131014 ประกายธรรม 12 ฌานที่มีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.pdf

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2514
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์190 KB
วันที่แก้ไข24 มิถุนายน 2568
รายละเอียดฌาน, ฌานอย่างพุทธ, ฌานลืมตา, รู้แจ้ง แทงทะลุ แทงตลอด รู้รอบ, โพธิญาณ, บัญญัติ, สมมุติบัญญัติ, ทิฏฐิว่าสิ่งนั้นเที่ยง, นิพพาน, ถูกแท้ ถูกตรง ถูกที่สุด, คนตาบอดคลำช้าง, สัญโยชน์ข้อที่ 8. มานะ, ฌาน 4, วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตารมณ์, อุเบกชา, มีนิพพานเป็นอารมณ์ มีนิพพานเป็นเครื่องอยู่ มีนิพพานเป็นที่หมายและเป็นที่สุดโดยแท้, ฌานหลับตา นั่งหลับตา ทำจิตให้เข้าสู่สมถะ สู่ฌานที่ 1 แค่ระงับกิเลสนิวรณ์ให้หมดสิ้นและจมอยู่กับจิตระดับแค่นี้ ไม่ก้าวหน้า ไม่มีการดับวิตกวิจาร จิตฟุ้งซ่านอยู่กับอารมณ์ปรุงแต่งแห่งการเกิดดับของจิตตัวเอง อันเป็นตัณหาแห่งการเกิด-ดับในจิต ที่เรียกว่า ภวตัณหา, ผู้ปฏิบัติธรรมโดยแท้จริงคืออย่างไร

เนื้อหาในไฟล์

ห น้า 1 ประกายธรรม เรองที 12. "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา 14 ตุลาคม 2513 ผู้ปฏิบัติธรรมะของพระพุทธองค์ ต้องทําให้รู้ ทําให้แจ้ง แทงทะลุสิน แม้ ศัพท์ แม้ภาษาใดๆ ก็ไม่ให้ติด ไม่ให้ขัด และไม่ให้ภาษาหรอทีเรยกกันในหมู่นัก ธรรมว่า "บัญญัติ" หรอ "สมมุติบัญญัติ" นันแหละ ติดอยู่ ข้องอยู่ ผูกยึด ตรง มัดแน่นเอาไว้อยู่ ณ สิงนัน เขตนัน ถ้าใครผู้ใด "หลงยึด" หลงผูก หลงตรงเอาสิงนันสิงนีไว้กับศัพท์นัน ภาษา นัน ผู้นันก็เท่ากับยึดถือ หรอเปนผู้เห็น (ทิฏฐิ) ว่าสิงนันเทียง สิงนันเปนอย่างนัน สิงนันคือสิงนันมันคง นันคือผู้นันยังไม่ทะลุ ยังไม่แจ้ง ยังไม่ใช่ผู้เข้าใจ และคือผู้ ยังไม่สว่างไสวในธรรม เพราะถ้าผู้ใดเข้าใจดังทีกล่าวแล้ว ผู้นันจึงยังคงเข้าใจผิด อยู่ (มิจฉาทิฏฐิ) เพราะกลายเปนผู้เห็นว่า "เทียง" เปนผู้ยึด ผู้ผูก ผู้ปกใจ มัด ภาษา (ชือเรยกนันๆ) ใส่กับสภาวะนันๆ ไว้ จึงขัดกับสามัญลักษณ์ หรอ ไตรลักษณ์อย่างจัง จึงยังไม่ใช่การรู้ทีแท้ ทีถูก ทีตรง ทีควรทีสุด ยังรู้เพียง 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 2 เปลาะหนึง ช่วงหนึง ชันหนึงเท่านัน ยังไกลกับคําว่า "รู้รอบ" (โพธิญาณ หรอ พุทธะ) อยู่อีกมากนัก ดังเช่น ถ้าใครเห็นว่า "นิพพาน" คือ การไม่มีอะไรเลย เปนสภาวะว่าง สูญ เปล่า หมดสินเกลียงอย่างแท้จรง ผู้ใดเห็นและเรยกลักษณะนีว่า "นิพพาน" ถ้า ผิดจากนีไม่ใช่ "นิพพาน" ผู้นันก็ยังเห็น "ไม่แท้" แต่ก็เรยกว่า ไม่ผิด ทว่ายังไม่ถูก แท้ ถูกตรง ถูกทีสุด เพียงเรยกว่า "สัมมา" ตามนัยของพระพุทธเจ้า เปนนัยที 1. ถ้าใครเห็นว่า "นิพพาน" คือ การดับมอด ดับอย่างแท้ นิงสนิทอยู่ เรยก ลักษณะอย่างนีว่า "นิพพาน" ถ้าผิดจากนีไม่ใช่นิพพาน ผู้นันก็ยังเห็นไม่แท้อยู่อีก แต่ก็เรยกว่า ไม่ผิด ทว่ายังไม

อ่านต่อ

่ถูกแท้ ถูกตรง ถูกทีสุด เพียงเรยกว่า "สัมมา" ตาม นัยของพระพุทธเจ้า เปนนัยที 2. ถ้าใครเห็นว่า "นิพพาน" คือ การตาย การหมดสภาวะเดิม การไม่อยู่ใน ความเปนไปอย่างเก่า การไม่เปนไปอีกอย่างนัน การหยุดความเปนไปลง ไม่เปน ไปอย่างนีอีก เรยกลักษณะนีว่า "นิพพาน" ถ้าผิดจากนีไม่ใช่ "นิพพาน" ผู้นันก็ ยังเห็นไม่แท้ แต่ก็เรยกว่า ไม่ผิด ทว่ายังไม่ถูกแท้ ถูกตรง ถูกทีสุด เพียงเรยกว่า "สัมมา" ตามนัยของพระพุทธเจ้า เปนนัยที 3. ถ้าใครเห็นว่า "นิพพาน" คือ การกระทําให้สิงนันหยุดลงเด็ดขาด การหยุด สิงนันลงเด็ดขาด การระงับสิงนันให้ขาดลงเด็ดขาด การไม่ให้สิงนันเกิดขึนอีก เด็ดขาด การกระทําชันเด็ดขาดลงไปกับสภาวะทังปวงได้ เรยกลักษณะนีว่า 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 3 "นิพพาน" ถ้าผิดจากนีไม่ใช่ "นิพพาน" ผู้นันก็ยังเห็นไม่แท้ แต่ก็เรยกว่า ไม่ผิด ทว่ายังไม่ถูกแท้ ถูกตรง ถูกทีสุด เพียงเรยกว่า "สัมมา" ตามนัยของพระพุทธเจ้า เปนนัยที 4. หรอถ้าใครเห็นว่า "นิพพาน" คือ การเปนผู้เพียงพอดี ไม่มีการปรุงแต่ง ใดๆ ไม่ทําให้เอนเอียงไปข้างรู้สึกทุกข์ ไม่ทําให้เอนเอียงไปข้างรู้สึกสุข เปนอยู่ อย่างกลางๆ เปนอยู่อย่างไม่กระทบอารมณ์ใด เปนไปอยู่อย่าง "ว่างๆ" เปนไป อยู่อย่างอะไรก็ได้ตามแต่จะเปนไปกับสิงทีประสบอยู่แท้จรงขณะนัน เรยก ลักษณะนีว่า "นิพพาน" ถ้าผิดจากนีไม่ใช่ "นิพพาน" ผู้นันก็ยังเห็นไม่แท้ แต่ก็ เรยกว่า ไม่ผิด ทว่ายังไม่ถูกแท้ ถูกตรง ถูกทีสุด เพียงเรยกว่า "สัมมา" ตามนัย ของพระพุทธเจ้า เปนนัยที 5. ดังนัน จะเห็นได้ว่า "นิพพาน" นัน ถูกทัง 5 นัย 5 แบบ ตามทีได้ยกขึนมา กล่าวแล้วนัน แต่ถ้าใครผูกยึดตรงเพียงนัยหนึงนัยเดียว หรอแบบหนึงแบบเดียว หรอยึดผูกตรงเพียงสองนัยสองแบบ หรอเพียงสามนัยสามแบบ หรอเพียงสีนัย สีแบบ หรอแม้เพียงห้านัยห้าแบบนี และสภาวะของ "นิพพาน" ก็ไม่ใช่มีเพียง 5 นัยนีเท่านันด้วย ก็คือ ผู้ยังหลงยึด ยังหลงผูก หลงมัดภาษาไว้กับสภาวะทังสิน ยังไม่ทะลุ ยังไม่แทงตลอด ต้องเห็นให้ได้ เข้าใจให้ได้ครบทุกนัย ทุกลักษณะ แม้ทียังไม่ได้กล่าวด้วย ภาษาทีเกินกว่า 5 นัยทีได้ยกมาเปนอาทินีแล้ว มันต้องเข้าใจให้ได้ทุกลักษณะ ให้ ถ้วนทัว ให้เปนไปรอบ ไม่หลงยึดว่า "เทียง" อยู่กับที ไม่หลงยึดว่าถูกตรงอยู่กับ 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 4 สิงเดียวตายตัว เพราะสภาวะย่อมเกิดขึนด้วย เหตุ-ปจจัย และเวลา (ยุค) อันแตก ต่างกันได้ จึงย่อมไม่ตายตัวเหมือนกันทีเดียวเสมอไป "นิพพาน" ทัง 5 นัยนี ได้กล่าวมานัน ล้วนถูก หรอดีเปน "สัมมา" ทังสิน ใครได้พบลักษณะอาการใดกับตน ก่อให้เกิดผลกับตนได้ แม้นัยหนึงนัยใดนัย เดียว ก็เรยกว่า ผู้นันถึง "นิพพาน" ได้ทังสิน เปน "นิพพานแท้ นิพพานจรง" แต่ทว่า ยังไม่ใช่เข้าใจรอบ หรอเปนไปรอบ โดยความแท้จรง ผู้ปฏิบัติดี ก็จะได้ประสบ ได้พบกับ "นิพพาน" ดังกล่าว นันไปทีละขันๆ จากนัยที 5 ไปเรอยๆ เพราะนัยที 5 นันแหละ คืออาการแรก ทีก่อ สุข หรออาการ "พ้นทุกข์" ขันประถม แล้วก็จะค่อยรู้จัก "นิพพาน" ขันสูงขึนๆ จนถึงขันนัยที 1 นันแหละ จึงจะแจ้งว่า ตนถึงแล้วซึงนิพพานทุกนัย และย่อม เข้าใจ "นิพพาน" ได้รอบ ได้ถ้วนทัว จึงจะไม่หลงยึดหลงผูก "นิพพาน" ไว้แต่ เพียงนัยที 5 หรอเพียงนัยหนึงนัยใด จึงจะเปนผู้รู้รอบ เข้าใจได้สิน ด้วยเหตุดังนีเอง ทีเถียงๆ กันอยู่นัน เถียงเพราะผู้เห็น เห็นกันยังไม่รอบ เห็นแต่เพียงคนละอย่าง คนละนัย เช่น คนตาบอด 10 คน ไปคลําช้าง คนหนึง คลําได้ถูกแต่ขา ก็เห็นว่าช้างมีรูปเปนเสา คนหนึงคลําถูกหาง ก็เห็นว่า ช้างมี รูปเปนไม้กวาด คนหนึงคลําถูกงวง ก็เห็นว่าช้างมีรูปเปนงู คนหนึงคลําถูกสีข้าง ก็เห็นว่า ช้างมีรูปเปนแผ่นผนัง และคนอืนๆ ก็คลําถูกแต่เฉพาะส่วนทีตนไปคลํา ถูก นันๆ ฯลฯ จึงทําให้คนตาบอดทัง 10 โต้เถียงกันคอแตกตายเปล่า เพราะทุก คนคลําด้วยมือของตน รับรู้จากประสาทของตนอย่างแท้ ไม่ได้เลอะเทอะ หรอ 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 5 หลงใหลฟนเฟอนแต่อย่างใด ทุกคนมันใจ ทุกคนปกใจอย่างแน่วแน่ ว่าตนเห็น ถูก แต่เมือนํามาบอกเพือนๆ เพือนๆ กลับเปนความเห็นทีไม่ตรงกันเลย มันจึง กลายเปนเถียงกัน ไม่รู้ จนฆ่ากันตายเปล่าๆ แต่แท้จรงนันทุกคนถูก ทุกคนจรง ทว่ามันถูกยังไม่หมด มันจรงยังไม่ถ้วน จึงอย่าเพิงไปหักไปโค่นใคร ไปโต้ไปเถียงใคร เรารับฟง รับรู้ รับคิด พิจารณาเถิด อย่ามีมานะทิฏฐิ ถ้าเราเปนพระอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วนัน แหละ จึงค่อยควรตัดสิน ลงมติว่า ผู้นันผิดจรง ไม่ผิดจรง ตราบใดเรายังไม่ถึงขันรู้รอบเปนอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ก็อย่าเพิงไป หักล้างรุนแรง ลงมติเอาด้วยพลการเลย มันเปน "มานะ" เปนความถือดีเข้าข้าง ตน เปนกิเลสแท้ตัวสําคัญ อันศาสดาเจ้าแห่งลัทธิทังหลายได้ติด ได้พากันหลง มาแล้วมากมาย เพราะกิเลสแห่งสัญโยชน์ข้อที 8. ตัว "มานะ" นีเองแหละ จึง ทําให้ปญญา แม้ดีแล้วเก่งแล้วทีเดียวในตัวศาสดานันๆ ก็พาตนสู่ดีทะลุตลอดไป ไม่ได้ 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 6 สัญโยชน์ 10 ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบืองตํา 5) คือ กิเลสหยาบ ทีผูกมัดจิตใจให้เปนทุกข์ 1 สักกายทิฏฐิ (ความเห็นทียึดว่ากิเลสตัวการใหญ่เปนตัวเรา) 2.วจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในตัวตนสักกายะกิเลส) 3. สีลัพพดปรามาส (การถือศีลอย่างลูบๆ คลําๆ เล่น) 4. กามฉันหะ (ความติดใจใคร่อยาก) 5. พยาบาท (ความผูกใจเจ็บคิดแก้แค้น) ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบืองสูง 5) คือ กิเลสละเอียด ทีผูกมัดจิตใจให้เปนทุกข์ 6. รูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์ทีเปนรูป) 7 อรูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์ทีไร้รูป) 8. มานะ (ความถือดี) 9. อุทธัจจะ (ความฟุงชาน) 10. อวชชา (ความเขลาไม่รู้แจ้งในอารยสัจ 8 (พระไตรปฎก เล่ม 11 "สังคีติสูตร" ข้อ 284, 285) 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 7 ปติ สุข อุเบกขา ในฌาน อนุโลมว่าเปน “นิพพาาน” ได้ แม้เรองของ "นิพพาน" ดังทีนํามากล่าวถึงแล้วนัน จะยกมากล่าวต่ออีกว่า ถ้าแม้เพียงผู้ใดเห็นว่า "นิพพาน" คือ จิตสงบดิงนิงอยู่เปนหนึง มีความวางเฉย เปนปกติอยู่ หรอคือ ผู้มีเอกัคคตา อุเบกขา อันเปนองค์ธรรมของฌาน 4 (จตุตถฌาน) เรยกลักษณะนีว่า "นิพพาน" คนผู้นัน ก็ยังอนุโลมให้เห็นว่าเปน "นิพพาน" ได้ แต่เปนนิพพานขันลําพอง ชันขันประถม ไม่ผิดแท้ ตรงทาง แต่ ยังไม่ถึงทีสุด เปนการไปอย่างดี เปนผู้อยู่ใน "สัมมา" ตามนัยของพระพุทธเจ้า ได้ ฌาน 4 (รูปฌาน 4) คือการต่อสู้เพ่งเผากิเลส จนจิตไร้นิวรณ์ จนเกิดสภาวะจิตแน่วแน่สงบจากกิเลส โดย อาศัยรูปธรรมเปนอารมณ์ 1. ปฐมฌาน (ฌานที 1) : มีวตก มีวจาร มีปติ มีสุข มีเอกัคตารมณ์ เกิดจากวเวกอยู่ จิต หลีกออก 2. ทุติยฌาน (ฌานที 2) : ละวตก-วจารได้แล้ว แต่ยังคาข้องในปติและสุข อันเกิดจากจิต คลายกิเลสลง จนตังมันมีสมาธิ 3. ตติยฌาน (ฌานที 3) : ปติจางลงจนสินไป มีสติ มีสัมปชัญญะ มีอุเบกขาอยู่ เสวยสุข ด้วยนามกาย 4. จตุตถฌาน (ฌานที 4) : ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะ ละสุข ละทุกข์ ดับโสมนัส ดับโท มนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเปนฐานให้สติบรสุทธิอยู่ จิตเปนมัชฌิมา เปนกลางอยู่ (พระไตรปฎก เล่ม 9 “สามัญญผลสูตร” ข้อ 127-130) 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 8 และหรอ ผู้ใดแม้เพียงเห็นว่า "นิพพาน" คือความสุข ความแช่มชืนใจในจิต อันสงบระงับเปนหนึงอยู่ หรอคือผู้มีสุข เอกัคคตา อันเปนองค์ธรรมของฌาน 3 (ตติยฌาน) เรยกลักษณะนีว่า "นิพพาน" คนผู้นัน ถ้าไม่ถือซึงมิจฉาทิฏฐิ ไม่ ไปปกใจหลงยึดเอาแค่นีเปนทีสุด จะเรยกจุดทีถึงแล้วนีของตนว่า "นิพพาน" ของ ตนก็ยังได้ ก็เปนการดี ยังเรยกว่า "สัมมา" ตามนัยของพระพุทธเจ้าได้ หรอแม้จะเพียงเห็นว่า ความอิมอกอิมใจ ความแช่มชืนใจในจิตอันสงบ ระงับเปนหนึงอยู่ หรอคือ ผู้มีปติ สุข เอกัคคตา อันเปนองค์ธรรมของฌาน 2 (ทุติยฌาน) เรยกลักษณะนีว่า "นิพพาน" คนผู้นันก็ยังนับเข้าโดยอนุโลมว่า เปน ผู้ปฏิบัติอยู่ในขัน "สัมมา" ตามนัยของพระพุทธเจ้าได้ หรอแม้จะเพียงทีสุดจะเห็นว่า ความตรตรก นึกตรองอยู่แต่กับเรองราวที เกิดๆ ดับๆ อยู่ในจิตนัน สงบระงับของตน จิตพ้นธรรมอกุศลออกมาได้แล้ว มี ความเปนอยู่แต่กับจิตนี โดยไม่เอากิเลส ตัณหาอุปาทานมาปรุงมาแต่งด้วย หรอ คือผู้มี วตกวจาร ปติ สุข เอกัคคตา จะเรยกลักษณะนีว่า "นิพพาน" ของคนผู้ นัน ก็ยังอนุโลมนับให้ได้ว่า ผู้นีเปนไปแล้วอย่างดี มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) กําลังเพียรตนอยู่ในทางทีถูกทีควร ทีจะเปนไปเพือ "นิพพาน" ทีแท้ ทีจรง ที สูงสุด เปนผู้เดินอยู่ในทางดี ทางตรงทางแท้ (อรยมรรค) ไม่ผิดเลย แต่ยังไม่ถึง เท่านัน 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 9 ข้อสําคัญทีสุดก็คือ ผู้ทีอยู่ในระดับจิตนันๆ ทุกระยะ ขอให้ตนอย่าหลงผิด อย่ามีมานะทิฏฐิ และต้องเปนผู้มี "สติ" หยังพากเพียรรู้อยู่เสมอ ว่าเรากําลังเปน อยู่ในสถานะใดๆ เท่านัน เสพสุขอย่างโลกีย์ ไม่อนุโลมว่าเปนนิพพาน แต่จะอนุโลมกันไปจนถึงขีดสุดกว่านีโดยแม้ผู้เห็นว่า การเอร็ดอร่อยอยู่กับ กามคุณ 5 อันมีรูป รส กลิน เสียง สัมผัส เปนสุข(พ้นทุกข์) เปนความเยียม เปน ความดี เปนความถูกความต้อง เปน "นิพพาน" นัน เห็นท่าจะยอมไม่ได้ แม้จะ เรยกผู้สมใจในการได้เสพรูป เสพรส เสพกลิน เสพเสียง เสพสัมผัส อย่างเต็ม คราบ ดังพระมหาจอมจักรพรรดิ จะบันดาลเอาดังมหาเศรษฐี จะเสกสรรปน เอาได้ อันเขาจะพึงหามาเสพให้เหลือล้นจนมองหาทุกข์ไม่เห็นอย่างไรก็ตาม ก็ คงจะเรยกว่าเปนการพ้นทุกข์โดยนัยของ "นิพพาน" หรอ พ้นทุกข์อรยสัจ ตาม นัยของพระพุทธเจ้า ไม่ได้แน่ นอกจากจะเรยกว่า "บําบัดทุกข์" หรอหนีทุกข์ ชัวคราว อันเรยกว่า สุขอย่างโลกีย์ เท่านันเอง ดังนัน แม้ผู้ใดพึงเพียรปฏิบัติอยู่ และได้ละขาดจากกามคุณ 5 ลงได้เพียง ชัวระยะหนึงระยะใด ขาดจากกิเลสตัณหาอุปาทาน เปนสุขอยู่กับจิต พ้นอกุศล ธรรม แม้จิตจะปรุงแต่งอยู่เปนเกิดๆ ดับๆ อยู่แต่ในจิตอันยังไม่ดับมอดลงได้ ก็ ย่อมถือได้ว่าผู้นันมี "นิพพาน" เปนอารมณ์ มี "นิพพาน" เปนเครองอยู่ มี "นิพพาน" เปนทีหมายและเปนทีสุดโดยแท้ การปฏิบัติทีเรยกว่า มี "นิพพาน" 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 10 เปนอารมณ์นันคือการกระทําอย่างนี ผู้นีจึงคือผู้มีสัมมาปฏิบัติโดยจรง ผู้กําลัง ทําตนให้เปนไปอย่างถูก อย่างแท้ อย่างตรง อย่างควร ตามนัยคําสอนของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จรง นันแหละคือ คนผู้ใดลงมือหัดนังหลับตา ดําเนินตน ทําจิตให้เข้าสู่ "สมถะ" เมือจิตดําเนินเข้าสู่ฌานที 1. อันมีองค์ธรรม วตก วจาร ปติ สุข เอกัคคตา ได้ละก็ คือ ผู้เรมมี "นิพพาน" เปนอารมณ์ หรอคือผู้กําลังหมดกิเลส มีแต่จิตปรุงแต่ง ฟุงซ่านอยู่แต่ในจิตของตนเอง ไม่ออกมานอกกาย เกิดๆ ดับๆ อยู่อย่างนัน เมือ เรมไม่สร้างกามตัณหาอะไรให้ตน ผู้นันแหละคือ ผู้กําลังอยู่ในกระแสนิพพาน อยู่ ในห้วงแห่งนิพพานโดยจรงโดยแท้ เปนผู้ห่างจากกิเลส คือ กามตัณหา โดยควร กําลังเปนผู้ตังทิศ ติดเครองยนต์ ผลักดันตนให้พุ่งเข้าหาจุดหมายปลายทางคือ "นิพพาน" อันจะเปนจุดสุดยอด แต่ถ้าผู้ใด พึงปฏิบัติตนให้ได้เพียงเท่านี สงบระงับได้เพียงเท่านี คือแค่ ระงับกิเลสนิวรณ์ให้หมดสินและจมอยู่กับจิตระดับแค่นี ไม่ก้าวหน้า ไม่มีการ "ดับ" วตกวจาร (จิตฟุงซ่านอยู่กับอารมณ์ปรุงแต่งแห่งการเกิดดับของจิตตัวเอง คือยังมีตัณหาปรุงแต่งจิตอยู่ อันเปนตัณหาแห่งการเกิด-ดับในจิต ทีเรยกว่า ภวตัณหา) ความตรตรกนึกคิดอยู่กับจิตปรุงแต่งของตนนี เปนไปอยู่แล้วๆ เล่าๆ ไม่ระงับลงได้ (เพราะไม่ระงับตัณหาตัวใน อันคือ ภวตัณหา จึงคงทํางานอยู่เรอย) คนผู้นีก็จะได้อารมณ์นิพพานก็เพียงแค่นี จะสูงขึนกว่านีไม่ได้ จึงได้ "นิพพาน" ขันชันประถม จรงๆ จะเห็นแต่การเกิด คือ "นาม" และ การดับอันคือ "รูป" อยู่ 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 11 แล้วๆ เล่าๆ เท่านัน เมือนามและรูป มันสัมพันธ์กัน มันปรุงแต่งกัน มันก็เกิด เปนเรองเปนราว เปนชีวตชีวา เปนตัวเปนตน ให้เรารู้ เราเห็นอยู่อย่างนัน เรองแล้วเรองเล่าอยู่นันเอง "นิพพาน" จึงเปนนิพพานแค่ความสุขทีได้รู้ได้เห็น เรองราวต่างๆ เห็นชีวตชีวาต่างๆ ในจิตของตน เหมือนคนนําอาหารแห้ง หรอ พวกของแห้งต่างๆ ไม่มีอาหารใหม่สดอันใด (สัญญา) ของตนทีเคยเก็บสะสมไว้ ออกมาปรุงเปนต้น เปนผัด เปนแกง เปนยําใหญ่ ให้ตนเองกินอีกที รสชาติก็ เท่านันๆ ถ้าผู้ใด พยายามมี "สติ" อ่านสภาวะฌานที 1 นีให้ออก ก็จะเห็นดังที ข้าพเจ้าอธิบายนี ก็จะแจ้งสภาพของฌานได้ จะรู้กําหนดขีดขันของสภาวะฌาน ได้ด้วย บางคนเคยผ่านฌานที 1. นีมานักหนา แต่ไม่รู้ว่าตนผ่าน เพราะไม่รู้เรอง แท้จรง ปฐมฌาน หรอ ฌานที 1. นีไม่ได้ลึก ไม่ได้ไกลอะไรนักหนาเลย แค่คนผู้ ระงับกิเลส ระงับนิวรณ์ให้ได้เท่านัน ก็เปนฌานแล้ว ผู้มีฌานประดับตน ดังนัน คนผู้ใด เข้าทีนังหลับตา แล้วก็สํารวมจิตเข้าระงับกิเลส ตัดนิวรณ์ ให้ได้ ผู้นันก็จะเข้าสู่ฌานขันที 1. ทันที และโดยเช่นเดียวกัน สําหรับผู้ไม่ได้นัง เข้าทีหลับตา (คือคนธรรมดา) แม้จะเปนคนปกติลืมตา ก็จึงนับเปน "ผู้มีฌาน" 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 12 เปนผู้รู้แจ้งเห็นนาม-รูป ได้ เปนผู้เรยกได้ว่า กําลังมีการปฏิบัติธรรมของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างถูก อย่างแท้ได้เช่นกัน นันคือ คนผู้ใดพยายามมีสติ ระลึกรู้ตนให้ได้ แล้วก็พยายามตัดกิเลส ตัด นิวรณ์ต่างๆ อย่าให้เข้ามาในจิตตนได้ เมือเปนไปได้อย่างนันขึนมาขณะใด นัน แหละคือ ผู้นันเปนผู้มีฌานในตน เปนผู้มีฌานประดับตนแล้ว เปนผู้ไร้กิเลส ไร้ นิวรณ์ 5 เปน “สมุจเฉท” แม้จะอยู่ในขณะลืมตา และปฏิบัติกิจการงานใดๆ อยู่ ก็ตาม ปหาน 5, วมุติ 5, นิโรธ 5 คือการละกิเลสให้หมดสินไป การละกิเลสให้จิตมีผลสงบแท้ 1. วกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มฝนกิเลส ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนําหน้า) 2. ตทังคปหาน (ละกิเลสได้เปนคราวๆ ละได้เปนครังคราว-ใช้ปญญาอบรมจิต) 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาดก็เลส ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) 4. ปฏิปสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับกิเลส ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) 5. นิสสรณปหาน (ละด้วยการสลัดกิเลสทิงทันที สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเปนปกติ) (พระไตรปฎก เล่ม 31 “มหาวรรค ญาณกถา” ข้อ 65) ละสักกายทิฏฐิ หมดยึดถือ ไม่รู้สึกกาย ไม่เอาภาระกับตัวตน คนผู้มี "ฌานประดับตน" ดังนี จึงคือผู้หมดยึดถือ คือผู้ไม่รู้สึกกาย หรอผู้ ไม่เอาภาระกับตัวตน ขันที 1 เรยกได้ว่า ละสักกายทิฏฐิ ได้เด็ดขาด จะมากน้อย 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 13 แค่ใด ก็ตามแรงแห่งความละขาดของผู้นัน ตราบใดเปนอยู่อย่างนี จิตเปนไปได้ อย่างแท้จรง คนผู้นีก็จะทํากิจการงานนันๆ อยู่อย่างไม่ยึดถือ อย่างไม่มีอารมณ์ กิเลสและนิวรณ์ใดๆ ย่อมเปนกิจการงานก็เพียงเพือกิจการงานนันๆ และเพือผู้ อืนเท่านัน คําว่า เพือ "ตัวตน" จึงไม่มี เพราะผู้นีไม่มี "ตัวตน" แล้ว ความสูง ความดี จึงเกิดอยู่ดังนี เปนไปในลักษณะนี นีคือ "คุณ" นีคือ "ประโยชน์" ของพระอรยะ คนผู้ใดมี "ฌานประดับตน" ดังกล่าวนี และยังคงมี ฌานอยู่ในตน คือมีลักษณะจิตและอารมณ์ดังเล่ามานีในตนอยู่ตราบใด คนผู้นันก็ เปน "พระอรยเจ้า" อยู่ตราบนัน และถ้าคนผู้ใด เพียงทําตนให้อยู่ในสภาวะไร้กิเลส ไร้นิวรณ์ได้ มีสติครอง ตน หมดความยึดถือ "ตัวตน" ดังกล่าวแล้ว ครองอยู่ได้ในชัวระยะเวลาใด ก็ใน ช่วงระยะเวลานันแหละ คนผู้นันครองความเปน "พระอรยเจ้า" จะเปนพระอรย เจ้านานช้าเท่าใด ก็อยู่ทีคนผู้นันทําตนให้มี "ฌานประดับตน" ให้มีสติครองตน ให้ได้ตามระยะเวลานันๆ เมือหมด "ฌาน" คือปล่อยกิเลสให้นิวรณ์เข้าครอบงํา เสียเมือใด เมือนันก็หมดความเปน "พระอรยเจ้า" ลง ลักษณะของคนผู้มีคุณแท้ แก่โลกและแก่ตนก็หมดลง แต่ถ้าผู้ใดหมด "ฌาน" ลงแล้ว หากยังมี "สติครองตนอยู่" ก็ยังนับว่า คน ผู้นันก็ยังดี ยังลดลงจากความเปนพระอรยเจ้าลงไปเปนผู้มี "ธรรม" คือมี "สติ กํากับตน" เมือใดปล่อยให้ "กิเลส" เข้าครอบงําได้ ก็ยังจะรู้ตัวได้ว่า ตนแพ้กิเลส แล้วหนอ ก็รู้ล่ะว่าตนเลว ว่าตนชัว ตนเปนผู้แพ้ เมือใดประหารกิเลสลงได้ 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 14 กิเลสนิวรณ์เข้ามาในตนไม่ได้ เมือนันก็มี "คุณลักษณะ" เปนพระอรยเจ้าขึนมา อีก แต่ถ้าขืนปล่อยให้ "สติ" ขาดหายหลุดไปจากตนเมือใด เมือนันเราก็คือ "ปุถุชน" คือผู้มีความเปนโลก คนผู้หลงอยู่กับอารมณ์แวดล้อม (อันก็คือโลก) ย่อมไม่ใช่ผู้ใฝสูง ผู้ปฏิบัติธรรมโดยแท้จรงคืออย่างไรกันแน่ บุคคลผู้เรยกได้ว่า สมณะ เรยกได้ว่า ผู้ปฏิบัติธรรม เรยกได้ว่า ผู้พึงเพียร บําเพ็ญธรรม จักเปนผู้พ้น ผู้หลุด เปนผู้สูงได้ในอนาคต แม้พากเพียรอยู่ตราบ ใด ย่อมเปนทีหวังได้ว่า จะเปนผู้ถึงซึงอรหันต์ เพราะฉะนัน ลองมาสนใจกันอีกสักนิดเถอะว่า การทําตนให้สู่ทีสูง หรอที เรยกว่า ผู้ปฏิบัติธรรมนันคืออย่างไรกันแน่ นอกจากคือผู้ทีพยายามนังหลับตาบําเพ็ญฌาน อย่างทีได้กล่าวมาแล้วแต่ ต้นนัน เพือให้ "จิต" ได้ฝก เพือให้ "จิต" ได้กระทบ ได้สัมผัสกับสภาวะทีเรยกว่า "ฌาน" ตามนัยดังทีได้อธิบายมาแล้ว ก็ยังมีอีกทางหนึง คือ จงเปนผู้หัดมี "สติ" ตรวจตราตนเอง หรอควบคุมตนเอง แล้วก็พยายามสะกัดกัน ประหัตประหาร กิเลสนิวรณ์ให้ได้ ช่วงเวลาใดที "จิต" ผู้ใดเปนผู้อยู่โดยมี "สติ" ครองตน และสะ กัดกันประหารกิเลสนิวรณ์ลงได้หมด ช่วงเวลานัน คนผู้นัน ก็คือผู้มี "ฌาน ประดับตน" เปน "พระอรยเจ้า" ชัวคราว เปนผู้พ้นสักกายทิฏฐิ เปนผู้มีคุณ ประโยชน์แก่โลกและแก่ตน เพราะเปนผู้ไม่มีตัวตนแล้วขณะนัน และผู้นัน ก็คือคน 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 15 ดีๆ มีสติสัมปชัญญะลืมตาโพลงๆ นีแล ไม่ใช่ผู้นังหลับตาแต่อย่างใด ผู้นีแหละ คือยิงกว่าผู้ได้ "ฌาน" ในขณะนังหลับตาอยู่เสียอีก เปนผู้สูงกว่าผู้ได้ "ฌาน" ใน ขณะนังหลับตาเปนไหนๆ นีแหละคือ การปฏิบัติธรรมโดยแท้จรง การเปนผู้อยู่โดยชอบโดยควร จะเปนใครก็ได้ ทํามาหากินอยู่อย่างหนัก เท่าใดก็ได้ ปฏิบัติดังกล่าวแล้วนันได้ ทําตนอย่างนันได้ ก็จงได้เร่งทํา ได้เร่ง ลงมือเถิด คุณประโยชน์แท้ แก่นสารแท้จรง อยู่ทีตรงนีเท่านันแลในคน นอก กว่านี หามีอันใดทีจะเปนทางทีน่ายึดถือ หรอสร้างแก่นสารให้แก่ตนได้ไม่ — ⃠ — หมายเหตุ : ตัดมาจาก 13-140000 ประกายธรรม เล่ม 1-2 (รวมบทความ เก่า ๆ ของพ่อ ท่าน) Key Words : ฌาน, ฌานอย่างพุทธ, ฌานลืมตา, รู้แจ้ง แทงทะลุ แทงตลอด รู้รอบ, โพธิญาณ, บัญญัติ, สมมุติบัญญัติ, ทิฏฐิว่าสิงนันเทียง, นิพพาน, ถูกแท้ ถูกตรง ถูกทีสุด, คนตาบอดคลําช้าง, สัญโยชน์ข้อที 8. มานะ, ฌาน 4, วตก วจาร ปติ สุข เอกัคตา รมณ์, อุเบกชา, มีนิพพานเปนอารมณ์ มีนิพพานเปนเครองอยู่ มีนิพพานเปนที 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 16 หมายและเปนทีสุดโดยแท้, ฌานหลับตา นังหลับตา ทําจิตให้เข้าสู่สมถะ สู่ฌานที 1 แค่ระงับกิเลสนิวรณ์ให้หมดสินและจมอยู่กับจิตระดับแค่นี ไม่ก้าวหน้า ไม่มี การดับวตกวจาร จิตฟุงซ่านอยู่กับอารมณ์ปรุงแต่งแห่งการเกิดดับของจิตตัวเอง อันเปนตัณหาแห่งการเกิด-ดับในจิต ทีเรยกว่า ภวตัณหา, ผู้ปฏิบัติธรรมโดย แท้จรงคืออย่างไร 131014 ประกายธรรม 12 "ฌาน" ทีมีในคนยังลืมตา บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน