วิตกวิจารในฌานวิสัย ที่เป็นอจินไตยชนิดหนึ่ง.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิตกวิจารในฌานวิสัย ที่เป็นอจินไตยชนิดหนึ่ง _มีคุณซึ้งซื่อ : ขอ สัมมาทิฏฐิ เรื่องวิตกวิจาร พ่อครูว่า... วิตกวิจาร เป็นอาการของจิต ที่ กำลังศึกษา เป็นอาการของจิต วิตกคือจิตเริ่มเกิด ตักกะ แล้วก็รู้ความยิ่ง วิ คือยิ่ง ของการตักกะ วิจาร จารคือ พฤติ อาการกิริยาของจิต พอเริ่ม ตักกะวิตักกะ ในสังกัปปะ 7 ก็ต้องเรียนรู้ได้จาก อาการของมันหรือจารหรือพฤติของมันแล้วก็จัดการ กับสิ่งที่มันแฝงมากับ ตักกะ คือจิตเริ่มเกิดมา พอจิตเริ่มเกิดมา ผู้ที่ยังไม่ได้ศึกษาเลย มันจะมีกิเลส ผู้ที่ยังไม่บรรลุอรหันต์มาก่อน หรือแม้แต่อรหันต์ก็ตาม มาเกิดเป็นโพธิสัตว์อีก จะมีลิงลมอมข้าวพอง จะมีกิเลสโลกีย์ มันร่วมอยู่ด้วยพักหนึ่ง เหมือนแม้แต่ พระพุทธเจ้าก็ต้องตามโลกเขาไป แล้วค่อยรู้ตัวเอง อ๋อ! ไม่เอาแล้ว พอรู้ตัว หายเมาโลกีย์ที่ครอบงำ หายเมาแล้วค่อยรู้ตัว ว่าอยู่ในระดับไหน ถ้าอรหันต์หรือเป็นโพธิสัตว์แท้ๆ ถ้ายังโสดาบันก็ยังนิดหน่อย สกิทาก็เพิ่มขึ้น อนาคามีก็มากขึ้น อรหันต์จึงจะเต็ม รู้จักสุขกับทุกข์ วิตก วิจาร ก็คือ รู้ทั้งดำริ นึกคิดแล้วเรียนรู้จากจาระหรือจรณะนั่นแหละ อาการทั้งหลายแหล่ของการประพฤติ ผู้ใดสามารถจะทำฌานได้ ฌานของศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปหลับตา หลับตาไม่มีฌานวิสัย ของพระพุทธเจ้าเลย พวกหลับตาที่บอกว่าได้ฌาน เป็นฌานลาภี ที่บอกว่าไม่มีฌาน เป็นสุกขวิปัสสโก หรือปฏิสัมภิทาญาณบ้าง แล้วก็ไม่เก่งกว่าเหรอที่มีปฏิสัมภิทาญาณ แล้วพวกที่ยังเป็นพวก ฌาน หลับตางมงาย ไม่ใช่ ฌาน ของพุทธ มันมีอยู่เยอะมากกว่าคนที่ได้ ฌานวิสัยของพุทธ ที่เป็นอจินไตยจริงๆ อธิบายได้ยากมากเลย ฌาน คือการทำ พลังงานจิต ให้มันมีพลังงานที่เหนือ(อุตระโลกุตระ) เหนือกว่าพลังงาน ราคะโทสะโมหะ มันก็จะมีฤทธิ์ฆ่า เพราะมันเหนือกว่า ก็มันเป
อ่านต่อ
็นพลังงานทางจิตเหมือนกัน แต่ราคะโทสะโมหะ พลังงานทางจิตที่ อวิชชา ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามันไม่จริงหรอก มันเก๊ แต่ทางโลกเขาจะเห็นว่า จริง โลกุตระเขาว่ายาก เขาเข้าไม่ถึงง่ายๆเป็นอจินไตยจริงๆ ฌานวิสัย ที่พูดเรื่องฌานกันทั่วโลกนั้น มีฌานวิสัยที่แท้จริงอยู่ที่ชาวอโศกเท่านั้น ที่อื่นไม่มีเลย ไม่ใช่ดูถูกนะ อาตมาเกิดมาชาตินี้ได้เคยบอกไว้แล้วว่าโลกุตรธรรมได้เสื่อมไปจากชาวพุทธทั้งหลายในโลกนี้ อาตมาก็หยิบเอาโลกุตรธรรมขึ้นมาสถาปนาลงไปใหม่ ให้พูดความจริงทั้งสิ้นอย่างไม่ได้หลงตัวตน ไม่ได้เบ่ง แต่พูดความจริงให้ฟัง ภาษาสั้นๆมันแรงมันชัด แต่คนที่ยังไม่ศรัทธา อาตมาพูดอย่างไรเขาก็ไม่ชัดหรอก คนศรัทธาแล้วยิ่งศรัทธาจริงๆอย่างพวกคุณ ยกให้ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง อาตมาพูดจริงๆนะถ้าอาตมาไม่เป็นโพธิสัตว์ระดับนี้ อาตมาจะเหนียม ยกย่องยกยอเหลือเกิน แต่อาตมาก็ให้ยกย่องยกยอ บอกเหมือนกัน อะไรมันมาก Over เกินไปก็บอก ที่ยกย่องยกให้ว่า เคารพอย่างสูงยิ่งนั้นดี พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าผู้ที่มีศรัทธา มีสัทธรรม 7 มีความเข้าใจรู้เลยแล้วก็จะเคารพอย่างสูง ยิ่ง ละอายอย่างแรงกล้า เคารพอย่างแรงกล้า คำว่าเคารพอย่างแรงกล้าสูงยิ่งนั้นแหละ เคารพด้วยใจจริง อาตมาไม่เคยไปบอกว่าให้พวกคุณกล่าวว่าเคารพอย่างสูงยิ่ง จริงๆแล้วอาตมาออกจะเหนียมด้วยซ้ำ แต่จริงๆแล้วควรจะให้เขาพูด อาตมาก็ได้แต่ปรามนิดๆหน่อยๆ พวกคุณจะพูดอยู่ก็พูดไป มันเป็นสิริมหามายา นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... เรื่องฌานที่เกิดจากจรณะ 15 นั้นเขาไม่เข้าใจไม่ได้ทำกันเลย พ่อครูว่า... เขารู้อยู่ ว่า เป็นธรรมะที่ปฏิบัติไม่ผิดของพระพุทธเจ้า แต่เขาไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 อย่างนี้เลย มันเป็นองค์รวม สมังคี แล้ว สังวรสำรวมปฏิบัติจริงๆกับโภชเนมัตตัญญุตา จนเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้หลุดพ้น ผู้เบิกบาน ชาคริยาขึ้นมาจริงๆ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ เขามีแต่หลับตา ไม่ตื่น จนกระทั่งเราบอกว่าให้ตื่น เขาก็ไม่ตื่น ปฏิบัติธรรมต้องมีชาคริยาต้องตื่น ถ้ายังไม่ตื่นก็ต้องมีปัญญาให้เข้าใจว่าตื่นอย่างไร ตื่นคือลืมตา ผู้ที่มี จักษุ มีญาณ ปัญญา วิชชา มีอาโลก ลืมตาอยู่กับแสงสว่างของพระอาทิตย์นี้แหละ กลางคืนจะพักก็พักไป แต่กลางวันเป็นเวลาที่ควรจะปฏิบัติอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นความหลับ ไม่ใช่แน่ ไปหลับตาก็ไม่ใช่เวลาที่มีองค์ประกอบสมพร้อม มันขาดมันแหว่งมันไม่เต็ม คุณจะหลับตาแล้วทำ เตวิชโช จะทบทวนธรรมะบ้างก็ได้หรือไม่ก็พักผ่อน ก็พูดไปหมดแล้ว มาเข้าสู่ ฌานแท้ๆ ฌาน 4 ของ พระพุทธเจ้า ผู้ที่ได้ฌาน ก็พูดกันอยู่พยัญชนะเดียวกัน องค์ฌานที่ 1 มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เอกัคคตา ความเป็น 1 อย่างยิ่งใหญ่(อัคคะ) เลิศยอดไม่ใช่แค่เอกธรรม เอกธรรมคือ ธรรมะที่เป็นหนึ่ง หรือเอกตา ความเป็น 1 สามัญง่ายๆอย่างที่หลับตาสะกดจิตให้มันเป็นหนึ่ง ความเป็นหนึ่งของพระพุทธเจ้านั้นรู้โลกอย่างไม่มีอัตตา จะรู้ความเป็น 1 ความเป็น 2 ความเป็น 0 และรู้จัก 2 ต่อไปอีกเป็น 3 4 5 6 7 8 9 ถ้ามันจะไปอีกขยายวง แห่งความรู้ แต่ถ้ายังไม่รู้ มันขยายวงแห่งความรู้ไม่ได้หรอก รู้องค์ 3 เอาสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ สุข ทุกข์ ก็รู้อาการ 2 อย่าง ไม่สุขไม่ทุกข์จะเรียกว่าอีกอาการนึงก็ได้ แต่ไม่สุขไม่ทุกข์ที่เป็นเดรัจฉาน เดียรถีย์ นั่นคือไม่สุขไม่ทุกข์อย่างที่ไม่ใช่อุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์อย่างที่จิตไม่บริสุทธิ์สะอาด เพราะฉะนั้นไม่ทุกข์ไม่สุขอย่างโลกุตระสูงสุดเป็นอุเบกขา ที่เป็นธรรมะในระดับฌาน 3 ขึ้นไปถึงฌาน 4 จะมีอุเบกขาเข้าร่วมเกินกว่าเอกัคคตา เท่านั้น ความยิ่งใหญ่นี้ คุณจะต้องใช้ ฌานที่ 1 ด้วยการรู้ทั้ง 4 องค์ รู้วิตกวิจารแล้วรู้จิตปีติ รู้สุข คุณก็ต้องรู้สุข คุณเอียงสุขนะไม่ไปทางไม่สุขไม่ทุกข์นะ คุณจะไม่กระดิกเรื่องทุกข์เลยสำหรับ เดียรถีย์ คุณจะติดในความสุขด้วยสำหรับการนั่งหลับตาแล้วบอกว่าได้นิโรธ แต่เป็นนิโรธที่ดับสัญญาดับเวทนา อสัญญี นิ่ง ทั้งที่ดับเวทนาดับสัญญา ไม่ใช่ดับอย่างดับ ไม่ใช่ดับอย่างทำให้มืดทำให้ดำ แต่ดับอย่าง สัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ มีสัญญาเคล้าเคลียเวทนา อย่างตื่นๆแล้วเห็นมีนิโรธในนั้น ได้ลดแล้วสมบูรณ์แบบโหติ แท้จริงที่สุดมีผลสูงสุด ฌาน ที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า สะกดจิตเข้า จิตมีวิตกวิจาร คือคุณกำลังปฏิบัติ คุณกำลังเคร่งคุมอาการจิตให้ได้ อย่างที่คุณมีทิฐิมีความเข้าใจมีความรู้ อย่างโลกีย์มันไม่คิดอะไรแต่ของพระพุทธเจ้ายิ่งแคล่งคล่องว่องไว จิตปาคุญญตา กิเลสออกจากจิต จิตยิ่งมุทุภูตธาตุ ยิ่งไม่มีอะไรขัดข้องเลย อิสระลอยตัวสมบูรณ์แบบเลย ไม่ใช่เป็นฌานแล้วยิ่งเซื่องยิ่งช้า แต่ยิ่งเร็ว เร็วกว่าอาตมาอีก อาตมาเป็นลิงเท่านั้นเองยังไม่คล่องเท่าไหร่ ฌานนี่ มุทุภูตธาตุ ที่มี กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา คล่อง ยิ่งกว่าที่อาตมาเป็นทุกวันนี้อีก เดี๋ยวนี้มันพูดช้าลงเท่านั้น ตอนหนุ่มๆพูดเร็วกว่านี้ ไปฟังสิ ย้อนหลังดู เทศน์อยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ แต่เดี๋ยวนี้ต้องยอมจำนนว่ามันช้าลง สังขารมันต้องเป็นไป การเข้าใจฌาน ผิดไปหมดทุกอย่างเลย ไม่หลับตา ไม่เชื่องๆช้าๆ เร็วยิ่งกว่าลิงคล่องแคล่วมีปัญญา มุทุภูตธาตุ ไวเร็ว สู่แดนธรรม... ตอนพ่อท่าน พูดอย่างเร็วนั้น พ่อท่านน่าจะคิดว่า ช้ากว่าจิตที่ปรุงได้ไวกว่าอีก พ่อครูว่า... ใช่ เพราะฉะนั้นคนที่จะรู้จัก ฌานวิสัย แบบพุทธอย่างสัมมาทิฏฐินั้นเป็น อจินไตย จริงๆ ยาก อาตมาอธิบาย พยายามไขความให้เห็นว่า ฌาน ของพุทธเจ้าไม่ได้ไปหลับตาเด็ดขาด ฌานของพระพุทธเจ้าเมื่อจะหลับนอนจะหลับตา คุณก็รู้แล้วว่าหลับตาไม่มีแสงอาทิตย์ ไม่มีอาโลก ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ฌานของคุณลืมตาของพุทธ กับฌานที่หลับตา มันจะเหมือนกันไหมซึ่งมันไม่เหมือน ฌานลืมตานี้ทำได้ยาก ฌานหลับตาทำได้ง่าย แม้แต่คุณไปหลับตาปฏิบัติมันก็ง่ายกว่าลืมตาปฏิบัติ ยิ่งผู้ได้ฌาน ลืมตาของพระพุทธเจ้าแล้วไปหลับตาปฏิบัติมันก็ง่ายกว่า เพราะมันไม่มีอะไรกวน ตาหูจมูกลิ้นกาย ฌาน มันก็จะหยุดพักก็ได้ถ้าจะคิดก็คิดได้ โดยไม่ต้องเปลืองพลังงานอะไรมาก ทำพอสมควรคุยกับเทวดาไป เมื่อยก็พักหน่อย จะ Deep Sleep ก็ดี๊บไป ก็เท่านั้นเองไม่มีอะไร แค่บอกว่า อาตมาพูดประโยคหลังนี่ คนที่ฟังอาตมายังไม่เข้าใจซาบซึ้ง ยังไม่เข้าใจชัดเจนหรอก พวกคุณฟังชัดเจน เพราะเป็นผู้ที่มีภูมิธรรมโลกุตรธรรมที่แท้จริง จะมีปัญญาเข้าใจได้แล้ว แต่เขายังไม่มีปัญญาเขามีแต่ เฉโก เฉโก กับปัญญา เป็นความฉลาด 2 อย่าง ฉลาดอย่างโลกีย์ก็คือ เฉโก แต่ปัญญานี่คือฉลาดโลกุตระ ตอนนี้เขียนหนังสือ ปัญญา ได้ 800 กว่าหน้าแล้ว มันไม่ใช่มีได้ธรรมดา แต่คนเอาภาษาคำว่า “ปัญญา” ไปใช้กันเละเทะเลย ทั่วโลกก็ใช้บาลีคำว่าปัญญาทั้งนั้น เขาหมายถึงความฉลาดแบบโลกีย์ ซึ่งมันไม่ใช่ ปัญญาเป็นความฉลาดแบบโลกุตระ อย่างเช่นปัญญา 8 เป็นต้น ปัญญาของพระพุทธเจ้านั้นต้องได้ฟังจากพระโอษฐ์ ได้รับจากพระโอษฐ์ ได้รับธรรมะพระพุทธเจ้าหรือจากสัตบุรุษ หรือผู้ที่เป็นครูที่สัมมาทิฏฐิ แล้วฟังแล้วก็ต้องไปพบพระพุทธเจ้าไปพบสัตบุรุษไปพบผู้ที่มีสัมมาทิฐิให้บริบูรณ์ แล้วก็ฟังแล้วฟังอีก ถามแล้วถามอีก เป็นข้อที่ 2 ของปัญญา 8 ข้อที่ 1 พบพระพุทธเจ้า หรือพบสัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 2 ก็ต้องไปพบแล้วพบอีกกับผู้ที่สัมมาทิฏฐิ ไปถามแล้วถามอีก แล้วเอามาปฏิบัติ ข้อที่ 3 คุณจะเริ่มมี อัญญธาตุ ขึ้นมาบ้างว่าความสงบมันมี 2 อย่าง ความสงบ 2 อย่างมันมี 2 อย่าง 2 คู่ ความสงบคู่หนึ่ง คือ ความสงบที่คุณตื่นลืมตา แล้วคุณก็หลับตา หยุด กายกรรม หยุดวจีกรรม หยุดมโนกรรมไม่ให้คิดอะไรเลยให้มันดับนิ่งเลย นั่นคือความสงบคู่ที่ 1 ส่วนความสงบ ที่ เป็นความสงบ โลกีย์อีกชนิดหนึ่ง คือ เขาไม่รู้หรอกว่าความสงบที่คุณหลับตาลงไปแล้ว คุณก็ยังจิตไม่ฟุ้งซ่านไม่มีกามไม่มีนิวรณ์ คุณจะไม่รู้ คือ จะไม่มีทางรู้ได้ง่ายๆ ทีนี้ ผู้ที่มีความรู้ถึงความสงบแบบโลกุตระ ลืมตาก็สงบแบบโลกุตระ แต่คนโลกียะ ลืมตาไม่มีโลกุตระ ยิ่งไปปฏิบัติฌานผิด ไม่มีทางด้วยความสงบปรากฏการณ์ แล้วจะไปหลงหลับตา หลงกิณหา ว่าเป็นความมืดความดับเป็นสิ่งดี ทั้งที่ สัญญาเวทยิตนิโรธนี้ ปฏิบัติอย่างลืมตาเต็มๆรู้จักว่า เวทนาสงบจากกิเลส มีอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ลืมตาพิสูจน์อยู่อย่างชัดๆเลย บริสุทธิ์จากกิเลส ยิ่งหลับตาก็ยิ่งสบายเลย ยิ่งบริสุทธิ์ใหญ่ มันง่ายไม่มีอะไรกวนเลย มันไม่ต้องปรุงแต่งกับตาหูจมูกลิ้นกายเลย จะปรุงก็ปรุงในจิตของตนเอง จะปรุงเท่าไหร่ก็สบาย ไม่มีอะไรที่เป็นสองร่วม หรือจะพักก็พักไป จะ Deep Sleep ก็ว่าไป แต่อาตมานั้นมันไม่ค่อย Deep sleep เท่าไหร่ มันพอ ทุกวันนี้อาตมาก็มีพลังงานเพียงพอ แต่พวกเราก็เห็นว่ามีพลังงานน้อย น้อยก็ทำเต็มที่แล้ว จะให้มากแล้วทำเต็มที่อาตมาก็ตาย ถ้าอาตมาทำงานเต็มที่ อาตมาตาย เพราะพวกคุณอยากให้อาตมาทำงานมากกว่านี้ จึงให้อาตมานอนพักมากกว่านี้ แล้วจะได้มีแรงทำงาน คุณก็เข้าใจตื้นๆว่าการนอนพักทำให้มีแรง ก็เข้าใจตรงที่จุดสมดุลเท่านั้น ถ้านอนพักไม่สมดุล อาตมาก็จะไม่มีเรี่ยวแรง แต่นี่ ไม่ใช่ไม่มีเรี่ยวแรง แต่สังขารมันเป็นไปตามวัยเท่านั้นเอง แต่ถึงอย่างไรสังขารอาตมาทุกวันนี้ 88 ยังแจ๋วนะ เต้นดีดได้จริงๆ แต่อาตมาทำไม่ได้ มันผิดสมณสารูปเท่านั้นเอง จริง เต้น หนุมานชาญสมร อาตมาก็เต้นได้ ไม่ใช่เดินอย่างกะง๊องกะแง๊ง หรือ เดินต้องใช้ไม้เท้าหรือมีคนจูงอย่างพลเอกป้อม ต้องอาศัยคนนั้นคนนี้เดิน ไม่ ยังแข็งแรงคงมั่นอะไรต่ออะไรได้อยู่ อาตมาจึงเชื่อมั่นและพยายามมีสัมประสิทธิ์ในชีวิต ลากไปถึง 100 ให้ได้ อีก 11 ปีกว่า ถ้าถึง 100 ปีจะรู้ว่ามันไหวหรือไม่ไหว มันไม่ไหวเพราะ โอเวอร์โหลดมากแล้วจริงๆ จะตายก็ตายเพราะมันฝืนมากเกินไป เสียสมณสารูป เสีย Character คนถือไม้เท้านึกว่าแข็งแรงหรือ นอกจากคนหลงผิดถือไม้เท้าด้วยความเท่ห์ความโก้ แต่เขาไม่แข็งแรงเขาจึงถือไม้เท้าจริงๆ อาตมาจะไปถือทำไมไม้เท้า เสียบุคลิกหมด อาตมาก็คิดว่าปลงอายุสังขารดีกว่าถ้าถึงขั้นจะเดินถือไม้เท้า มันเป็นรายละเอียดพวกนี้ อาตมาหรือว่าผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ที่ทำตนเองให้มีสรีระแข็งแรง ไม่ใช่เรื่องแกล้งเป็นเอาได้เมื่อไหร่ มันต้องเป็นไปด้วยเหตุปัจจัยที่สังเคราะห์สังขารอยู่ในตัวเรา แวะมาหาฌานอีก ฌานของพระพุทธเจ้าที่เป็น ฌานวิสัยของพุทธที่เป็นสัมมาทิฏฐิจริงๆนั้น 1. ไม่ใช่เกิดในขณะหลับตา หลับตาไม่มีฌานของพระพุทธเจ้า หลับตามีแต่ในพวกฤาษี นอกจากผู้ที่เป็นอรหันต์ขึ้นไป ถึงจะหลับตาแล้วเป็นฌานวิสัยสมบูรณ์แบบ ยังไม่ถึงอรหันต์ ยังหรอก แม้แต่อนาคามี เพราะฉะนั้นอนาคามี หลับตาหรือตาย ตั้งจิตให้ตัวเองไม่ต้องกลับมาเกิดอีกในร่างที่มีดินน้ำไฟลมมีสรีระ แล้วก็ไปตายตามบารมีของตัวเอง ซึ่งมี 5 ระดับ เป็น 1. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) 2. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) 3. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) 4. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) 5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) อนาคามี ผู้ไม่เวียนกลับมาเกิดอีกแล้ว แต่พระพุทธเจ้าสมณโคดมไม่ไปเกิดเป็นอนาคามี 4 ในภพสุทธาวาส 5 ไม่เอาไม่เกิด ตายแล้วเกิดๆ จนกระทั่งมีในอรรถกถาจารย์ว่า คนตายนี่เกิดทันที ก็คือ คนตั้งจิตตายแล้วเกิดทันที แล้วมีบารมีพอจะเกิดทันที แต่ผู้ที่มีมีบารมีพอ ตายแล้วอยากเกิดทันทีไม่ได้ คุณต้องไปรับวิบากเป็นสัมภเวสีของคุณก่อน คุณทำนรกไว้มากคุณก็ต้องทำก่อน หรือคุณหลงหลับตา อย่าง อาฬารดาบส อุทกดาบส ก็ตาม ต้องไปรับวิบากก่อน แม้จะสะกดจิตตัวเองอยู่ในภพของสัมภเวสี คุณก็ต้องต่อนรกของคุณ ซึ่งบอกได้เลยไม่มีสวรรค์แล้ว คุณหลงว่าการหลับตานิ่งอยู่อย่างนั้นเป็นสวรรค์อสัญญีนี้ หมดฤทธิ์ของอสัญญี คุณก็ต้องได้รับวิบากของอกุศลกรรมของคุณทั้งนั้นในภาควิบากของจิตจึงเรียกว่านรก แล้วพูดกันไม่รู้เรื่องหรอกเพราะของใครของมัน นรกคือฝันร้าย พูดง่ายๆ คุณจะไปมีแต่ฝันร้ายนี่แหละ มันจะขึ้นมาที่จิตของคุณ ตอนนี้มันไม่มีอะไรดึงเลย คุณตื่นอยู่มีตาหูจมูกลิ้นกาย สำนึกของคุณ คุณจะไม่ยอมลงนรก คุณจะไม่ยอมทุกข์ แต่คุณไม่รู้ว่าคุณอยู่ในนรก คุณทำนรกคุณจึงทุกข์ แต่คุณทำนรกเพราะคุณหลงนรกว่าคือสวรรค์ คุณหลงผิดจริงๆ คุณหลงโลกนี้ ถ้าจะว่าจริงๆแล้วทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป มันไม่มีหรอกสวรรค์ แต่คุณไปปรุงแต่งสวรรค์คือของหลอกเป็นสุขัลลิกะ สวรรค์เก๊ทั้งนั้น สวรรค์ไม่มีเลยแม้แต่จตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามาดุสิต นิมมานนรดี ปรินิมมิตวสวัตตี ก็ไม่มีเลย มันเป็นอุปาทานของจิตทั้งสิ้น อาตมาไม่มีหรอกสวรรค์ นรก ยิ่งพูดยิ่งลึก แต่พอเข้าใจกันนะ เราไม่มีสภาวะ 2 ไม่มีสภาวะของสุขของทุกข์ แล้วมันไม่ใช่แค่ไม่สุขไม่ทุกข์ มันเป็นอุเบกขา ก็ขยายความแล้วว่าอุเบกขากับไม่สุขไม่ทุกข์มันมีนัยยะสำคัญที่ต่างกันอย่างไร ไม่สุขไม่ทุกข์มันอยู่ทางฝั่งโลกีย์ ส่วนอุเบกขานั้นไปทางโลกุตระแท้ๆ มันไม่สุขไม่ทุกข์เพราะกิเลสไม่มีแล้ว สะอาดไม่เกิดกิเลสอีกเลย ปริสุทธา บริสุทธิ์ แล้วยังบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น ปริโยทาตา ปฏิบัติเป็นโพธิสัตว์ก็จิตใจยิ่งสะอาดสิ้นกิเลส เลยไปกว่าปัญญาวิมุติอีก 650624 วิตกวิจารเป็นฌานวิสัยของผู้มีจรณะวิชชา พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ