330402 สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 1 โดยพ่อท่าน โพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ศาลีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330402 สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 1 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก หมายเหตุท้ายบทความ | สารบัญ | ภาคผนวก
สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 1 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2533 เนื่องในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ของพุทธ ครั้งที่ 14 ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก จังหวัดนครสวรรค์
สมาธิและสัมมาสมาธิ ที่ให้ชื่อว่า สมาธิและสัมมาสมาธินั้น มันรวมไว้หมดน่ะ อานาปานสติภาวนา ก็จะอยู่ในนี้ แล้วก็เรื่องสมาธิที่เราจะทำอย่าง อานาปานสติ ก็ดี เราก็จะพึงเรียนรู้ ฝึกฝนกันจริงๆ ในเรื่องของสัมมาสมาธิ ก็จะอธิบายประกอบ ความจริงเราก็เรียนสัมมาสมาธิกันมาตลอด
การทำสมาธิแบบทั่วไป Meditation เป็น เจโตสมถะ : ส่วนสมาธิที่เราจะมานั่ง ที่เราเรียกว่า “เจโตสมถะ” นั้น จะทำอย่างสมาธิที่ ส่วนทั้งหลายทั้งแหล่ ส่วนกว้างที่คนทั่วไปเขาเรียนกันนั้น พอบอกว่า “สมาธิ” เขาเรียกภาษาอังกฤษกันว่า “เมดดิเทเชิ่น (Meditation)” สมาธิ Meditation เวลาเขาจะทำ ก็จะต้องเข้าไป“อยู่ในภวังค์” นั่งหลับตาแล้วก็ไปอยู่ในภวังค์ เมื่อสติตื่นเต็ม ตัดทวารทั้ง 5 ไม่รับรู้นะ ไม่รับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีแต่ความรับรู้อยู่ข้างในเท่านั้น เราเรียกว่า”อยู่ในภวังค์” เขาก็ถือว่าอย่างนั้นแหละ เป็นสภาพที่เข้าไปสู่ฌาน… เข้าฌาน เข้าสู่ภวังค์ มุ่งเน้นเอกัคคตารมณ์และไม่คิดเป็นกิเลสนิวรณ์ 5 : เข้าไปสู่ฌาน แล้วก็มีองค์ประกอบที่เป็นเงื่อนไขอยู่บ้างว่า ในขณะที่เข้าไปอยู่ในภวังค์นั้น จิตใจก็จะต้องเป็นหนึ่ง เรียกว่า เอกัคคตารมณ์ โดยไม่ไปคิดถึงกาม ไม่ไปคิดถึงพยาบาท ไม่ง่วงเหงาหาวนอน ไม่เซื่อมซึมอะไร เป็นสติเต็มอยู่ข้างใน แล้วก็ จิตใจไม่ฟุ้งซ่านไปในเรื่องหลายเรื่อง ต้องมีเรื่องเดียว เรียกว่า เอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์อยู่ในเร
อ่านต่อ
ื่องเดียว ในสภาพที่อยู่ในภวังค์นั่นแหละ เห็นอย่างชัดเจน ไม่สงสัย ไม่มีความรำคาญใจ ไม่มีความทุกข์ใจอะไร มีอารมณ์ที่อยู่ในสภาพที่สบาย แล้วก็ อยู่ในสภาพอย่างนั้นแหละ นั่งอยู่ในภวังค์ ข้างนอกจะเป็นยังไงไม่รู้เรื่อง สบาย เราคิดนึกอะไรส่วนหนึ่งของเราอยู่ในนั้น ซึ่งมีเงื่อนไขประกอบแล้วว่า อย่าให้เป็นกาม อย่าให้มีความนึกคิดไปทางกาม ทางพยาบาท และอารมณ์ของจิตก็ยังไม่ฟุ้งซ่าน กระเด็นกระดอนอะไร อยู่ในเรื่องที่รับรู้อยู่ในภาวะอย่างนั้น ไม่ง่วงเหงาหาวนอน ไม่เซื่องซึม สติเต็ม… (ดู นิวรณ์ 5 ในภาคผนนวก) คำว่า “วิจิกิจฉา” นั้น เขาก็แปลกันไปหลายอย่างหลายนัย เขาแปลตั้งแต่ว่า ไม่คิดวิจิกิจฉา ไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปโน่น! อธิบายกันว่า ไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็ไม่สงสัยที่จริงนั้น ไม่สงสัยคำนี้ วิจิกิจฉา คำนี้ เป็นเงื่อนไขของความเป็นฌานหนึ่งๆ นี่ มี 5 มีกาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ แล้วก็วิจิกิจฉานี่ (นิวรณ์ 5)
ไม่วิจิกิจฉา ไม่สงสัยด้วยรู้แจ้งรู้จริงเรื่องกิเลสในตน : คำว่าวิจิกิจฉา ไม่สงสัยนี่ คือเราจะต้องรู้นั่นเอง รู้อย่างชัดเจนนั่นเอง ไม่สงสัย รู้เห็น รู้แจ้ง เข้าใจแล้วก็เป็นการรู้อยู่ เห็นอยู่ อย่างไม่มีข้อเถียง ข้อโต้ คำว่าวิจิกิจฉานี่ มันรู้เห็นอะไร? รู้เห็นของจริงตามความเป็นจริง เรารู้ว่า “กาม” คืออะไร อาการของกาม “พยาบาท”คืออะไร อาการของพยาบาท คืออะไรเรียกว่า รูปนาม ที่เราเรียนกันมาแล้วนะ เรียนกันมาแบบสัมมาสมาธิ เราเรียนรู้จิต เจตสิก รู้อารมณ์ของจิต กามมันมีอยู่ในอารมณ์ของจิตไหม พยาบาทมันอยู่ในอารมณ์ของจิตไหม ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า” ถีนมิทธะ” ง่วงเซื่องซึม กระด้างอะไรอยู่ แล้วแต่ ที่เราเห็นและเราก็อธิบายกันมามาก ว่าอาการมันไม่โปร่ง ไม่ใส จนกระทั่ง “อุทธัจจกุกกุจจะ” มันมีความฟุ้งซ่าน มันมีความรำคาญใจ มันมีความคิดนึกทีมันไม่เป็นหนึ่งเดียว ไม่เป็นเรื่องที่เป็นสารัตถะอะไร ที่เราต้องการอยู่อย่างนั้น เราจะต้องรู้สิ่งเหล่านี้แหละ ด้วยความเป็นจริงอย่างชัดเจน ไม่ข้องใจ ไม่สงสัยว่านี่คือสภาพฌาน นี่คือสภาพที่ไม่มีนิวรณ์ คือสภาพของการปราศจากนิวรณ์ เป็นสภาพฌานแท้ๆ ที่เราเรียนกันมาด้วยสัมมาสมาธินั้นนะ จะหลับตา หรือไม่หลับตา จะเห็นรูป แต่ไม่มีสภาพของนิวรณ์เหล่านี้ จะได้ยินเสียง จะได้กลิ่น ดีไม่ดีได้กลิ่นตุ๊ยตุ่ยอยู่ในจมูกเสียด้วยซ้ำ เราก็ไม่มีใจอาฆาตพยาบาทอะไร ไม่มีความโกรธความเคืองอะไร แม้จะเป็นกลิ่นนั้นไม่ใช่ของเราน่ะ ของคนอื่นทำมาให้ดมก็ตาม ก็เฉยๆ นะ จิตใจไม่โกรธ ไม่เคือง ไม่ได้อะไรถือสาอะไร ก็ถือเป็นธรรมดา ธรรมชาติอะไรอย่างนี้เป็นต้นนะ จิตไม่มีความไม่สบายใจ จิตไม่มีสภาพที่เรียกว่าเป็นกาม เป็นราคะ ไม่ชอบ ไม่ชัง จิตใจก็ไม่ได้ง่วงงุน จิตเบิกบาน ร่าเริง ไม่ได้ซึมเซา ไม่ได้หดหู่อะไรเลยน่ะ ถีนมิทธะไม่มี ไม่ฟุ้งซ่านอะไร อยู่ในเรื่องที่เรากำลังคิดอะไร ที่มันเป็นการสร้างสรร เป็นสัมมาสังกัปปะ เป็นการดำรินึกคิดที่ไม่มีมิจฉา ไม่เป็นกาม ไม่เป็นพยาบาท ไม่ได้เบียดเบียนตน ไม่ได้เบียดเบียนท่านอะไร หรือแม้จะพูดอยู่ด้วยซ้ำ ก็เป็นสัมมาวาจา จะทำการงานอะไรอยู่ด้วยก็ตาม (ก็เป็นสัมมากัมมันตะ) ก็ไม่เป็นไปเพื่อปาณาติบาต ไม่เป็นไปเพื่ออทินนาทาน ไม่เป็นไปเพื่อกาเมสุมิจฉาจาร อะไร กำลังประกอบการงานอาชีพอยู่อย่างดี (สัมมาอาชีวะ) ในองค์ประกอบของการงานอาชีพ บางทีนี่ พ้นมิจฉาชีพทั้ง 5 เสียด้วยซ้ำ (สัมมาอาชีวะ) ในขณะนั้นนะ บางคนมีอาชีพพ้นมิจฉาชีพ 5 อย่างถาวร บางคนชั่วครั้งชั่วคราว ก็ตาม ในขณะนั้นน่ะ เป็นฌานแน่ๆ เลย แล้วฌานอย่างสูงส่งด้วย เป็นสัมมาสมาธิอย่างดีเลย อย่างนี้เราก็เรียนกันมาแล้ว (ดู สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ในภาคผนวก) แต่ในฌาน ในสมาธิทั่วๆ ไป ที่นั่งเข้าไปอยู่ในภวังค์นี้ เขาก็อธิบายวิจิกิจฉากันไปนานาสารพัด อย่างที่ว่า ของเรานี่ วิจิกิจฉา คือไม่ได้สงสัยเลยว่าลักษณะฌานคืออย่างนี้ จะลืมตาก็ตาม หลับตาก็ได้ นี่ก็คือ วิจิกิจฉา ที่ไม่วิจิกิจฉาเรื่องของที่รู้ที่เห็นนั่นแหละ ตามความเป็นจริง เป็นญาณทัสสนะ ไม่สงสัยในญาณทัสสนะของเราในขณะนั้น เรารู้ เราเห็น เราแจ้ง อย่างไม่วิจิกิจฉา อย่างไม่สงสัยลังเล มีเป้าหมายของความไม่วิจิกิจฉา บางที เขาก็เอาวิจิกิจฉานี่ ไปอธิบายอย่างที่ว่า ไม่สงสียในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันนี้ที่จริง เขาอธิบายอยู่ในสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ ซึ่งพระโสดาบนจะต้องพ้นสักกายะทิฏฐิ พ้นสีลลัพพตปรามาส พ้นวิจิกิจฉานี่ตัวย แล้ว (ดู สังโยชน์ 10 ในภาคผนวก) เขาบอกไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่จริงแล้วถูกนะ พระพุทธคืออะไร พระธรรมคืออะไร พระสงฆ์คืออะไร เราขณะนั้นกำลังเป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า อย่างน้อยก็มีสภาพโสดาคุณ โสดาปันนะ เป็นโสดาบันชั่วคราวน่ะ ในคราวนั้น ในขณะนั้น จิต เจตสิกของเรานี่ เป็นจิตที่ปราศจากกิเลสในช่วงนั้น อย่างรู้ อย่างเห็น อย่างแจ้งเลย ไม่สงสัย พ้นวิจิกิจฉา
วิปัสสนา แปลว่าเห็น คือ รู้เห็น รู้แจ้ง ไม่ต้อง“ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา” : การปฏิบัติไม่ใช่ว่า เราเรียนรู้โดยจารีตประเพณี รูปแบบเฉยๆ แต่เราได้ทำจิตของเรานี่สู่วิปัสสนา จิตสู่วิปัสสนา ก็คือจิตที่รู้เห็น รู้แจ้ง วิปัสสนาแปลว่าเห็น เห็นเขาบอกว่า “ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา” อาตมาก็งงๆ อยู่เหมือนกัน ไอ้ความหมายของคนอื่นเขาว่า ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา อาตมาไม่รู้ว่า เขายกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาอย่างไรนั้น เขาเอาจิตนี่ เอาอะไรมายก แล้วยกกันยังไง มีเครื่องยกยังไง เอาอะไรยก ยกขึ้นไปยังไง ที่จริง ถ้าเราปฏิบัติถูก เราไม่ต้องยก ไม่ต้องปลงอะไรมันหรอก จิตของเรานี่ สภาพที่มันเข้าสู่สภาพวิปัสสนาฌาณ หรือเข้าสู่สภาพวิปัสสนา ก็คือเห็น มีญาณก็คือตัวเห็น ตัวรู้นั่นแหละ ญาณนั่นแหละ ตัวรู้ ตัวเห็น เห็นจริงๆ เลยว่า เราทำจิตของเราให้ปราศจากกิเลส ปราศจากกาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ อย่างไม่สงสัย คือมันพ้นวิจิกิจฉาจริงๆ มันไม่ได้สงสัย มันเห็นอยู่รู้อยู่เป็นปัจจุบันนั่นเทียว เราทำได้ไหม ... ได้ ขณะนี้เป็นฌาน จิตเราเป็นฌาน
ฌาน เป็นอุตริมนุสธรรม : ฌาน นี่เป็นอุตริมนุสธรรม นะ เป็นความเหนือมนุษย์ธรรมดาที่จะทำได้ เป็นคุณวิเศษของมนุษย์ที่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ ทำด้วยเจตนา ทำด้วยความมุ่ง มุ่งมาดปรารถนา ได้ทำ ทำอยู่ตลอดเวลา ได้เท่าใด ก็คือ ฌาน ได้มากครั้งมากขณะเท่านั้นๆ ทำให้แก่ตนจริงๆ ถูกกระทบสัมผัสต่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอยู่ เราก็ทำของเราอยู่ตลอดเวลาเลย ไม่ให้จิตของเรามีโลภ โกรธ หลง ไม่ให้มีกาม ไม่ให้มีพยาบาท นั่นเอง อย่างรู้ๆ ไม่ได้หดหู่ ไม่ได้เสียใจ ไม่ได้ดีใจ ไม่ได้ฟุ่งซ่าน มีความนึกคิดที่อยู่ในกรอบ มีความแจ่มใส มีความเบิกบานร่าเริง มีความรู้อยู่ ว่าจิตนี่มัน เราได้ทำ เราได้ปฏิบัติ เราได้อบรมตน เราได้ประพฤติ เราได้สั่งสมตลอดเวลา สั่งสมให้ได้บ่อยครั้งทึ่สุด ทำอยู่อย่างนั้น เราเรียกว่า เราสั่งสมฌาน สั่งสมวิมุติ เราทำสมาธิแบบลืมตา ทีนี้ แบบหลับตานี่ เขาก็ให้มันมีชั่วคราวนั่นแหละ ให้มันอยู่ในภวังค์นั่นแหละ เราจะหมายเอาในขณะที่ภวังค์นั่งหลับตา แล้วก็อยู่อย่างนั้น ให้มันเป็นได้จริงๆ นะ เราจะทำให้มันเป็นได้จริงๆ...ลืมตา มันก็ชนิดหนึ่ง ที่เราทำ ก็คงจะชำนาญอย่างลืมตากันนะ พวกเราทำนี่ จะทำได้ง่าย ได้ไม่ง่ายอะไรแค่ไหน พวกคุณก็รู้ตัวเองว่า มันไม่ง่ายนักนะ แต่มันก็ดูว่า เอ๊ะ ใจในขณะนี้นี่ เราก็ตรวจอาการของใจของเรา อารมณ์ของใจของเรา มันมีกามหรือเปล่า แม้ขณะนี้ มันมีไหน อาการของกาม อาการของความรื่นรมย์ อาการของความเสพย์กาม รื่นรมย์ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ขณะนี้... อากาศมันร้อน แหม ลมแผ่วพัดมานี่ มันเย็น สบายดีเหลือเกินนะ นี่ก็เป็นกามชนิดหนึ่งนะ เป็นกามนะ!! ถูกสัมผัสแตะต้องแล้วเราก็ชื่นชอบอะไร... เราก็รู้ว่าดี แล้วก็ทำใจให้คลายว่า เออ เราอย่าไปติดอกติดใจ ประเดี๋ยวมันร้อนขึ้นมา งึด หงุดหงิด อึดอัด แหม! ไม่ชอบ อารมณ์ไม่ชอบ หรืออารมณ์ชอบพวกนี้ เราอ่านให้ละเอียดเชียว พยายามวินิจฉัยให้ดี ตรวจตราอ่านให้ดี แล้วเวลาเราทำ กระทำสัมมาสมาธิ ทำฌาน ทำสมาธิ แบบที่เราฝึกหัดนะ เราจะรู้อารมณ์พวกนี้ได้ชัด ในขณะตื่นลืมตา แล้วรู้ต่อสัมผัสข้างนอกข้างในอะไรตลอดเวลา เราจะเข้าใจ“กามคุณ 5” เราจะเข้าใจพวก”นิวรณ์” พวกนี้ได้ดี ไปเอาแต่ตอนนั่งหลับตานั่นน่ะ มันง่าย แต่พวกเราไม่ง่าย ตรงที่ว่า เข้าไปสู่ภวังค์ มันค่อยได้ง่าย มันไม่ได้เพราะไม่ได้ฝึก มันกลายเป็นอะไรรู้ไหม พอนั่งหลับตาเข้าไปแล้วนี่ มันไม่เป็นฌานตรงที่มันหลับ พวกเรานี่ พอนั่งเข้าไปแล้ว หลับไปเลย ไม่มีสติ สติตกไปเลย คุมไม่ได้ ตั้งไม่เต็ม อันนี้แหละคือ Meditation ของเราไม่เป็น สมาธิตามที่เขาหมายทั่วโลกนี่ เราไม่เป็น แหม! พวกนี้นี่ มันแย่เต็มที มาเป็นนักปฏิบัติธรรมโลกุตระ แต่ไม่มีสมาธิ โอ้โห! ฟังแล้ว เสียเหลี่ยมหมด เสียแต้มไม่รู้ด้วย แต้มมีเท่าไหร่ๆ เสียหมด มันไม่ได้จริงๆ เลยนะ สมาธิตามที่เขาหมายนั่นนะ ทำไม่เป็นกัน อาตมาน่ะ เล่นมานักล่ะ ไอ้สมาธิแบบนี้ ทำจน นะ อยู่ในนั้นล่ะ นั่งไป มีจิตอยู่ข้างในภวังค์นั่นน่ะไป ข้างนอกไม่รู้เรื่องอะไร ก็อยู่อย่างนั้นล่ะ ตื่นนะ ไม่ใช่หลับ ถ้านั่งหลับ ก็ชนิดหนึ่ง ทีนี้ พวกเรานะ มันจะหลับ มันไม่เป็นเมดิเตชั่น มันเป็นสลีปปี้ (Sleepy) ไม่ใช่ แลกูน (Lagoon) ด้วย (Sleepy Lagoon ชื่อหนังฝรั่ง) มันไม่ใช่ Sleepy Lagoon ด้วย มัน Sleepy Asoke (พ่อครูหัวเราะเบาๆ) นั่งเข้าไปเป็น สลีปปี้อโศก ไปเลย เป็นการนั่งหลับน่ะ ก็ไม่ใช่แต่พวกเราหรอก ที่อื่นก็เป็นนะในสายที่นั่งหลับตา นั่งไปๆ มันก็หลับ ไม่ใช่นั่งฌานหรอก ฌานได้บ้าง ประเดี๋ยวมันก็เปลี่ยนเป็นหลับน่ะ
สมาธิ Meditation ในสายปฏิบัตินั่งหลับตา : เพราะฉะนั้น ผู้ที่เขาฝึกจริงๆ นี่ เขาฝึกอย่างเก่งๆ นี่ ที่เขาถือว่าเขาฝึกได้เก่งๆ อย่างสายที่เขาฝึกจริงๆ จังๆ “สายธรรมกาย” เป็นต้น หรือสายอะไรต่ออะไรอื่นๆ สายอาจารย์มั่น สายอะไรนี่ เขาฝึกกันจริงๆ ฝึกฌานอันนี้แหละ ฝึกสมาธิ อันนี้แหละ มันก็มีผล มีผลนะ มีผลอุปการะจริง เพราะว่า เมื่อฝึกจริงๆ แล้ว มันก็จะได้มีสติ แล้วก็ใช้ณาณ หรือใช้ความที่ปราศจากนิวรณ์ชั่วคราวในตอนนั้นน่ะ อ่านอารมณ์ หรือนึกคิด ก็จะนึกคิดได้ดี จะนึกคิดจะปรุงอะไรก็ได้ดี เพราะมันไม่มีกิเลสมากวน แจ่มใส พลังจิต เดรัจฉานวิชา ปาฏิหาริย์พิลึก ในสายหลับตา : มันทำ แม้แต่จะทำไปอย่างไรๆ อีกนานาสารพัด ไปแบบฤาษี เป็นแบบเดรัจฉานวิชา เป็นแบบอะไรต่ออะไร มันก็เป็นพลังจิต ที่สามารถฝึกรวบรวมพลังจิต ให้โน้มน้อมไปในอย่างที่เป็นฤทธิ์เดช แบบอภิญญาอย่างนอกทาง อย่างนอกพุทธนั่นน่ะ จะเป็นอะไรต่ออะไรไป อย่างที่เขาเล่าเขาลือกัน พวกเรานี่ ไม่ค่อยได้ศึกษาข้างนอกเขาเท่าไหร่ อย่างหนังสือที่เขาเขียนขาย ข้างนอกนั้น มีแต่แบบนี้แหละ เขาเขียนขาย หนังสือที่เขามีกี่อย่างแล้วไม่รู้เดี๋ยวนี้ อาตมาก็ไม่ได้ติดตาม เช่น หนังสือโลกทิพย์ หนังสือคนเหนือโลก หนังสือนี้อยู่หรือเปล่าไม่รู้ คนเหนือโลก (เสียงโยมตอบ.. ไม่อยู่แล้ว) โลกทิพย์ คนเหนือโลก หนังสือลานโพธิ์ หนังสือโพธิญาณ หนังสืออริยะ ก็เคยได้เห็นเหมือนกัน หนังสืออริยะ หนังสืออะไรพวกนี้ เขาอธิบายสมาธิแบบนี้ทั้งนั้นแหละ เวลาจะมีพลังจิต เวลาอะไร เขาก็อธิบายไปแบบนี้ทั้งนั้น พิลึกพิลืออะไรไปมากมายก่ายกอง พวกเรานี่ มันไม่มีอย่างนั้น พวกเราไม่เล่นเพราะเราเป็นลูกระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า อิทธิปาฏิหาริย์ ก็ดี อาเทสนาปาฏิหาริย์ ก็ดี อย่างนั้นน่ะ อย่ามายุ่ง ยิ่งเป็นสมณะ เป็นพระแล้ว เสร็จนี่ อย่าไปทำ แสดงพั๊บ! นี่ถือว่า อาบัติ ไปแสดง ไปมี ไปอะไรนี่ ไม่ต้อง ไม่ต้องสั่งสมนะ ไม่ต้องสั่งสม ถ้าเผื่อว่า ผู้ใดมีบารมี มีการได้ฝึกปรือ มันเป็นของมันเอง เพราะฉะนั้นเราก็ฝึกปรือบ้าง ฝึกปรือแล้วเราจะได้รู้เทียบเคียงว่า เออ อย่างนี้เขาเป็นจริงๆ นะ เขาเป็นจริงๆ แล้วเขาก็ถือว่าเขาเป็นเขาได้ เขาจริงจังเขาเหมือนกันนะ (ดู ปาฏิหาริย์ 3 ในภาคผนวก)
มโนมัยอัตตา ปั้นรูปขึ้นมาในจิต ปั้นไดัทุกอย่างที่ไม่มีในโลก : เขาจริงจังเขาเหมือนกันนะ อย่าง “ธรรมกาย” นี่ พอนั่งแล้ว เขาก็ตั้งปั้นมโน “ มโนมยอัตตา” ที่เรียกว่า รูปที่สำเร็จด้วยจิต น่ะ เขาก็ปั้น พอปั้นเสร็จแล้ว มันก็เป็นรูป เป็นเรื่องอะไรกันไป เป็นวิมานอย่างที่ว่านั่นน่ะ ไอ้ที่เล่าเป็นนิยายปรัมปรากันไปสู่ ไปสู่อะไรล่ะ ดาวดึงส์นะ ไปสู่ดาวดึงส์ ไปสู่เมืองสวรรค์อะไรนี่ ไปเห็นสระอโนดาต มีต้นปาริชาต มีกลิ่นปาริชาต อะไรหอม มันก็รู้สึกหอมจริงๆ นะคุณ หอม น้ำใสก็ใส! จริงๆ ไอ้น้ำที่ว่าใสนี่ ความสมมุตินี่ว่าใสกว่านั้น มันก็สมมุติได้ แล้วมันปั้นเอาได้ (ดู มโนมัยอัตตา ใน อัตตา 3 ภาคผนนวก) จิตนี่มันปั้นอะไรต่ออะไรที่มันไม่มีในโลก มันปั้นได้นะ เพราะฉะนั้น เราบอกว่า ปั้นได้ใส มันใส! จริงๆ ก็สมมติเอาว่า ใสกว่าใสน่ะ ใสนี้นี่ใสเท่านี้ อีกใสหนึ่งมันใสกว่านี้ มันก็สมมติเอาเป็นรูปปั้น เป็นรูปนิมิต เป็นจินตนาภาพ เป็นจินตนาการของตนเอง มันก็ทำเอาได้น่ะสิ ก็ของที่มันสมมติเอานะ อันนี้มันเหนือกว่าอันนี้ มันสมมติค่าเอาเองนะ เพราะฉะนั้น จะสมมติว่า โอ้โห! วิมานแก้ว 7 ชั้น ของทางด้าน “สายฤาษีลิงดำ” ทำกันนี้ วิมานแก้ว 7 ชั้น 8 ชั้น ของคนนั้นสวย เอ้า ! สวยกว่าสวย มันก็สมมติได้ อันนี้สวย...อันนี้สวยกว่าสวยนะ เรามีรสนิยมอย่างไร เราก็ปั้นเอาสวยกว่าสวยของเราอย่างนั้น เย็น มันเย็นอย่างไร ก็ปั้นเย็นกว่าเย็น มันเป็นยังไง ก็ปั้นไป เย็นเกินไป มันหนาวก็ไม่เอา เอาเย็นกว่าเย็นเท่านั้น อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เขาก็ปั้นไปในความรู้สึก เป็นความรู้สึกรับรส ที่เราเองเราต้องการ เราว่าอะไรดี อย่างไหนของใครก็รู้สึกเอาเอง มันเป็นความรู้สึกของจิตเท่านั้น ก็ทำเอาได้ หอมกว่าหอม มันเป็นยังไง ก็สมมติเอา ที่หอมก็หอม ตามที่เราชอบ รสนิยมไปทางไหนล่ะ โลชั่น (Lotion) หรือเพอร์ฟูม (Perfume) ล่ะ ก็เอาไป...รสนิยมคนหนักไปทางพอร์ฟูม ก็ไปทางเพอร์ฟูม เรื่องของกลิ่น ทางไหน ถ้าหนักไปทางโลชั่น ก็ไปทางโลชั่น อ่อนหน่อย เพอร์ฟูม ก็ฉุนหน่อย อะไรอย่างนี้ ก็แล้วแต่นะ นี่เป็นเรื่องของความรู้สึก สมมติเอา รสนิยมของใครของมันก็ปั้นไป ก็ทำได้ แล้วก็ไปมีแม้กระทั่งที่สุด มีเมืองนิพพาน โอ๊ ! อย่าว่าแต่สวรรค์ธรรมดาเลย ไปถึงเมืองนิพพาน ไป! ดิ่งไปเลย ปั้นเป็น “มโนมยอัตตา” ทั้งสิ้น เขาจริงๆ จังๆ นะ มันได้จริงๆ ส่วนคนไม่ได้นี่ โอย! ไม่เก่ง เรายังไปไม่ถึง ไม่มีบุญ แหม น้อยวาสนา น้อยใจ อะไรต่ออะไรต่างๆ นานา มีอยู่เยอะ คนที่ปั้นได้สำเร็จด้วยจิตก็ถือว่า คนนั้นแหละสำเร็จแล้ว ได้ไปใหญ่เลย
นรก สวรรค์ แดนนิพพาน มีจริงๆ มีเฉพาะคนที่เชื่อว่ามีจริง : จริงๆ มันไม่มี ไอ้เมืองสวรรค์ เมืองนิพพาน อะไรๆ พวกอย่างนั้นๆ ปั้นสระอโนด่ง อโนดาตอะไรนั่น มันไม่มีหรอก หรือว่า แม้ในนรก ก็จะมีกระทะทองแดง แล้วก็เอาคนจุ้มหัวจุ้มหางลงอะไรกัน แหม เขียนภาพออกมา...มันไม่มี มันไม่มีในแดนไหนๆ ในโลกไหน มันก็ไม่มี แต่เขามีกันจริงๆ นะ เขามีกันจริงๆ ปั้นสำเร็จ แล้วมันจริงของเขาจริงๆ เลย คนไหนไปอยู่ในทางนั้น แล้วก็ถือทางนั้น เห็นจริง เห็นจังในทางนั้น เขาก็จะมีจริงๆ อย่างพวกคุณนี่ ไม่เชื่อแล้ว นี่ไปปั้นให้ตายยังไง มันก็ไม่เป็น เพราะมันไม่เชื่อ จิตลึกๆ มันไม่เชื่อแล้วปั้นยังไงมันก็ไม่เป็น เพราะมันไม่เชื่อ ก็มันไม่มี แล้วจะให้มันมี เอ๊ะ จะมียังไง ก็มันไม่มี มันจิตสำเร็จด้วยจิตเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น พวกเรานี่ไม่มีบุญอย่างเขาหรอก คนที่เข้าใจอย่างสนิท ยิ่งสนิทเท่าไหร่ ยิ่งไม่มีน่ะ หากมันต้องไปหลงเชื่อจริงๆ เลยนะ แล้วมันถึงจะปั้นได้น่ะ อาตมานี่ ก็ไปปั้นกับเขามา ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คือมันมีธาตุเดิมมันนะ ที่มันรู้แน่ รู้แท้แล้ว มันก็ได้อย่างนั้นล่ะ มันไม่ค่อยเข้าท่าอะไรเท่าไหร่หรอก ไม่เก่งเหมือนเขาหรอก ของเขานี่มันสนิท มันเชื่อสนิท มันไม่มีอะไรไอ้นั่นเลย มันไปลิ่วเข้าไปอย่างโน้นอย่างนี้ อาตมาก็ เออ! มันไปได้ลิ่วๆ แต่ก่อนที่ยังไม่ได้มาฟื้นความรู้จริงของเราอย่างนี้ เราก็ยังนึกอยู่ว่า เออ พวกนี้ มันไปได้เก่ง เขาเก่ง ยังนึกอยู่ว่าเขาเก่งอยู่นะ เราไม่เก่งเท่าเขา อะไรก็แล้วแต่ เราก็นึกๆ แต่อาตมาก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่รู้เรื่องอะไรกับเขา รู้ ก็เข้าใจทั้งนั้นแหละ จนกระทั่งมารู้ทางนี้อย่างแน่นอน ชัดเจนแล้ว ถึงเห็นได้ว่า เออ พวกนี้นี่ มันใช้จิต ที่เป็นจิตสมมติอะไรต่ออะไรกันไปอย่างนี้นะ แล้วก็ติดกันอย่างนั้นจริงๆ เขาเชื่อกันอย่างนั้นจริงๆ ที่เห็นความจริงว่า เออ เขาเป็นอย่างนั้น ก็เป็นไป ถ้าเผื่อว่า สิ่งอย่างนั้นจะนำพาให้เขาเองน่ะ ละอกุศล ละทุจริตอะไรได้บ้าง เขาก็ทำนะ พยายามที่จะไปเป็นคนที่ศีลก็มี ศาสนาพุทธเรานี่มีศีล เขาก็ระลึกเหมือนกันว่า ศีล เขาไม่พยายามทำ เขาไม่พยายามที่จะละเมิด ไม่ใช่ ไม่พยายามทำศีลนะ เขาทำศีล แต่ไม่พยายามละเมิดศีล เขาก็พยายามทำอยู่บ้าง เอ้า เขาจะเชื่ออย่างนั้น เป็นความสามารถ เป็นสิ่งที่เขาได้ เขาเป็น เป็นกำไรของเขา แล้วเขาก็พึงปฏิบัติละอกุศล ละทุจริตอะไรอยู่ ก็เอา ก็ยังดีนะ
พวกฝรั่งเอาสมาธิไปเล่นเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ เหาะลอยตัวได้: นี่ อธิบายโครงง่ายๆ ให้ฟังว่า ลักษณะของสมาธิ หรือ Meditation อย่างเขานี่ เขาเอาไปเล่นจนกระทั่ง พวกฝรั่งๆ เอาไปเล่น เอาไปนั่งเหาะด้วยนะ ไปทำแล้วก็เหาะ กระโดดอะไรของเขาก็ไม่รู้ ต้องไปนั่งบนไอ้ที่นั่งตรงเป็นฟูก เป็นมีสะปรงสปริงอะไร เอ๊! ถ้ามันเหาะได้จริงๆ มันจะไปนั่งที่นั่งสปริงทำไม แล้วมานั่งปูนอย่างนี้เหาะให้ดูซิ ทำไมจะต้องไปนั่งในที่ๆ มันเป็นสปริง หือ? (เสียงโยมว่า…) เบาะธรรมดาเหรอ จะต้องมีที่นุ่ม ที่เนิ่มอยู่ทำไม ไปนั่งหินอย่างนี้เลย นั่งแล้ว ก็เข้าฌาน แล้วก็เหาะบรื๊อ เหมือนติดจรวดลงไปดู อาตมาไม่รู้นะ เห็นเขาถ่ายร่งถ่ายรูปมา ไม่เคยเข้าไปสอดส่อง ไม่เคยเข้าไปติดตาม..ว่าเหาะได้ด้วย ก็เอา ก็เอา ก็เก่ง น่ะ
สัมมาสมาธิ ศึกษาและฝึกฝนปฏิบัติ : มาเข้าสู่บทเรียนที่ว่า เราจะต้องเรียน ดูซินี่ อธิบายคร่าวๆ ให้ฟังในลักษณะที่ สมาธิ กับ สัมมาสมาธิ มันต่างกันอยู่ในลักษณะอย่างนั้น เป็นสมาธิที่เข้าใจทั่วไป ก็สมาธิอย่างที่เล่านั่นแหละ ทั่วโลกเข้าใจสมาธิแบบ Meditation หรือแบบเข้าไปอยู่ในภวังค์ ส่วนสัมมาสมาธิ ที่เรากำลังพยายามประพฤติ ศึกษาทำกันจริงๆ แล้วก็เป็นสภาพที่เราลดละกิเลสได้ ไม่อยู่ใต้อำนาจของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่เหนืออำนาจของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ชนะกามที่แท้จริง ชนะอัตตา เรียกว่า ภพอัตตา หรือภวอัตภาพ ชนะตัวสภาพของที่ในภพในจิตของเรา ที่ไปปั้นอย่างนั้น สมมติอย่างนี้ อุปาทาน อย่างโน้นอย่างนี้ อะไรๆ เรียนรู้อัตตา เรียนรู้มานะ เรียนรู้กิเลส สภาพทางจิต ที่มันมีภพมีชาติอะไรอยู่อีกอย่างแท้จริง เพื่อที่จะพ้นกามาสวะ พ้นภวาสวะ พ้นอวิชชาสวะ อันเป็นอาสวะ 3 ใหญ่ๆ พ้น 3 อาสวะนี้ เสร็จก็เป็นพระอรหันต์กันได้จริงๆ ซึ่งเราก็ใช้สัมมาสมาธิ อย่างที่ทำนั้น (ดู อาสวะ 4 ในภาคผนวก) อาตมาก็เห็นประโยชน์ว่า พวกเราศึกษาสัมมาสมาธิกันมา แล้วก็เรียนรู้กันมา ลดละมานี่ ได้มา จะแกล้งอาตมาหรือว่าไม่แกล้ง ก็ตาม อย่างที่อาตมาพยายามตรวจสอบพวกคุณ แล้วคุณก็ตรวจสอบตัวเอง ว่าพวกคุณมานี่ บางคนมา 3 ปี บางคนมา 5 ปี บางคนมา 10 กว่าปีแล้ว บางคนมาแล้วมาจนกระทั่ง อย่าว่าแต่มาเฉยๆ เลย ไม่ใช่มาปฏิบัติธรรมดา จนกระทั่งวางลาภ ยศ ทิ้งเงิน ทิ้งทอง ทิ้งสิ่งที่เคยได้ ทิ้งงาน ทิ้งการ ทิ้งหลักทิ้งฐานที่โลกเขาแย่งกันอย่างกับอะไรดี (ตัวอย่างข่าว) รับสมัครภารโรง 6 ตำแหน่ง ไปสมัครกัน 3 พัน โอ้โห ! สอบนะ ภารโรงนี่ รับสมัครภารโรง 6 ตำแหน่ง ไปสมัครกัน 3,000 คน สอบชิงตำแหน่งภารโรง อาตมาก็ได้ยิน ไม่เคยได้ยินก็ได้ยินน่ะ บุญหูนะ บุญหูจริงๆ อาตมาก็ไม่ช่างจำว่า สถานที่อะไร ได้แต่อ่านผ่านๆ เหมือนกัน อะไร สถานที่อะไรของเขา ไปสมัครนักการ เขาไม่เรียกภารโรงหรอก เขาเรียกนักการ
ละโลกียสุขได้ จึงจะทิ้งลาภ ยศ สรรสเริญ ได้และเจริญเป็นผู้มีวรรณะ 9 : โอ้โห ! นี่เขาก็แย่งกัน ลาภยศ แต่พวกเราทิ้ง อย่าว่าแต่ตำแหน่งนักการอย่างนั้นเลยนะ จะเป็นข้าราชการ มีซี 3 ซี 5 ซี 6 อะไร ก็เลิกๆ ละๆ ทิ้งๆ มาจริงๆ น่ะ บางคนก็ทิ้งมาได้หลายปีแล้ว แล้วเป็นยังไงละ โหยหาอาวรณ์อยากจะกลับไปได้ซีอย่างเก่าอะไรหรือไม่ แค่ไหน อาตมาก็พยายามมาทดสอบ พูดเตือนพวกเราว่า มาละโลกโลกียะนี่ มาได้จริงไหม ลาภก็ดี ยศก็ดี สรรเสริญก็ดี เป็นโลกียะชัดๆ นี่โลกียสุขที่เราละมานั่นแหละเป็นแกน ถ้าเราไม่ละทิ้งโลกียสุขมาได้ เราจะทิ้งลาภ ทิ้งยศไม่ได้หรอก มันทิ้งได้ก็เพราะว่า เราได้ละโลกียสุขเรื่อยๆ มา เรื่อยๆ มา ไล่มา ทิ้งมาๆ จนกระทั่ง เห็นว่า อู๊ว์ มันน้อยแล้ว เราไม่ต้องไปบำเรออะไรมากหรอก
ลดละโลกธรรม แล้วพัฒนาชีวิตให้เจริญขึ้นเป็นผู้มีวรรณะ 9 : เพราะฉะนั้น เรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่องสิ่งที่เราจะมาบำเรอตนมากๆ นี่ มันไม่ต้องหรอก มันจะลดจริงๆ แล้วมันจะมั่นใจว่า มีชีวิตอยู่อย่างไม่ต้องไปสะสมเงินทอง สภาพคุณภาพของชีวิตนี่มันจะขึ้นไปจริงๆ เลยว่า... เป็นคนเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย มักน้อย สันโดษ ขัดเกลาตัวเอง มีศีลเคร่ง มีอาการที่น่าเลื่อมใส มีการไม่สะสม มีความขยันหมั่นเพียร นะ คุณธรรม 9 ประการ (ดู วรรณะ 9 ในภาคผนวก) มนุษย์พัฒนา 9 ประการ มันจะเป็นจริงๆ นะ มันเช็คได้ (Check ตรวจสอบ) วัดได้ ผู้ใดไม่ได้ไปมีมาก่อน ก็ยิ่งสบายใหญ่เลยนะ ปฏิบัติมาตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มริแค่เป็นนักเรียน เป็นอะไรมา แล้วก็ไม่ต้องมีอะไรเรื่อยไป เรื่อยๆๆๆ แล้วก็อย่าไปนึกว่า แหม เรานี่ไม่ได้ไปสะสมเงินก่อนนะ ไม่ได้ไปมีลาภก่อน ไม่ได้ไปมียศ แล้วก็มาทิ้งลาภทิ้งยศ โอ๊ย! เราเลยไม่ได้พ้นโลกียะกับเขาเลย เพราะว่า เราไม่ได้ทิ้งลาภ เราไม่ได้ทิ้งยศ ไม่ต้องหรอก ก็มันทิ้งมาเลย โดยที่ไม่ต้องไปมีมาเลย มันก็ทิ้งอย่างจริงๆ แล้วคุณไปโหยหาอาวรณ์กับเขาไหมล่ะ ไปริษยาเขาไหมล่ะ ไปข่มไปเบ่งเขาไหม ไอ้ไม่มีลาภนี่แหละ ไปข่มเบ่งคนมีลาภอีกนะ นั้นมันจะซ้อนเชิง ก็เมื่อเราไม่ได้ไปเบ่งไปข่มอะไรเขา แล้วก็เราไม่ได้หลงใหลยินดี ได้ปลื้มอะไร
ลาภธัมมิกา ลาภโดยธรรม : เราก็รู้ว่า เราทำลาภคืออะไร ลาภคือสิ่งที่จะสร้างสรรขึ้นมา เป็นสิ่งที่ได้ แล้วก็สร้างขึ้นมาโดยสุจริตด้วย มีฝีมือ มีความสามารถ เหมือนกับเราไปทำงานรับจ้างได้ค่าตอบแทนนั่นแหละ แต่เรามีผลผลิต มีแรงงาน มีความรู้ ความสามารถ สร้างทำงานเก่ง ขยัน หมั่นเพียร นั่นแหละ มันก็เกิดผลผลิต เกิดแรงงาน เกิดความสามารถ ยิ่งทำก็ยิ่งชำนาญ ยิ่งทำก็ยิ่งแคล่วคล่อง เป็นผลผลิต เป็นแรงงาน เป็นคุณค่า ที่เราได้สร้าง นั่นแหละลาภโดยธรรม
อปจย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive