591218_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ แฉยุทธศาสตร์ร้ายธรรมกาย.docx
เนื้อหาในไฟล์
591218_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ แฉยุทธศาสตร์ร้ายธรรมกาย โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม 2559 ที่บ้านราชฯ เมื่อเช้าไปบิณฑบาต คนเขาก็ถามว่าจะจัดตลาดอาริยะไหม แต่ตอนนี้อะไรก็ไปที่สนามหลวง เป็นเหตุการณ์ที่ควรจะให้เกิดอย่างยาวนาน สังคมประเทศหรือโลกนี้จะเปลี่ยนได้ เป็นสาธารณโภคี มนุษยชาติเปลี่ยนได้ โลกนี้จะเป็นแดนศิวิไล วันนี้พ่อครู คงจะมาพูดถึงเรื่องสังคมที่เป็นอยู่ เรื่องของธรรมกาย ซึ่งเราได้มาฟังธรรม หรือมาที่อโศก อยากบรรลุธรรมไหม? แต่เหตุของการบรรลุธรรมหรือวิมุติมีอยู่ 5 ประการ 1. วิมุติด้วยการฟังธรรม 2. วิมุติด้วยการแสดงธรรม 3. วิมุติด้วยการสาธยายธรรม 4. วิมุติด้วยการตรึกตรองใคร่ครวญธรรม 5. วิมุติด้วยสมาธินิมิต (พระไตรปิฎก เล่ม 22 ข้อ 26) การมาฟังธรรมจะได้ทั้ง ได้ทบทวนธรรมะ ใคร่ครวญธรรมะ ส่วนการแสดงธรรมนั้นมี 4 ประเด็นเลย ใครอยากบรรลุธรรม อยากเป็นพระอรหันต์ก็มาเร็วๆ แต่เราไม่เฉลียวใจเลย เป็นคำพูดของพ่อครู ดูว่าธรรมดา แต่ก็เป็นจริงนะ คนที่ต้องการบรรลุธรรม แต่ไม่ฟังธรรม มันเป็นไปไม่ได้ แม้จะมาฟังธรรมแล้ว แต่จิตใจไม่ยินดีในการฟังธรรม ก็ไม่มีประโยชน์ จะต้องมีจิตใจจดจ่อตั้งใจจดจำ มีความยินดี มี Concentrate ต่อผู้แสดงธรรม จะได้ประโยชน์ในการฟังธรรมอย่างดียิ่ง อาตมาว่า...จริงๆแล้วก่อนที่จะได้ฟังธรรม ก็ขอให้ฟังเหตุการณ์ปรากฏการณ์ ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม เกี่ยวข้องกับศาสนาเกี่ยวข้องกับธรรมะของศาสนาพุทธ ตอนนี้กำลังเกิดเหตุการณ์นี้มา นานมากแล้วในประเทศไทย จะมีเหตุการณ์ถึงขั้นนี้ ณ บัดนี้ ณ ลมหายใจเฮือกนี้ ประวัติศาสตร์แห่งศาสนาพุทธหน้านี้ มันไม่ได้เกิดได้ง่ายๆเลย ฝีมือคนที่ทำให้มันเกิดได้ มือเป็นฝีจริงๆ ถ้าไม่มีฝีมือถึงขั้นยอด
อ่านต่อ
มือเป็นฝีไม่ถึงขั้นนี้แล้วไม่ได้ มาดูบทความ
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ)ตอน เปลวสีเงิน ลางล่มสลาย อาณาจักรจานบิน
ใช้ตำราเล่มเดียวกันเป๊ะ! ปฏิบัติการ "แข็งเมือง" ของรัฐจานบิน ไปถึงขั้นร้อง UN แล้วเมื่อวาน (15 ธ.ค.59) ยังเหลือ "สาดเลือด-เผาเมือง" ก็ครบหลักสูตร "แดงทั้งแผ่นดิน" วันนี้ (16 ธ.ค.) จะเข้าค้น-เข้าจับมั้ย.....? เพราะพอตะวันตกดิน หมายค้นในมือตำรวจ จาก 13-16 ธ.ค. ก็หมดอายุ แต่ไม่มีปัญหา หมดขอใหม่ได้ เห็นว่าทางตำรวจก็ได้มาเรียบร้อยแล้วด้วย! พูดถึงปัญหา เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้...... ประเด็น "จับ-ไม่จับ" ผมว่า ไม่น่าใช่ปัญหาแล้ว ประเด็น "ธัมมชโย" ยังนอนแขวนตีนรอให้จับอยู่ในนครรัฐจานบินขณะนี้หรือไม่ นี่ตะหาก ที่น่าเป็นปัญหาตอนนี้? เป็นปัญหาที่ฝ่ายตำรวจ-DSI ต้องวิเคราะห์จากข้อมูลให้แตก ไม่งั้น ตำรวจ-DSI เองนั่นแหละ เป็นฝ่าย "หน้าแหก"! นครรัฐจานบินนั้น พื้นที่เป็นพันไร่ แค่กำแพงก็ยาวกว่า 10 กิโล ใช้เงินเป็นหมื่นๆ ล้าน กับสิ่งก่อสร้างมากมาย ในความเป็นเมืองๆหนึ่ง ที่ต้องมี ให้ผู้บัญชาการตำรวจ ให้อธิบดี DSI ลองสมมุติตัวเองเป็นสมีโยดูก็ได้ ถ้าไม่มีเป้าหมายอื่น นอกเหนือจากความเป็นวัดๆหนึ่งในพุทธศาสนา และไม่มีขบวนการอื่นๆ ทั้งลับ-ทั้งแจ้ง เป็นแนวร่วม จำเป็นต้องทำ อย่างที่สมีโยทำ "ในคราบพระ" มาโดยตลอดมั้ย? เมื่อมี Hidden Agenda สร้างวัดเป็นอาณาจักร รองรับแผนการข้างหน้า มีค่ายคูประตูรบ กระทั่งหอสังเกตการณ์ก็ครบ ขนาดนี้ จะซื่อบื่อถึงขนาด ไม่ทำอะไรที่เป็น "ช่องคู-ประตูลับ" ไว้เป็นทางหนีทีไล่ยามฉุกเฉิน-คับขัน สำหรับตัวเองบ้างเชียวหรือ? รัฐหรืออาณาจักรจานบิน ถ้าจะเทียบในความหมาย ก็น้องๆ ประเทศสิงคโปร์! เมื่อมองในภาพนี้ "ทั้งประเทศ" มันต้องไม่มีแค่ประตู 7-8 ประตู ที่พระมั่ง ตำรวจมั่ง นักข่าวมั่ง ไปจุก-รอจับ กันอยู่แค่นั้นแน่ ยิ่งฟังทิดองอาจ โล้นสนิทวงศ์ โล้นนพพร เล่นลิ้น.....เดี๋ยวว่า "พระเดชพระคุณหลวงพ่อยังอยู่ที่วัด หลวงพ่อไม่มีหนังสือเดินทาง จะไปที่ไหนได้" อีกวันพูดใหม่........"ไม่ยืนยันว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อยังอยู่ภายในวัดหรือไม่ เพราะผมก็ไม่ได้กราบมานานกว่า 6 เดือนแล้ว" แน่ะ....ชักแววออกที่วงหาง! เผอิญในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา บ้านเมืองมีหลายเรื่องให้ทั้งรัฐ-ทั้งราษฎร์ ต้องไปเอาใจใส่ดูแล เรื่องสมีโย แทบลืมกันไปเลย! พูดกันตรงๆ ช่วงนั้น ต่อให้สมีโยลากตีนจากเตียง เดินไปโบกแท็กซี่หน้าถนนใหญ่ ก็ไม่มีใครไปรู้-ไปเห็น ก็อย่างที่บอก ให้สมมุติตัวเองเป็นสมีโย ช่วงปลอดความสนใจทั้งฝ่ายบ้านเมืองและฝ่ายชาวบ้านอย่างนั้น เป็นเราเอง...ก็ฉวยโอกาสเผ่น.. จะแขวนตีนรอตะรางแทนดุสิตบุรีให้โง่ทำไม...จริงมั้ย? เพราะอย่างนี้ ถ้านำการจัดทัพรับหน้าตำรวจ- DSI ในคราวแรก มาเทียบกับคราวนี้ จะเห็น "ทัพจริง-ทัพลวง" ได้ชัด คราวแรกเมื่อเดือน มิ.ย.ตอนนั้น สมีโยตัวเป็นๆ ซ่อนตัวอยู่ในนครรัฐจานบินแน่ วัดได้จากการ ระดมพล ระดมพระ และโจร ปฏิบัติการขัดขวาง พร้อมปะทะ ขึงขัง-จริงจัง ต่อเนื่อง แต่คราวนี้ ระดมพลจัดทัพแบบหลวมๆ....... การประจำจุดตามค่ายคูประตูรบ ก็งั้นๆ กองทัพโล้น โกนหัวมา "สวดเอาซอง" ก็มาพอเป็นพิธี แล้วสลายหัว ประเมินแล้ว นครรัฐจานบิน จัดทัพ ตั้งค่ายกล "ลวง" ฝ่ายตำรวจ-DSI มากกว่า ถ้าตัวเป็นๆ ยังอยู่ เสนาธิการจานบินต้อง "จัดเต็ม" มากกว่าครั้งแรกด้วยซ้ำ เพราะครั้งแรก มีแค่ DSI ฝ่ายเดียว แต่คราวนี้ DSI เสริมใยเหล็ก ด้วยตำรวจ...แถม "เส้นตาย" เส้นเบ้อเร่อ! น่าตกใจกว่าครั้ง สงคราม 9 ทัพ ที่พระเจ้าปดุง กษัตริย์กรุงอังวะ ส่งมาจากทิศานุทิศ หมายขยี้ไทยเป็นผุยผง ในคราวเดียวกันซะอีก แต่เห็นมั้ย ทั้งขุนพลองอาจ ขุนพลนพพร ขุนพลสนิทวงศ์ ตั้งรับด้วยสีหน้า ท่าทาง ปลอดโปร่ง-สบายใจ ก็พอประเมินได้ว่า...ข้างในจานบิน "โบ๋เบ๋" พระเดชพระคุณหลวงพ่อตีนโต หนีไปนอน "ขัดหัว-โมหน้า" อ้าซ่าอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้! ลงท้าย "DSI-ตำรวจ" จะเข้าตำรา...ไก่ก็ไม่ได้ แต่ต้องเสียข้าวเปลือกไปหลายกำมือ ไก่ยังอยู่ให้จับก็พอคุ้ม เกรงว่า พอเข้าไปจริงๆ จะเจอแต่หนังสือตัวโตๆ ที่สมีโยเขียนทิ้งไว้หน้ากระจกน่ะซี ว่า..."จ๊ะเอ๋...อาตมาชิงตังเมไปก่อนนะจ๊ะ" แบบนี้ละก็ ติดอันดับ 1 ใน 10 ข่าวฮาประจำปี 59 ของซูม-ไทยรัฐแหมๆ! เพราะผมดูท่าทีตำรวจ-DSI ไม่บ่งว่ามีหน่วยสอดแนม "ประกบติด" อยู่ข้างในจานบิน เพียงมีความเชื่อ "สมีโยยังนอนรอให้จับอยู่ข้างใน"ก็ไม่รู้นะ "ผมผิด-ตำรวจถูก" ก็ได้...เพราะสมมุติฐานของผม มาจากเดา แต่ตำรวจ-DSI เขามืออาชีพ อะไรที่คนนอกเดา มืออาชีพต้องเหนือกว่าด้วย "ข้อมูล" ไปอีกร้อยชั้นอยู่แล้ว แต่ในภาพรวมจากครั้งนี้ ไม่ว่าจับได้-ยังไม่จับ หรือหนีไปแล้ว สมีโยและอาณาจักรจานบิน ไม่ล่ม ก็เอียงกะเท่เร่ "ลวงโลก-ลวงคนซื้อบุญ" ได้ยากแล้ว! กระทั่งวงการสงฆ์ที่เคย "ปลื้มซอง" ธรรมกาย มาซ่องสุม-ข้องแวะ เป็นกระดองให้ "เสฉวน-สมีโย" เข้าไปซุกว่าเป็นหน่อพุทธแท้ ก็ค่อยๆ ปลีกห่าง เพราะชาวบ้านจ้องจับตาอย่างหนึ่ง เพราะการเฉโกของสมีโย กระด้างกระเดื่องต่อกฎหมายบ้านเมือง "เห็นชัด" อีกอย่างหนึ่ง เพราะมันชัด...สมีโย ผิดวิสัย "พระผู้มีศีล" ไร้ละอาย ไร้หิริ-โอตตัปปะ แยกแยะผิด-ถูก-ชั่ว-ดี ไม่ได้ การที่ต้องใช้บริการ "เครือข่ายพระสงฆ์นานาชาติในประเทศไทย" ที่ธรรมกายจุนเจือไว้ ให้ไปร้อง UN เมื่อวาน และการพึ่ง "เศษกระดาษ" จากนิกายต่างๆ และองค์กรศาสนาประเทศโน้น-ประเทศนี้ ใต้ใบบุญธรรมกาย เขียนมาสนับสนุน นั่นเป็นตัวบ่งชี้...สมีโย-ธรรมกาย กำลังถูกพระสงฆ์ในประเทศที่เคยเป็นแนวร่วม "หันหลังให้" สุดท้าย..."ไพ่ไต๋" แนวร่วม "ใบสุดท้าย" ก็ต้องถูกนำออกมาใช้แล้ว! โทรทัศน์ แดง-นปช.ต้องทำหน้าที่แทนโทรทัศน์ DMC ของวัดธรรมกาย วันก่อน ไปถ่ายทำสัมภาษณ์นายองอาจถึงในจานบินมาออกจอ
เมื่อเช้า ตื่นมาชงกาแฟบ้วนปาก........ เปิดช่องแดง นปช. เจอ 2 คน นางธิดา กับใครอีกคนไม่ได้จำชื่อ กำลังสนทนาเรื่องธรรมกาย นางธิดาออกตัว เขาพุทธ "สายปัญญา" เป็นเสรีชนในแนวทางเคารพยึดถือสิทธิมนุษยชน ในการพูด ในการทำ ไม่ใช่พุทธ "สายศีล-สมาธิ"? อืมมมมม...ผมก็พลอยได้ความรู้ใหม่ ว่ามีพุทธสายปัญญา แถมเป็นคนละสายกับศีล-สมาธิ ส่วนอีกท่าน ฟังจากที่นางธิดาเรียก น่าจะจบทางกฎหมายหรือเป็นทนาย เขาบอกว่า ตัวเขาไม่ใช่พุทธ เป็นอิสลามิกชน ผมเป็นคนไม่เอาศาสนาเป็นเครื่องแบ่งแยกคนและสังคมอยู่แล้ว จึงไม่รู้สึกอะไร แต่อยากออกความเห็นนิด เรื่องพระ-เรื่องศาสนา เมื่อไม่รู้ ไม่เข้าใจ ทั้งเป็นคนนอกศาสนา เลี่ยงที่จะนำมาวิจารณ์ ดีที่สุด ถึงอ้าง "ไม่อยากลงรายละเอียด" แต่เอาโยงไปด้านสังคม ด้านกฎหมาย ด้านสิทธิเสรีภาพ ด้านการเมือง วิจารณ์ยำไปด้วยกัน ถึงอย่างไร ฟังแล้วก็ไม่เหมาะ! ก็เข้าใจ ธรรมกาย-สมีโย ที่เป็นแนวร่วมกำลังเดือดร้อน ต้องช่วยกัน เพราะตอนเราเขายังช่วย ก็ไปช่วยกันได้ ไม่มีใครว่า! แต่ฝากข้อคิด คุณเคยเห็นใครในอีกศาสนาหนึ่ง ใช้ความไม่รู้ แล้วเอาการเมือง เอาเจตนาส่วนตัว ไปวิจารณ์เรื่องพระ-เรื่องศาสนาอื่น บ้างมั้ย? นปช.จะสนับสนุน จะเป็นแนวร่วม จะช่วยสมีโย-ธรรมกาย ก็ว่ากันไปภายใน แต่ถึงขั้นเอาคน "นอกศาสนา" มาวิจารณ์อีกศาสนาหนึ่งออกโทรทัศน์ ด้วยทัศนะเชิงปฏิปักษ์เช่นนี้ อย่าดีกว่าครับ
สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมของชาวพุทธ)ตอน เฉลิมชัย ยอดมาลัย : ธรรมกลาย โจรในคราบสงฆ์ วัดที่เป็นซ่องโจร
ช่างแสนอุบาทว์กับข่าวเรื่องสถานที่แห่งหนึ่งในย่านปทุมธานีซึ่งอ้างว่าเป็นวัดในบวรพระพุทธศาสนา แต่ทว่ากลับมีสถานะไม่ต่างไปจากซ่องโจร มิหนำซ้ำยังมีหลักฐานมัดแน่นว่าผู้เป็นใหญ่ในซ่องโจรแห่งนั้น มีพฤติกรรมไม่ต่างไปจากโจรห้าร้อย เพราะทั้งฉ้อฉล ยักยอกทรัพย์ และฟอกเงิน รวมถึงภายในเขตที่อ้างว่าเป็นวัดยังมีการทำผิดกฎหมายของบ้านเมืองอีกมากมายหลายประการ แถมเจ้าสำนักก็มีพฤติกรรมโป้ปดมดเท็จปั้นน้ำเป็นตัว แต่ที่เลวทรามยิ่งกว่าคือ เจ้าสำนักมีพฤติกรรมใช้ผู้บริสุทธิ์ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพื่อเป็นโล่มนุษย์ป้องกันความผิดให้กับตนเอง ซ่องโจรที่ถูกอุปโลกน์เป็นเขตพุทธวาสแห่งนั้นช่างแสนพิสดารประหลาดล้ำ เพราะมีสภาพเป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาดสำหรับประชาชนทั่วไป เพราะหากใครต้องการจะเข้าไปในเขตดังกล่าวจะต้องแลกบัตรประชาชน และต้องถูกตรวจตราอย่างเข้มงวด ขอถามว่า วัดในบวรพระพุทธศาสนามีข้อกำหนดว่าผู้จะเข้าไปในเขตวัดต้องแลกบัตรประชาชนหรือ สรุปว่านี่คือวัดหรือที่ส่วนบุคคลของเจ้าสำนักซึ่งเป็นโจรกันแน่ แต่ที่ประหลาดจนเกินบรรยายคือ ตำรวจไทยซึ่งตามปกตินั้นก็เป็นที่ยำเกรงและหวาดกลัวของสุจริตชน โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ไม่รู้หลักกฎหมาย แต่กลับปรากฏว่าตำรวจไทยไม่สามารถเข้าไปตรวจตราภายในเขตวัดแห่งนั้นได้สุดแสนตลกตรงที่ตำรวจไทยต้องไปเจรจาอ้อนวอนกับบุคคล ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของวัด เพื่อจะขอเข้าไปภายในเขตวัด แต่สุดท้ายตำรวจถูกปฏิเสธ ผลปรากฏว่าตำรวจไทยก็แสนน่ารัก คือยอมเชื่อฟังคำของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือยามของวัด แล้วก็กล้าเข้าไปตรวจภายในวัด นี่มันอะไรกันมิทราบ นี่คือวัดของพระพุทธศาสนาหรือขอถามอีกครั้งเถอะว่า นี่คือเขตของวัด เขตของความสงบสันติเขตแดนแห่งความบริสุทธิ์ผุดผ่องจริงๆ หรือ ทำไมประเทศไทยจึงได้มีปัญหาความเลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นได้ ทำไมจึงปล่อยให้ซ่องโจรถูกอุปโลกน์เป็นวัด ทำไมยกย่องหัวหน้าโจรเป็นเจ้าสำนัก แล้วทำไมจึงปล่อยให้ซ่องโจรและหัวหน้าโจรกระทำละเมิดหลักกฎหมาย และหลักพระธรรมวินัยให้เสื่อมพินาศได้ถึงเพียงนี้ อันที่จริง อาจจะกลายเป็นเรื่องชาชินไปแล้วสำหรับคนไทยที่เข้าวัดบ่อยๆ แต่คงเป็นเพียงการเข้าวัดโดยไม่ได้สนใจในหลักพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง เพราะคงจะได้เห็นพฤติกรรมเลวๆ ร้ายๆ ของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งโกนหัวแล้วห่มผ้าเหลืองซึ่งเข้าไปอาศัยเขตวัดเป็นที่ทำมาหากินกันอย่างเป็นลำเป็นสัน แต่ทว่าคนกลุ่มดังกล่าวกลับเป็นตัวเร่งทำลายพระพุทธศาสนาให้เสื่อมสลายโดยเร็ว โล้นห่มเหลืองใช้วัดเป็นที่หากินแล้วมุ่งทำลายล้างพระพุทธศาสนามีมากจนเกินบรรยายในสังคมไทย เพียงแต่โล้นหัวเหลืองทั่วๆ ไปไม่มีเงินทอง ไม่มีอิทธิพลมากเท่าโล้นห่มเหลืองในสำนักโจรที่ระบุในข้างต้นนี้ เรื่องเหล่านี้คนไทยรู้ดี แต่ก็กลับปล่อยปละละเลยไม่นำพา ส่วนกรมการศาสนา สำนักพุทธฯ และมหาเถรสมาคม ก็ย่อมรู้ในเรื่องเลวทรามเช่นนี้ แต่ก็ยังทอดธุระ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เมื่อวัดไม่ใช่วัดที่แท้จริง เมื่อพระสงฆ์จำนวนไม่น้อย เป็นเพียงโล้นห่มเหลืองผู้ไม่ใส่ใจในพระไตรปิฎก เมื่อเป็นเช่นนั้นหลักพระธรรมวินัยก็ย่อมเสื่อมสูญไป เหลือเพียงธรรมกลายที่ยกย่องความเลวเป็นความดี ยกย่องคนอัปรีย์เป็นเจ้าสำนัก ช่างน่าสมเพช น่าเวทนา นะจ๊ะ
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ)ตอน ปรีชาทัศน์ : ‘ธัมมชโย’เมื่อปาราชิกแล้วไม่ต้องจับสึกอีก
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่ง สกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ ทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม ดังพระบัญชา ฉบับที่ 1 และ 2 ที่เป็นเหตุปาราชิกของ “ธัมมชโยแห่งวัดพระธรรมกาย”ที่ขออัญเชิญมา ดังนี้
ฉบับที่ 1 “การบิดเบือนพระพุทธธรรมคำสอนโดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกกลายเป็นสอง มีความเข้าใจความเชื่อถือพระพุทธศาสนาตรงกันข้าม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำให้สงฆ์แตกแยกเป็นอนันตริยกรรม มีโทษทั้งปัจจุบันและอนาคตที่หนัก ส่วนที่ไม่ใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการกระทำที่ถูกต้อง คือ ต้องมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระ ให้แก่วัดทันที”
(สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก) 15 เมษายน 2542
...............
ฉบับที่ 2
“ไม่คิดให้มีโทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ว่าในชั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนาถือเอาทรัพย์สมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่เมื่อถึงอย่างไร ก็ไม่ยอมคืนทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดก็แสดงชัดแจ้งว่า ต้องอาบัติปาราชิก พ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกับผู้ที่ไม่ใช่พระปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา”
(สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ) 26 เมษายน พ.ศ. 2542
...............
เมื่อปาราชิกตามพระธรรมวินัยดังที่สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระลิขิตในฉบับที่ 1 และ 2 ที่มีความสืบเนื่องสัมพันธ์กันตามที่อัญเชิญมาในตอนต้นแล้ว ก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องดำเนินการ “สึก” ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่จะต้องดำเนินการตามหมวด 4 ว่าด้วย “นิคหกรรมและการสละสมณเพศ” ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 29 “พระภิกษุรูปใดถูกจับต้องหาว่ากระทำผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว....หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม ....ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้” จะเห็นได้ชัดเจนว่าการให้สละสมณเพศนั้นต้องกระทำแก่ “พระภิกษุที่ต้องหาว่ากระทำผิดอาญา” เท่านั้น ฉะนั้นเมื่อปาราชิกแล้วจึงไม่อยู่ในข่ายตามมาตรานี้ที่จะต้องดำเนินการสึก เมื่อมิได้เป็นพระภิกษุตามพระธรรมวินัยดังลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชแล้วกล่าวคือ “ต้องอาบัติปาราชิกพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกับผู้ที่ไม่ใช่พระปลอมเป็นพระด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง” ตกเป็น “นาย” แล้ว จึงไม่ต้องให้สละสมณเพศแต่ประการใด แต่ต้องดำเนินการนำผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากตัว โดยทันทีที่จับตัวมาได้ และต้องดำเนินคดีตามมาตรา 208 ความผิดเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นอาญาแผ่นดิน ดังนี้
“ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ...โดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” การดำเนินการให้สละสมณเพศให้สึกกรณี“ธัมมชโย” ที่เป็น “นาย”ไปแล้วเท่ากับไปยอบรับความเป็นภิกษุ อันเป็นการผิดพระธรรมวินัยที่เป็นอกาลิโกและมีศักดิ์ที่สูงกว่ากฎหมายของบ้านเมืองแม้รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายที่สูงสุดก็ไม่อาจบัญญัติขัดแย้งต่อพระธรรมวินัยได้ และยังไม่เป็นการเคารพพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงสถิตอยู่ในฐานะสกลมหาสังฆปริณายกอีกด้วย เป็น “อนันตริยกรรม” นะครับ
สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมของชาวพุทธ)ตอน ชั่วช่าง(อลัช)ชี...ไม่ได้อีกแล้ว _เรียน คุณวิภาวดีฯ ที่นับถือ ประเทศไทยวันนี้ “ชั่วช่าง(อลัช)ชี ดีช่าง(มหา)เถร”ไม่ได้อีกแล้ว วันนี้ 16 ธ.ค.เป็นเดดไลน์ครั้งที่อินฟินิตี้ ข่าวเช้าวันนี้ตำรวจแจ้งข้อหากว่าร้อยคดีแก่“สิตยานุสิด”สำนักอั้งยี่อลัชชีสมีผีบุญ แต่ไม่ทราบจะดำเนินการเข้าตรวจค้นเพื่อจับกุมอลัชชีสมีผีบุญโยเยนีหรือไม่ วันนี้พุทธบริษัทที่แท้จริงในประเทศไทยไม่สามารถยอมรับคำพังเพยที่ว่า“ชั่วช่าง(อลัช)ชี ดี ช่าง(มหา)เถร”ได้อีกต่อไป เพราะเมื่อ She เป็น She ชั่ว ไม่ว่าจะเป็นชีเชอร์รี่,ชีสตรอเบอร์รี่,หรือชีกะร็อก ที่ทำชั่วทำผิดกฎหมายทั้งทางโลกและทางธรรม ก็เป็นหน้าที่ของพุทธบริษัทที่ต้องกำจัดชีและอลัชชีชั่วให้หมดไป ความหมายของ“เถร”ในคำพังเพยโบราณก็น่าจะหมายถึงพระภิกษุที่บวชตอนแก่ อาจเป็นเพราะไร้คนดูแลหรือต้องการแสวงบุญจากผ้ากาสาวพัสตร์ แต่เป็นเพราะความชราจึงไม่ค่อยได้เรียน(บาลี)ทำให้ไม่ซาบซึ้งในพระธรรมวินัย นอกจากนั้นส่วนใหญ่ภิกษุที่บวชตอนแก่ก็เรียนน้อย สายตาและร่างกายก็ไม่เอื้ออำนวยให้ศึกษาพระธรรมวินัย ดังนั้นส่วนใหญ่จึงบกพร่องในวัตรปฏิบัติ ต้องอาบัติเล็กๆ ซึ่งถ้าไม่ปลงทุกวันก็ยิ่งสะสม บุญที่หวังว่าจะได้ก็ไม่ได้ นอกจากนั้นอาจจะเป็นบาปทำให้เชื่อว่าราวเหล็กในนรกนั้นแอ่นเพราะมีผ้าเหลืองพาดเป็นจำนวนมาก วัตรปฏิบัติที่บัญญัติไว้ในประไตรปิฎกที่เถรชราที่ไม่ไขว่คว้าหาความรู้จะต้องอาบัติ เช่น “พรากเขียว”เพราะพระพุทธเจ้าห้ามพระตัดต้นไม้ตัดหญ้าที่ยังเขียว เพราะอาจจะเป็นเหตุให้สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ตายได้ แต่ในปัจจุบันพระหนุ่มๆที่มีการศึกษา แต่มีมิจฉาทิฐิเชื่อความคิดตัวเองมากกว่าพระธรรมวินัย ทำให้มีข่าวพระทำนา (พระพุทธเจ้าห้ามพระทำอาชีพ) ซึ่งพระหนุ่มที่ฝ่าฝืนพระธรรมวินัย ตีความคำว่า อาชีพ หมายถึงทำเพื่อเงิน แต่การทำนาเพื่อปลูกข้าวไว้ฉันนั้นก็ไม่ถูกต้อง นอกจากนั้นการทำนาก็ยังเป็นสาเหตุทำให้สัตว์เล็ก เช่น ปู ไส้เดือน ตายได้ สำหรับเถรตามความหมายของคำพังเพยโบราณที่ขาดความรู้ในบทบัญญัติของพระธรรมวินัยนั้นฆราวาสก็ไม่สมควรตักเตือนเพราะเถรเหล่านี้ยังเป็นปุถุชน มีโลภ โกรธ หลง เมื่อถูกตำนิก็ยิ่งทวีโทสะและเป็นบาปแต่ตัวเถรเอง ดังนั้นบรรพชนจึงสอนว่า “ชั่วช่างชี ดีช่างเถร” แต่“เถร”วันนี้มิใช่พระแก่ๆ เป็นบัณฑิตเถร,มหาเถร,ดุษฎีเถร มีปริญญายาว มีพัดยศ มีเกี้ยวยนต์ตั้งแต่อีคลาสจนถึงเกี้ยวยนต์บินได้ แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นปุถุชนเพราะมีโลภ โกรธ หลง และมีเถรเหล่านี้จำนวนไม่น้อยเพราะเปลือกสวยงามตั้งแต่จีวรไหมอิตาลี กุฏิที่อาศัยโบสถ์ จนถึง “รีสอร์ท”ปฏิบัติธรรมมูลค่าระยับ ดังนั้น เถรพวกนี้จึงไม่แตกต่างกับปูเสฉวน เพราะพระพุทธเจ้าที่เป็นศาสดาของศาสนาพุทธ ท่านมีพร้อมแต่สละทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเปลือก มุ่งแสวงหาสัจธรรม แสวงหาหนทางของการพ้นทุกข์ แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ “มหาเถรป่วยจิต”มีมิจฉาทิฐิสตรอง ปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้าโดยอาศัยทางลัด ทางด่วนที่ตนสร้างขึ้นมาเอง แตกต่างกับเถรที่ปรารถนาเป็นพุทธเจ้าด้วยวิธีปกติคือพยายามเร่งความเพียรแต่ไม่ยอมออกจาก“คอกวัฏสงสาร” รอเข้าคิวเป็นพระพุทธเจ้า มหาเถรจอมปลอมที่ป่วยจิตนี้จึงใช้วิธีสิบแปดมงกุฎ สถาปนาตนเองเป็นประธานพระพุทธเจ้า แบบเดียวกับที่ฮิตเลอร์และเนโรและอีดี้อามินใช้ แต่ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ สมาคมของมหาเถระหรือพระอาวุโสสูงสุดของประเทศไทยละเลยหน้าที่ปกป้องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ) แต่เลือกที่จะปกป้องมหาเถรวิปริต ที่บิดเบือนพระธรรม สั่งสอนบทบัญญัติผิดๆ โดยอ้างว่าตนเป็นประธานสมาคมพระพุทธเจ้า การกระทำของอลัชชีสมีผีบุญโยเยนีที่บิดเบือนพระธรรมวินัย ตั้งตนเป็นประธานสมาคมพระพุทธเจ้า อวดอุตริฯ โกหกหลอกลวงประชาชน ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ดังนั้นการที่มหาเถรสมาคมปกป้องอลัชชีสมีผีบุญ ที่มีความผิดทั้งทางโลก (บุกรุกป่า,ฟอกเงินฯ,หลอกขายสินค้าปลอม:ค้อนเปิดประตูสวรรค์) และทางธรรมเท่ากับมหาเถรสมาคมเป็นผู้ร่วมสมคบคิดกับอลัชชีสมีผีบุญโยเยนีโดยมีหลักฐานชัดเจนคือ การไม่ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องปฏิรูปทั้ง มหาเถรสมาคมและ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพราะเหลวแหลกเต็มที (พระพุทธก็ยังดี พระธรรมก็ยังดีแต่พระสงฆ์นั้นเต็มที) และคำพูดที่ว่า“ไม่ทำสงครามกับพระ”นั้น จะต้องขยายความว่าไม่ทำสงครามกับพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหรือพระแท้ แต่การที่ มหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จงใจละเลยไม่จัดการกับอลัชชีสมีผีบุญโยเยนีซึ่งขาดจากความเป็นพระตั้งแต่จงใจยักยอกเงินวัดเกิน 5 มาสกแล้ว การที่อัยการถอนฟ้อง ทั้งๆ ที่อลัชชีสมีผีบุญโยเยรับสารภาพ แต่ได้ทำการคืนเงินให้วัดแล้ว ไม่ทำให้สถานภาพของ“สมี”เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการจงใจอุ้มชูสมีด้วยการเพิ่มยศให้นั้นเท่ากับมีความผิดเป็นจำเลยร่วมสมคบคิด นั่นก็หมายความว่าสถานภาพของอลัชชีสมีผีบุญโยเยนีจึงเป็น “สมี” มิใช่“พระ” อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจะมั่นคง สงบสุขได้เพราะกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีอภิสิทธิ์ แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่เป็นเช่นนั้น กรณีสำนักอั้งยี่อลัชชีสมีผีบุญบุกรุกที่ดิน สร้างรีสอร์ทหรูทั่วประเทศได้ ก็แสดงว่ามีอิทธิพลสีขมิ้นจริง โดยเฉพาะถ้าหมายค้นครั้งนี้ถูกสตช. ซุกเก็บไว้ใต้กระบะ ก็ยิ่งทำให้อิทธิพลขมิ้นสูงมากขึ้น และถ้าคุณสมชายปราบอิทธิพลขมิ้นไม่ได้ แล้วจะแก้ปัญหาทั้งหมดของชาติได้อย่างไร? เพลโต๊ะ
ตอบ คุณเพลโต๊ะ ผมก็จดจ่อรอดูข่าววันนี้ซึ่งมีเดดไลน์“หมายค้น”ที่จะหมดเวลา 18.00 น. ปรากฏว่า เลย 18.00 น.มาแล้ว ยังไม่มีข่าวการบุกค้นเพื่อจับตัว“อลัชชี”ออกมาเลย คงจะแห้ว และวืดเป็นครั้งที่ 4 ให้ตำรวจและ DSI ต้องขอหมายค้นศาลเป็นครั้ง 5 ต่อไป แล้วไม่รู้จะออกหมายค้นอีกกี่ร้อยใบ ถึงจะได้“ค้น”จริงเสียที วิภาวดี หลักสี่
สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมของชาวพุทธ)ตอน สำนักจานบินยิ่งสู้ยิ่งกระอัก เจอคดีเพิ่มและลึกขึ้นเรื่อยๆ การที่ธัมมชโยและสำนักจานบินส่อพฤติการณ์ตั้งตัวเป็นรัฐอิสระเหนือกฎหมายดื้อแพ่งไม่ยอมมอบตัวตามหมายจับหวังยื้อเกมสู้แบบหัวชนฝาก็ยิ่งเป็นการกดดันให้เจ้าหน้าที่เพิ่มมาตรการจัดการธัมมชโยและสำนักจานบินเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แจ้งความดำเนินคดีกับ ธัมมชโย และสำนักจานบินเบื้องต้นรวมแล้วกว่า 40 คดีและคงจะมีการขยายผลเปิดโปงสิ่งเลวร้ายเพื่อดำเนินคดีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หาก ธัมมชโย และสำนักจานบินตะแบงคิดสู้โดยไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง 43 คดีที่แจ้งความเอาผิดกับ ธัมมชโย และสำนักจานบินเพิ่มเติมแยกเป็น 7 กลุ่มคดีประกอบด้วย กลุ่มคดีที่ 1 คดีบุกรุกโดยสร้างสะพานข้ามคลองต่างๆ รอบสำนักจานบิน การนำตู้คอนเทนเนอร์ตั้งกีดขวางทางสาธารณะ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.ป่าไม้รวม 10 คดี กลุ่มคดีที่ 2 คดีขับรถตู้ รถบัส รถสาธารณะขนสาวกสำนักจานบินนอกเขตเส้นทางที่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ขนส่งรวม 19 คดี กลุ่มคดีที่ 3 กีดขวางทางจราจรโดยนำแท่งซีเมนต์เสาเข็มวางขวางเส้นทางถนนรอบสำนักจานบินซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนที่ใช้เส้นทาง ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรและกฎหมายอาญามาตรา 229 ซึ่งมีโทษจำคุก 5 ปี กลุ่มคดีที่ 4 ทำให้เสียทรัพย์ด้วยการโรยตะปูเรือใบในเส้นทางการตรวจตรารอบสำนักจานบินของเจ้าหน้าที่รวม 2 คดี กลุ่มคดีที่ 5 หมิ่นประมาทโดย นายวิฑูรย์ ชลายนนาวิน อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ แจ้งความเอาผิด นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกสำนักจานบิน กรณีกล่าวหา นายวิฑูรย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์แผนที่ทางอากาศจนนำไปสู่การออกหมายจับ ธัมมชโย คดีรุกป่าที่เขาใหญ่ นครราชสีมา เพื่อตั้งเป็นสาขาสำนักจานบิน โดย นายองอาจ กล่าวหานายวิฑูรย์ ว่าไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์แผนที่ทางอากาศและไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญศาลซึ่งไม่เป็นความจริง กลุ่มคดีที่ 6 ลักลอบสร้างอาคารชุดในสำนักจานบิน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive