ เรียกว่า เราไม่ได้เบียดเบียนน้ำใจใคร และซื่อสัตย์ บอกว่าเห็นว่า เราทำดีมากกว่าชั่ว เพราะฉะนั้นจึงให้เราใช้ เขาจึงยินดีที่จะให้เรากินเพราะยังจะยินดี ให้เราอยู่ แล้วคนใดที่สามารถทำตัวเองได้ ถึงขั้นที่เรียกว่ามันพ้นทุกข์ สิ่งเหล่าใดที่ไม่ควรจะต้องไปมี ก็ไม่มี ไม่ต้องยึดถือ ไม่ต้องแบกหาม ไม่เห็นว่าสิ่งนั้นต้องแบกหาม หรือต้องมีเอาไว้ดี เขาก็ไม่ต้อง เพราะมีมันต้องแบก มันต้องเป็นภาระ เมื่อมีมันต้องแบก มันต้องเป็นภาระ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดไม่มีภาระมันก็เบา มันก็ง่าย สบาย ความเบาความง่าย ความสบายก็ลงตัวโดยประการอย่างนี้ ด้วยประการนี้ ถ้าผู้ใด เป็นอยู่กับสิ่งของวัตถุ ก็ต้องปฏิบัติตนเองให้ ลดวัตถุ ลดวัตถุลง ถ้ารู้ว่าชีวิตนี้มันไม่ใหญ่โตอะไรเลย มันขาดสิ่งเหล่านี้ได้จริงๆ มันเลิกเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ไปได้จริงๆ มันก็ลดภาระ ไปเถอะ ไม่รู้กี่ปี กี่ชาติกับสิ่งเหล่านี้ได้จริง มันตัดภาระอันนี้ออกไปได้จริงๆ ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องเป็นภาระ ด้วยประการทั้งปวง แม้กาย แม้กายก็ไม่ต้องไปคบทีทำด้วย ปากพูดเพื่อที่จะต้องไปพูดเพื่อที่จะเกี่ยวข้องจะทำงานนี้อยู่ เพื่อที่จะทำให้มันมีผลให้แก่ตน ก็ไม่ต้อง แม้ที่สุดจิตไม่ต้องไปประหวัด ไม่ต้องไปอยู่ในจิต อยู่ในอารมณ์ที่จะต้องมาปรุง สร้างสิ่งเหล่านี้ ตัดไป พัก หยุ่ด ถ้าหยุดเรื่องเหล่านี้ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องใส่ใจ ไม่ต้องอยู่ในหัวจิต จิตมันก็ว่างลงจากเรื่องอย่างนี้เด็ดขาด พอมันว่างลง จิตมันก็มีพลังงานเพิ่มขึ้น ถ้าจิตไม่เอาไปใช้ในสิ่งหนึ่งมันก็เหลืออยู่ ก็เหลืออยู่กับบริบูรณ์ จะเอาไปใช้ในสิ่งไหนมันก็เป็นกำลัง หรือเป็นปริมาณที่จะพร้อมที่จะเอามาใช้งานอะไรอื่นๆ ได้อีกมาก เราตัดสิ่งใดๆ ที่เราเป็นกังวล หรือสิ่งใดที่เราจะต้องไปยุ่งเกี่ยวมันอยู่ได้มากเพียงใด ปฏิบัติตนให้ละลาย หน่ายวาง เลิกในเรื่อง สิ่ง วัตถุใดๆ ออกมาได้มากเท่าใด เท่าใด เท่าใด เราก็จะมีกำลังจิตมาก มากขึ้น มากขึ้น เท่านั้น จิตเราก็ตัดกังวล ตัดภาระ ไม่แม้แต่คิด แม้แต่จะมาอยู่ในหัวสมองว่าจะต้องเรื่องนี้ เรื่องนี้ เราจะต้องไปกังวลไม่ต้องไปวุ่นวายจะต้องไปทำกับมันอะไรมากมาย ไม่ต้อง ไม่ต้องเลย ไม่ต้องใช้จิตมากเลย พลังงานนี่เราใช้จิตนิดหนึ่งก็ใช้แล้ว เพราะเราไม่ต้องใช้มันอะไรมากมาย เรื่องไม่เป็นเรื่องไม่ต้องมานั่งกังวลต้องใช้ต้องคิดอะไรมากมาย จิตพวกนี้ไม่รั่ว ไม่ซึม จิตเราจึงเรียกว่ามีพลังเต็ม จิตจึงมีพลังเต็มบริบูรณ์
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive