ตีตา-ตีตรา-ตรีตา เป็นเช่นไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข3 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ตีตา-ตีตรา-ตรีตา เป็นเช่นไร พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้อยากจะไขความหรือพูดเรื่องหนึ่ง มีคำอยู่ 2 คำ คำว่า “ตีตรา” กับคำว่า “ตีตา” “ตีตรา” คือ stamp ส่วน “ตีตา” นี่คือ ตีให้ตาแตกตายเลย ถ้าตีบนต้นตาลก็ตกต้นตาลตำตูดตาย ภาษาไทยนี่สนุกนะมีแง่มุม มีสัมผัส ตีตรา คือ ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่น ผู้ที่มืดบอดสนิท ไม่เปลี่ยนแปลงเป็น 1 อย่างไม่โงหูโงหัว เป็น 1 อย่างโง่เง่างมงาย พวกนี้นี่ไม่เปลี่ยนแปลง ก็ต้องขออภัยอย่างพวกเทวนิยม เป็นหนึ่งเดียวไม่มีเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนใหญ่ของมนุษย์โลก มนุษย์โลกจะฉลาดถึงขั้นมีปัญญามีโลกุตระนี้มันน้อย เป็นขั้นพิเศษจริงๆเป็นขั้นเจริญพิเศษ ไม่ใช่แกล้งพูด ไม่ใช่มานั่งยกยอเล่น ไม่ใช่มาเบ่งข่มผู้อื่น แต่เป็นเรื่องจริง เป็นสัจจะในโลก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ตรัสรู้ความสุดยอดอันนี้ของความเป็นสัตว์โลก ตั้งแต่เป็นจิตนิยามมาเป็นสัตว์โลก พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้อันนี้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ จนสามารถที่จะจัดการกับความเป็นชีวะ จัดการความเป็นสัตว์ของท่าน สลายหายไปหมดเลย แล้วท่านก็สอนเรื่องสัตตาวาส 9 ตั้งแต่สัตว์ข้อที่ 1 ซึ่งมีกายต่างกันสัญญาต่างกัน มันจะเห็นแตกต่างกันหมดเลยสัตว์ ตั้งแต่สัตว์มนุษย์ สัตว์เดรัจฉานที่เป็นเนื้อเป็นหนังเป็นตัวเป็นตนนี่แหละ แตกต่างกันไปอีกเยอะแยะมากเลยตั้งแต่ไวรัส สัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์เซลล์เดียว 2 เซลล์ 500 เซลล์จนกระทั่งถึงเป็นล้านเซลล์ มาเป็นมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีชีวะ มีชีวิตเกิดด้วยการปรุงแต่งของดินน้ำไฟลม แล้วมาเกิดเป็นสัตว์ ซึ่งต่างจากพืช เป็นพลังงานปรุงแต่งกันอยู่ ตั้งแต่อุตุดินน้ำไฟลมปรุงแต่งกันตั้งแต่ 2 ธาตุ ออกซิเจนกับไฮโดรเจนปรุงแต่งเป็นน้ำเป็นต้น เคมีเรียนกันมาเยอะแยะผสมส่วนกัน หรือทางฟิ

อ่านต่อ

สิกส์ก็เป็นความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าปรุงแต่งกันอยู่ในสภาพที่ไม่มีตัวตน เป็นอรูป ความรู้เรื่องความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าเดี๋ยวนี้ก็เอามาใช้กันเยอะ ใช้งานมาก เรื่องพลังงานทางอุตุ ก็ต้องรู้ต้องใช้ พลังงานทางจิต พลังงานทางนามธรรม พลังงานทางชีวะก่อน ก็ต้องพอรู้ รู้ไปจนถึงขั้นเราเรียกสภาพนั้นว่าสุขภาพ อนามัย อะไรก็แล้วแต่ เราก็ต้องเข้าใจแล้วจัดสรรสุขภาพอนามัย ปรับชีวิตไปให้ได้สัดส่วนอย่างดีก็ต้องทำด้วยอย่ง 8 อ. อาตมาทำทางด้านสรีระ ทางด้านนามธรรม อันนี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้พิเศษกว่าชาวโลก เพราะมันละเอียด ไม่มีรูป มันเป็นความรู้สึกเป็นนามธรรม ท่านแยกไว้เลยว่าเวทนา สัญญา สังขาร รวมเรียกว่าวิญญาณเป็นธาตุรู้ ซึ่งจะต้องมีรูปเป็นคู่ ที่กระทบสัมผัสกันแล้วเกิดการรู้ เกิดเวทนา สัญญา สังขาร แล้วก็รวมตัวกันเรียกเต็มๆว่า วิญญาณ เพราะฉะนั้น 3 เส้า เวทนา สัญญา สังขาร จึงเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งที่จะต้องรู้อาการของสภาพพวกนี้ที่ใช้งาน สุดท้ายที่ท่านใช้งานจริงจบ ก็เป็น 3 เส้า ตรีนี่แหละ หรือติ ก็ 3 ปรุงแต่งกันเป็นสภาพสองตัว เป็นพลังงานทั่วไปตั้งแต่วัตถุทุกอย่างต้องมีรูปกับนามมีบวกกับลบ มีคู่ เพศชายหญิงหรืออิตถีภาวะ ปุริสภาวะ ทำงานร่วมกัน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในเรื่องทุกอย่างที่โลกเขารู้ท่านก็รู้กับโลกทั้งหมด รู้ร่วมกับเขาได้ตรงกันถูกต้องตามที่ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม...ในคำว่า ตีตรา มีทิฏฐิที่ยึดมั่นถือมั่นแล้วสามารถเอามาใช้ ตีตรา ในทางที่สัมมาทิฏฐิได้หรือไม่ พ่อครูว่า…ได้ เป็นสัจจะที่เป็นอย่างเดียว ไม่ต้องดิ้นเลย ก็ตีตราตรงที่เป็นอรหันต์ตรงกันหมดอย่างเดียว แต่ถ้าไปแยกกันอยู่เลอะเทอะกันอยู่ จะไปตีตรากันได้อย่างไร แล้วไม่ยอมกันด้วยพวกนี้มีกิเลสอัตตามานะ แสตมป์กันคนละชาติ คำที่พูดกันนี้มันก็ไม่มีลงตัว แย้งกันได้หมด จะพูดกันไปพูดเรื่องจบเรื่องส่วนเรื่องเป็นอรหันต์ได้อย่างเดียวที่จะไม่ต้องต่อ นอกนั้นต่อกันได้หมด ขยายความด้วยลิ้นคารมพลิกแพลง ผู้ที่มีปฏิภาณมากซักซ้อมก็ยิ่งไปได้เยอะแยะ แล้วตัวเองก็เมาไม่รู้จักจบรวมที่ลงไม่ได้ เหมือนกับทุกวันนี้น่าสงสารพวกที่ศึกษามากๆรวมไม่ลง แม้แต่พวกเราอาตมาก็บอก พวกเราจะจบเป็นอรหันต์ได้ แต่สรุปไม่ลงมันรู้มาก จับสภาวะไม่จบ คุณจบสภาวะของโสดาบันหมดเรื่องของอบาย คู่ไหนกลุ่มไหนเรื่องไหนของคุณก็จัดหมู่จัดหมวด อันนี้ตรงนี้หยาบต่ำตรงนี้ เราปิดประตูแล้วก็จบหลักสูตรแล้ว ตรวจเวทนาของเรามันมีอยู่ในโลกเต็มไปหมด ปิดหูปิดตาปิดทวารทั้ง 6 ก็ยังรู้ได้อีกเป็นทวารพิเศษ มันก็รู้ก็เห็นโลกมันแสดงจัดจ้านอย่างกับอะไรดี แรง นอกจากหลบหนีเข้าป่าเขาถ้ำไม่รับรู้เลย แต่ถ้าอยู่กับโลกกับสังคมก็ต้องรู้ แล้วต้องรับเป็น ต้องเรียน ต้องรับลูกเป็น อยู่กับเขาได้อย่างอยู่เหนือ อุตระ โลกุตระ อยู่เหนือโลกพวกนี้ได้ จะรู้ได้ต้องมีตาปัญญา ตาปัญญาก็สามารถรู้ด้วยตาเนื้อ ตาทิพย์ สามตา ตรีตา ตาเนื้อก็คือตาทั้งหลายแหล่ที่เขาใช้ลูกตาเห็น เขาเห็นอย่างไร เราก็เห็น ก็เข้าใจตรงกันกับเขาได้หมด เขาสมมุติอย่างไร เราก็สมมุติตรงกับเขาได้ เรียกว่า ตาเนื้อ ตาทิพย์ เห็นพิเศษ ตาเนื้อเห็นอย่างนี้ยังมีตาทิพย์เห็นซ้อนอีก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ตาทิพย์ซ้อนเป็นได้ทั้งมิจฉาและสัมมา เพราะเขาเล่นไสยศาสตร์ เล่นเดรัจฉานวิชา เล่นตาทิพย์แบบงมงายโลกีย์ เขาไม่เห็นก็เรียกว่า ซิกเซ้นอะไรของเขา เห็น ถูกไม่ถูกก็แล้วแต่บางทีถูกบางทีไม่ถูก ไอ้ที่ถูกก็พูดกันรู้เรื่อง ไอ้ที่ไม่ถูกก็โมเมไปเลยว่า พวกคุณไม่มีซิกเซ้น ไม่มีตาทิพย์ คุณไม่รู้หรอก มันเป็นเรื่องลึกลับเรื่องไกล เป็นเรื่องพิเศษ คนตาทิพย์จึงสามารถจะรู้ ไม่มีตาทิพย์ไม่รู้ไม่เห็น หนักเข้าก็สอนลงไปถึงขั้นมีเพื่อนพวกตาทิพย์ด้วยกันโมเมด้วยกัน พวกตาบอดพากันดูท้องฟ้าอันสวยงาม ตาบอดมาแต่กำเนิดทั้งนั้น ชวนกันไปเป็นหมู่เป็นพวกตาบอดหมู่ ชมท้องฟ้า เห็นท้องฟ้า พูดกันอย่างสอดคล้องกันเลยว่าเมฆก้อนนั้นสวยอย่างนั้นอย่างนี้ เออ พอไปด้วยกันด้วย ก็เดี๋ยวจะหาว่าเราตาบอด พูดอย่างไรก็คล้อยตามกันหมด พวกบอดด้วยกันก็โมเมด้วยกัน แล้วมันจะไปรู้เหรอ ทั้งหมู่เขาเห็นกันอย่างนั้นหมด ตัวเองก็เลยอ๋อด้วย ตัวเองก็บอด คนอื่นเขาเห็น คนตาบอดสอดตาเห็นอย่างนี้ ขออภัยนะคนตาบอดไม่ได้ไปว่าหรอก คนตาบอดเขามีกรรมวิบากก็น่าสงสาร แต่ก็ขอยืมมาใช้อธิบายสัจธรรมนี้หน่อยนึง เพราะฉะนั้นตาทิพย์ก็ยังแย้งเป็นมิจฉาเป็นสัมมาได้ ตาเนื้อ พูดกันยืนยันที่ตาเนื้อ เห็นร่วมกันได้หมด ส่วนตาปัญญาเป็นเรื่องพิเศษ คนที่มีปัญญาตรงกันก็เห็นร่วมกันได้หมด ส่วนคนไม่มีปัญญาตรงกัน ยังมีความเพี้ยนยังไม่ครบปัญญายังเป็นสัญญา ก็กำหนดหมายรู้ไปในสัญญา ท่านใช้ ส.เสือ เป็นเศษวรรค ส่วนปัญญา เป็นตัวอักษรในวรรค ครบเลย ตัวต้น หัวแถวของ ม ของจิต ตัว ป เป็นตัวรู้เต็ม ประสบ ประจักษ์ ประสิทธิ์ รู้หมด จบ เพราะฉะนั้นปัญญาจึงเป็นความรู้ที่ เป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเกิดมาไม่รู้กี่ล้านองค์แล้ว คำว่าปัญญานี้ พวกเฉโกโลกๆ เอาไปตีกิน เป็นความฉลาดเหมือนแบบเขามันก็เลยยากขึ้นมา โดยเฉพาะเมืองไทยเอามาจากภาษาบาลีด้วย ความรู้ละเอียดทางธรรมะก็มาจากรากเหง้าของ ฐานพระพุทธเจ้าทางอินเดีย ก็เลยใช้ปัญญามาเป็นภาษาไทย เสร็จแล้วมันก็เพี้ยนก็เสื่อม ปัญญาก็เลยกลายเป็น เฉโก เสื่อมมาจนสนิท คนเสื่อมจากความจริงไม่ใช่ศาสนาเสื่อมธรรมะเสื่อม แต่คนเสื่อมไปจากความจริง ผิดเพี้ยนไปจากความจริงแล้วไปยึดถือความไม่จริงไม่ตรง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ตัวสัญญา ใช้ ส.เสือเป็นเศษวรรค ย ร ล ว ส เป็นตัวที่ 5 ตัวที่ 5 นี้ เป็นครึ่งหนึ่งของ 9 มันจึงเป็นตัวกลางที่สำคัญ เป็นพลังงานเต็มของเศษวรรค พลังงานครึ่งเดียว (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) อาตมายังไม่เก่งอธิบายพยัญชนะ แต่พวกเราคงพอรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆว่า พยัญชนะไม่ได้ตั้งมาเฉยๆแต่มันมีความหมายลึกซึ้งทั้งนั้นเลย บางตัวเอามาใช้น้อยบางตัวเอามาใช้มาก มันจึงครบสภาวะทั้งหมดในโลก ให้เราได้รู้ความหมายที่ใกล้เคียงกันที่สุด ทุกภาษา มีต้นทางแล้วขยายความออกไปบ้าง ตามแต่คนจะพลิกแพลงไป เช่น ภาษาอังกฤษคำว่าเบียร์ ภาษาญี่ปุ่นไปเป็นคำว่า เบียรุ เป็นต้น

640503_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อรหันต์ตีตราด้วยปัญญา 8 ประการ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน