Copy of 171005 มารผจญ-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์54 KB
วันที่แก้ไข27 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

ต่อจากนี้ไปท่านจะได้รับฟังการบรรยายธรรมะเรื่องมารผจญ บรรยายโดยพระโพธิรักและบรรยาย ณวัดนรนาถเทเวศ เมื่อวันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พุทธศักราช 2517 วันนี้ผู้ตั้งชื่อได้ตั้งชื่อเรื่องที่จะบรรยายเอาไว้ว่า มารผจญภัย ซึ่งก็น่าฟัง และก็เป็นเรื่องที่เราควรจะได้ทำความเข้าใจเพิ่มเติมขึ้น ในคำว่ามาร โดยที่เราเคยได้ฟังมาตามโบราณกาล ได้ฟังภาษาที่เล่ามาพูดกันมา คำว่า มาร เราก็มักจะไปนึกถึงสภาพของผี ของยักษ์ ของอมนุษย์ ของอะไรต่ออะไรนั่น ไปนึกถึงสภาพสิ่งที่นอกจากคน นอกจากตัว หรือ นอกจากสิ่งที่ตนเองไปเกี่ยวข้องแล้ว ก็เพราะตัวเองแต่ไม่รู้ว่า เพราะตัวเอง จึงเรียกว่ามาร คำว่ามารผจญ โดยความหมายความหมายความว่า มีสิ่งหนึ่งมัน เรียกว่ามันต่อสู้ มันต้องต่อสู้ มันต้องประจัญบานกัน มันจะต้องรบรากัน มันจะต้องเอาแพ้เอาชนะกัน อย่างนั้นเรียกว่ามารผจญ ทีนี้สิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นที่ว่านั้น คือ คำว่ามารนั้นน่ะ เราจะต้องมาแตกกันออกแล้ว เอามากระจายกันออกให้เข้าใจว่ามันคืออะไรอยู่ที่ไหน สำคัญอย่างไร แล้วเราจะชนะมารได้อย่างไร ก็จะพยายามแจกแจงคำว่ามาร เนี่ยให้เข้าใจกันให้ได้ จนกระทั่งเราสามารถที่จะทำการ ทำการรบราฆ่าฟัน หรือต่อสู้เอาชนะมันได้อย่างแท้จริง แม้ที่สุดมันมันจะเป็นมารชั้นละเอียดลึกซึ้ง เป็นมารชั้นใหญ่เป็นมารชั้นมากมาย ขนาดสหัสจะ มีพระหูสหัสจะ มีมือพันมือเคยได้ยินไหมว่า มารพาหุงสหัสสะ สะมะภินิมมิตะ สาวุธันตัง คิริเมขรัง อุทิตะโฆระ สะเสนะมารัง มารัง หรือ มารนี่ละตัวเดียวกัน มีมารประดุจจะพันมือ พาหุงสหัส สหัส แปลว่าพัน พาหุงแปลว่า มีแขน มีมือมีแขนถึงพัน ขี่เมฆมาทีเดียว นั่นลึกซึ้งเป็นมารชั้นละเอียด มารชั้นละเอียดที่เอามากล่าวแล้ว ก็ยกให้เป็นขั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงจะเจอขนาดมาร ท่านมีเหมือนจะมีแขนพัน แขนมือพันมือ ขี

อ่านต่อ

่เมฆลอยฟ้ามาทีเดียว ถ้าจะถึงมารขนาดนั้นแล้วก็ เรายกให้พระพุทธเจ้า แต่กระนั้นก็ดีจะเป็นพระพุทธเจ้า หรือจะเป็นเราก็ตาม เราก็จะต้องชนะมารทุกระดับ ที่เราควรจะเข้าใจ ควรจะรู้ถ้าเราไม่รู้ตัวมาร มารจะผจญมันจะประจัญ มันจะทำร้าย ทำเลวยังไงกับเราอยู่ มันจะขี่หัวขี่คออยู่ ยังไงเราก็ไม่รู้เรื่องเราก็ปล่อยให้มันทุบ มันตีมันฟาด มันฟัน มันร้อนรานเอาแย่ไปอยู่ตลอดกาล เพราะเราไม่รู้ตัวมัน คำว่า มาร คำนี้มาจากรากศัพท์คำว่า มะระ มาจากรากศัพท์คำว่ามะระ ซึ่งหมายถึงจิต ตัวมะนี่ฟังมานานแล้วหมายความว่า จิต ถ้า มะระไปเลย จิตตายถือว่า มะระ มรณะแปลว่าตาย เป็นจิตที่มันไม่ได้เรื่อง มันตาย คือ มันไม่ทำงาน มันไม่รู้เรื่อง มาร ก็คือสิ่งที่มันมีบทบาท เหมือนมันทำให้เราตายแล้ว แล้วมันก็มาทำงานแทนเรา จึงเรียกว่า มาร ตัวเรานั้น มีจิตปัญญาเป็นของเรา แต่เราเองไม่เป็นตัวของเรา ตัวเราเองมีจิตวิญญาณ เป็นตัวของเรา แต่เราถูกมารครอบงำจิตปัญญาของเรา ตัวเราจึงไม่ใช่ตัวของเรา ตัวเราจึงถูกมารนั้นแหละ มันมาครอบครองครอบงำตัวเรา ตัวเราจึงเป็นมารเสียเอง กลายเป็นคนที่เป็นมาร เสียเอง เพราะตัวเราไม่รู้จิต เมื่อไม่รู้จิตแล้วก็ไม่รู้มารที่มันมาปรุงแต่ง มันมาครอบงำ มันมาบังคับใช้ มันมาบังคับเรา มันบังคับใช้เรา มันมาเราทำให้เราตายไปเลย ตายคำนี้อย่าคิดว่าตายเป็นแบบภาษาคนพูด หมดลมหายใจ หมายคำว่า จิตปัญญาของเรามันเสื่อมโทรม มันดับไม่เป็นตัวของตัวเองเลย ไม่มีจิตไม่มีปัญญาไม่มีความเข้าใจไม่มีความระลึกรู้ ไม่มีอะไรที่จะเข้ามาแก้ไขไปในทางกลับไปในทางที่ดี ไม่มีจึงเหมือนเราตายแล้วก็ถูกอีก จิตวิญญาณหนึ่งเข้ามาสิงสู่ครอบงำแล้วตัวเราเองก็กลายเป็นมาร กลายเป็นมาร เพราะฉะนั้นตัวมารทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าพูดเป็นคนๆ เป็นตัวตนโดยตัวคนแล้วล่ะก็มันไม่เป็นเรื่องที่จะพูดกันได้ มันไม่เป็นเรื่องเลยจะต้องเข้าใจให้ได้ว่า มาร คำนี้ไม่ใช่คน แต่หมายถึงอารมณ์กิเลส อารมณ์สิ่งที่มันมันต่อต้าน หรือ มันต้านทาน มันทำให้เราเลว มันทำให้เราไม่รู้เรื่อง มันทำให้เราไม่สูงขึ้นอย่างนี้ เราเรียกว่าสิ่งหนึ่งที่มันทำให้เราเลว จึงเรียกว่าสิ่งนั้นว่ามาร ท่านแบ่งมารออก เท่าที่ได้กระจายความกันมา อาตมาก็จะขอเอามากระจาย ถ้าเอามากระจายกัน ถ้าแบ่งมารออกเป็น 5 ชนิด หนึ่งกิเลสมาร กิเลสมาร เคยแปลให้ฟัง คำว่ากิเลส กิเลสนั้นเป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งที่เรารับมาจากข้างนอก เรารับมาจากข้างนอก รูปธรรมที่มันยังไม่แฝงไว้อยู่ด้วยสิ่งที่เป็นตัวตนใหญ่โต เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำอะไรที่เป็นก้อน เป็นแท่ง เป็นวัตถุ ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้น มันก็จะเป็นแค่คำพูด มันก็จะเป็นแค่ที่เล่าลือกันมา เพราะเล่าลือกันมาเข้าหูเราเสร็จ เราก็เชื่อเขา พอเราเชื่อเขาแล้วเราก็แสวงหาตามที่เขาเป่าหูเรา เช่น เขาบอกว่านี่แน่ะไอ้ก๋วยเตี๋ยวที่ฉะเชิงเทราอร่อยนะ เขาบอกว่าเล่าลือเหลือเกิน ก๋วยเตี๋ยวฉะเชิงเทรานี่ ก๋วยเตี๋ยวแปดริ้วอร่อยก๋วยเตี๋ยวหมูรสเด็ดขาด เล่าลือกันมา พอเล่าลือกันมากันมาเข้าหูบ่อยๆ กิเลสก็ขึ้น ฉันจะต้องไปกินก๋วยเตี๋ยวแปดริ้ว ให้ได้ คำว่ากิเลสขึ้นนั่นแหละ คือ ไปฟังสิ่งที่เขาเล่าลือมาเข้าหู้พอเข้าห็เสร็จก็ ไม่ได้ ฉันต้องแสวงหาสิ่งนี้ ไปเอาสิ่งนี้ให้กับตัวเองให้ได้ โลภะก็ขึ้นหมับๆ เท่านั้น โลภใส่ตัวเอง ได้ นี่เราเรียกว่า กิเลสะ หรือ กิเลส กิเลสมาจากภาษาบาลีสองคำ คือ คำว่า กิระ บวก เอสะ กิละนี่หมายความว่า ไอ้ที่ได้ยินมา หรือ ฟังมา กิระดังได้ยินมา ของตัวนี่ ภาษาบาลี ก. สระอิ ร. เหมือนกัน แปลเหมือนกัน แปลว่าได้ฟังมา ตามที่ได้ฟังเล่าลือมาเหมือนกัน มาเป็นกิเลสนี่เขาเอาตัว ล.ลิง สระอิ มาบวกเอสะ เอสะ แปลว่า แสวงหา พอได้ยินแล้วก็เป็นอันอยู่ไม่ได้แล้ว จะต้องแสวงหาตามที่เขาเล่าเขาลือมา ตามที่เขาเป่าหู พวกนี้อ่อนไหวยิ่งกว่าจิ้งหรีด จิ้งหรีดนี่จะให้เมาก็ต้องเอามาปั่นหัวนะ แล้วก็ต้องเอาผมเส้นผมเข้าไปคล้องคอแล้วก็หมุนปั่นนี้ให้มันเมา มันถึงจะเรียกว่าซมซาน เป็นอะไรก็ได้กัดกันก็ได้ ตีกันก็ได้ ส่วนคนนี้ ได้ยินแว่วๆ แค่นั้นน่ะหมายความว่าก๋วยเตี๋ยวหมูที่ฉะเชิงเทราดีเหลือเกิน เพราะว่าที่ร้านนู้นร้านนี้มีหรือเปล่าเขาว่าไอ้โน่นไอ้นี่มีอะไรก็ได้ที่จะดิบจะดีอะไรก็ตามแต่ถ้าเป่ากิเลสเขาเปล่าไอ้ ลือๆ เล่าๆ อะไรมานิดหน่อย ถ้าจะตามเขาล่ะได้ยินนิดได้ยินหน่อยก็ฉันจะต้องแสวงหา ฉันจะต้องเอามั่ง เขาบอกว่าเสื้อที่นั่นน่ะราคาถูกเหลือเกิน สวยซะด้วยไม่อยากได้ก็บอกว่าไอ้อย่างนู้นน่ะน่าเอาอย่างนั้นน่ะได้อย่างนั้นมี เขาพูดขึ้นมาอะไรก็ได้มานิดหน่อย ก็เอาแล้วเมาตามที่เขากล่าว เมาตามที่เขาเล่าลือ อยากได้อยากเป็น อยากมีตังค์เขาอย่างนั้นแหละ ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่า ตัวเองมี

ชีวิตอยู่เนี่ย เพียงพอแล้วหรือ ยังควรจะสันโดษแล้วหรือยัง เออก็บอกว่าที่บ้านไม่มีข้าวสักเม็ด แล้วเขาก็เล่าลือว่าที่โน่นน่ะเขาแจกข้าวกันน่ะ แล้วเราก็วิ่งไปเอาข้าว อย่างนี้ก็เพราะว่า ไม่ว่ากระไรอย่างนี้แล้วก็ถูกละ เพราะเราต้องโทษไม่ได้ เรายังไม่มีข้าวสักเม็ดเนี่ย ข้าวมันจำเป็น ข้าวจะต้องกิน เมื่อขาดข้าวเขาบอกว่าที่นี่เขาแจกข้าว หรือที่โน่นเขาขายข้าวราคาถูก เราก็วิ่งไป ไปเอาหรือไปเสาะแสวงหาสิ่งนั้นมาให้ตน เอออย่างนี้ก็ยังเรียกว่ายังพอได้ เป็นการแสวงหาที่ควรแก่เหตุผล ถูก แต่ไอ้นี่พอ ได้ยินข่าวว่าไอ้นั่นดีไอ้นี่ดี ไอ้นั่นงาม ไอ้นั่นสวย ไอ้นี่เด่นไอ้นั่น โก้ไอ้นั่นหรู ไอ้นั่นหรา ไอ้นั่นอย่างนู้นอย่างนี้ เท่านั้นแหละไปทีเดียว จะต้องไปเสาะแสวงหามาให้แก่ตนให้ได้ ไม่รู้จักประมาณ ไม่รู้ตน ไม่รู้ว่าตัวเองนั่นน่ะควรจะหยุด หรือยัง ควรจะพอหรือยัง ชีวิตของตนดำเนินไปได้แล้วหรือยัง ทีนี้ชีวิตของตนน่ะพอดีแล้วหรือยัง และกำหนดความพอแล้วให้ตนหรือยัง ไม่ได้คิด เมื่อไม่ได้คิดก็ได้ยินแว่วมาก็เป็นกิเลสทั้งนั้น จะแสวงหาตามที่ได้ยินมาทั้งนั้น นี่เรียกว่ากิเลส ให้กิเลสเลย ตัวนี้แหละมันเป็นมารตัวร้ายที่จะต้องทำให้คนที่ไม่เข้าใจต้อง ต้องผจญ ต้อง เรียกว่าต้องประจัญบานกัน จะต้องพาเอาตัวเองนี่แหละเข้าไป เข้าไปหนักหนา เหน็ดเหนื่อย เข้าไปต่อสู้ เข้าไปแสวงหา เข้าไปพยายามดิ้นรนที่จะเอาสิ่งนั้นมาให้แก่ตน เมื่อผู้ใดไม่มีมัตตัญญุตา ไม่มีการประมาณตน ไม่รู้อัตตัญญุตา ไม่รู้ตน ไม่รู้อัตถัญญุตา ไม่รู้กัมมัญญุตา เมื่อไม่รู้แล้วไซร้ เมื่อได้ยินจากที่อื่นมาแล้วจะแสวงหาเสมอที่ไหนก็บอกว่าที่นี่เป็นบ่อที่จะเอาไปเก็บเอาร่ำเอารวยเอาลาภ ยศสรรเสริญแล้วก็ไม่ได้ละ เป็นทางได้จะต้องไปเอามาหมด ตัวเองจึงจะต้องแสวงหาซอกๆ ไม่รู้เหน็ดไม่รู้เหนื่อย เมื่อเวลาผู้ใดจะแสวงหาสิ่งใด จะต้องการสิ่งใดมาให้แก่ตนนั้น จะต้องลงทุนลงแรงทั้งกำลังปัญญาและกำลังสิ่งใดๆ ก็ตามแต่ บางทีใช้วัตถุ ใช้ทรัพย์สินที่จะต้องลงทุน ต้องใช้กำลัง ใช้กำลังกาย กำลังใจ ใช้กำลังปัญญา ไอ้สิ่งที่ใช้มากที่สุดก็คือ เวลาจะต้องใช้เวลา มีทั้งวัตถุมีทั้งทุนรอนมีทั้งพลังงาน มีทั้งปัญญา แรงกาย มีทั้งเวลาที่เราจะสูญเสีย เพื่อที่จะไปได้สิ่งนั้นมา ถ้าผู้ใดมีวัตถุอยู่ที่จะไปแลกเปลี่ยน หรือมีทุนรอน จะไปแลกเปลี่ยน ก็ค่อยยังชั่ว ถ้าไม่มีก็ต้องไปหาไอ้นี่หนักละอย่างไรจะได้มาอีก จะต้องใช้ปัญญา ใช้พลังงานต่อสู้ เพราะโลกมันแย่งกัน มันแย่งสิ่งเดียวกัน โลกแย่งลาภ ยศสรรเสริญ และสุขสิ่งเดียวกันนี่ เรียกว่าโลกธรรมธรรมดา โลกมันแย่งอย่างนี้ทุกข์มนุษย์แสวงหาลาภ แสวงหายศ แสวงหาสรรเสริญ แสวงหาสุขใส่ตน เพราะฉะนั้นเมื่อมันแย่งสิ่งเดียวกันจึงต้องต่อสู้กัน การต่อสู้กันนี่แหละเรียกว่า ผจญหรือประจันบาญ เรียกว่าตัวเราเองจะต้องขับเคี่ยวเอามาให้ได้เมื่อไปประจญ เราไม่ได้ไปประจญกับอะไรมากนัก ถ้าเราพอ เราก็ไม่ต้องไปประจญอะไรมาก ถ้าเราไม่พอเราก็จะต้องไปประจญกันอย่างหนักทีเดียว แม้แต่มีพอแล้วก็ไม่รู้สันโดษ ไม่รู้สันตุฏฐิ ไม่รู้การพอแล้ว ไม่รู้ประมาณตน ก็ยังจะเป็นโลภมากโลภมายอยู่ แน่นอนผู้นั้นก็เบียดเบียนตนเอง ตัวคำว่าเบียดเบียนตนเอง ตัวนั้นแหละคือ มารตัวนั่นแหละคือ มาร คือความขี้โลภ พิจารณาก่อนเถอะ ถึงที่สุดแล้วตัวนั้น คือ ตัวมาร คือตัวขี้โลถ ตัวไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักประมาณ แล้วเราก็ไปแย่งเอา เพราะเพียงกิรดังได้ยินมาแล้วก็แสวงหาไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักพอเป็นดังนี้ ทุกสิ่งอย่างในโลก คำว่ากิเลสมาร เป็นมารตัวเดียวถ้าจะพูดกันแล้วก็เป็นมารตัวเดียวที่อยู่ข้างนอก และมันก็เกี่ยวกับจิตของเราด้วย เพราะเราโง่จึงเรียกว่า มาร ถ้ามันเล่าลือกันอยู่ข้างนอก เราฉลาด เราไม่โง่ ไม่เหมือนจิ้งหรีดถูกปั่นหัว ถ้าจะเล่าลืออะไร เขาจะอะไรต่ออะไรก็ปะไร เราไม่มีความเดือดร้อนอะไร ถ้าผู้ใดเข้าใจแล้วว่า ชีวิตตั้งอยู่ได้ด้วยปัจจัย เมื่อมีปัจจัยอย่างพอดีแล้ว รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ความดี ความเล่าลือกันว่า อย่างนี้งดงาม อย่างนี้อย่างเด่น แล้วแต่ว่าจะโปรปะกันดาได้หรือว่าจะไปประชาสัมพันธ์กัน โฆษณากันให้มันเลิศลอย อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่มี ไม่มีการดิ้นรน เมื่อเรารู้ว่าชีวิตเราตั้งอยู่ได้แล้วด้วยปัจจัยอันเพียงพอดี ปัจจัย 4 และบริขารประกอบเล็กน้อย เมื่อเราได้พอดีแล้ว เราก็ไม่ต้องไปดิ้นรนและเราเข้าใจชีวิตที่แท้จริงแล้วไม่มี แต่ผู้ที่ดิ้นอยู่นั้นเกินกว่าปัจจัย 4 มีอะไรเข้าหูนิดมีอะไรผ่านตาหน่อย มีอะไรเข้าทางจมูก ทางลิ้น ทางกายเป็นคนไม่ได้เป็นคนไม่ได้ จะต้องทดสอบ จะต้องอยากจะได้อยู่ตลอดเวลาอยาก ลิ้นอยากจะได้ลิ้มอยากจะได้สัมผัส อยากจะได้มี อยากจะได้เป็น อยากจะได้มาเป็นของตัวอยู่ตลอดเวลา สิ่งนี้จึงเรียกว่า มาร หรือ กิเลสมาร ผู้ใดรู้เท่าทันจบหมดมาร ผู้ใดรู้เท่าทันหมดมารจากข้างนอกมาไม่มีเลย เพราะฉะนั้นเมื่อภายนอกไม่มีมาอะไรเลย เราเองรู้เท่าทันข้างนอกหมด ก็เกมเกม นี่มารตัวที่หนึ่ง เรียกว่ากิเลสมารตัวที่หนึ่ง จบไปทีนี้จบ กิเลสนี่มันเก่ง มันก็จะไม่เป็นกิเลสอย่างที่ว่านี้แหละ ก็จะต้องพยายามปรุงแต่งเสริมสร้างพัฒนา กิเลสมันพัฒนาขึ้นทุกวัน มันพัฒนาตัวเองมันทุกวัน มันหลอกไม่ได้เลยมันไม่ได้ด้วยเล่ห์ มันก็เอาด้วยกล ต่อจากกิเลสมาร มันก็แปลงตัวเป็นเทพบุตรมาร ทำงานเป็นมารตัวที่สอง มารตัวที่สองนี้ก็คือ กิเลสตัวเก่านั่นแหละ กิเลสดังกล่าวนี้แหละจะอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จะอยู่ในลาภวัตถุ จะอยู่ในยศชั้นสรรเสริญ จะอยู่ในความสุขใดๆ ก็ตามที่คนไปหลงมัน ถ้าใครยังเป็นทาสสิ่งเหล่านี้เรียกว่าโลกีย์หรือว่าเรียกว่าโลภ เรียกว่าสิ่งที่ยังหลอกเราอยู่ เราก็จะเป็นผู้ที่ตกหลุมมัน แต่ถ้าพบผู้ใดรู้ทัน ไม่อยู่ใต้อำนาจโลภ หรือโลกีย์ ดังกล่าวนี้ไม่เป็นทาส ลาภยศ สรรเสริญ แม้ที่สุดๆ รูป เสียง กลิ่น รสสัมผัส อันใด ไม่ได้เป็นทาสเลย เมื่อไม่เป็นทาส ผู้นี้ก็สบายแต่ เจ้ามารไม่ยอมหยุด กิเลสมารก็ปลอมตัว แต่ก่อนนี้รู้เท่าทันว่าฉันทำกลิ่นแค่นี้คุณก็รู้ทันซะแล้วว่าในกลิ่นแค่นี้หลอกคุณ รสแค่นี้หลอกคุณ หลอกแค่นี้หลอกคุณ ฉันก็ปรุงใหม่แต่งตัวปลอมตัวเป็นเทพบุตร เป็นสิ่งที่สวยงาม เป็นสิ่งที่จะหลอกล่อเจ้าได้อีกมากยิ่งขึ้น จึงเรียกว่าการเกิดของคนตาย คำว่า เทวบุตรเนี่ย แปลว่าการเกิดของคนตาย เทวะแปลว่าตาย ปุตตะนี่แปลว่าคือการเกิดหรือแปลว่าลูก เป็นสิ่งที่คลอดตามมาเป็นสิ่งที่ได้เกิดมาใหม่ หรือว่าเป็นสิ่งที่ได้ปรุงแต่งขึ้นมาใหม่อีกสิ่งหนึ่งแต่เป็นการปรุงแต่งขึ้นมาของคนตาย ของคนที่ไม่รู้เรื่องคนที่ไม่เข้าใจอะไรแล้วเขาก็แปลงตัวขึ้นมาเพื่อที่จะหลอกคน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ากิเลสทุกวันนี้ สิ่งที่ประกอบไปด้วยสิ่งอยู่ด้วย วัตถุอยู่ด้วยอะไรต่ออะไรต่างๆ นานาเนี่ย มันพยายามปรับปรุงขึ้นมาเรื่อยๆ ตกแต่งประดิดประดอยประดับบรรดา ชักชวนชี้ชวนอะไรต่ออะไรต่างๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ หลอกกันไปวันยังค่ำ ผู้ใดไม่รู้ก็ถูกกิเลสนั่นแหละมันหลอก แล้วมันก็ตั้งชื่อของมันใหม่ว่าเทพบุตร เทพบุตร ผู้หญิงจะเรียกว่าสวยๆ ว่าเทพธิดามารก็ตามใจ ก็เหมือนกันนั่นแหละ คือหมายความว่าสิ่งที่เกิดมาใหม่ในการปรุงแต่งปรับปรุงดัดแปลงหลอกลวงให้หนักเข้าจนเห็นว่าเป็นเทวดาเห็นว่าเป็นเทวะ เห็นว่าเป็นสิ่งที่สวยงาม เป็นสิ่งที่คนเข้าใจว่านี่เป็นชาวสวรรค์ แต่เป็นสวรรค์เก๊ เป็นสวรรค์เก๊ เยอะแยะมากมายเลยในโลกเดี๋ยวนี้ สิ่งที่เป็นเรียกว่าเทพบุตรมาร มันหลอกเราและเราก็ไม่รู้ เมื่อเราไม่รู้เราก็ไปเป็นทาสมันอีก จิตของเราที่ตกไปเป็นทาสมันนั่นแหละ เราเราไปติดมันเข้าสิ่งที่ไปติด ไปยึด ไปอยากได้ไปฉวยเอาไว้ภาษาบาลีจะเรียกว่าอะไรก็ได้จะเรียกว่าโลภะจะเรียกว่าปริคหะ ฉวยเอาไว้เป็นของ เป็นไปประโยชน์เอาไว้อาจจะเรียกว่า อุปทาน จะเรียกว่าอะไรก็ได้ ไปยึดเอาไว้ ไปถือเอาไว้ไ ปฉวยเอาไว้ เป็นโลภเอาไว้ไปเป็นตัณหาอยากเอาไว้ก็ตามแต่ล้วนแล้วแต่อยู่ในลักษณะของมารทั้งนั้น อยู่ในลักษณะของมาร เพราะฉะนั้นเมื่อเราไปถูกอะไรหลอกเข้าแล้ว เราไม่รู้เท่าทันพอสัมผัสมาแล้ว เราก็เกิดตันหาเกิดอยากได้ นั่นแหละเรียกว่าถูกผีหลอกหรือว่าถูกมารหลอกนี่ เรียกว่าเทพบุตรมาร ผู้ใดรู้เท่าทันกิเลส กิเลสมาร ก็เกมได้ แต่ถ้ายังฉลาดไม่พอ เมื่อกิเลสมันพยายามปรับปรุงตัวเองดังกล่าวแล้ว พยายามที่จะพัฒนาตัวเองเป็นเทพบุตรหลอกลวงเราเพิ่มเติมถ้าเรารู้ไม่ทันอีกเราก็เสร็จให้แก่เทพบุตรมาร ถ้าเรารู้เท่าทันมาร ก็ดี ก็วางได้อีกก็จบอีกจบอีก เพราะฉะนั้นมารจะเป็นกิเลสมารหรือจะเป็นเทพบุตรมาร ถ้าเรารู้เท่าทันแล้วก็เผชิญเราไม่ได้บ้านเรานั้นก็มาผจญเราไม่ได้มารอนรานมาฟาดฟันมาข่มเหงมาอยู่เหนือหัวขี่หูขี่คอเราไม่ได้แล้ว ขี่หัวขี่คอเราไม่ได้เด็ดขาดเลย นี่ก็เรียกว่าเรารู้เท่าทันมารและมารที่ว่านี้เป็นมารสองชนิดเท่านั้น ดังกล่าวแล้วมาเป็นลำดับ คือกิเลสมาร เทพบุตรมาร เดี๋ยวจะกระจายให้มันละเอียดอีกรอบนึง ตอนนี้ฟังคร่าวๆ เป็นต้นๆ ไปก่อนเดี๋ยวจะย้อนกลับมาพูดทวน กิเลสมาร ย้อนชวนมาพูดเทพบุตรมาร อีกทีนึงตอนนี้ขอกล่าวไปให้มันจบห้ามารซะก่อนก็ขอเล่าต่อไปนิดนึงถ้าเผื่อผู้ใดได้เอาชนะมารสองอย่างนี้ได้ ก็ยังมีสิ่งที่เป็นในตัว เมื่อกี้นี้บอกแล้วว่านอกตัว กิรดังได้ยินมา หรือระบวก เอสะ อย่างว่าเนี่ย จากนอกตัวเข้า มาหาเรา เมื่อผู้ใดตัดกิเลสมาร เทพบุตรมาร ได้แล้ว ก็ยังเกี่ยวกับตัวเราเองอีก เรียกว่าขันธมารเรียกว่า คือตัวเราเนี่ยไม่เดือดร้อนแล้วทางข้างนอกไม่เดือดร้อนแล้วทำข้างนอก แต่ตัวเราเองก็ยังเดือดร้อนตัวเรา เพราะตัวเรา ด้วยความไม่แจ้งในขันธ์ทั้งหลาย เข้ามาหาตัวคิดเลยทีเดียว ขันธมารก็มา มันมีตั้งแต่รูปขันธ์ นามขันธ์ต่างๆ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ล้วนแล้วแต่เรียกว่า ขันธ์ รูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารก็ดี วิญญาณก็ดี ถ้าเราไม่รู้เท่าทันมันมันก็ปั่นหัวเราได้อีก แม้แต่เนื้อหนังมังสา ผิวพรรณ ผมเผ้า เนื้อตัว ถ้าเราไม่รู้ว่านี่ก็คือสักแต่ว่า ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่มันมาเกาะกลุ่มกัน มันมารวมตัวกันเข้า เพราะเหตุ ปัจจัยหลายๆ อย่างมาทำการผลิตขึ้นมา จนกระทั่งรวมตัวกันเป็นอย่างนี้เราเรียกว่าบุคคล เราเรียกว่าคน เราเรียกว่าสัตว์มีชีวิตชนิดหนึ่งที่ประเสริฐที่สุดในโลกมนุษย์ ตัวผู้ใดมีเนื้อกายก็เรียกว่ารูปกายของเรา หรือ ว่าเนื้อตัวของเรา ถ้าเราไม่รู้มันว่าเป็นธาตุ สักแต่ว่าเป็นธาตุ มันไม่ใช่ของเราของเขาที่ไหน มันเป็น ตัวธาตุ มันเป็นธาตุทั้งหลายแหล่ ธาตุทั้งหลายแหล่มารวมกันเข้ากันอยู่เท่านั้นเอง เราไม่รู้อย่างนั้น เรารู้แต่ว่ามันแหม มันของของเรานี่ต้องสงวน ต้องรักษาต้องประคบประหงม มีความหลงมีความรัก มีความเอ็นดู มีความเรียกว่า จะต้องเป็นทาสไอ้รูปกายแท่งนี้ ผสมกับคำเล่าลือข้างนอกว่า ถ้ากายนี้แล้วก็ถ้ารักมัน แล้วก็จะต้องสงวนนวลสงวนเนื้อ จะต้องขัดจะต้องสี จะต้องทาจะต้องพอก จะต้องหาอะไรมาให้มันสัมผัส ดีที่สุด ถ้าหลงมากที่สุด ก็จะสัมผัสกาย โดยส่วนใดก็จะต้องให้สัมผัส แม้แต่ผ้าที่เอามานุ่งก็จะต้องให้แนบเนื้อ เนียนใจ หยาบกระด้างก็ไม่สบาย ไอ้ที่จะไปเอากายนี้ ไปวางไว้บนที่ไหนก็จะต้องเลือกแล้วเลือกอีกที่จะต้องแข็งตามที่ชอบ นุ่มตามที่ชอบ เย็นตามที่ชอบ ร้อนตามที่ชอบ อุ่นตามที่ชอบ จะสัมผัสอย่างไรก็เลือกแล้ว เลือกเล่า ด้วยกายนี้จะไปพักที่ไหน ก็รู้สึกมันมีความรู้สึกต่อทอดไปถึงจิต ก็จะเลือกแล้วเลือกอีก กระทบต้นหอม แม้แต่ข้างนอกข้างนอกข้างนอกแท้ๆ สีมันเขียว สีมันแดงสีมันเหลืองสีมันอย่างใดอย่างไร ก็จะต้องทำตามที่ตัวเองไปโง่หลงตามคนอื่นเขาบอก หน้าตาดีๆไม่พอใจเอาสีเขียวสีแดงมาทาเข้าไปพอกเข้าไปตามที่เขาหลอก ว่าอย่างนั้นงาม อย่างนี้งาม ก็หลงไปตามเขา เอามาทาเข้า ปะเข้าไป เอาราคาแพงๆ เขาก็ประดิษฐ์ประดอยมาหลอก ขายยังไงยังไง ก็ให้เขาตุ๋นเอาเงินไปเอามาพอกเข้า ทาเข้าพอกเข้า ผมเผ้าไม่อยู่ตามธรรมดาไม่พอ ก็หาน้ำมูกน้ำมัน เอาน้ำกลิ่นน้ำหอมอะไรมาชโลม ผิวเนื้อพวกนี้ก็เอาเอานวดเอาอะไรมาทาเอา อะไรมานวดมาถู เอาอะไรมาชโลม เอาน้ำมันน้ำหอม น้ำเหม็นอะไรก็ไม่รู้ล่ะ ก็แล้วแต่จะเป็นหลงตามเขา ยังไงก็ตามจะต้องสัมผัสไป ทั้งผิวทั้งผ่อง ทั้งทุกวันนะนี่ก็ข้างนอก แค่รูป เพราะฉะนั้นรูปทุกส่วนจะต้องปรับปรุง ตกแต่ง ดัดแปลงแม้แต่เล็บไม้เล็บมือ คิ้วคาง หน้าตาแขนขาไม่หมดจะต้องประดับประดา ประดิดประดอย ตกแต่ง ขัดสี ถูทาอะไรก็ไม่รู้ อย่างนี้เรียกว่าไม่รู้จักขันธ์ ไม่รู้จักกองแห่งรูปขันธ์ ที่เรียกว่ากายเท่านั้นเอง กายก็สักแต่ว่าหมู่กอง ที่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มันรวมตัวกันเข้ามาก็เป็นอันนี้ตั้งอยู่ได้ในเหตุปัจจัย ถ้าเราเอาธาตุที่มันตรงกัน ซึ่งมันจะปรุงเป็นสิ่งเหล่านี้ทดแทนกันไป อันไหนตั้งขึ้นได้แล้วมันก็จะเสื่อม พอเสื่อมแล้วไม่มีอะไรมาทดแทน มันก็จะไม่มีเพราะงั้นก็เราก็เอาไอ้สิ่งเหล่านี้เข้าไปให้มันปรุงข้างในนี่มันปรุงเองของมันโรงงานใหญ่ กินธาตุโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน a b c และเมื่อผู้ใดรู้จักกินเหมือนกับไป ตั้งอยู่ ก็เท่านั้นเอง แม้แต่เสื้อผ้าหน้าแพรก็ใส่ กาละ สมัยก่อนโน้น จะดึกดำบรรพ์ คนสมัยดึกดำบรรพ์ก่อนไม่ต้องใส่เสื้อแก้ผ้าโทงๆ เพราะยังไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร กิเลสตัณหาก็ยังไม่แรงจัด ยังไม่มีจิตวิทยาเชิงหลอกมากนัก เพราะฉะนั้นก็ไม่มีการหลอกกระตุ้นซับซ้อนกัน ก็มีความรู้สึกเท่าๆ กันกับสัตว์แก้ผ้าโทงๆ ถึงเวลาเมื่อถึงระบบโคจรของร่างกายที่มันจะต้องต่อเชื้อ ต่อเชื้อที่จะผสมพันธุ์ มันก็จะเกิดการเร่งเร้าด้วยต่อม ด้วยอะไรต่ออะไรขึ้นมา ก็จะผสมพันธุ์กัน ผสมพันธุ์ตามธรรมดา นั่นเรียกว่าก็เหมือนกัน คนสมัยดึกดำบรรพ์ก็คล้ายๆ สัตว์ดำเนินมา คล้ายๆ ต่อมาคนมันยิ่งพัฒนา จิตใจพัฒนา การเร่งเร้า การพยายามเร่งเร้าน่ะ คำว่าเร่งเร้าไม่รู้จะพูดว่ายังไงดี เร่งเร้าก็จนกระทั่งกลายเป็นกลับไปกลับมามีแต่จิตนี่แหละเร่งมากที่สุด จนกระทั่งกลายเป็นกิเลสตัณหาก็หนาจัด เสพสมสู่กัน จนกระทั่งมากยิ่งกว่าสัตว์ ไม่เป็นเวล่ำเวลา ไข่สุก ไข่ไม่สุก ไข่ไม่สุกจะเร่งเร้าด้วยความไม่ได้ต่อมันร้อน มันเร่งเหมือนเร้า มันจะต้องเสพกันไปตลอดทุกวันทุกคืน อย่างนี้ก็เรียกว่าไม่เข้าใจความเป็นจริงของโลก จึงจัดขึ้นเพราะอะไร เพราะความหลอก มันหลอกกัน ใช่จิตวิทยานี่แหละ จิตวิทยาเชิงหลอกเนี่ยหลอกกันอย่างนู้น อย่างนี้ จนกระทั่ง สุดท้ายหนักเท่า เปลือยกายให้เห็นไม่ได้ ต้องมีผ้าผ่อนปิด ต้องหาใบไม้มาปิด ต้องเอาผ้าเอาผ่อนมาปิด ต้องนุ่งต้องห่มผ้า ร่างกายก็ต้องมีผ้าผ่อนปิดเข้าไป จนกระทั่งปัจจุบันนี้ไม่นุ่งผ้าก็ไม่ได้เลย ก็เอาล่ะมันจะได้พัฒนากันมาจนขนาดนี้ ก็เอา ก็นุ่งผ้า ก็นุ่งผ้า กันอุจาด ว่างั้นเถอะ ถ้าไม่นุ่งผ้ากันอุขาดเสียเลยมันก็เกินไป เพราะว่าสังคมทุกวันนี้ ถ้าขืนไม่นุ่งผ้าละ ก็ยิ่งจะแหลกมากกว่านี้ เพราะว่ากิเลสมันได้ครองคนมากเหลือเกิน มันฝังหัวชีวิตมนุษย์ซะแล้ว เพราะชีวิตมนุษย์ที่เกิดมาแล้ว ไอ้ต่อม ไอ้ยีน ไอ้โครโมโซม อะไรต่ออะไรต่างๆ ในร่างกายเนี่ยมันถูกจุดแล้ว มันได้ปรับปรุงมีต่อมมีอะไรแล้ว พอถูกปั๊ป มันก็เกิดของมันถึงขนาดนั้นแล้วมันจะเจริญถึงขนาดนั้นแล้ว เพราะงั้นทุกวันนี้ไม่นุ่งผ้าไม่ได้ เอ้าก็ยอมแต่เมื่อเราเป็นคนฉลาด เรานุ่งผ้าว่ากันอุจาด ปิดบังเครื่องอะไรที่มันทำให้อุจาดเกินไปที่เราจะเป็นก่อในเรื่องกามารมณ์กันหนักข้อเกินไป แล้วก็ปิด เอาผ้าปิด แล้วก็เอาผ้าสีไหนก็ได้ธรรมดา แล้วก็แล้วไป นอกนั้นก็บางหนา กันร้อน กันหนาว ถ้าหน้าร้อนก็เอาใส่เสื้อบาง หน่อยถ้าหน้าหนาวก็ใช้เสื้อหนาหน่อย ก็เท่านั้นเอง แต่คนก็ไม่พอ จะต้องให้เลือกมาประดับขันธ์เนี่ย ไอ้รูปขันธ์นะ แม้แต่ผ้าซื้อเอามาประดับขันธ์ ก็จะต้องเอามาประดับรูปพรรณก็ให้เหลือเกินขนาดหลอกกันไปหลอกกันมาตั้งไม่รู้อะไรเป็นกิเลสมากมาย เพราะฉะนั้นแม้คนไม่รู้แม้แต่รูปขันธ์ข้างนอกแค่นี้ จึงประคบประหงบของลูกขันธ์เกินขอบเขต นี่เลือกเครื่องแต่งตัวเครื่องสัมผัสกาย เพราะฉะนั้นการจะเอามาสัมผัสกาย จึงถูกหลอกไปหมด ตั้งแต่ทางตา หลอกไม่ได้ด้วยรูป ด้วยสี ทางหูก็หลอกไปด้วยการประชาสัมพันธ์ ด้วยการโฆษณาเร่งเร้าจิตใจให้สร้างความอยากได้มากๆ ขึ้น เห็นดีเห็นชอบ แม้แต่กลิ่น บางทีก็เสื้อผ้าก็อบ ก็อบกระดาษหอม อบน้ำอบ อบอะไร กลิ่นน้ำหอม ให้หอมกว่านั้นเถอะ แม้แต่ผงซักฟอกเดี๋ยวนี้เพื่อที่จะมาซักผ้าเขาก็เอาน้ำหอมใส่เข้าไป เชื้อน้ำหอมใส่เข้าไปในผงซักฟอก เพื่อที่จะซักผ้าแล้วก็ผ้าเสื้อมีกลิ่นหอม ก็ทั้งนั้นทั้งนั้นแหละ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องมากเรื่องไม้ เรื่องทำให้หนัก เรื่องทำให้เป็นภาระอันยุ่งยากมากมายขึ้นไป ซึ่งคนก็ชอบ เพราะหลงหมดตั้งแต่รูป แต่สี กลิ่น เสียง ที่เขาว่าไป ต่อไปนี้ถ้ามันต้องชิมด้วยนะ ใส่เสื้อ เสื้อตัวนี้ไม่ใช่กลิ่นสะอาด หรอกรสสะอาด ต่อไป ถ้าใครจะเริ่มต้นก็เอาเดี๋ยวนี้กลิ่นสะอาดใช้กันแล้ว กลิ่นสะอาดกลิ่นที่เรียกว่าชอบใจ เพราะฉะนั้น ต่อไปให้มันหนักยิ่งขึ้น เสื้อผ้าของใครที่ประดิษฐ์ประดอยแล้วนี่ โฆษณาใหม่เลยเสื้อผ้าที่นี่รสสะอาด รสน่าใช้ หาสิหาวิธีหลอกเข้า เป็นเทพบุตรมารถ้าจะเป็นนะเพราะว่าพัฒนาเหลือเกินโลกนี้มันพัฒนาแล้วแต่มันหลอกกันร้อยสีพันอย่าง มันหลอกกันจริงๆ มันปรุงแต่ง มันตกแต่ง มันสร้างมันก่อจนไม่รู้จักหยุดจักพัก เป็นกิเลสะ กิเลส กิรดังได้ยินมา ดังนั้นดังนั้นก็ตาม ซ่อกๆ ๆ จนไม่รู้ว่ากิเลสมารมาจากไหน เป็นอย่างไร มันแปลงกายมาเป็นเทพบุตรมารอย่างไร ไม่รู้สุดท้ายเราก็ไม่เข้าใจ ขันธมารของเราก็ไปช่วงเอาไปตามเอาไปยึด เอาไปพอกเอาไปหลงตามเขา จะสะสมจะหามาจะอยากได้อยากมีอยากเป็นอยู่ตลอดเวลา เพราะความไม่เข้าใจเพราะฉะนั้นแม้แต่เครื่องนุ่งห่มดังกล่าวนี้กำลังอธิบายอยู่แค่นี้ นอกจากหลงรูป หลงสี หลงกลิ่น หลงที่เขาเล่าลือมาแล้วสัมผัสใส่เนื้อเนียนตัว อะไรต่างๆ นานาไปแล้ว ต่อไปในอนาคตก็เสื้อผ้าพวกนี้ ยอดเยี่ยมเลยชิมแล้วก็น่าใส ชิมด้วยลิ้นแล้วก็น่าใส่ซะด้วย หาแต่หาทางหลอกพวกคุณใครจะเป็นเทพบุตรมารคนแรกก็เชิญ เชิญนี่แหละ เรื่องของการปรุงแต่ง เรื่องของสังขาร ทั้งนั้น เรื่องของการก่อเกิดในโลก มีแต่สร้างก่อเป็นกิเลส แล้วก็

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน