131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทำอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.pdf
เนื้อหาในไฟล์
ห น้า 1 ประกายธรรม เรองที 13. ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร 3 พฤศจิกายน 2513 คนเรา ถ้าเสียเวลาหันมาพิจารณาความเปน "คน" หรอ "ความเปนตัวตน" หรอ "ความมีชีวตอยู่" ของตนสักนิดเดียว ก็จะพึงทราบได้ไม่ยากเลย ว่า คนเรา ทังหลายทังปวงนัน อยู่ด้วย "ความอยาก" หรออยู่โดยอาศัย "ความต้องการ" ทังสิน ถ้าใคร "หมดความอยาก" หรอ "หมดความต้องการ" อันใด อย่างจรง อย่างแท้ บรสุทธิยิงกว่าบรสุทธิโดยจรง ๆ แล้ว ผู้นันก็จะไม่ขอมีชีวตอยู่ อย่างแน่ ๆ เช่น "องค์พระอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า" ของเรา เปนต้น เมือ พระองค์หมด "ความต้องการ" ใด ๆ ทังมวลแล้วจรง ๆ จึง "แหนงหน่าย" การมี ชีวตอยู่ต่อไปทันที แม้พระองค์จะสามารถกระทําตนให้มีชีวตอยู่ต่อไปอีก ได้กว่า 80 พรรษา เปน 100 พรรษา หรอกว่า 100 ขึนไปอีก ตามทีพระองค์ ได้ตรัส 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 2 กับพระอานนท์ว่า "ตถาคต แม้ปรารถนา จะยังชีวตให้ตังอยู่จนกัปปหนึง หรอ ยิง ขึนไปกว่ากัปปก็ย่อมจักทําได้ โดยมิต้องสงสัยเลย" ถึงกับพระอานนท์ ต้องทูลถามอย่างประหลาดใจยิง ด้วยความไม่รู้ เพราะ พระอานนท์ยังเข้าใจได้เพียงว่า ถ้าคนเราจะทําตนไม่ให้ตาย หรอยืดอายุตัวเอง ได้ ก็ต้องมี “ยาอายุวัฒนะ” เท่านัน หาได้รู้ซึง ถึงความแท้จรงในสรรพสิงอัน เปนสภาวะธรรมในโลก ดังพระพุทธองค์ไม่ จึงได้ทูลถามออกมาด้วยความอยาก รู้ว่า "ทําอย่างไร พระเจ้าข้า" ยาอายุวัฒนะ แต่พระดํารัสตอบของพระพุทธองค์ แทนทีจะเปนยาอายุวัฒนะ อันควรมี รากไม้ต่าง ๆ หรอมีธาตุต่าง ๆ อันพึงจะเอามาผสมรวมเปนตัวยาอายุวัฒนะ สําหรับกินต่ออายุ เปนต้น หรอจะเปนกรรมพิธีอย่างใดอย่างหนึง อันประกอบ ด้วยพิธีการผสมกับเวทมนตร์ คาถาอาคมต่าง ๆ ก็เปล่าทังสิน ยาอายุวัฒนะ ทีพระพุทธองค์ทรง
อ่านต่อ
ตรัสบอกแก่พระอานนท์ นัน ไม่เปน "วัตถุธรรม" ใด ๆ ไม่เปนทัง "วัตถุธรรม" แท้ ๆ อันคือยาทีพึงจะได้ด้วยการปรุง ขึนมาดังกล่าว ไม่เปนทัง "วัตถุธรรม" เทียม ๆ อันคือ พิธีการทางไสยศาสตร์ ดังกล่าวแล้ว 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 3 แต่เปน "นามธรรม" แท้ ๆ ชัด ๆ เลยทีเดียว ซึงบุคคลทุกคนพึงหามาใส่ ตนได้ มีอยู่ในโลกทัว ๆ ไป กระจายอยู่ในอณูทุกอณูของบรรยากาศ แต่ "คน" ผู้ ไม่เห็นความสําคัญเท่านัน จึงไม่ใฝเอา ไม่ปรารถนาคว้ามาประดับตน ทีจรงยาอายุวัฒนะขนานนี เก่งฉกาจเยียมทีสุด เหนือทีสุดใด ไม่ใช่ยาอายุ วัฒนะแค่รักษาคนไม่ให้ตายเท่านัน จะนํามาใช้ในกรณีตํากว่ารักษาชีวตไว้ทังชีวต ก็ยังได้ คือ นํามาใช้เพือสร้าง "สรรเสรญ" ให้ตนก็ได้ นํามาใช้เพือสร้าง "ยศ- เกียรติ" ให้ตนก็ได้ และแม้จะนํามาใช้เพือสร้าง "ลาภ" ให้แก่ตนแท้ ๆ อย่างคน โลก ๆ ก็ยังได้ ยาอายุวัฒนะขนานนัน ก็คือ "อิทธิบาทธรรม" นันเอง เปน "นามธรรม" แท้ ๆ เปน "ตัวยา" ทีทุกคนพึงค้นหามาปรุงให้กับตนได้จรง ๆ ไม่ต้องไป ซอกซอนขุดหาเอามาจากปาเขา ไม่ต้องไปยากเย็นเทียวเสาะหาเอาจากบรรดา อาจารย์ไสยศาสตร์ทังหลาย ตัวยาขนานแท้ "ยาอายุวัฒนะ" หรอ "อิทธิบาทธรรม" ทีว่านี มีตัวยาอยู่ 4 อย่างเท่านัน คือ:- 1. ฉันทะ 2. วรยะ 3. จิตตะ 4. วมังสา ถ้าบอกกันเพียงชือตัวยา โดยเฉพาะเปนภาษาบาลีอย่างนี "คน" ผู้จะใช้ ค้นหากันตายเปล่า ก็ไม่พบตัวยา จึงจะขอคลีความขยายเปนภาษาไทย ๆ ให้ฟง 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 4 พยายามอ่านช้า ๆ ดี ๆ อย่าอ่านอย่างดูถูกคําอธิบายด้วยหลงตน ว่า เรารู้แล้ว เปนอันขาด แม้ผู้ทีคิดว่า ตัวเองเคยรู้แล้วนันแหละ ลองตังใจอ่านคําอธิบายนีดู ว่า จะเหมือนทีตนเคยรู้ไหม ? 1.ฉันทะ ตัวยาแรก คือ "ฉันทะ" "ฉันทะ" ตัวนี หมายถึง ความรัก ความชอบ ความปรารถนา ความยัง ต้องการ ความยังอยากให้มีอยู่ ความเพ่งเอามาให้ตน ความไม่อยากให้หมดไป แม้จากโลก หรอโดยตรงก็คือ ไม่อยากให้หมดไปจากตน และจะคือ ความอยาก หรอคือ ความหลงอยู่ว่ามีตัวตน ต้องหาสิงนัน ๆ มาประกอบ-มาร่วม-มาปรุง-มารวม-มาสร้างให้ "ตัวตน" ให้มันยังมีอยู่-ให้คงอยู่ เพือจะได้ไม่สูญเปล่า ไม่หมดสินความเปน "ตัวตน" ไม่หมดสินความเปนสิงนันๆ ไม่หมดสินความรู้สึกนัน ๆ ไม่หมดสินความเปนนามธรรมนัน ๆ ตังแต่จิต วญญาณไปเลย และทีสุด ไม่หมดสินความเปนรูปธรรมนัน ๆ อันได้แก่รูปธรรมทุกชนิด ตังแต่ร่างกายของตนเอง เปนต้นไปเลย จนกระทัง ถึงทุกสรรพสิงทีเดียว นัน คือ ความยังยึดเอาไว้ 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 5 ถ้ารัก "ชีวต" ก็ยึดถือความมีชีวตไว้ รักความมีชีวต ปรารถนาความมีชีวต เพ่งเอา หรอ หมายใจให้ชีวตคงอยู่ ไม่อยากให้ชีวตดับสูญลงไป นันแหละ แท้ ๆ จึงคือ ความยึดถือ ความมันหมายใจเอาว่า จะต้องมีอยู่ ถ้ายิงผู้ยังมีอวชชา ก็คือ ผู้หลงว่า จะต้องเปนอย่างนันแน่ ๆ ผู้ไม่รู้ว่า อย่างนันโดยแท้จรง มันไม่ใช่ของแท้ มันไม่ใช่ของจรง มันเปนของทีเราต้องการ ยึดเอาไว้ต่างหาก แม้จรง มันก็เพียงแสดงสภาวะ แสดงอาการ แสดงรูปร่างให้ ปรากฎแค่นัน แล้วเราก็ไปหลงใหล ว่า มันต้องตังอยู่ดังนีตลอดไป มันต้องคงอยู่อย่างนี ตลอดไป มันต้องเจรญ มันต้องดี มันต้องสวย มันต้องอร่อย มันต้องไพเราะ มันต้องถูกใจถึงใจ ทุกประการให้ได้ หลงคิดเอาเอง แล้วก็อยากให้เปนอย่างนัน เปนสมบัติอย่างนันอยู่กับตนตลอดไป จึงเรยกว่า ยึดถือในสิงนัน (อุปาทาน) หรอ มีความรักในสิงนันนันเอง เปน เรองเดียวกันทังหมดทังสิน เพียงแต่ว่า มันละเอียดลงไปมากน้อยกว่ากันตาม ลักษณะของรูปธรรม และนามธรรมเท่านัน 2. วรยะ "วรยะ" ตัวยานี ก็คือ ความพากเพียร ความต้องทํา ความมุ่งหวังในใจ มันบังคับให้ทํา การทําอยู่เรอย ๆ การพยายามให้ตนทํามาก ๆ 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 6 การสร้างสิงนันให้เกิดกับตน การก่อสิงนัน ๆ เสมอ ๆ และให้มากยิงขึน การทําเพือจะได้มาซึงสิงนัน ๆ การรักษาเก็บเอาสิงนัน ๆ ไว้ ไม่ให้สูญหายไป การเพิมพูนสิงนัน ๆ ไว้ ไม่ให้พร่อง แต่ให้ยิง ๆ ขึนไป นันคือ การส่งเสรม "ฉันทะ" ให้คงอยู่ การรักษา "ฉันทะ" เอาไว้ การไม่ ปล่อย "ฉันทะ" ให้หลุดไป การพยายามให้มี "ฉันทะ" เพิมขึน และนันจึงคือ การ คงรักษาความยึดถือนัน ๆ เอาไว้ การไม่ปล่อยให้ความหลงใหลใน "ตัวตน" ต้อง หลุดไป การพยายามให้ความยึดถือความหลงใหล ว่า มี "ตัวตน" มีเพิมมากขึน ความพยายามให้ตัวตนยังยืน ยิงขึนด้วย นันคือ ความต้องการ "ชีวต" ให้คงอยู่ แล้วก็พยายามทํา เพือให้ชีวตนัน อยู่ได้ ยึดชีวตไว้ให้ดีพร้อม กับพยายามบํารุงส่งเสรมมันมากขึน ซึงก็คือ ยึดถือ ชีวตเอาเปนเอาตายทีเดียว ก็เพือความเหนียวแน่นของ "อุปาทาน" นันเอง 3. จิตตะ "จิตตะ" ตัวยานี ก็คือ เอา "จิต" นีแหละใส่เข้าไปในสิงนัน ๆ ทีเดียว เรามี "จิต" เท่าใด-ก็เอาใจใส่ให้หมด เรามีความรู้สึกเท่าใด-ก็เอาใส่ลงไปใน ความพยายามทําให้มี "ตัวตน" หรอ "ชีวต" ให้หมด เรามีความกําหนดจดจํา หมายรู้ในสิงใด ๆ-ก็เอาใส่ลงไปในการพยายาม ทําให้มี "ตัวตน" หรอ "ชีวต" ให้หมด 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 7 เรามีเรองราว หรอมีอะไรอืนส่วนนอก ทีจะนํามาร่วม-มาผสม เพือชูช่วย ส่งเสรม "ตัวตน" หรอ "ชีวต" ให้มีอยู่ได้เท่าไหร่ ก็เร่งเก็บเอามา กวาดเอามา ผสมลงไป เรามีความรู้ มีความเข้าใจเท่าไหร่ ก็เร่งนํามาใส่ลงไปในความพยายามนี ทังหมด เพือร่วมในการยึดถือ "ตัวตน" หรอ "ชีวต" เอาไว้ และเรามี "เจตนา" เท่าใด ก็เพิมเพ่งลงไปให้มาก มี "จิต" อยู่เท่าใด ก็เพิมเพ่งเข้าไปให้ดี มีสมาธิ เท่าใด ก็รวบรวมลงไปให้แน่ว มีความฉลาด (ตามแบบโลกียปญญา) อยู่เท่าใด ก็นํามาใช้ให้สิน ถ้ารักจะอยู่ละก็ แม้จะฉลาดอย่างเอารัดเอาเปรยบ ฉลาดอย่างโกง ฉลาด อย่างเอาชนะ ฉลาดอย่างบังเบียด ก็เอา เห็นแก่ตัวตนกับชีวตเราเท่านันเปน ใหญ่ นันคือ การเห็นแก่ตัวแท้ ๆ การยึดถือเอาตัวตนเปนใหญ่แท้ ๆ การทุ่มเท ยึดถืออย่างหมดเนือหมดตัว แม้แต่จิตทังหมด ก็นํามาถม-มาเทลงไป ในการ พยายามเอา "ตัวตน" ไว้ เอา "ชีวต" ไว้ ซึงก็นัยเดียวกัน ก็คือ การเพิมพูนความเปนไป ความเหนียวแน่นของ อุปาทาน หรอเพิมความยึดถือให้มัน ให้แน่นเข้ายิง ๆ ขึนนันเอง ยึดอะไรล่ะ ก็ ยึดในสิงทีเรารัก สิงทีเราอยากให้ได้มา หรอให้มีอยู่อย่างนัน ตลอดกาลนันเอง 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 8 4. วมังสา "วมังสา" ตัวยาตัวนี ก็คือ การค้นคว้า การทดลอง การพิจารณา หาทาง ทีจะเพิมพูนการกระทําอยู่นี ให้ดียิงขึน การหาวธีทีดีทีสุดให้ได้ เพือนํามาทํา-มาก่อ-มาสร้าง การทําให้แจ้ง ให้รู้ถึงวธีทีดีทีสุด ทีจะนํามาส่งเสรม เพิมพูนการกระทํา ที ทําอยู่นีให้ยิง ๆ ขึนไป การพิจารณาหาทุกช่องทุกทาง ให้รู้เหลียม รู้มุม รู้ประตู ซึงชะงัดทีสุด ที จะทําให้สิงทีกระทําอยู่นี ให้ยิง ๆ ขึนไป เปนไปอย่างเยียมยิงกว่าเยียมใด ๆ การส่งเสรมการกระทํา ทีทําอยู่อย่างนียิง ๆ ขึนให้ถึงทีสุด นันคือ การส่ง เสรมการยึดถือ เพิมพูนชีวตด้วยการกระทํานี อีกวธีหนึง นันเอง เปนเครองมือชูช่วย ความยึดถือ อันคือ "อุปาทาน" โดยแท้อีกเช่นเคย ตัวยาทัง 4 รวมความแล้ว ตัวยาทัง 4 นี ก็คือ จุดสุดยอดแห่งความทําให้ "ตัวตน" เปน "ตัวตน" ทําให้ "ชีวต" เปน "ชีวต" ทําความยึดถือ (อุปาทาน) ให้เปนของ จรงยิงกว่าจรงใด ๆ ทังหมด ทําสิงทีรัก-ทีต้องการ-ทีอยากนัน ให้มี-ให้เปน-ให้ได้ มา-ให้คงอยู่ตลอดกาลนันแล จนกว่าจะสุดความสามารถ 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 9 ดังนัน ใครจะนํา "ตัวยา" ทีมีคุณลักษณะ หรอ คุณภาพ อย่างนี (ทัง 4 อย่าง) ไปใช้กับการกระทําใด ๆ หรอไปทํากับสิงใดให้มันเจรญขึน ก็ย่อมทําได้ ทังนัน ได้อย่างแท้อย่างจรง อย่างแน่นอนด้วย ไม่ว่าสิงนัน จะดีหรอเลว จะตํา หรอสูง จะหยาบหรอละเอียด เพราะฉะนัน จึงสามารถสร้างก่อ แม้กระทัง "ชีวต" ให้เกิดได้ และ รักษาแม้ "ชีวต" ให้ทรงอยู่ และ ให้เจรญได้ด้วย เนืองจาก พระพุทธองค์ทรงทราบชัดแจ้งว่า ถ้าเรารู้จัก "ความละเอียด" ทีสุดได้ เราก็ย่อมก่อ "ความละเอียด" นัน ๆ ก่อน พอกพูน "ความละเอียด" นัน ๆ ขึน ความละเอียด หรอความเล็กยิงนัน ๆ ก็จะค่อย ๆ โตขึน เปนตัวเปนตนขึน เปนรูปเปนร่างขึน ความเปน "ตัวตน" จึงก่อเกิดขึนมาได้ เมือมันมีครบพร้อมทัง "นามธรรม" อันได้แก่ วญญาณ จิต และ "รูปธรรม" อันคือ รูปแท่งร่างกาย สองสภาวะนี เกาะกุมปรุงแต่งกันอยู่ มันก็เปน "ชีวต" เท่านันเอง มันก็มี บทบาทตามความเปนจรงเปนจังของมัน ตามความเติบใหญ่ของมัน ตามความ ชัดเจน เปนรูป เปนร่างแท้ ๆ เปน "ตัวตน" แท้จรง กระโดดโลดเต้นให้เห็นได้ ตามทีตาและความรับรู้ของผู้ยัง "ไม่รู้ซึง" ถึง เบืองหลังแห่งการ "ก่อเกิด" อันแท้จรง จรง ๆ เลย เรยกมันอย่างปกใจ ว่า "ชีวต" 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 10 ความไม่รู้...จุดเรมต้นของสรรพสิง ผู้ไม่มีปญญารู้แจ้ง จาก "ต้นเหตุ" หรอ ไม่มีปญญารู้ "ความละเอียดสุด ยอด" อันเปนจุดเรมต้นของสรรพสิงได้ เมือเห็น "ชีวต" จึงเห็นเปน "ตัวตน" เห็นเปน "รูปร่าง" แท้ ๆ (ทีมันโตแล้ว) จึงหลง ว่า สิงนันเปนของจรง หลงยึดเอาว่า จะต้องเปนอยู่อย่างนีได้เสมอ และเห็นว่าเปนของมีค่า เปน ของมีประโยชน์ เปนของมีแก่นสาร เปนของทีต้องรัก ต้องหวงแหน ต้องอาลัย ต้องทะนุถนอม สุดท้ายแห่งความหลง จึงต้องพะวงหลงใหล เอาใจใส่ ยอมเปน "ทาส" มัน เหน็ดเหนือยทุกอย่าง เพือจะหาทุกอย่างมาบํารุง-มาชูช่วย ให้มันทรงอยู่- ตังอยู่-เจรญอยู่ ด้วยความหลง-ด้วยความงมงาย-ด้วยความมืดบอดทังปวง โดยเข้าใจ ว่า "ชีวต" หรอ "ตัวตน" มันต้องได้ความงาม ต้องได้ความอร่อย ต้องได้ความหอม ต้องได้ความไพเราะ ต้องได้ความอบอุ่น ต้องได้ความเสียดสี ซาบซ่าน ต้องได้ความนิมนวล ต้องได้ยศ-เกียรติ ต้องได้สรรเสรญ นันแล ที เข้าใจว่า เปน"สุข"ของชีวต "คน" จึงไม่หยุดหย่อนอยู่ทุกวันนี ก็เพือซอกซอนเพียรพยายามหาความ งาม-ความอร่อย-ความหอม-ความไพเราะ-ความอบอุ่น-ความเสียดสีซาบซ่าน- ความนิมนวล และ ยศ-เกียรติ-สรรเสรญ มาปอนเจ้า "ตัวตน" ทีเข้าใจว่า "ชีวต" ต้องมี(สิงนัน)อยู่ และหลงว่า "ตัวตน" ของตน นันเอง ไม่ได้เปน "ทาส" ของ อะไร 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 11 แต่จรง ๆ เปน "ทาส" ของสิงเหล่านีโดยแท้ ๆ เพราะหลงว่า "ชีวต" มีอยู่ หลงว่า "ตัวตน" มี จึงต้องไขว่คว้า "อยาก" ได้อาหารต่าง ๆ ทังหลาย อันหลงว่า เปนของ "อร่อยใจ" มาให้ชีวต มาให้ "ตัวตน" เพือ "ชีวต" จะได้ไม่สูญสลายไป เพือ "ตัวตน" จะได้คงอยู่ แต่จรง ๆ สรรพสิงล้วนเกิดขึน-ตังอยู่-ดับไป ยิงอยากมาก ยิงตายเร็ว แต่แท้จรง มันก็หา "คงอยู่" ให้สมเหน็ดสมเหนือยไม่ ยิงเหน็ดเหนือย เพราะเอาเรยว-เอาแรง-เอามันสมองไปใช้ เพือหา "อาหาร" มาปอนมันมาก เท่าใด ก็ยิงเท่ากับ "ฆ่า" ชีวตตนเองมากเท่านัน ยิงดินรน หลงใหล ว่า จะต้องหา "ลาภ" มา เพือแลกรูปสวย-รสอร่อย- กลินหอม-เสียงไพเราะ-สัมผัสอบอุ่น เสียดสี ซาบซ่า นิมนวล ดินรน หลงใหล ว่า จะต้องหา "ยศ-เกียรติ" มา เพือจะส่งเสรมการได้ "ลาภ " ให้สูงขึนมาอีก หรอ เพือตกแต่งให้ชีวตสง่าขึน ดินรน หลงใหล ว่า จะต้องหา "สรรเสรญ" มาตกแต่งชีวตยิงขึนไปอีก ก็นันแหละ คือ ยิง "ฆ่าชีวต" ตนเองให้ดับลง ให้หมดความมี "ชีวต" ลง เร็ว ตามจํานวนปรมาณของ "ความอยาก" ทีมันมีมันมาก 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 12 "อยาก" มากเท่าใด ก็ยิง "ตาย" เร็วเท่านัน เพราะอะไร ก็เพราะยิงใช้กาย ทังใจมาก ทํางานมาก ก็ยิงเสือมโทรม สึกหรอมาก มันก็ยิงชํารุดถึงความพินาศเร็วเท่านัน เหมือนของหรอสรรพสิงทุก สิงเหมือนกัน ยิงใช้มากก็ยิงพินาศ หรอ บุบสลาย พังทลายไว ก็เช่นกัน ไม่ผิด เพียนกันตรงไหน คนหลงชีวต "ความหลง" ในขันต้น คือ หลงว่ามี "ชีวต" หลงว่ามี "ตัวตน" ทีจะต้อง ประคบประหงม รักษา ทะนุถนอม จึงมีความ "อยากได้" สิงต่าง ๆ อันได้กล่าว แล้ว มาบํารุงรักษามันไว้ ซึงแท้จรง ผิดหมด! ยิงดินรนมาก หาเครองบํารุงมาให้มันมาก ยิงตาย เร็ว ยิงพินาศเร็ว ดังนัน ผู้รู้จึงไม่ไปทําตัวเปน "ทาส" ของ "ชีวต" ไม่ยอมหลงว่า จะต้อง เหน็ดเหนือย เพราะความเหน็ดเหนือย ความใช้แรงกาย แรงใจมากมาย คือการ "ฆ่าชีวต" ตัวเอง อาหารแท้ ๆ เพือชีวตทียืนยาว ดังนัน จึงได้สืบสาวราวเรองดูให้ถ่องแท้ ว่า อะไร คือ อาหารแท้ ๆ? อะไร คือ ความจําเปนจรง ๆ ทีสุด? ที "ชีวต" มันใช้จรง ๆ 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 13 ถ้าจะอนุโลมยอมให้ "ชีวต" มันยังอยู่ หรอ ถ้าจะต้องการ "บทบาท" ของ "ตัวตน" ให้เปนประโยชน์แก่โลก-แก่ผู้อืน-หรอแก่ผู้หลงใหลทังหลาย อันมีอยู่ จํานวนมากมายกว่าผู้ไม่หลงใหลในโลกนี นันเอง ผู้รู้ จึงค้นคว้าได้ว่า อาหารแท้ ๆ ไม่ใช่ความสวย-ความอร่อย-ความหอม- ความไพเราะ-ความอบอุ่น เสียดสี นิมนวล หรอ ยศ-เกียรติ และ สรรเสรญ ทังสิน อาหารแท้ ๆ ทีจะให้ "ชีวต" หรอ "ตัวตน" อยู่แสดงบทบาทได้อย่างดีจรง ๆ และเนินนาน แข็งแรงด้วย ก็คือ ข้าวสุก-ขนมสดธรรมดา ๆ ทีมันมีธาตุโปรตีน แปง นําตาล เกลือแร่ วตามิน ไขมัน พอเหมาะพอสมเท่านัน ปนรวม ๆ กัน เหมือนรําก็ได้ ปนเปนก้อนรวม ๆ กัน เหมือนอิฐ เหมือนหิน ก็ได้ ละลาย เปน ของเหลวมาเหมือนนําข้น-นําใส อย่างไรก็ได้ หรอ จะกินพืช ผัก ผลไม้ เกลือแร่ โดยตรงก็ได้ จึงไม่มีความจําเปน จะต้องใช้คําว่า "ปรุง" ไม่จําเปนต้องเหน็ดเหนือยแกง เหนือยผัด เหนือยยํา เหนือยคิดอ่านดัดแปลงเปนขนมขะต้มให้พิสดารวตถาร อย่างไรออกไป อาหารของปราชญ์แท้ ผู้รู้จึงไม่หลงแกง ไม่หลงผัด ไม่หลงพะโล้ หรอดอง หรอยําอะไร กิน อย่างใดก็ได้ ขอให้สิงทีกินเปน "ธาตุ" ทีจําเปน เปนใช้ได้ 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 14 ผู้รู้จึงกินอาหารแท้ ๆ อย่างไม่ต้องเสียความเหน็ดเหนือย จึงเปนผู้ได้เต็มที ไม่เสียพลัง ไม่เสียแรงกาย แรงใจใด ๆ จึงมีชีวตทนทานกว่า ดังนี นีคือ ความจรง สําหรับผู้ทีเข้าใจถูก ผู้รู้แจ้งแทงตลอด ผู้ไม่หลงใหล รู้พัก-รู้เพียร ยังมีอีกประตูหนึง ทีจะรักษา "ชีวต" ไว้ให้ได้นาน ก็คือ "การนอน" ผู้รู้ ก็เข้าใจ "การนอน" ได้อีกแหละ ผู้ไม่รู้ ผู้โง่ ผู้หลงใหลเท่านัน ทีเห็นการนอนเปนของอร่อย เปนของทีต้อง เสพอย่างพิสดาร วตถาร ก็อีกแหละ ผู้ยังหลง เขาก็พากันหลง ว่าการนอนอย่างสบายทีสุด ดีทีสุด สบายของเขาก็คือ จะต้องอบอุ่น สัมผัสเสียดสีซาบซ่าน นุ่มนิม และอยู่ใน บรรยากาศทีหอมหวนได้ ก็ยิงดี มีเสียงไพเราะฟงด้วย ก็ยิงเพลิน เสร็จแล้ว "จิต" ของเขา ก็ยัง "ทํางาน" อย่างเพลิน อยู่กับความเพลิน ความอบอุ่น ความซาบซ่าน นุ่มนิม ความหอมหวน เหล่านัน เมือ "จิต" มัน "เพลิน" มันก็ได้ชือว่า "ทํางาน" อยู่ แล้วมันจะ "นอน" ได้อย่างไร? 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 15 "นอน" ให้เปน ยังชีวตให้ยืนยาว "การนอน" คือ การทําความหยุดนิงให้ทังกายและจิต เปนการพักผ่อน อย่างแท้ เปนการสงบ เหมือนรถยนต์หยุดติดเครอง ไม่วงนันเอง แต่เพราะความเข้าใจยังไม่พอของผู้หลงอยู่ จึง "นอน" ไม่เปน คือ นอน อย่างให้ "จิต" ยังเสพ จิตยังกินอาหาร จิตยังทํางานอยู่ คนผู้ยังหลงอยู่ จึงถือได้ว่า พักผ่อนน้อย แม้จะ "พักผ่อน" ก็ทําไม่เปน มัน จึงไม่พอดี ไม่บรบูรณ์ เพราะความไม่เข้าใจ ไม่รู้ จึงทําให้แก่ตนอย่างไม่ถูกต้อง ทีถูกต้องทีสุดใน "การนอน" ก็คือ ต้องนอนอย่างสงบ ไม่ให้จิตฟุงซ๋าน หรอยังเสพอยู่ ทังความทุกข์และความสุขนันแหละ จึงจะถูกทีสุด เรยก "การนอน" นันว่า "ตถาคตไสยาสน์" คือ "นอน" อย่างมี "สติ" ควบคุมตนได้ มีสมาธิ จิตดิงสนิท ต้องตัดทังความรู้สึกทุกข์ (ฟุงซ่านในกิเลสตัณหา) และต้องตัดทังความ รู้สึกทีเราพึงเสพ ด้วยรูป รส กลิน เสียง สัมผัสนัน ๆ ด้วย (อันคือ รสอร่อย เช่นทีนอนนุ่ม ผ้าห่มอุ่น บรรยากาศหอมหวน อะไรพวกนี เปนต้น) "การนอน" ทีแท้-ทีถูกต้อง จึงคือ สิงทียากเย็นแสนเข็ญทีสุด สําหรับ "คน" ผู้ยังหลงใหลอยู่ 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 16 ชีวตทีสมดุล "ชีวต" ของอะไรก็ตาม ถ้ามี "ธาตุ" เข้าไปสังเคราะห์ ไปเพิมเติมส่วนที สึกหรออยู่ได้ และให้พักผ่อนพอเหมาะ ก็จะมีโอกาสเปนอยู่ หรอ ตังอยู่ได้นาน กว่าปกติอย่างแน่นอน ดังนัน ใครรักจะให้ "ชีวต" คงทน อยู่ได้นาน จึงจะต้องรู้จัก "กินและนอน" และรู้จักเพลา "ความอยาก" ลง เพราะการมี "ความอยาก" อยู่ ก็คือ การให้ "จิต" ติดเครองทํางานอยู่ ตลอดเวลานันเอง มันจึงต้อง "เผาผลาญอาหาร" อยู่ตลอดเวลา และประสาท หรออวัยวะ ทีจิตนัน ๆ พึงใช้ทํางาน จึงสึกหรอไปด้วย เพราะความไม่ได้พักผ่อน หรอหยุด หรอเพลาการทํางานจรง ๆ เหมือน รถยนต์ รถไฟ เหมือนของทุก ๆ อย่าง ถ้ามี "อาหาร" ให้มันพอ มันก็ให้พลังงานต่อไป ถ้าใช้มันมาก มันก็สึกกร่อนเร็ว ผู้รู้ จึงกินไม่เปลือง นอนก็ไม่มาก เหตุเพราะรู้จักลดความอยากลงไปได้ นันเอง เมือไม่คิดฝน-คิดสร้าง-คิดอยากทําอะไร "จิต" ก็พักผ่อน-ก็สงบ "อาหาร" ก็ไม่เปลือง "เครองอุปกรณ์ของร่างกาย" (อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย) ทีจิตใช้เปนส่วนประกอบทํางาน ก็ได้พักการทํางาน นันคือ ความเปนอยู่สุขอย่างแท้จรง — ⃠ — 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 17 หมายเหตุ : ตัดมาจาก 13-140000 ประกายธรรม เล่ม 1-2 (รวมบทความ เก่า ๆ ของพ่อ ท่าน) 131103 ประกายธรรม 13 “ถ้าไม่อยากตายเร็ว จะทําอย่างไร” บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์