131006 ประกายธรรม 11 หลงใหลในตัวตน ลองอ่านดู บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.pdf

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2514
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์124 KB
วันที่แก้ไข23 มิถุนายน 2568
รายละเอียดหลงใหลในตัวตน, ตัวตน, ร่างกาย, ใจ, รูป, นาม, กายทิพย์, นามกาย, อรูปาวจรจิต, โลกุตตรจิต, พุทธจิต, ผู้รู้แจ้งโลก ผู้รู้แจ้งธรรม ผู้รู้อุบัติโลก ผู้รู้อุบัติธรรม, ร่างกายมีหน้าที่เป็นพาหนะให้ใจขับเคลื่อน, ปฏิจจสมุปบาท, กามาสวะ, ภวาสวะ, พระอรหันต์, อวิชชาสวะ, กามภพ, รูปภพ, รูปภพ แท้จริง คือภพที่ไม่มีรูปร่างกายแท้ๆ นั่นเอง คือ ใจ, สังขารธรรม, สันตติ การสืบต่อ, สมุทัย, ปรมัตถ์, อริยสัจ, ไตรลักษณ์, สามัญลักษณ์ ความเป็นไปอย่างธรรมดาสามัญ

เนื้อหาในไฟล์

ห น้า 1 ประกายธรรม เรองที 11. หลงใหลใน "ตัวตน" ลองอ่านดู 6 ตุลาคม 2513 เพราะคําพูด คําว่า "ตัวตน" นัน ทําความเข้าใจให้แก่คนได้ยากเหลือเกิน ผู้รู้ทังหลายก็เพียรพยายามกันคนละไม้คนละมือ เพือจะทําให้เพือนมนุษย์ด้วยกัน ได้รู้จักมัน เพราะเหตุว่า ใครยังเห็นแก่ "ตัวตน" อยู่นันเอง คือผู้ยัง "ทุกข์" ใคร เข้าใจแทงทะลุแล้ว ผู้นันก็เปนอัน "พ้นทุกข์" "ตัวตน" คือ การยึดถือเอา เข้าใจเอาว่า สิงนันเปนจรง สิงนันมี สิงนัน เปนของแท้ เช่น เราเห็นว่าร่างกายของเรา เปน "ตัวตน" ก็คือเข้าใจว่า เรามี ร่างกายเปนของจรงของแท้ เปนของคงทนถาวร เปนของยังยืน แล้วส่วนใดใน "คน" ทีเปนตัว ทีเห็นว่า ก็ "ใจ" ทีอาศัยอยู่กับร่างกายนันเอง เปนผู้ "เห็นว่า" โดย มองกันเอง เข้าใจกันเองว่า "ร่างกาย" ก็เปนของ "ใจ" และ "ใจ" ก็เปนของ "ร่างกาย" ต่างก็เปนของกันและกัน ร่างกายก็คือผัว ใจก็คือเมีย เมือเข้าใจว่า 131006 ประกายธรรม 11 หลงใหลใน "ตัวตน" ลองอ่านดู บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 2 ตัวเปนของกันและกัน ก็จะร่วมสังเคราะห์กัน ก็ได้ "ลูก" ออกมาเปน "ตัวตนของ เรา" เสียทุกทีไป แล้วๆ เล่าๆ อยู่อย่างนันเอง ก็หลง ก็รัก ก็ฟูมฟกมันไปตามทีธรรมชาติเขากําหนดตราไว้ หรอหลอก ไว้ว่า "ลูก" คือ "เรา" "ลูก" คือ "เชือสายของเรา" "ลูก" คือ "ตัวตนของเรา" เช่นกัน นันเอง แท้จรง ไม่ใช่เลย มันคนละร่าง คนละกาย คนละส่วน คนละ ตอนแท้ๆ ลองคิดดูในชันต้นนีก่อนให้ดีๆ ดังนัน มันจึงมีของอยู่ 2 อย่าง คือ "ร่างกาย" กับ "ใจ" นันคือ พระพุทธ องค์ท่านทรงสอนให้กําหนดให้รู้ให้ดี ทําความเข้าใจให้ดีว่า "ร่างกาย" มันเปน "รูป" และ "ใจ" มันเปน "นาม" ทําไมถึงว่า "ร่างกาย" เปน "รูป" เพราะร่างกาย คือแท่ง คือก้อนวัตถุ หรอ ก้อนสสารก้อนหนึง มีธาตุต่างๆ สังเคราะห์รวมๆ กันอยู

อ่านต่อ

่ เปน "ของตาย" เปน ของไม่มีความรู้สึก เปนของไม่มีฤทธิเดช จะช่วยตัวเอง แม้ขยับเขยือนตัวเอง เอาเองก็ไม่ได้ จะช่วยตัวเองให้เคลือนไหวใดๆ ไม่ได้ทังสิน นันคือ ร่างกาย เหมือนโต๊ะ เหมือนเก้าอี เหมือนบ้าน เหมือนรถยนต์ ทีไม่มีพลังงานใดๆ เลย แม้พลังงานไฟฟาในหม้อแบตเตอร และพลังงานนอนนิงในอณูของนํามัน ดังนัน ร่างกายแท้ๆ ถ้าไม่มี "ใจ" อยู่ด้วย จึงคือ วัตถุแท่งทีนับวันจะผุกร่อน หรอเสือม สลายไปนันเอง จะคงความเปนร่างเปนกาย เปนตัวเปนตนอยู่อย่างนัน นิรันดร หาได้ไม่ 131006 ประกายธรรม 11 หลงใหลใน "ตัวตน" ลองอ่านดู บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 3 ร่างกายของคนเรา รู้ได้ชัด เพราะเกาะกุมกันอยู่อย่างไม่เหนียวแน่น ถ้า "ใจ" ออกจาก "กาย" ไป ไม่นานก็ผุก็เปอยให้เห็นได้เร็ว ไม่ชักช้า ไม่เหมือนไม้ที เขาเอามาทําโต๊ะ ทําเก้าอี มันเกาะกุมกันอยู่เหนียวแน่นกว่า แม้จะตัดมาจากต้น แล้ว มันตายลง เหลือแต่ร่างกาย คือเนือไม้จรงๆ พลังงานในเนือไม้ หรออัน คือ "ใจ" ของมัน เหมือนกับแยกออกไปแล้ว เนือไม้ทีไร้พลังงาน หรอไร้ใจนัน ก็ ยังเกาะกุมกันอยู่นานกว่า เพราะกรรมของจิตปรุงกันคนละแบบ หรอการก่อสร้างร่างกายของต้นไม้ เปนไปด้วยจิตคนละอย่าง มีกรรมวธีเน้นหนักไปคนละทาง เนือไม้กับร่างกายคน จึงมีความเกาะกุมผิดกัน มันจึงผุกร่อนช้านานกว่าร่างกายคน แต่มันก็ต้องผุ กร่อนลงไปทุกวันเช่นกัน แม้เปนเหล็ก เปนโลหะ เปนหิน เปนแก้ว เปนพลอย เปนเพชร ก็เช่นกัน นัยเดียวกันทังสิน จึงต้องพยายามทําความเข้าใจให้ดีว่า "รูป" คือ สมบัติทีไม่มี ชีวต สมบัติทีหยุดดีดดินเพือตนเองแล้ว สมบัติทีตายลงแล้ว สมบัติทีไม่ยอม เปนไปใด ๆ อีกแล้ว สมบัติทีไม่รับรู้อะไรอีกเลย สมบัติทีนิงท่าเดียว โดยตัวเอง จะช่วยตัวเองให้เคลือนไหวไปอย่างไรก็ไม่ได้ นอกจากอณูในตัวมันเองเคลือนไหว เพราะหมดพลังเกาะกุมแล้วค่อย ๆ ร่วงแตกแยกสลายตัวออกไปเท่านัน เปน อาการวงเข้าหาความสูญเปล่า หรอวงเข้าหาสภาวะแห่งความว่าง มิใช่อาการวง เข้าหาการเกาะกุมปนก่อเพือเพิมมวลสาร 131006 ประกายธรรม 11 หลงใหลใน "ตัวตน" ลองอ่านดู บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 4 ส่วน "ใจ" นันคือ สมบัติอีกส่วนหนึงของโลก พระพุทธองค์ทรงตรัสเรยก ว่า "นาม" "นาม" มันมีคุณสมบัติตรงกันข้ามกับ "รูป" มันคือ ตัวทียังมีชีวต ตัวทีไม่ หยุดดีดดิน ตัวทียังไม่ตาย ตัวทียังเปนไปอยู่ ไม่มีทีสินสุด ตัวทีพยายามรับรู้ อะไรให้ได้มากทีสุดทีจะสามารถ ตัวทีมีแต่เคลือนไหว วงวุ่นดินรนท่าเดียว โดย ตัวเองหากไม่มีพาหนะ คือร่างกาย (หรอ "รูป" นันเอง) ให้อาศัยเปนยาน เปน อุปกรณ์ เปนเครองมือแสดงอาการดีดดิน แสดงอาการไม่ตาย แสดงอาการเปน ไปอยู่ แสดงอาการเปนผู้รู้ ผู้ฉลาด แสดงอาการเคลือนไหว แสดงอาการวงวุ่น แสดงอาการดินรน แล้วละก็ เจ้า "ใจ" หรอ "นาม" นี ก็จะไม่มีท่าเหมือนกัน ก็จะ มีคุณสมบัติเท่ากับ "รูป" หรอ "ร่างกาย" เช่นกัน คือตาย คือนิง คือไม่รู้อะไร หรอไม่เคลือนไหวใดๆ แต่ว่าจะเปนร่างกายทีละเอียดมาก เล็กจนเรยกว่า "ไม่มี รูป" และก็จะหมดสภาพความเปน "นาม" ลงเช่นกัน นันคือ "ความว่าง" คือ "สุญญตาธรรม" หรอคือ "ความไม่มีอะไรเลย" ดังนัน "นาม" จะคงความเปน "นาม" อยู่ได้ หรอ "ใจ" จะคงความเปน "ใจ" อยู่ได้ ก็จะต้องอาศัย "ร่างกาย" อยู่ตราบนิรันดร เมือหมดภาวะจะอาศัยร่างกาย ทีโตใหญ่ เห็นชัดๆ เปนวัตถุสสารแท่งก้อนจรงๆ ไม่ได้แล้ว ก็ไปอาศัย "ร่างกาย" ทีเล็กลงจนเรยกว่า "ไม่มีรูปร่าง" อันภาษาไทยเรยกว่า "กายทิพย์" แต่แท้จรงนันเปน "ร่างกาย" จรงๆ แต่เปนร่างกายที "คน" ธรรมดาๆ ผู้ หลงตนว่าตัวเก่ง (โดยเฉพาะนักวทยาศาสตร์ทังหลาย) นีไม่สามารถมองเห็น 131006 ประกายธรรม 11 หลงใหลใน "ตัวตน" ลองอ่านดู บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 5 หรอจับต้องสัมผัสได้ เพราะเล็กละเอียดวจิตรอย่างแท้จรง (ผู้ได้ฝกฝนตัวเอง เข้าไปอยู่แดนทิพย์นีเท่านัน จึงจะแจ้งจรงได้) ดังนัน "ร่างกายทีไม่มีรูป" หรอ "กายทิพย์" นัน จึงถูกเรยกว่า "นามกาย" ก็ได้ ก็เช่นกัน อันเดียวกันและ "นามกาย" หรอ "กายทิพย์" นึก็จะมี "ใจ" หรอมี "นาม" ยึดครอง อาศัย ก่อสร้าง "ตัวตน" ก่อสร้าง "ชีวต" หรออาศัยแตกตัวแพร่ เชือสายเผ่าพันธุ์ อันถ้าเปน "ตัวตน" แท้ๆ เปนแท่ง เปนก้อน เราก็เรยกกันว่า "ลูก" นันเอง แม้พลังงานไฟฟาทีมีรูปกับนาม คือ โปรตอนกับอิเล็กตรอน สังเคราะห์กัน หรอแตะกันแล้ว แตกตัวออกเปนตัวใหม่อยู่ไม่ขาดระยะนัน ก็คือ การสืบพันธุ์ ยึดตัวตนของชีวตไฟฟานันเอง การเกิดการดับของไฟฟาว่าเร็ว การเกิดการดับของจิตนันยิงเร็วกว่า ยิง เปนจิตชันในขันละเอียดเปนอรูปาวจรจิต เปนโลกุตตรจิต หรอเปนพุทธจิต ยิง เร็ว และมีสมรรถภาพยิงกว่าพลังงานไฟฟาเปนไหนๆ ดังนัน "ลูก" (ลูกจรงๆ อันเกิดจากการผสมพันธุ์ของคน) ก็คือ "กายทิพย์" ทีพ่อและแม่ (รูปและนาม) ยึดถือ หรอปนสร้างออกมานันเอง แต่ "กายทิพย์" อัน นี มีสภาวะเปนกลุ่มเปนก้อนกว่า "กายทิพย์" ทีเกิดจากแขนง "ใจ" เพราะเปน " กายทิพย์" ทีจะเรยกขานว่า "กายทิพย์" ยากเสียแล้ว ด้วยมันถือกําเนิดมาจาก แขนง "ร่างกาย" คือส่วนทีเปน "รูป" นัน ก็เปนแท่งเปนก้อน เปนมวลสารทีโตขึน มามากแล้ว จึงเลยขันเรยกว่า "กายทิพย์" แต่ก็เปนส่วนทีเปน "รูป" ใน "คน" ทีซ้อนเล็กอยู่ในตัว "คน" อีกที "รูป" ทีว่านันก็คือ "ไข่" ทีค่อยๆ เกาะกลุ่มขึนมา 131006 ประกายธรรม 11 หลงใหลใน "ตัวตน" ลองอ่านดู บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 6 ในร่างกายของเพศหญิงนันเอง แล้วก็รอการผสมหรอสัมพันธ์กับ "นาม" อันคือ "ตัวเชือ" (อสุจิ) จากเพศชายอีกที เมือใด "นาม" ในตัวคน คือ "ตัวเชือ" ทีเล็ก ละเอียดนีเข้าไปเกาะสัมผัส "ไข่" แล้ว ยึดถือผูกพันกับเจ้า "ไข่" เปนของกันและ กันขึนมา "ตัวตนของลูก" ก็จะเกิดให้กับพ่อและแม่ทันที ปรุงเปน "ตัวตน" ทาง โลกออกมาให้เห็นพร้อมไปด้วยร่างกายกับใจเปนทอดๆ อยู่ดังนี นันคือ สัมพันธ์ ลูกโซ่ของ "รูป" ของ "นาม" ต่างๆ สมบัติใดๆ ในมหาสากลจักรวาลนี มีความเปนไปดังนีทังสิน ไม่มีสรรพสิง ใดจะไม่มีความเปนอยู่อย่างนี ถ้าใครอ่านสภาวะธรรมใดออกว่า สิงใดครอง สภาวะใดเปน "รูป" (สิงทีถูกรู้) สิงไหนครองสภาวะใดเปน "นาม" (สิงทีเข้าไปรู้) ผู้นันก็คือ ผู้รู้แจ้งโลก ผู้รู้แจ้งธรรม ผู้รู้อุบัติโลก ผู้รู้อุบัติธรรม ดังนัน จึงไม่ หลง ไม่เข้าใจผิด ไม่งง ไม่ลืมตัวว่า "ตนคือตัวตน" จึงไม่ยึดถือ หรอผูกพันรัก ใคร่ เพราะเข้าใจได้อย่างไม่ฟนเฟอนว่า "คน" ประกอบด้วยสภาวะธรรมทีเขา เรยกว่า "ร่างกาย" นันส่วนหนึง และสิงทีเขาเรยกกันว่า "ใจ" นันอีกส่วนหนึง ร่างกายมีหน้าทีเปนพาหนะให้ใจขับเคลือน ก็ปล่อยให้มันขับเคลือนไป อย่าไป หลงสร้างหลงก่อ "ตัวตน" ก่อความไม่จบ ก่อปฏิกิรยาลูกโซ่ (ปฏิจจสมุปบาท) ออกมาอีก ถ้าใครยังเข้าใจไม่ได้ว่า "ลูก" คือ "ตัวตนแท้ๆ" ทีเปนตัวตนทางวัตถุ แท่ง ก้อนเลยทีเดียว ผู้นันก็จะยังหลงสร้าง "ลูก" สร้าง "ตัวตน" ทีเปนภาระหนักแท้ๆ ออกมา 131006 ประกายธรรม 11 หลงใหลใน "ตัวตน" ลองอ่านดู บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 7 ถ้าใครเข้าใจได้ว่า "ลูก" คือ "ตัวตนแท้ๆ" ทีเปนภาระ แล้วก็ไม่ปรารถนา จะมี ไม่ปรารถนาจะยึดถือ ผู้นันก็จะไม่สืบพันธุ์ ก็จะพ้นทุกข์ ในการยึดถือตัว ตนแท้ๆ ตัวตนทีก่อเกิดตัวตนจรงๆ ไปได้ขันหนึง เปนการตัดปฏิกิรยาลูกโซ่ (ปฏิจจสมุปบาท) ขันหยาบได้ คือ ผู้พ้นอวชชาแล้วขันหนึง แล้วผู้นันก็เพียรเพ่ง มามองให้ออก ตรองให้เห็นว่า ตัวตนทีเปน "กายทิพย์" ตัวตนทีมันอาศัย ร่างกายทีเล็กวจิตรยิงกว่าอณูใดทีนักวทยาศาสตร์ยังไม่อาจจะเห็นตัวมันได้ อัน เราเรยกว่า "จิต" หรอ "วญญาณ" ถ้าใครไม่ยึดถือแม้ "ตัวตน" ทีเปน "กายทิพย์" ตัวตนทีเปน "จิต" เปน "วญญาณ" ออกมาเลยเปนอันขาด ผู้นันก็ตัดปฏิกิรยาลูกโซ่ (ปฏิจจสมุปบาท) ขันละเอียดขาด ผู้นันก็พ้นอวชชาอีกขันหนึง คือ พ้นอวชชาขันแรก นันก็คือ พ้น "กามาสวะ" และพ้นขันนี ก็เรยกว่า พ้น "ภวาสวะ" ผู้นีแหละคือพระอรหันต์ เปนผู้มีความรู้ เปนผู้มีความแจ้งถ่องแท้ไม่ยึดถือ เห็นโลกเปนโลก เห็นธรรม เปนธรรม เรยกว่า พ้นความไม่รู้ คือพ้น "อวชชาสวะ" ผู้พ้นอวชชาแล้ว ทัง "กามภพ" คือรู้แจ้ง "ตัวตน" ทีเปนแท่งเปนก้อนทีเห็น จรง เห็นจัง ดีดดินอยู่ในโลกนีได้คือ "ร่างกาย" พร้อมทังเห็นแจ้ง "ตัวตน" ที เล็กละเอียด "ไม่มีรูปร่าง" ทีศัพท์ทางพระเรยกว่า "รูปภพ" แท้จรง คือภพทีไม่มี รูปร่างกายแท้ๆ นันเอง คือ "ใจ" ผู้รู้แจ้งทังความหยาบ (รูป) และความละเอียด (นาม) ได้ดังนี และสามารถตัดปฏิกรยาลูกโซ่ หรอตัดการสืบพันธุ์ หรอการทําให้ มันก่อเกิดต่อ และต่อๆ ไปได้อีก หรอทีทางภาษาพระเรยกว่า ปรุงแต่งนันแหละ 131006 ประกายธรรม 11 หลงใหลใน "ตัวตน" ลองอ่านดู บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 8 ผู้นันก็จบลงอย่างสง่าผ่าเผย เปนผู้พ้นทุกข์โดยแท้จรง ตามนัยแห่งพุทธศาสนา อย่างถูกต้องตรงแท้ การตัดปฏิกิรยาลูกโซ่ (ปฏิจจสมุปบาท) ก็คือ การตัดการสืบพันธุ์ (ตัด " สังขารธรรม") ตัดการสืบต่อ (ตัด "สันตติ") ตัดการขยายเรองทุกเรองทุกๆ เหตุ เสียนันเอง (ดับ "สมุทัย") ดังนัน จุดแรกของคน ก็คือ ต้องไม่สร้างการเกิด (ชาติ) ทีเปนตัวตนชัดๆ คือ สร้าง "ลูก" นันหนึง เพราะลูกคือตัวตนทีเปนวัตถุธรรมทีเห็นชัดเจนแท้ๆ อันเรยกว่า "รูป" ดังนัน เราจะต้อง "ดับรูป" นีให้ได้ เปนขันหนึงก่อน จุดทีสอง ก็ต้อง "ดับนาม" นันเอง นามคือ "จิต" คือ "ใจ" จึงต้องดับการ จะให้จิตมันสร้างการเกิดทีเปนตัวตนทีละเอียดเห็นไม่ได้ เพราะเปนนามธรรม หรอกายทิพย์ มันไม่มีรูป อันเราเรยกว่า "นาม" ดังนัน ถ้าเรา "ไม่คิด" ใฝฝนคิดปรุงอะไรออกมาอีก อะไรๆ ทางด้าน "จิต" ก็จะ "ดับ" ลงด้วย นันคือ อย่าคิดอะไรให้มันเปนการก่อการเกิด อย่าคิดสร้าง คิดสืบพันธุ์ ต้องหยุดคิด หยุดปรุงแต่ง จึงจะพ้นทุกข์แท้ ดับได้ทัง "รูป" และ ทัง "นาม" คงไว้แต่ "ความรับรู้" ในตัวเราเท่านันก็พอ เรามีชีวตอยู่เพียง "รับรู้โลก" เท่านันก็ได้ เราจะเห็นทุกสิงทุกอย่างมันเปนไปตามวถี ตามครรลองของมัน อัน แล้วแต่ฤทธิของกรรม และฤทธิของกิเลส ของสิงใดๆ เราจะเห็นชัดเห็นแจ้ง 131006 ประกายธรรม 11 หลงใหลใน "ตัวตน" ลองอ่านดู บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 9 ความแท้ (ปรมัตถ์ หรอ อรยสัจ) และจะเห็น ความทุกข์ (สังขารธรรม) ได้อย่าง ชัดแจ้ง ดังผู้ยืนอยู่เหนือยอดขัวโลกทีเดียว คนผู้ยังไม่ดับรูปดับนามอย่างเรา(ดับแล้ว) เขาก็จะดีดดิน ปรุงแต่ง สืบพันธุ์ สร้างก่อ ต่อและต่อไปอยู่อย่างนัน สรรพสิงอืนก็เช่นกัน อันใดมันไม่ หยุด มันไม่ดับให้ถูกให้ตรง มันก็จะสืบต่อ มันก็จะเคลือน ะหมุน จะกลิงไปอยู่ อย่างไม่จบ แม้สัตว์ แม้พืช แม้แร่ธาตุ อากาศ และกายทิพย์ใดๆ ผู้ใด "วาง" มือได้ดังนี ก็จะคือ ผู้สอดส่องโลกด้วยแสงสว่าง เปนผู้มีตา ทิพย์ เห็นโลก แจ้งโลก ทะลุโลกทุกชัน ทังหยาบและละเอียดสินเชิง ดังได้ แยกแยะมาแล้ว และเปนการเห็นอย่างแท้ เพราะโลกประกอบด้วยความเปนไปของ "รูป" และ "นาม" เท่านัน มี ปรมาณตังแต่เล็ก จนเรยกว่า "สุญญตา" (ความว่าง) ก่อตัวโตขึน เปนมีรูป มี ร่างทียังเล็กจนคนต้องเรยกว่า ไม่มีรูป หรอกายทิพย์ (มวลสาร) ในภาษาของ ข้าพเจ้า แต่ไม่ใช่ในความหมายของนักวทยาศาสตร์แล้ว รูป (มวลสาร) กับนาม (ความว่าง) ก็จะสืบพันธุ์กันแตกตัวแพร่ลูกหลานออกไป สร้างตัวตนออกมา นานัปการ กลายเปน "โลก" หมุนไปไม่หยุดหย่อน จากเล็กแล้วก็ค่อยๆ โตขึน ใช้เวลาจากเร็วแล้วก็นานช้าขึนตามวาระ โลกก็มีอยู่เท่านัน คือ มีเล็กแล้วก็โต แล้วก็กลับเปนเล็กลงไปอีก จากเร็วแล้วก็นานช้าขึน แล้วก็กลับเร็วเข้าไปอีก 131006 ประกายธรรม 11 หลงใหลใน "ตัวตน" ลองอ่านดู บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 10 ดังนัน ทุกสรรพสิงจึงไม่มีอะไรเลย ไม่มีสิงใดยึดครองความเทียงแท้ ความเปนจรงเปนจัง เปน "ตัวตน" แท้ๆ นอกจากความไหลเรอยของสภาวะเล็ก แล้วก็โต โตแล้วก็เล็ก เร็วแล้วก็นานช้าขึน แล้วก็กลับเร็วไปอีก อยู่ดังนีนิรันดร กาล คือเกิดขึน (ระยะทีผู้ใดเรมเห็นว่า "มี" หรอ "เปน") ตังอยู่ (ระยะทีผู้ใด นึกคิดยึดถือเปนตัวตน) แล้วก็ดับไป (ระยะทีผู้ใดเห็นว่า "พ้นไป" หรอ "หมด ลง" หรอ "สินสภาพความเปนอย่างนัน") ผู้ใดจะแก้ไขกฎนีไม่ได้เลยเปนอันขาด อัน พระพุทธองค์ทรงเรยกว่า "ไตรลักษณ์" หรอ ความเปนไปอย่างธรรมดา สามัญ นันแล ดังนัน "สามัญลักษณ์" ก็เรยกกัน — ⃠ — หมายเหตุ : ตัดมาจาก 13-140000 ประกายธรรม เล่ม 1-2 (รวมบทความ เก่า ๆ ของพ่อ ท่าน) Key Words : ตัวตน, ร่างกาบ, ใจ, รูป, นาม, กายทิพย์, นามกาย, อรูปาวจรจิต, โลกุตตรจิต, พุทธจิต, ผู้รู้แจ้งโลก ผู้รู้แจ้งธรรม ผู้รู้อุบัติโลก ผู้รู้อุบัติธรรม, ร่างกายมีหน้าที เปนพาหนะให้ใจขับเคลือน, ปฏิจจสมุปบาท, กามาสวะ, ภวาสวะ, พระอรหันต์, 131006 ประกายธรรม 11 หลงใหลใน "ตัวตน" ลองอ่านดู บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 11 อวชชาสวะ, กามภพ, รูปภพ, รูปภพ แท้จรง คือภพทีไม่มีรูปร่างกายแท้ๆ นันเอง คือ ใจ, สังขารธรรม, สันตติ การสืบต่อ, สมุทัย, ปรมัตถ์, อรยสัจ, ไตรลักษณ์, สามัญลักษณ์ ความเปนไปอย่างธรรมดาสามัญ 131006 ประกายธรรม 11 หลงใหลใน "ตัวตน" ลองอ่านดู บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน