330210 ตอบปัญหาปลุกเสกฯ ครั้งที่ 14 ตอน 6 ศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330210 ตอบปัญหาปลุกเสกฯ ครั้งที่ 14 (ตอน 6) ศีรษะอโศก
ตอบปัญหาปลุกเสกสมณะแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 14 (ตอน 6) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก เมื่อ 10 ก.พ. 33
ถาม : ทำไมอโศกถึงใช้แรงคนมากกว่าไฮเทค เพราะมีคนนอก เขามองว่า พวกอโศกสอนให้ล้าหลัง (primitive) ทั้งๆที่โลกกำลังก้าวไกลแล้ว สังคมอโศกจะอยู่ได้หรือ ตอบ : อันนี้แหละมันน่าคิดนะ นี่แหละ มันลวงโลกอยู่ทั้งโลกเลย เห็นไหมเล่า นี่มีคณะนักวิชาการ นักบริหารอะไรนี่ จะต้องพยายามสร้างประเทศไทยให้เป็นพวกประเทศไฮเทคอย่างเขา มีเครื่องเทค โนโลยี ไฮเทค หมายความว่า เทคโนโลยี นั่นแหละ อย่างมีเครื่องมือชนิดเครื่องเทคโนโลยีชั้นสูง ราคาแพง มีประสิทธิภาพอย่างลึกลับซับซ้อนเลยทีเดียว ผลิตอะไรออกมา ทำอะไรออกมาก็ได้อย่างชนิดที่เรียกว่า เจ๋งๆเลย แล้วก็จะทำกัน เอาแต่เรื่องผลิตวัตถุ มันดูดี เผินๆดูดี ผลิตอะไรต่ออะไรออกมาได้มากได้มาย แต่ใน ระบบของมนุษย์แล้ว ทุกวันนี้มันเดือดร้อนกันเพราะอย่างนี้ เป็นระบบของทุนนิยม ที่อาตมาบอกไปแล้วว่า เครื่องเทคโนโลยีนี่ ยิ่งสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งราคาแพง ผลิตได้มากจริง ราคาแพง เพราะว่าต้องใช้พลังงานชั้นสูงบ้าง ความสลับซับซ้อน แม้แต่ฝีมือคนคิดนี่ คิดค่าราคาคิดเครื่องมือเทค โนโลยีไฮเทคที่สูงๆนี่ ก็ต้องคิดราคาแพง มันแพงไปตามตัวของมัน เพราะฉะนั้นคนจะซื้อได้ ก็จะต้องเป็นคนที่มีทุนรอนสูง คนที่มีทุนรอนสูงก็เอาไปผลิตได้สูง เมื่อผลิตได้สูง ก็เอามาตั้งราคาสูง เพื่อจะเอาเปรียบ ถ้าเผื่อว่า มาใช้โดยที่เรียกว่าไม่เอาเปรียบ ก็ยังเป็นบุญบ้างนะ แต่ถึงกระนั้นก็ดีนะ อาตมาบอกแล้วว่าโทษภัยของพวกนี้นี่ มันทำให้คนเราแตกแยก ทำให้คนเราขี้เกียจ อ่อนแอ ไร้สมรรถภาพ สมรรถภาพอะไร ที่บอกไปแล้วตั้ง10 เรื่อง 10 เหตุ 10 อย่างง่ายๆ ท
อ่านต่อ
ี่เห็นได้ชัดๆนะ มันทำให้คนตกงาน ทำให้เครื่องมือเอาไปแทนหมด แล้วคนก็ไม่ต้องทำอะไร ทำไม่เป็น หนักเข้า นานๆเข้า มันไม่ใช่วันเดียวนะคุณ ถ้าใช้ไปเป็นปี เป็น 10 ปี 20 ปี 50 ปี 100 ปี ลืมหมดเลยนะ ชั่วอายุคนที่เกิดมาต่อเนื่องกันไปนี่ คนรุ่นหลังๆไม่รู้เรื่องเลย ทำอะไรไม่เป็นเลย จะใช้แต่กดปุ่ม ใช้แต่เครื่องมือ จะเป็นก็คือการใช้เครื่องมือ ทีนี้คนที่จะเฉลียวฉลาด สามารถที่จะสร้างเครื่องพวกนี้ได้นี่ มันก็จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ในด้านนั้นสูง ก็จะมีอยู่น้อยคน เพราะฉะนั้นในส่วนน้อยนี่แหละ มันเป็นเรื่องของทุนนิยม หรือเป็นแง่เชิงของผู้ที่เอาชนะคะคาน จึงนิยมกัน ถ้าผู้ใดนี่นะ มีความสามารถมาก มีความรู้สูงนี่นะ มีแนวคิดอย่างบุญนิยม บุญนะ แหม! มันใกล้เคียงกันเลย ทุน บุญนี่ ฟังเผินๆแล้วมันเหมือนคำเดียวกัน และมีความคิดแนวบุญนิยม ผู้นั้นจะพากเพียร สอนให้คนอื่นนี่กระทำตาม และจะให้คนนี่ เจตนาจะให้คนทำได้มากๆ เป็นมากๆ ด้วยความจริงเลยนะ เป็นมากๆ ถึงแม้อย่างนั้น คนที่จะรู้ คนที่จะเป็นในเรื่องของสิ่งยาก อย่างที่พูดแล้วเมื่อกี้นี้ มันก็น้อยอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น ในลักษณะน้อยนั่นแหละ ถ้ามีกิเลส มันก็มีเปรียบกัน เอาเปรียบกัน มีกิเลสมันก็เอาเปรียบกันมีเปรียบกันอยู่เสมอ ดังนั้นถ้าเผื่อว่าคนที่รู้ลึกซึ้งเข้าไปอีกแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องให้คนมีเปรียบกัน หรือว่าไม่ต้องสร้างสภาพที่มันจะเกิดเปรียบ มีเปรียบกันนี่ให้ขึ้นมากๆ แต่สร้างให้คนนี่เป็นให้ได้ แล้วอาศัยอย่างไม่มีเปรียบกันนี่ มันก็จะอยู่ได้ แล้วมันก็จะอยู่กันอย่างสามัคคีด้วย เพราะว่ามีอะไรเกินกัน แล้วคนเรานี่ลดกิเลส ลดความเสพ ลดความติด ลดความผลาญ เมื่อลดแล้ว ธรรมชาติหรืออะไรต่างๆนานาในโลกนี่ มันมีพอ ธรรมชาติมันมีพอ มันเคยเกินด้วยซ้ำไป แล้วยิ่งซับซ้อนด้วย ในด้านศาสนานี่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะศาสนาพุทธนี่ ครบสมบูรณ์ สอนให้คนลดราคะ ลดการสร้างคน ลดราคะ ใครลดราคะจนถึงศีล 8 ไม่ต้องไปสมสู่ แน่นอน คนก็ต้องลดจำนวนด้วย แน่นอน ไม่ต้องเร่งเร้าอะไรกันมาก ไม่ต้องระเริง ทั้งๆที่ไม่อยากจะให้เกิด ก็ไปสมสู่กันไม่ให้เกิด เพราะว่ามันไม่อยากให้เกิดนะ แหม! พลาดได้ แน่ะ อย่างนี้มันก็เลอะเยอะ เพราะว่าเราอดไม่ได้ที่จะต้องเสพกาม ยังงี้ก็เป็นเรื่องที่ศาสนารู้ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าลดได้จริงๆ จำนวนคนเกิดมันก็ไม่ทวี มันก็ไม่มาก ไม่มากเกิน เมื่อจำนวนคนเกิดไม่มากเกิน แม้แต่ทางด้านการแพทย์ คนตายก็ตายอย่างสมควร ด้านการแพทย์ก็ไม่ควรจะเจริญจนเกินการ ไฮเทคอีกเหมือนกันนะ การแพทย์ก็ไฮเทค มันไม่สมดุล ใช่ไหม คนทรมานย่ำแย่แล้ว ควรตายแล้ว คนตายคนเกิดก็จะพอๆกัน เพราะฉะนั้นวัตถุดิบธรรมชาติมันจะไม่ล้น มันจะไม่ขาด มันจะล้นเอาด้วย ถ้าว่ากันจริงแล้ว มันก็ไม่แปลกนี่ล้น จะทำลาย ปราบปรามลงมา ถ้ามันเกินมันจะไปยากอะไร ธรรมชาติ คนเราทำลายลงมา ถ้ามันเกินจริงๆ มันรกเกินไป มันมากเกินไป จนกระทั่งเป็นพิษเป็นภัย มันเกินมันก็เป็นได้ ธรรมชาติมันเกิน แต่เราเหลือกินเหลือใช้ มันไม่แปลก ยังงั้น รับรองว่าไม่ตีกัน ไม่แย่งกัน แต่มันขาดนี่แหละ ทุกวันนี้มันทำลายนี่ มันอยู่กันไม่ได้ ธรรมชาติจะเหลือเฟือ ยิ่งจิตใจไม่ขี้ตะกละ พระพุทธเจ้าท่านสอนนะ บอกไว้เป็นภาษารูปธรรมเลยว่า แต่ก่อนนั้นมีข้าวสาลีเต็มไปหมด คนก็ไปเก็บๆเอาข้าวสาลีมากิน เก็บมาแค่พอกิน หมดแล้วก็ไปเก็บมาใหม่ แล้วก็มากิน จนเกิดจิตที่มันกิเลสขี้เกียจ ไปเก็บมาทำไมวะทุกวัน เก็บมาทีละมากๆก็แล้วกัน จะได้ไม่ต้องเดินหลายเที่ยว เห็นไหม กิเลสมันขึ้นอย่างนี้ ถ้ามันเดินมันก็ได้ออกกำลัง แล้วมันก็ไม่ต้องไปแย่งกัน ไม่ต้องมีความคิดที่จะสะสม ความสะสมก็เกิดขึ้น กิเลสมันเกิดอย่างนี้ ท่านอธิบายไว้เห็นชัด เพราะฉะนั้นถ้าเราละกิเลสแล้ว ไม่ต้องสะสม เป็นของกลาง เป็นของอะไรอย่างที่เรากำลังทำนี่ สร้างกันขึ้นมาซิ ไม่ต้อง เอามาเป็นของกูๆอะไร มันก็ไม่ต้องไปเก็บ ไปเด็ด ไปทำอะไรมา ใครมีหน้าที่เก็บก็เก็บ ใครมีหน้าที่ทำอะไรก็ทำกันไป ไม่จำเป็นจะต้องขี้เกียจ เห็นเป็นงานเป็นการ คิดมักง่ายก็บอกว่า เก็บมาทำไมตั้งหลายที ก็ไปเก็บทีเดียว มากองๆไว้ก็พอ ยังงี้ ความสะสมเกิดขึ้น ถ้าเราเรียนรู้พวกนี้อย่างสมดุลสมบูรณ์ ทำอย่างนี้อยู่โดยไม่ต้องไปรีบเร่ง ไม่ต้องไปสะสมกักตุน ไม่ต้องไปคิดมองมุมที่เรียกว่า ไปในทางที่จะขี้เกียจ ก็ได้ไปเก็บบ่อยๆ มันก็ชำนาญ จะได้ไปเก็บเสมอ จะได้ออกกำลัง มองไปในแง่ที่มันเจริญบ้างซี มองไปในแง่ ขี้เกียจ มันก็แย่นะซิ อย่างนี้เป็นต้น โดยเฉพาะไอ้ตัวสะสมนี่นะ มันเป็นตัวร้ายตัวเลวของมนุษย์ที่ อื้อฮือ! โดยเฉพาะสะสมกองกิเลสนะ ถึงที่สุดเลย เลวที่สุด สะสมกองกิเลสนี่ เพราะฉะนั้นเมื่อสะสมกองกิเลส แล้วกิเลสเห็นแก่ตัว มักได้ โลภโมโทสัน ไม่มีจบ ไม่มีสิ้น สะสมความโกรธก็เรียกว่า พยาบาท สะสมความโลภ จะเรียกว่าอะไรดี มหาโลภเหรอ สะสมความโลภน่ะ มันก็เลวลงไป มันก็ร้ายแรงไปหมดนะ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่รู้ ไม่ได้เรียนธรรมะ จึงมองเห็นในแง่เดียวที่เป็นวัตถุรูป เป็นเรื่องที่จะสร้างๆ แต่สร้างแล้ว เห็นไหม ยิ่งเลวลง ถ้าเครื่องมือเทคนิค เครื่องมือเทคโนโลยี มันสร้างได้เก่งๆ สร้างได้มากๆ มันจะต้องไปเดือดร้อนกันทำไมล่ะ ในสังคมในโลก ทุกวันนี้ดูกันให้ชัดๆ มันเดือดร้อน ผู้ที่บอกว่าชาวอโศกล้าหลังนั้น ขอยืนยัน แก้ใหม่ ล้ำหน้า ไม่ใช่พูดเพื่อยัดเยียด ไม่ใช่พูดเล่นคารมโวหารนะ คนที่ถามมา คนที่สงสัย คนที่ยังข้องใจในเรื่องนี้ ว่าชาวอโศกล้าหลังนี่ อย่ารีบตาย ขอให้อายุสัก 200 ปี 300 ปี แล้วดูซิว่า พฤติกรรมที่ชาวอโศกทำนี่ มันแก้ปัญหาสังคมได้ อยู่เย็นเป็นสุข และอุดมสมบูรณ์จริงหรือไม่ พวกที่ไปหลงใหลเครื่องมือไฮเทคนั้น จะผลาญพร่าทำลายโลก และจะไม่อยู่เย็นเป็นสุข จะเดือดร้อน จริงหรือไม่ คน 2 พวกนี้ จะมีให้เห็น ขอยืนยัน จะมีให้เห็น แล้วดู ติดตามดู ให้ลึกซึ้ง ไม่ต้องเอาอะไรมากหรอก เอาชาวอโศกเดี๋ยวนี้ คุณเข้ามาศึกษาดีๆ ทุกวันนี้ ชาวอโศกนี่นะ ไม่มีทุนรอนไปซื้อเครื่องมือไฮเทคอะไรมาใช้ ก็เห็นกันอยู่ นาซัมตาโตง ไร่ซัมตาโตง อยากได้รถไถสักคัน ก็ไม่มีปัญญาจะซื้อไม่มีปัญญาจะมีใช้ ก็ขุดกันเอง ขุดนั่นแหละ แข็งแรงขึ้น ทำ ขึ้นมา ยิ่งเกิดภาวะที่ดี เห็นใจกัน อะไรต่างๆนานา เรื่องจิตวิญญาณนี่เป็นเรื่องสำคัญ ทำไปแล้วก็แข็งแรง อย่างครูเพ็ญศรีนี่ แต่ก่อนนี้ไม่ค่อยแข็งแรง เดี๋ยวนี้สบายเลย แข็งแรงนะ นี่เรื่องจริงนะ แต่ก่อนไม่แข็งแรงหรอก ครูสำรองนี่บอกว่า ไม่คิดว่าจะแข็งแรงได้ คิดว่าจะมาทำไหวเหรอ เอ้า! กลับกลายเป็นอีกเรื่องนึง ไปถามดู เจ้าตัวก็นั่งอยู่นี่ ไม่ใช่เรื่องเล่น มันเรื่องจริงนะ อย่างนี้เป็นต้น มันจะเกิดดีขึ้นไปทั้งชีวิต ดีทั้งความสามัคคี น้ำใจประสาน เพราะมันไม่มีเครื่องมือ ไม่มีเครื่องไถ ไม่มีรถไถ เห็นไหม แค่รถไถ ไม่ใช่เครื่องมือไฮเทคอะไรนักหนาหรอกนะ มันก็ไม่มี แล้วเป็นยังไง สังคมพวกเราทุกวันนี้ นี่ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็อยู่กันอย่างประสาน อดอยากอะไร กินอยู่ หลับนอน มีอยู่ มีเลี้ยงมีดูกัน อะไรต่ออะไรต่างๆนานา ถ้าคุณไปสัมมนาที่อื่น คุณต้องจ่ายสตางค์นะ พวกสังคมไฮเทคนี่ คุณจะต้องจ่ายเงิน นี่ค่าสัมมนานี่ คนหนึ่งไม่ใช่น้อยๆนะ และคุณก็จะมีนิสัยหรูหราฟู่ฟ่า ฟุ่มเฟือย ผลาญพร่า มีนิสัยชี้ใช้ เอ้า! ใครรับใช้รับจ้าง คุณก็ไปรับไป คุณเป็นคนงานคุณต้องทำ ฉันไม่ทำอะไร นี่ไม่ นี่มีน้ำใจ ช่วยกัน คนละไม้ คนละมือ โน่นนี่อะไรนี่ มันเป็นระบบของมนุษย์ที่ต่างกัน อาตมาอธิบายไม่หมดหรอก มีองค์ประกอบเยอะนะ เพราะฉะนั้นก็ดูแต่แค่ลำลองแค่นี้ได้ ว่าสังคมชาวอโศกนี่เป็นยังไง สังคมพวกชาวไฮเทคนั่นน่ะ พวกที่เป็นมหากระฎุมพี พวกที่เป็น เขาเรียกกันเศรษฐี เพราะเขาไม่อยากเรียกตัวเองว่ากระฎุมพี มันน่าอาย ก็รู้นะ แต่อยากจะเอาคำว่าเศรษฐีไปเรียก เศรษฐีนี่คือพวกเรา พวกประเสริฐ พวกจน แต่ไม่ได้ด้อยความรวยหรอก มีความรวย แต่ว่าก็เป็นคนจน พวกเรานี่เศรษฐีอย่างงี้ เขาก็ไม่อยากจะใช้คำว่ากระฎุมพี เขาก็ต้องใช้คำว่าเศรษฐีเรียก ก็เลยฉวยเอาไปตีกินเสียฉิบ ทีนี้คนที่ไม่ค่อยมีปัญญา เพราะพวกนั้นเขามีความฉลาดนะ อย่าไปเรียกปัญญา แย่งเอาคำไป คนที่ไม่ฉลาดเท่าก็สู้ไม่ได้หรอก อาตมาฉลาดพอ เอามาคืน มาเรียกพวกเราเศรษฐี อย่าโกง โกงแม้กระทั่งภาษาคำเรียก ก็เรามาเรียกพวกเราว่าเศรษฐี แต่พวกคุณนั่นยังไม่ค่อยเป็นเศรษฐีกันหรอกนะ ยังเป็นกระฎุมพีกันอยู่ กระฎุมพีน้อย กระฎุมพีใหญ่ ยังกักตุน ยังสะสม ยังกอบโกยอยู่ เพราะฉะนั้นก็จนกว่าจะเป็นเศรษฐีจริงได้ คือ คนที่สละ ไม่กัก ไม่ตุน ไม่สะ ไม่สม เกื้อกูล เอื้อเฟื้อ สร้างสรรนะ มีคุณค่าประโยชน์มากนะ เอาละ อันนี้มันสำคัญเหมือนกัน มันเป็นหลักแกนใหญ่ๆของสังคม 2 ชนิด และสังคม 2 ชนิดนี้ อาตมาก็ต้องขยายความให้ฟังบ้างนิดๆหน่อยๆ ที่จริงอธิบายได้มากกว่านี้ ขยายความได้มากกว่านี้นะ มันมีภาวะซับซ้อนที่อธิบายยังไม่ถึง อธิบายยังไม่ไหวอยู่อีกเยอะ แต่ค่อยๆศึกษาไป แล้วพิสูจน์สภาพเป็นจริงไปเรื่อยๆ แล้วเราจะเข้าใจ เราไม่ได้ไปต้านทีเดียวในเรื่องเครื่องมือเทคนิค แต่เราก็พยายามระมัดระวัง ถ้ามัน ต่อไปในอนาคต เครื่องมือเทคนิคที่เราต้องช่วยในเดี๋ยวนี้นี่ ต่อไปในอนาคต คนทำเองได้ดีกว่า เราประสงค์จะให้ทำด้วยมือนี่ให้ได้มากๆ แหม! พูดไปแล้วมันมีเรื่องอยากจะเล่า อยากจะพูด เอ้า! พอ มันจะยาว เดี๋ยวมันจะไม่หมดอีก เอา เอาละ แค่นี้ก็พอ นะ ก็สรุปเรื่องว่า ก็เรื่องของการจัดสังคม หรือว่าการปรับสังคม ให้เกิดเป็นมนุษย์ไฮเทค สรุปง่ายๆก็มนุษย์ NICS แหละนะ กลับมาเป็นมนุษย์ NACS นะ NICS ก็คือ Newly Industrialized Countries S ตัวนั้นมาเติมท้ายด้วย เป็น NICS เอาตัว N Newly เอา I ของ Industrialized เอา C ของ Countries และเอาตัว S มาตาม ก็เป็น NICS ส่วน NACS นั่นน่ะ Newly Agriculture Countries นะ เอา N ของ Newly เอา A ของ Agriculture เอา C และ S ของ Countries เหมือนกัน เอามาใส่ ก็เป็น NACS Agriculture คือเกษตร พวกชาวเกษตร พวกชาวไร่ชาวนา เพราะฉะนั้นสังคมชาวไร่ชาวนา สังคมการเกษตรกับสังคมพวกเครื่องมืออุตสาหกรรม พวกไฮเทคนั่นแหละ ก็ลองดู สังคม 2 สังคมนี้ เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้จะเห่อเหิม จะพยายามจะให้เป็น NICS ให้ได้นะ เอาเถอะ เป็น NICS ก็เป็นไป เพราะเราจะเป็นพวก NACS หรือพวก ACT ACT มีคนเสนอมา เอามาจาก Agriculture นี่แหละ เอา A Agri เอา C จาก culture เอา T จาก ture นะ เป็น ACT แปล ว่ากรรม ACT แปลว่าการกระทำ เป็น verb action เป็นนาม active เป็นคุณศัพท์ ACT แปลว่ากระทำ แปลว่าแสดงพฤติกรรมออกเลย กระทำ ACT เราจะเป็นชาว ACT หรือ NACS ดูต่อไปนะ โปรดติดตาม ถาม : ชายหญิงของชาวอโศก เราใช้สรรพนามเรียกกันว่าพี่ว่าน้องหลายคน รู้สึกว่ามันหวานแล้วแฝงไปด้วยราคะเกินไป ชาย หญิงไม่น่าเรียกกันเช่นนี้ ควรใช้คำกลางๆว่า คุณ จะดีกว่าไหม ขอให้พ่อท่านวิเคราะห์ด้วย ถ้าหญิงต่อหญิง ชายต่อชายเรียกกันยังพอฟัง แต่ได้ยินชายหญิงพูดกันแล้วมันกระซิกกระซี้ จั๊กกะจี้หูเกินไปปรามๆซะมั่งก็ดี ตอบ : อาตมาได้พูดไปบ้าง เรื่องนี้ก็ขอวิเคราะห์อย่างนี้นะ เอาแน่ๆแหละ ผู้หญิงต่อผู้หญิง จะเรียกกันพี่ๆน้องๆอะไร มันไม่เกิดกาม มันเกิดความสัมพันธ์อันดีด้วย ที่จริงผู้หญิงกับผู้ชายเรียกกันด้วยความจริงใจ พี่ๆน้องๆ มันก็สัมพันธ์อันดีนะ แต่มันยาก มันยาก เพราะว่ามันเหมือนสะพานเสียด้วยซ้ำนะ ถ้าผู้หญิงผู้ชายเป็นพี่น้องคลานตามกันออกมา เขาเรียกกันพี่ๆน้องๆ แน่นอนก็เห็นอยู่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องของกาม มันก็เป็นความสัมพันธ์อันดี เพราะฉะนั้นถ้าเราจะไปตัดเสียเลยทีเดียวนะ ไม่ให้มีเสียเลย มันก็ดูว่า เอ๊! ตัดความสัมพันธ์อันดีกันไปมากเลยนะ แต่ถ้าเราจะไม่ตัด ปล่อยกันมาก รุ่มร่ามเกินไป มันก็เป็นสะพาน สะพานแห่งกาม มันหวานอย่างที่ว่าจริงๆนะ แหม! หวานเยิ้มเลยนะ มดขึ้นเลย มดกามมันขึ้นนะ เพราะฉะนั้นในฐานะของนักบวชไม่ใช้ อย่างที่อาตมาบอกแล้ว ว่าอาตมาก็เล่าตัวเองด้วยซ้ำไป ก็เลิกนะ นักบวชนั่นแน่นอน นักบวชหรือนักธรรม ตอนนี้ก็เรียกนักบวชอีกแล้ว เดี๋ยวเขาเอาผิดอีกแหละ นักปฏิบัติ นักธรรมะที่แท้ ก็ตัด ก็เลิก ในระดับไหนก็แล้วแต่ ก็ลดลงมา ทีนี้ ผู้ถือศีลสูงขึ้นมา เพ่งเพียร เคร่งครัดของตัวเองขึ้นมา ก็ให้พยายาม เป็นฆราวาสนี่ก็พยายามฝึกปรือหัดของตัวเอง คนไหนที่สำนึก คนไหนที่รู้สึก คนที่สำนึกก็คือ คนที่รู้ว่า เอ๊! เรานี่ชักไม่ดีแล้วนะ ใช้คำว่าน้องว่าพี่กันแล้วนี่ มันไม่บริสุทธิ์ใจนะ ยิ่งมันรู้ตัวเลยว่า นี่ เอ! ยิ่งใช้ยิ่งใส่น้ำตาลผสมเข้าไปกับคำว่าน้องว่าพี่นี่ ยิ่งหวานเยิ้มเข้าไปเรื่อยๆนี่ คนผู้นั้นจะรู้ตัวเอง ผู้สำนึกคือผู้สำนึก ผู้ไม่สำนึกก็คือผู้ไม่สำนึก เพราะฉะนั้น เรานักปฏิบัติธรรม เราจะต้องรู้ความจริง เมื่อเรารู้ตัวว่าไม่ดี เราต้องเลิก ลดเอง หยุดเอง อย่าทำ อย่าใช้ ชักสะพานเสีย นี่แหละ คือการชักสะพานเสีย อย่าไปต่อสะพาน อย่าไปทำอะไร ให้มันเชื่อมโยงต่อขึ้นไป อันนี้มันเป็นสื่อ เหมือนสะพานมันเป็นสื่อนะ ชักสะพานเสีย เพราะฉะนั้นเราใช้คำว่าพี่ว่าน้องเรียกกัน จุ๋มจิ๋ม จู๋จี๋อะไรอยู่นี่ ไม่ดีหรอก ฝึกใหม่ เรียกคำธรรมดาเลย เรียก คุณ เรียก เธอ เรียก ท่าน อะไรไปเลย ถ้าสนิทสนมกันก็เรียก เธอได้ เรียกยังโง้นยังงี้ได้อะไรไป เราเองจะตัดเอง เราเองจะปรับเอง เพราะฉะนั้น ให้มีสำนึก ของใครๆให้มีสำนึก อาตมาไม่อยากให้มันแข็งเกินไป ไม่อยากให้มัน แหม! มันไม่มีอะไรยืดหยุ่นเลย มันดูไม่ดี เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า ผู้หญิงจะพูดกับผู้หญิง ผู้ชายจะพูดกับผู้ชายเอง พี่ๆน้องๆอะไรกันไปนี่ บอกแล้วมันไม่มีปัญหา ส่วนผู้หญิงกับผู้ชายจะพูดกันบ้างนี่ ก็ให้อย่างที่ว่านี่ ผู้ใดสนิทใจแล้ว บอกไม่มีปัญหาหรอก เรียกน้องเรียกพี่อะไรกันนี่หรือเรียกปู่ ย่า ตา ยาย หลาน เหลน อะไรอยู่อย่างนี้ มันไม่มีปัญหา มันเป็นความสัมพันธ์อันดี เป็นวัฒนธรรม อันนี้มันมีมาแต่ไหนในโลก ไม่มีปัญหาอะไร อย่าไปตัด อย่าไปทำลายวัฒนธรรมอันดี หรือว่าสื่ออันดี ความสัมพันธ์อันดีของมนุษย์มากนัก ที่อาตมาทำนี่ ไม่ได้อธิบาย พยายามทำกันมา โดยเรียกในฐานะอย่าง บอกแล้วนักธรรม หรือนักพรต นักบวช ไม่รู้จะใช้ยังไง มันไม่ค่อยเต็มจัด มันไม่ค่อยเสริม มันไม่ค่อยเต็มที่นะ ก็พยายามแล้ว ส่วนผู้ที่ปฏิบัติธรรมถือศีลสูงขึ้นมาหรือว่าผู้นั้นรู้สึกตัวแล้วว่าไม่ดี มันกลายเป็นสิ่งที่จะทำให้เราตกต่ำ ก็ต้องสำนึกและก็สังวร ปรับเสีย อย่าไปพูด อย่าไปทำ อย่าไปทำสื่อ ถอนสะพาน เข้าใจคำว่า ถอนสะพานนะ ไม่ใช่ไม่คบหากันนะ ก็คบหากัน ก็มีสัมพันธ์ แต่ว่าตัดส่วนอะไรที่มันออก ถ้าเผื่อว่าคุณทำได้อย่างเคร่งครัด คุณยังใช้เรียกพี่เรียกน้องอยู่ แต่คุณพยายามควบคุมใจ เป็นการปฏิบัติธรรมแท้ๆของพวกเรา รู้จักสภาวะอาการที่เกิดในจิต แล้วเราก็สมถภาวนา หรือว่าวิปัสสนาภาวนาในสิ่งนั้น ในปัจจุบันนั้น ทำ ลดละ ทำลายไอ้ตัวเชื้อโรค ทำลายตัวเชื้อโรคนั้นๆเองจริงๆ นี่มันละเอียดลอออย่างนี้ ธรรมะพระพุทธเจ้านะ ทำ ถ้าทำได้ก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องชักสะพาน ไม่ต้องพูดคำนี้ เหมือนกับพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยาง พัก หยุดพูดคำนี้ ถ้าขืนพูดอยู่มัน ทั้งฝีมือของเรานี่ สมถภาวนา วิปัสสนาของเรา มันทำลายเชื้อโรคอันนั้นไม่ได้ มันยังไหลไปอยู่ด้วยจริงๆ แล้วไหล แหม! แพ้ทุกที จงตัดสะพาน จงพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยาง อ้าย เอื้อย เหมือนกันละ อ้าย เอื้อย เหมือนกันนะ มันเป็นของอีสานนะ อ้าย เอื้อย ปี้ น้อง อะไรพวกนั้น เหมือนกันแหละ ของทางอีสานน่ะ อ้าย เอื้อย เหมือนกันนะ ไม่ต้องเรียกอ้ายเรียกเอื้อยอะไรกัน อย่างเอื้อยก็คงไม่เท่าไหร่นะ อ้ายน่ะสิ อ้าย น้อง อะไรพวกนี้นะ เอาละ คงพอเข้าใจ ถาม : พ่อท่านคะ ดิฉันกลับเป็นห่วงเกษตรอโศก เกษตรอโศกจะเกิด กลับเป็นห่วง เป็นห่วงเกษตรอโศกที่ทำอยู่ใกล้วัดมากกว่า ไปเป็นห่วงเกษตรอโศกที่อยู่ไกลวัด เพราะกลัวจะเน่าเละก่อนจะเป็นพุทธเกษตรอย่างสมบูรณ์จริงๆค่ะ พละอินทรีย์พวกเราแน่แค่ไหน เบื้องต้นนี้เราต้องอาศัยสมณะนำจึงจะไปรอด เพราะยังไม่มีสมาธิมั่นคง บางคนจะทำยังไม่เห็นมาฟังเทศน์เลย ดิฉันไม่เชื่อว่าแบบนี้จะถูกต้อง และไปได้รอด ตอบ : อันนี้ก็จริงนะ เพราะว่าเกษตรอโศกหรือว่าเกษตรพุทธที่เรากำลังจะทำนี้ มันประกอบด้วยจิตวิญญาณ มันไม่ได้ประกอบด้วยเฉพาะเทคโนโลยี วิธีการ ฝีมือ ความรู้ ความสามารถประกอบการขึ้นมาเท่านั้น ประกอบการเกษตรเท่านั้น มันประกอบด้วยจิตวิญญาณ ประกอบด้วยความรู้ที่ลึกซึ้ง ที่เราจะต้องรู้ อย่างอาตมาพูดว่า เราจะต้องสร้างบ้านให้ดิน ไม่ใช่ไปเหมือนเด็กเล่นขายของนะ ไปเอาดินทรายมา แล้วก่อเป็นรูปบ้าน ไม่ใช่นะ จะสร้างบ้านให้ดิน คือจะสร้างโครงสร้างให้ดินนี่มันมีชีวิต ให้ดินมีครอบครัว ยิ่งไปใหญ่ไหม ให้ดินมีครอบครัว ดินมันจะมีครอบครัวของมัน มันจะมีโพรง มีอุณหภูมิ มีสัตว์หลายประเภทที่จะอาศัยร่วมอยู่ด้วยกัน มีพืช พืชนั่นพืชนี่ พืชก็เป็นของดินนะ มันจะมีอะไรๆลงตัวของมันนะ เราจะสร้างครอบครัว สร้างชีวิตให้ดิน อย่างนี้เป็นต้น จะต้องลึกซึ้งละเอียด แล้วเราก็จะต้องมีน้ำใจนะ เราจะต้อง แต่ก่อนนี้เราดุเดือดนะ เห็นไอ้โน่นเห็นไอ้นี่ ไม่ได้ละ ทำลายกัน ใจอำมหิต และใจร้อน อย่างนี้เป็นต้น นี่ก็เกี่ยวกับจิตวิญญาณ ใจร้อนใจเร็ว อยากได้เร็ว และก็ไม่เข้าใจ นี่ก็เรื่องของจิตวิญญาณ ไม่มีปัญญาลึกซึ้ง ไม่มีความฉลาดลึกซึ้ง ที่จะรู้ในนัยลึกซึ้งสุขุมประณีตเข้าไปอีก ก็เป็นเรื่องของวิญญาณ เราจะต้องค่อยๆศึกษา ความรู้ของเราในขณะนี้อาจจะยังไม่สมบูรณ์จริงๆสูงสุดทีเดียว เราต้องสมมุติฐานยังงั้นไว้ก่อน แต่มันจะไปถึงไหน ไม่ต้องห่วง มันจะเจริญขึ้นไป ถ้าเผื่อว่ามันถูกทิศถูกทางของมัน มันจะไปได้ไกลได้สูง และได้สุดเองนะ เพราะฉะนั้นก็ขอเห็นด้วยและเห็นด้วยกับผู้ที่ขอ ขอบอกกัน ถ้าทำเกษตรอโศกหรือเกษตรพุทธให้ได้นี่ พยายามติดต่อกันให้เป็นชมรม อย่างที่ว่านี่ ประสานกัน และค่อยๆ จะพยายามล่ะ จะทำสื่อสาร เอกสาร จุลสารอะไร มีทั้งโรเนียว มีทั้งหนังสือเล่ม มีทั้งเท็ปอะไร ถ้าเผื่อว่าถึงขั้นนั้น มีวิดีโอถ่ายเห็น เห็นสภาพอะไรต่างๆ เราจะพยายามเร่งรัดพัฒนาเรื่องเกษตรอโศกขึ้นไป เมื่อได้เริ่มต้นก็พยายามทำไป แต่ไม่ต้องรีบร้อนนะ ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ไม่ต้องใจร้อน เราจะต้องค่อยๆดำเนินเป็นไป ไอ้เรื่องที่ดินเรื่องวัตถุ เรื่ององค์ประกอบพวกนี้ เรื่องทุนรอนอะไร อาตมาคิดว่า ไม่ต้องตกใจ ชาวอโศกนี่ เรื่องทุนรอนไม่ต้องตกใจ มันจะพอเป็นไป แม้มันจะไม่ดูร่ำรวยมากมายก่ายกอง มาทำอย่างพวกเหลือเฟืออะไร นี่ก็คล่องมือ ก็ไม่ต้องไปอึดอัดขัดเคือง มันจะเป็นอย่างนี้ มันทำให้นิสัยเราดี ถ้ามันคล่องมือ ฟุ่มเฟือยนี่นะ มันจะทำให้เรานี่ไหลเข้าไปหาทางด้านโน้นอย่างเก่า อันนี้แหละเป็นองค์ประกอบ ธรรมชาติอันหนึ่งว่า เออ! เราแหม! มันติดๆขัดๆนะ แล้วมันจะใช้ความคิด ถ้ามันติดๆขัดๆนี่มันจะใช้ความคิด แล้วมันก็จะทำให้เราได้ปฏิบัติธรรมด้วย ยับยั้ง สุขุม ประณีต ใจเย็น ค่อยๆดูท่าทีลู่ทางอะไรทดแทนได้ การหาช่องทางทำอะไรทดแทนได้ นั่นแหละคือการเปลี่ยนกลับ จากที่มันเคยคิดออกง่ายๆอย่างโลกๆเขาโฆษณาไว้แล้ว ทำกันมาตามๆกันมาแล้ว มันก็มีไปตามร่องตามรอยอันนั้น แต่อย่างนี้มันจะทำให้เราเกิดคิดใหม่ เกิดอุตสาหะใหม่ แล้วมันก็จะไปในทิศทางนี้เอง ถาม : พระสวดศพคนตายเพื่อส่งวิญญาณไปขึ้นสวรรค์และการชักอนิจจา ในอีสานยังเรียกชักอนิจจา เรียกว่าชักบังสุกุลน่ะ แต่ทางอีสานนี่เรียกชักอนิจจา เพื่อให้ได้กลับมาเกิดเป็นคนอีกครั้ง เป็นความจริงหรือไม่ และเขาบอกว่า ถ้าคนใดตายแล้ว ไม่ได้สวดศพ จะไม่ได้ผุดได้เกิดอีก ก็เป็นนิพพานไปเลยซี ก็สวยเลยน้อ เพราะฉะนั้นอย่าไปชักอนิจจา ชักผ้าบังสุกุล จะไม่ได้ผุดได้เกิดอีก จริงไหมครับ ขอให้พ่ออธิบายหรือแจกแจงคำสวดนั้นให้ฟังด้วย ตอบ : เขามีหลายประเด็นในที่นี้ บอกว่า การสวดศพคนตาย เพื่อส่งวิญญาณขึ้นสวรรค์นั่นน่ะ เป็นลัทธิมานานแล้ว ลัทธิเทวนิยม ลัทธิวิญญาณ อัตภาพ อัตตา กระทำกันมานาน มาเก่าก่อน ก่อนที่พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสรู้ถึงสัจจะความจริงที่สูงกว่านี้ รู้เท่าทันวิญญาณได้มากกว่านี้นะ คนเราเข้าใจวิญญาณเป็นอย่างที่เขาเข้าใจอย่างงั้นน่ะ เขาก็ต้องทำอย่างนี้ ก็ถูกแล้ว แต่ความจริงมันไม่เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าถึงได้มาล้มล้างทฤษฎี เข้าใจวิญญาณได้ถูกต้องกว่า จึงไม่จำเป็นจะต้องทำอย่างที่เขาทำนะ เพราะฉะนั้นในศาสนาพุทธ จึงไม่มานั่งสวดศพคนตายอยู่ยังงี้ ไม่มีจริงๆ ขอยืนยัน แล้วเป็นยังไงศาสนาพุทธ โอ้โฮ! ทำกันอยู่เกลื่อนกลาด ทำกันจริงๆ แล้วยังทำเป็นพิธีการขลัง สวดศพ อนิจจา วตสังขารา หรือไม่ก็เอาพระอภิธรรมมานั่งสวดไปเลย กุศลา ธัมมา อกุศลา ธัมมา อะไรว่ากันไปนะ ยิ่งใหญ่กันไปหมด มันก็ดัดแปลงกันไป ไม่มีในพระไตรปิฎก ในประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธไม่มี ของพระพุทธเจ้าไม่เคยมีทำ แต่ไปทำนอกรีต เขาก็ว่าอันนั้นซิถูกต้อง เราว่าไม่ถูกต้อง เราก็เลิก เขาก็หาว่าเรามาทำลายจารีตประเพณีวัฒนธรรมไทย ฮ่า! มันจะตาย ถูกประหารชีวิตเพราะยังงี้นะ เอ้า! ก็ขอยืนยันว่า ส่งไม่ได้หรอก อย่าไปส่งเขาเลย วิญญาณใดก็เป็นของผู้นั้น ไปตามวิบากของกรรมของผู้นั้นเอง เป็นไปตามวิบาก วิญญาณของผู้นั้นเป็นไปอย่างไร อย่าคิด พระพุทธเจ้าไม่สอน พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่อธิบาย มันจะไปยังไงก็ไม่ต้องห่วง มันไปของมันตามจริง คุณไปช่วยอะไรเขาไม่ได้หรอก มีนิยายมากมายก่ายกอง มันเป็นเรื่องหลอกทั้งนั้น ไปช่วยยังงั้น ไปยังงี้ๆ อย่างนิยายจีนนี่ วิญญาณมาแล้วก็ต้องไปเดินข้ามสะพาน จะต้องมาดื่มน้ำ อะไรก็ไม่รู้ อะไรต่างๆนานาสารพัดสารเพ โอ! ยิ่งตอนนี้เขาทำซิ มันมี พวกเขาทำ มันมีวิดีโอของพวกจีนนะ เขาทำ แต่งตัวมาเป็นผู้ทำพิธีพวกนี้เลยนะ ที่จริงเป็นฆราวาสด้วยซ้ำไปนะ มาทำพิธี แหม! ทำส่งวิญญาณ ทำโน่นทำนี่ วิ่งกันให้วุ่นเลย แหม! ยังกะเด็กเล่นวิ่งไล่เอาเถิดกันนะ (เสียงผู้ฟังพูด: ข้ามสะพานต้องเอาเงินซื้อ) นั่นน่ะ ต้องเอาเงินซื้อ ข้ามสะพานต้องจ่ายเงินจ่ายทอง ต้องอะไร เป็นวิธีการเชิงชั้นหลอกหาเงิน หลอกไปต่างๆสารพัด ดูแล้วกลุ่มของคนที่ไม่รู้เท่าทัน เพราะฉะนั้นก็เป็นเหยื่อ เป็นเหยื่อผู้ฉลาด ฉลาดคิดหาวิธีเป็นเชิงชั้น มันไม่ได้เรื่อง แล้วก็เสียเวล่ำเวลานะ เพราะฉะนั้นการสวดศพคนตายเพื่อส่งวิญญาณขึ้นสวรรค์นั้น เป็นเรื่องไม่จริง และเป็นเรื่องที่ไม่ต้องทำ ชาวพุทธอโศกเราไม่ต้องทำ นะ แต่มีงานศพที่เราจะมาสวดนี่ หมายความว่า เรามาเทศน์สู่กันฟัง มีคนมาแสดงความเสียใจเห็นใจอะไร มันเป็นวัฒนธรรมที่ดีนะ คนไหนโศกเศร้า ก็มาเห็นใจกัน เกื้อกูลกัน คนละนิด คนละหน่อย หรือมารวมกัน มีอะไรก็ว่ากัน มาพบกัน เมื่อมารวมกลุ่มกันแล้วก็ถือโอกาส ผู้รู้ก็พึงสาธยาย ก็สวดนั่นเอง สาธยายความรู้ หรือสาธยายสิ่งที่เป็นประโยชน์ซะ อาศัยเวลามารวมกันมากๆ ก็เป็นประโยชน์ดีแล้ว ก็เรียกว่าสวดอย่างนั้นน่ะ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive