250527-3-222 ทางเอกภาค3-ตอน222(15ส.ค.2519-หน้า437)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ005.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้วันที่ 10 วันที่ 25 สิงหาคมพุทธศักราช 2519 พ่อท่านได้เยือนมาอบรมการศึกษาปี 2519 เป็นครั้งที่ 2 ได้ตามมาตรฐานสันติอโศกวันนี้เรามาพบกันอีกมาแสดงธรรมพระคุณยายทำหรือจะทำวัตรกันอีกในรอบที่เวียนมาถึงในเข้าพรรษานี้เมื่อก่อนจะได้บรรยายถึงบทเรียนที่เราได้เรียนติดต่อกันมาในทางเอกก็คุยกันสักนิดหน่อยก่อน สภาพการของมนุษย์ถ้าเราสังเกตดูทุกวันนี้ดูเหตุสภาพแวดล้อมการเกิดขึ้นการเป็นอยู่มนุษย์ทุกคนเกิดมาก็มีแต่พยายามที่จะดิ้นไปสู่ความดีไปสู่ความสูงเพื่อไปสู่ความสุขที่ตนหมายแล้วเขาก็ต่อสู้ต่อสู้ต่อสู้หรือว่าพยายามกระทำและเมื่อผู้ใดเข้าใจว่าอันนี้ดีและเขาก็เข้าใจความดี ได้เป็นขนาดแต่ละขนาดของเขาเขาก็ตัดสินเอาบางทีเขาก็รู้ว่าเลวแต่เขาก็ยังทำในส่วนที่เลวนั้นขนาดขับรถว่าผู้นั้นเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่จะให้ความสุขทั้งๆที่รู้อยู่ว่ามันไม่ใช่ความสูงโดยที่เขาเข้าใจความสุขของเขาตามความเข้าใจของเขานั่นแหละตามที่จิตหรือตามความเห็นแจ้งของเขาถ้าผู้ใดรู้ว่าความสูงของชีวิตควรจะอยู่ในขอบเขตใด สูงขึ้นไปมุ่งขึ้นไปหาได้เท่าใดเท่าใดถ้าเขาแน่ใจจริงและเขาอาจสามารถเขาก็จะสูงให้ได้ที่สุดสำหรับมนุษย์สุดความสุขนั้นเป็นธรรมดาเลยทีเดียวเขาจะให้ตัวเขาเองมีความสุขอยู่ตลอดเวลาให้ได้นอกจากบางครั้งที่เขาคิดเห็นว่าความสุขนั้นแม้จะมีก็จะมีความสุขหรือความสูงที่ดียิ่งกว่าเขาก็จะพยายามลดความสุขนั้นลงบ้างยอมให้ความสุขนั้นเปลี่ยนแปลงไปบ้างลดลงไปบ้าง ในบางขณะบางคราวเพราะเห็นว่าถ้าลดความสุขแล้วมันมีความสูงไม่มีความดีที่ได้เกิดขึ้นเขาก็ควรทำเขาก็จะลดความสุขลงนี่ก็เป็นธรรมดาธรรมดาของมนุษย์ทีนี้ความดีกับความสูงนี่แหละที่มันจะเป็นเครื่องชี้สำคัญเพราะคนนั้นจะแสวงหาความสุขเป็นธรรมดาคนที่มีความคิดเห็นเพียงสุขที่อิงอามิตรเรียกว่าอามิสส
อ่านต่อ
ุขคือโลกามิสเป็นผู้ที่หลง เพียงสุขแบบอามิสแบบล้งมีสิ่งที่คิดหมายเอาไว้สำคัญมั่นหมายเอาไว้แล้วก็จะต้องหาถูกต้องพยายามให้สิ่งที่เราหมายนั้นมาได้ถึงใจคือสมใจไม่ได้สนใจก็ใกล้เคียงไม่ได้ใกล้เคียงก็มีอะไรทดแทนเรียกว่าสุขเป็นโลกาวิทย์ - คณิตเราผู้ที่เข้าใจความสุขสูงกว่านั้นอีกเป็นสุขที่เรียกว่านิราศ คือสุขที่ไม่อิงอามิสสุขนี่ไม่เป็นอย่างที่ชาวโลกส่วนใหญ่ก็เข้าใจเป็นสิ่งที่เป็นสุขที่ปราศจากสิ่งที่จะต้องหาต้องแสวงไม่ต้องหาไม่ต้องแสวงเป็นสุขที่ได้รับเพราะการวางการว่ามันคงเป็นคาบกันกับแสวงหาเป็นสุขที่ได้โดยการปล่อยวางว่าหยุดเข้าเราพูดได้เห็นว่าความสุขอย่างนี้สูงและดีกว่า ผู้นั้นก็จะวางมือจากสุขแบบโลกามิสมาเอาสุขที่เป็นนิรามิสาสุขที่เป็นนิรามิสอย่างแท้จริงเพราะว่าเป็นสุขที่ไม่เหน็ดเหนื่อยถ้าเผื่อเราจะเหน็ดเหนื่อยเราก็รู้ว่าสิ่งนั้นลดสุขอยากรู้รู้ยังมีปัญญายานว่าเราลดสุขไปเนี่ยเพื่อความดีเพื่อความสูงที่จะก่อเกิดให้แก่โลกไม่ใช่เราเป็นเศษไม่ใช่เราไปสิเป็นอุดมคติ เป็นซิงเกิลเป็นสิ่งดีและสิ่งที่ควรอย่างยิ่งถ้าเป็นไปได้อยู่ในโลกสืบต่อขึ้นมาในโลกเพราะฉะนั้นแม้จะลดสุขลงไปบ้างพวกนี้ก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ในมนุษย์และเกิดในมนุษย์และก็ไม่ใช่ว่าเราจะไร้ซึ่งสุขอย่างนิรามิสสุขมีเสียทีเดียวแล้วก็จะไม่ใช่ว่าจะเซฟแต่สุขนี้อย่างเที่ยงที่เป็นนิรามิสสุขนี่อย่างเที่ยงเย็ดเที่ยงมันถึงมันเป็นอาทิตย์นี้เวรสายัณห์เพื่อเป็นคนที่จะต้องคือไป ไม่มีสัญญาณลมยานเป็นคนที่ไม่เข้าใจอนิจจังเป็นคนไม่เข้าใจสิ่งที่จะต้องเป็นไปโดยเจตนาสวัสดีวันศุกร์เป็นพวกที่ใหม่ไม่รู้ความจริงและเป็นผู้ยึดมั่นถือมั่นจริงๆจึงจะไม่ถึงจะทำไม่ได้หรือว่าทำได้ยากแต่ถ้าผู้ใดที่ทำได้โดยเกิดปัญญายิ่งคนนั้นก็จะไม่ไม่สงสารและสุขที่เป็นแม่นี่ราวมิตรสุขแล้วจะลดลงบ้างบางครั้งบางคราวไม่ได้เต็มจำนวนไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็จะมีสภาพของนิรามิสสุขที่ซ้อนเป็นเชิงซ้อนอยู่แม้ในขณะที่เรากำลังเหนื่อยมันจะเป็นความเบิกบานแจ่มใสเป็นความที่หมดสภาพของอุปกิเลสทั้งสิ้นและสภาพของความรู้ชัดเจนมีปัญญายานมีญาณทัศนะวิเศษรูปรู้ว่าเราทำเช่นนั้นเพราะเหตุอะไรเพื่ออะไรดีหรือชั่วรู้ชัดเจนและเป็นการกระทำที่ดำเนินไปอยู่สู่จุดสูงเป็นนิยตเป็นของตรงและเป็นของเทียบ เที่ยงเดี๋ยวนี้จะตายไม่ใช่เที่ยงอย่างนี้จังวิจารณ์บอลเที่ยงแล้วก็เที่ยงแล้วก็ตายตัวจะต้องเป็นเช่นนั้นจะต้องเป็นอย่างนั้นแต่นิยตนั้นเที่ยงที่เป็นเที่ยงตรงเที่ยงตรงลงตัวแต่ไม่ใช่เที่ยงอย่างเกาะเที่ยงอย่างที่ติดหรือเที่ยงอย่างนี้จังไม่ใช่เที่ยงอย่างนั้นเพราะสมาธิพระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญโทษทีหยุดอยู่หยุดอยู่ที่ทรงอยู่ก็คือเที่ยงในกุศลธรรมทั้งหลายท่านไม่สรรเสริญผู้ที่หยุดอยู่ด้วยทรงอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย โอ๊ยป่วยการกล่าวไปถึงผู้ที่เสื่อมไปในกุศลธรรมทั้งหลายที่เรียกว่าปาฏิหาริย์หรือเปล่าที่หานะได้ยินไหมใหม่พระพุทธเจ้าจึงไม่สรรเสริญแม่หรือแม้แต่หยุดอยู่เกาะอยู่ในพุทธศาสนาธรรมทั้งหลายยึดอยู่ได้ทรงอยู่เกาะอยู่อย่างเก่าในกุศลธรรมทั้งหลายท่านก็ไม่สรรเสริญยึดอยู่หรือทรงอยู่หรือเปล่าอยู่นึกว่าคงเดิมอยู่นะเรียกว่าธิติที่ท่านสรรเสริญในการเจริญขึ้นใน ถ้าสรรเสริญในการเจริญขึ้นของกุศลธรรมทั้งหลายนั้นต่างหากที่พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญและเราต้องเข้าใจด้วยหรือนิยตที่มันเที่ยงเที่ยงคือมันตรงเที่ยงตรงแต่เจริญอยู่ด้วยอยู่เรื่อยๆเที่ยงและต้องมีความดีและมีความสูงขึ้นไปเรื่อยๆนี่เรียกว่าเที่ยงนี้จะตัดงานเที่ยงต้องถูกมันเป็นดีและสูงไม่ใช่เกาะอยู่กับที่ เพราะว่าถ้าเกาะที่หยุดอยู่ทรงอยู่นั้นมันไม่เที่ยงแบบนี้แบบอนิจจังสิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้วถ้าเผื่อว่าไม่มีอะไรเจริญอยู่เจริญอยู่มันก็ขัดกับคำว่าอนิจจังถ้ามันอยู่กับที่เฉยๆมันก็ขัดแล้วมันก็เที่ยงบอกไม่ใช่สรรพสิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจังมันกัดแล้วมันจะไปขัดกับคำสั่งของพระพุทธเจ้าบทสุดท้ายก็ว่าอีกที่ว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดาส่วนขาทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดาพวกเธอทั้งหลายจง เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านหรือยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิดเราไม่ประมาทเรารู้ความจริงว่าเรามีพรรคและเรามีเพียงหรือเราไม่พักไม่พักก็ต้องทำและเราไม่เพี้ยนไม่เพี้ยนถึงเวลาไม่เพี้ยนแล้วเราก็พักคำว่าเพียรไม่มีความหมายถึงความพยายามแม้เราไม่พยายามเราก็ยังทรงดีอยู่หรือว่าเรากระทำอะไรที่ยังดีอยู่ได้ตลอดเวลาเขามองไม่เห็นเพื่อนที่มีความหมายถึงว่าพ่อใหญ่ยาวถึงแม้เราไม่พยายามเราไม่เพียร แต่เรามีการกระทำอยู่มันก็เป็นไปได้ส่วนเราไม่พักนั้นหมายความว่าเราหยุดแต่เราเพี้ยนไปอยู่ทีเดียวถ้าเราจะตีผมเอาง่ายๆว่าเราไม่เพี้ยนน่ะคือเราพักแล้วก็พักตามควรแต่โดยเนื้อหาที่สอนแทรกลงไปในคำว่าไม่เพี้ยนมันหมายความว่ามันมีความพยายามอีกแม้เราใช้คำว่าไม่เพี้ยนเนี่ยแต่เราก็ยังมีการเป็นไปยังไม่พักซึ่งก็ได้คำว่าไม่ผิดถ้าเพียรนี่มันมีความพยายามมีความอุตสาหะอะไรเพิ่มขึ้นแต่เป็นไปอยู่ก็ยังมีความเป็นไปอยู่ได้ เราจะไม่หมายเอาว่าเราหยุดเลยทีเดียวไม่เพี้ยนคือพักเลยทีเดียวก็ยังได้พยายามฟังดีๆซ่อนอยู่ในภาษามันก็บอกความว่ามันด้วยในภาษาที่สื่อความหมายเพราะเราจะเห็นได้ว่าคนเราไม่ใช่ว่าจะไม่มีพระมากกว่าเพียงไม่ใช่เราจะมามีพรรคมากกว่าเพียงหรือมีพรรคมากก็ทำไม่ใช่เรามีทำมีการกระทำในเวลากระทำอยู่มากกับเวลาที่พักนี่เป็นธรรมดาปกติของมนุษย์พูดถึงแล้วสิ้นสุดฐานสัมปทา พูดถึงพร้อมด้วยความขยันและความเพี้ยนอุฏฐานสัมปทาซึ่งเป็นทิฏฐิทำเป็นทิฏฐธรรมมิกกะประโยชน์หรือเป็นปกติธรรมดาเป็นปัจจุบันในธรรมทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์แปลว่าประโยชน์โดยปัจจุบันประโยชน์โดยเดี๋ยวนี้สิทธัตถะและทิฏฐิหมายความว่าปัจจุบันเป็นตามเป็นเรื่องของที่พิสูจน์ก็ได้เดี๋ยวนี้และที่สุดพิสูจน์กระดาษและที่สุดของมันก็คืออุฏฐานสัมปทาหรืออาราธนาสัมปทากัลยาณมิตตตาสมาชิกตาเป็นเรื่อง ความบริบูรณ์ของพระอริยะเป็นเรื่องธรรมดาของพระอริยะโดยเฉพาะพระอรหันต์พระอรหันต์มีธรรมดาถึงพร้อมและเป็นที่สุดและจิตทุกท่านหมดแม้แต่สัมปรายิกัตถประโยชน์ด้วยซ้ำไปสำหรับของท่านท่านไม่มีถ้าไม่มีทำลายที่เกิดประโยชน์ประโยชน์และท่านก็ไม่มีสัมปรายภพสำหรับพระอรหันต์เพราะทั้งหมด ความเป็นโรคหน้าของท่านหมดท่านมีแต่โลกปัจจุบันพระอรหันต์เพราะฉะนั้นท่านก็ถึงพร้อมด้วยปัจจุบันเป็นปัจจุบันเป็นปัจจุบันอยู่ส่วนจิตจะมีถูหลังธัมมังจิตมันจะไปได้ไกลกว่านั้นจะไปได้ถึงนำหน้าเป็นอนาคตทางสยามจิตมันจะนำหน้าไปทุรังธัมมังมันออกไปรายได้กว่าปัจจุบันเป็นอัจฉริยะ โทรหาสุริยันจิตวิทยาก็ไม่เป็นไรมันจะไปไกลกว่าปัจจุบันได้โดยเป็นแม่อันนาขัดตังสยามจะมีอนาคคตังสยานจะมีความรู้ล่วงหน้าไปก่อนที่จะไปถึงหรือว่ารู้ล่วงหน้าไปได้กับสิ่งที่ยังไม่ถึงอนาตะยังไม่ไปถึงอนาตะสิ่งที่ยังไม่มาถึงยังไม่ไปถึงแล้วแต่เราจะเรียกว่าไปหรือมาถ้าเรียกเข้าหาตัวก็มาเขาเรียกเราเรียกออกนอกตัวเราก็ไปไปถึงเรายังไม่ไปถึงหรือมันยังไม่มาถึง เราสามารถจะมีอนังคโณล่วงหน้าไปได้ก่อนก็ได้แต่ถ้าไม่มีท่านไม่เที่ยงยิ่งอนาคอนด้าไม่เที่ยงถ้าไม่เที่ยงแม้ท่านจะรู้อยู่อย่างมั่นคงแน่ใจท่านก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นถ้ามันเป็นอย่างนั้นก็เป็นอย่างนั้นถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้นก็ช่างหัวมันท่านถึงจะไม่มีทุกข์เลยเป็นคนไม่มีทุกข์ไม่เหมือนชาวมนุษย์จะต้องมีการคำนวณล่วงหน้าไปแล้วจะต้องได้สมใจและจะมีหน้าหน้าหน้าเสมอยังเหลือพบได้อยู่ยังเหลือแม้กระทั่งจิตที่ไปยึด เอาข้างหน้าไว้เรียกว่าความหวังพระอรหันต์เป็นคนสิ้นหวังเป็นคนหมดหวังฟังแล้วน่ากลัวฟังแล้วน่ากลัวพระอรหันต์เป็นคนหมดหวังเป็นคนสิ้นหวังเพราะท่านไม่หวังอะไรคำว่าหวังนี่ภาษาไทยเราก็ชัดเจนคือมีความต้องการอยู่ในใจทั้งหมดความต้องการอยู่ในใจถ้ามีแต่เจตนามีแต่ความมุ่งหมายมุ่งหมายไม่ใช่เพื่อเรามุ่งหมายดีมุ่งหมายสูงเป็นไปสู่สูงด้วยสภาพอะไรควรจะ มีคนจะสูงส่วนสุขนั้นท่านรู้ว่ามันเหลาะแหละถ้ารู้ว่ามันเป็นอาริกาถ้ารู้ว่ามันไม่ใช่อริยสัจท่านรู้แจ้งพระอรหันต์ท่านรู้แจ้งว่ามันไม่ใช่อริยสัจทำให้สิ่งหลอกและเป็นสุขขาริกะและสิ่งหลอกลวงเป็นสิ่งพลังตาเหมือนพยับแดกเหมือนฟองน้ำไม่แน่นอนเกิดก็ได้เป็นก็ได้ไม่เกิดก็ได้ไม่มีก็ได้หรือเกิดมาแล้วก็แตกไปเปลี่ยนไปหมุนเวียนเป็นอนิจจังเป็นของเที่ยงแท้เที่ยงแท้ที่มันอนิจจังประเทศแท้ที่มันอนิจจังคือมันไม่ไม่ไม่ไม่คงทนไม่เกาะ เช่นนั้นมันไม่ขัดคำสอนพระพุทธเจ้าว่าสังขารทั้งหลายทุกอย่างเป็นสังขารหมดสังขารทั้งหลายเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดาเพราะฉะนั้นเมื่อสังขารทั้งหลายมันเสื่อมสลายได้มันก็ไม่เที่ยงมันเป็นอย่างนั้นมันเป็นความสุขหรือเป็นความชอบใจหรือเป็นอะไรก็ตามแต่มันไม่เที่ยงแล้วมันไปสัจธรรมที่แท้จริงไม่ค้านกันแต่ผู้ใดทำความตรงตรงไปตรงไปเป็นพุทธะคือ 9 ขึ้น 9 ขึ้นพุทธะนี่มันแปลว่า แปลว่าก้าวหน้าภูธานที่ 9 ไปข้างหน้าเพราะถ้ามีพุทธะเกิดที่เต็มก็ควรจะเกิดไปสู่ 7.79 7 ต่อ 10 มันก็จะก้าวไป 7:10 เออพุทธะพุทธแปลว่าเหนือแปลว่าพฤติกรรมของความเหนือความลอยสูงอยู่เรื่อยเพราะเบื้องบนนิดเหนือหรือรอยสูงพุทธแปลว่าพฤติกรรมของสิ่งที่ลอยสูงสิ่งที่อยู่ อยู่เรื่อยพุทธะหรือก้าวไปข้างหน้าที่เรียกว่าพุทธเกิดจะต้องมีความเดินไป 7 ก้าวพุทธะเกิดนี่คือมีความเดินไป 7 ก้าวถ้าเดินไป 9 9 แล้วไป 99 จึงเป็นสัมมาสัมพุทธะสัมมาสัมพุทโธพระพุทธเจ้าเริ่มเกิดเมื่อแรกเกิดจะเดินจากทันทีมันจะทันทีถ้าสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็เดินก้าวก้าวเลยหักครบรอบของพระสัม พุทธเจ้าเดิน 09 เลยก็เดินวนเลย 09 เดินถ้วนเดินรอบเดินเวียนรอบเวียนรอบโดยรู้ด้วยว่าจะเดินรอบสั้นรอบเช้ารอบไหนเป็นความรอบไม่รู้จะใช้คำว่ารอบอย่างไรไม่รู้ว่าจะใช้คำว่ารอดอย่างไรสำหรับพุทธเจ้าที่เดินสูงสุดครบรอบพระพุทธเริ่มเกิดก็เริ่มเดินจากเดินเก่งขึ้นไปอีกก็เป็นเดินก้าว 99 อันนี้เป็นต้นแล้วพุทธะหรือว่าสิ่งที่สุดยอดสิ่งที่เราหมายเราหวังจึงเป็นนิยตธรรมเป็นนิยตธรรมเป็น ที่เที่ยงตรงเที่ยงแท้แม่เลี้ยงเองเที่ยงแท้ไม่เอียงไม่เอ็นแต่เดินอยู่เรื่อยเพราะฉะนั้นท่านถึงของคุลีมารบอกว่าหยุดๆพระหยุดก่อนพระหยุดก่อนพระพุทธเจ้าก็ยังเดินหนีด้วยพระองค์ขึ้นมาเล่นวิ่งถือดาบก็เริ่มเวลาอะไรเนี่ยวิ่งตามใหญ่เลยพระพุทธเจ้าก็บอกว่าเดินถือดาบวันนี้ใจมันก็ยังมืดมัวมองหาอยู่นี่ไม่ควรไว้ใจคนนี้จะวิ่งตามแล้วยังแถมบอกว่าหยุดก่อนหยุดก่อนพระหยุดก่อนก็ตามพระพุทธเจ้าก็เดินไปเดินไปเราหยุดแล้วเราหยุดแล้วแต่ถ้าเขาไม่ได้หยุดตกไม่ได้หยุดเดินอยู่นั่นเองอ่ะเดินอย่างให้มันมีอีก สังขารด้วยให้มีการปรุงต้องรู้ด้วยว่าต้องก้าวให้มันเท่าทันพอๆกับองคุลีมาลนะไม่งั้นจะวิ่งจะตามทันแน่พระพุทธเจ้าท่านจะเดินเร็วได้เก่งขนาดไหนก็เดินก็แล้วกันจนองคุลีมาลวิ่งตามแล้วก็ว่าพระองค์นี้ยังไงกันนี่ไม่รู้จักจุดไอ้เราจะฆ่าแท้ๆยังไม่ยอมหยุดเทคานมันยังไงแล้วแถมโกหกซะด้วยพระอะไรบอกแถมบอกว่าเราหยุดแล้วหยุดยังไงเราวิ่งจะตายตามยังไม่ทันเลยเนี่ยยังมาบอกว่าหยุดก่อนหยุดก่อนขี้โกหกชะมัดเลยเรียกว่าพระพุทธเจ้าจึงเรียกว่าพระพุทธเจ้านี่เดินพระพุทธเจ้านี่ไปพระพุทธเจ้า หยุดหยุดแล้วไม่เดินเดินอยู่หยุดอยู่จนองคุลีมาลจะต้องสงสัยหาว่าโกหกพระพุทธเจ้าไม่ได้โกหกพระพุทธเจ้ามีเจตนารมณ์พระพุทธเจ้ามีสัญญาไม่ได้เลอะในสัญญาท่านหมายเอาอะไรหยุดท่านก็รู้ว่าหยุดแล้วหยุดที่ว่านั้นจะใช้ในวาระนั้นน่ะเป็นกุศลหรือไม่เป็นกุศลเดินหรือไปหรือกระทำเป็นกุศลหรือไม่เป็นกุศลพระพุทธเจ้าจึงเดินอยู่และหยุดอยู่และเป็นกุศลอยู่ทั้งเดิมและหยุดนั่นแหละเป็นกุศลเหลือเกินสามารถจะช่วยเหลือคนที่มืดมัวที่สุดได้ ขนาดที่อำมหิตขณะที่โหดร้ายขณะที่หลงผิดจับถึงขนาดอวิชชาคือการฆ่าการที่จะได้สิ่งสูงคือการต้องทำลายการจะเป็นผู้ที่เก่งที่สุดที่จะต้องทำร้ายให้เก่งที่สุดอำมหิตให้ได้มากที่สุดทำร้ายสิ่งที่สูงที่สุดคือชีวิตมนุษย์ให้ได้มากที่สุดตั้ง 10 รอบ 100 รอบ 100 รอบก็ตั้ง 10 เป็น 100 ครั้งถ้า 10 รอบก็ต้องร้อยเป็น 10 ครั้งอะไรอย่างเงี้ยซึ่งเป็นทัพทวีแห่งรอบ มันจะต้องทำแล้วทำเหล้าในการที่จะอำมหิตให้แล้วให้เล่าทบทวนแล้วทบทวนเล่า 10 10 10 10 10 10 อำมหิตถึงอย่างนี้นี่มันมันคนที่มืดเหลือเกินคนที่หลงผิดเหลือเกินแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็สามารถที่จะทำสิ่งนั้นได้สำเร็จด้วยอิทธาภิสังขารกระทำให้สิ่งนี้ดีขึ้นยับยั้งสิ่งนี้ได้ทำสิ่งที่เลวออกปานนี้ให้ดีขึ้นมาได้ทำสิ่งที่มืดมัวขนาดนี้ให้ใสสะอาดขึ้นมาได้ทำสิ่งที่แรงร้ายขนาดนี้ให้ดีขึ้นมาก็ได้แรง ให้มันสุภาพขึ้นมาก็ได้แล้วจะมาจากพระพุทธเจ้าสามารถถึงป่านนั้นพุทธจึงหยุดแต่พุทธไม่ได้หยุดพุทธะยังไปอยู่ก้าวไปและก้าวไปอยู่พุทธะเที่ยงแต่เที่ยงไม่ใช่เที่ยงหยุดหยุดไม่ได้หยุดหยุดเดินเดินทางเป็นไฟพัทยาได้ไงธนาคารเซ็นเลยบอกว่านัดเซ็นชั้นดี ทำไงท่านจะถึงพุทธะสั้นที่สุดเร็วที่สุดแล้วก็แสดงเข้าให้จบพุทธศาสนาที่ลอยเหนือเป็นพฤติกรรมของความเหนือพระบอกพุทธะคุณพระก็คืออุทยานประวัติศาสตร์ ส่วนที่แปลว่าชาตรีเกิดคำนี้มันเกิดรากเหง้านะมะอะอุเป็นคำความเกิดที่เรียกว่าสักแต่ว่ามีมันมีขึ้นมาแล้วว่าไม่มีไม่มียิ่งกว่านะกับมะนะนี่แปลว่าไม่มะแปลว่ามีสภาพนะมันว่างเปล่ากว่าสภาพมะนี่แหละมันมีแล้วมันก็คือตัวจิตมันเริ่มมีจิตที่มันมีสภาพและสภาพที่มีก่อนเพื่อนก็คือมะคือรู้สภาพรู้นี่เป็นสิ่งที่สูงสุดพลังงานที่สูงสุดในโลกแล้วมาหาจักรวาลนี้คือรู้เป็นพลังงานที่ก่อนนิดนึงแล้วมันมีพลังงานที่ คุณภาพสูงที่สุดมีความเป็นสัตว์โลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือตัวจิตดวงวิญญาณเป็นพลังงานที่ได้โลกมันสร้างขึ้นมาได้อย่างแนบเนียนเรียบร้อยเก่งสุดๆพอเกิดไอ้ตัวนี้มันเล็กที่สุดละเอียดที่สุดและเยี่ยมที่สุดสังเคราะห์ได้อย่างเก่งที่สุดแล้วของโลกที่มันสามารถสร้างขึ้นมาได้เรียกว่ามะเนี่ยมันเกิดมาเนี่ยเพราะถ้าผู้ใดเข้าใจเข้าใจในส่วนที่ลึกซึ้ง ที่มันเกิดขึ้นมาแล้วก็ส่งไว้ซึ่งพฤติกรรมนี้ก็ใช้พื้นที่อย่างนี้เท่านั้นเองสภาพของจิตที่ว่าอธิบายแทรกลงไปแล้วว่าเชิงซ้อนลงไปในพุทธะอีกทีนึงนั่นน่ะที่อธิบายเพื่อให้ฟังเนี่ยเป็นสภาพเชิงซ้อนที่ลึกซึ้งเข้าไปอีกเป็นอุตริมนุษยธรรมชั้นที่เราว่าจะต้องพูดกับอุปสรรคบ้างอยู่ๆโผล่ๆขึ้นมาจะอธิบายว่าอย่างนี้กับอนุบาลเลยทีเดียวไม่ดีนะพอจะเข้าใจไม่ได้ต้องตั้งหรอกเพราะฉะนั้นเอาแต่เกิดเอาแต่สร้างเอาแต่ก่อเอาแต่ทำถ้าผู้ใดมีจิตที่เห็นแล้วจุดสภาวะโลกเพราะโลกนี้เราไม่ต้องไปสร้างไปก่อนไปปรุงไปแต่ง ไม่ๆสังขารอะไรกับโลกเราเองจิตของเราไม่สังขารกับโลกจิตของเราไม่หลงเป็นสักพักกับโลกไม่หลงเป็นสวรรค์ไม่หลงเป็นวิมานไม่หลงเป็นเครื่องหลอกไม่เป็นอามิสไม่เป็นวิมานไม่เป็นสวรรค์สิ่งที่เป็นสวรรค์จริงนั้นคือทำจิตของเราให้เกลี้ยงในเป็นอุปติเทวะอุบัติเหตุถ้าไปเป็นหลงอยู่อย่างสมมุติเทพจิตดีก็เป็นกามาวจรได้อย่างนั้นอย่างนี้มาส่งอกสมใจแสวงหาอำนาจหารากยศสรรเสริญสุขอะไรอย่างโลกๆอยู่อย่างนั้นและสวรรค์อย่างนั้นมันสวรรค์สมมติสวรรค์ที่ไม่ใช่อริยสัจไม่ใช่สวรรค์อริยสัจสวรรค์อริยสัจคือทำจิตของ ไม่ดีขึ้นให้เกิดเกิดไปสู่จุดที่ถูกฟอกถูกล้างออกจากความหลงไม่ใช่มันถูกฟอกถูกล้างออกไปจากความหลงไม่เจ็บไม่ถูกเป้าถูกลาออกจากความหลงแล้วเราก็จะจิตก็เราจะเจริญขึ้นจิตของเราจะเกิดใหม่อุบัติอุบัติขึ้นอุบัติขึ้นดีขึ้นดีขึ้นจนสุดท้ายวิสุทธิเรียนสูงสุดบริสุทธิ์บริสุทธิ์สะอาดสุดวิสุทธิเมื่อจิตหรือว่าเทวะหรือเท่ๆเนี่ยเทวดาเนี่ยความเป็นเทวะเทวดาคือความที่เป็นเทวดาจิตมันเกิดใหม่มันก็ดีที่สุดเกิด กระทั่งเยี่ยมที่สุดเลยว่าพี่สุทธิเทพหรือว่าพระอรหันต์อารยาเป็นเทพแต่ว่าเป็นวิสุทธิเทพให้มันเกิดขึ้นเรื่อยเกิดขึ้นอย่างที่เรียกว่าความเกิดของจิตนี้เกิดเพราะมันไม่ประสงค์ไปเกิดอย่างชาวโลกแล้วมันมีแต่มาล้างถูกๆๆๆความหลงออกไปด้วยเรียกว่าเกิดใหม่ไม่ใช่เป็นพ่อความหลงเข้าอีกเรียกว่าเกิดใหม่ไม่ใช่มันมาถูกล้างความหลงออกไปแล้วก็ถูกความมาล้างความโง่ออกไปแล้วเกิดใหม่เกิดใหม่จนถูกล้างอย่างบริสุทธิ์สะอาดก็เป็นวิสุทธิเทพอย่างนี้เรามาเป็นชาวสวรรค์จะไม่เป็นชาวสวรรค์ สวรรค์ก็แบ่งเป็น 2 ฐานฐานสวรรค์อย่างของโลกมันก็เป็นวิมานลวงผานสว่างของธรรมไม่เป็นวิมานลวงเป็นเป็นสภาวะที่แท้ยังมีอยู่ก็ยังมีสภาวะอยู่ระดับ 0 แล้วล้างสะอาดแล้วก็สะอาดศูนย์แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือธรรมศาสตร์แล้วมันดับสูตรมันก็ไม่มีอะไรเหลือก็เท่านั้นได้อย่างนั้นน่ะมันพูดได้ยังมีสภาพที่ไม่เบิกบานแจ่มใสยังมีสภาพที่ ยังอยู่ในสภาพไม่เข้าใจถึงความจริงของสมมุติความสมมุติไม่ใช่ของจริงและรู้ความจริงของสมมุติฟังให้ดีฟังให้กระแทกกระแทกเข้าไปที่จิตผู้ที่รู้ความจริงของสมมุติแล้วก็รู้สมมุตินั้นว่าเราจะต้องอยู่กับมันเมื่อเรายังมีสมมุติให้จริงๆเราก็สมมุติให้จริงที่สุดสิ่งที่จะสมมุติขึ้นมาจึงจะต้องสมมติสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะสมมุติขึ้นไว้ได้ตามความเป็นจริงเพราะเรารู้ความจริง ในโลกจะต้องอยู่ด้วยความหยั่งโลกเราอยู่ตัวอย่างโลกโดยสมมติสัจจะแล้วก็อยู่อย่างสมมติสัจจะโรคร้องไห้กับเขาเราก็เป็นคนมีค่าแล้วก็เป็นคนที่เป็นประโยชน์เรารู้ความจริงในโลกว่าทุกอย่างมีเกิดแก่เจ็บตายเรารู้แล้วเป็นที่สุดเพราะเกิดไม่ได้ความหลงแล้วเกิดแล้วมันก็ต้องเสื่อมให้เป็นธรรมดาคือมันจะต้องตายไปเป็นธรรมดาแต่ถ้าเราตายไปโดยที่เรายังไม่สนิทตายไปโดยที่เรายังไม่รู้ สิ้นใจจนเราปล่อยเรารู้เราตื่นเราเข้าใจอย่างชัดเจนแล้วก็จะตายไปมีจุดแม้แต่เศร้าหมองแม้แต่อึดอัดเป็นโสกะปริเทวะเป็นทุกข์เป็นโทมนัสเป็นอุปายะมันจะค้างอยู่ในจิตของเราอยู่ในปัจจุบันนี้ก็ค้างเพราะงั้นดับลงมันก็ต้องอยู่เพราะแม้วิธีทำไม่ให้มีค้างเลยตลอดการแล้วก็ยังทำไม่ได้เมื่อเราทำไม่ได้แล้วเราจะไปได้อะไรแต่เมื่อเราทำได้จนแน่ที่สุดแน่ใจที่สุดเราไม่มีไม่มีโศกกะไม่มีปริเทวะไม่มีทุกข์ไม่มีโทรมานัดไม่มีอุปสรรคและอย่างแน่นอนแม้เหนื่อยแสนเหนื่อยแม้โรคก็บอกว่าโอ๊ยทรมานจริงแบบนี้นี่ถูก กางเขนก็ยังไม่โศกเศร้าต้องอดอยากต้องถูกสิ่งที่มากระทบสัมผัสเรียกโดยภาษาว่าปวดจริงเจ็บจริงโอดโอยจะต้องมีถึงป่านะก็ยังไม่ได้หมองใจเลยยังไม่ได้คับแค้นใจเลยไม่มีโทรมานัดด้วยไม่มีโทรมานัดรู้อยู่ว่านี่เป็นอริยสัจนี่เป็นทุกข์รู้อยู่ว่าเป็นทุกข์ไม่ประหลาดใจเลยไม่ได้มองใจก็เป็นธรรมดาธรรมดาไปทุกตอนนี้หนักทุกตอนนี้เบา คนอย่างพระเยซูตายด้วยทุกข์พิสูจน์ตัวทุกข์พอดีที่สุดแล้วท่านก็อยู่เฉยเมยกับทุกข์ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นน่ะมีทุกข์อันที่เป็นธรรมชาติทุกอันแก่ถึงรอบเป็นปาริกาเจติเป็นแก่สุกรและรูปขันก็เป็นสภาพของคนแก่ทุกรอบแม้อาการของคนที่ควรจะตายก็มีอาการป่วยแก่ทุกรอบเวลาอันสมควรก็เป็นเวลาถึงรอบควรรอบแล้วท่านก็ตายโดยมีทุกอันเป็นอารยธรรม แนบเนียนเป็นตัวแสดงปรากฏคือมีความแก่มีความเจ็บแล้วก็มีความตายเมื่อจะตายก็ตายด้วยความแก่ด้วยความเจ็บสมพระเยซูนั้นยังไม่ได้สูงสุดรอบยังไม่เป็นปาริดาเจติยังไม่แก่สักรอบยังไม่รอดทวนท่านก็แสดงทุกข์เบื้องต้นแต่ท่านก็เป็นผู้ถึงท่านก็ไปพูดถึงถ้าถึงโดยที่เราจิตใจของท่านก็รู้ทุกข์และท่านก็ไม่หมองใจไม่คับแค้นใจไม่มีพยาบาทท่านก็ไม่มีพยาบาลไม่เคยไม่แค้นอย่าไปเอา ถ้าใครอย่าไปว่าเขาจะไปโน่นอีกท่านบอกแม้กระทั่งถูกตรึงไม้กางเขนแล้วเจ็บอยู่โอดโอยอยู่เจ็บอยู่โอดโอยอยู่ที่เดียวทรมานอยู่ที่เดียวโดยภาษามนุษย์เรียกว่าทรมานแต่ท่านไม่มีอุปสรรคไม่มีความคับแค้นใจไม่มีโทรมานัดเสียใจน้อยใจดีใจอะไรไม่มีไม่มีดีใจก็ไม่มีเสียใจก็ไม่มีแต่เรารู้ในสภาพแม้แต่บุคลิกฐานแม้แต่รูปเราก็รู้ว่าพระเยซูก็พ้นทุกข์แต่พระเยซูน่ะพ้นขนาดพระเยซูพระพุทธเจ้าจะแม้จะหมดก็ปรินิพพานบอกของการตายไม่ๆเหมือนกัน ยังไม่มีสภาพที่เทียบเคียงยกอ้างอิงหลักอิงฐานได้เห็นชัดว่าไม่เหมือนกันนี่เราพูดในฐานะของเราชาวพุทธไม่ใช่ไปดูถูกข่มขี่หรือว่ายกตนข่มใครแต่เป็นผู้ที่ถึงสัจจะเราพูดถึงลักษณะของสัจจะอ้างอิงหลักฐานของสัตว์จากนาก็มีประวัติที่เราให้เรายืนยันแล้วก็มีสิ่งที่เอามายกอ้างเห็นได้เป็นเครื่องพิสูจน์เป็นหลักฐานพุทธนั้นสิ้นรอบรอบจริงๆสะอาดสะอาดบริสุทธิ์เดินไปสู่ดีสู่ และสูงและเข้าใจตัวที่เรียกว่าแค่สุขเข้าใจโลกโลกก็มี 2 สุขเป็นโรคกลัวก็ไม่ถูกและแม้จะอธิบายสุกโดยใช้ภาษามาเรียกอธิบายว่าเป็นทางไม่ใช่โลกีย์ก็ได้ก็เข้าใจไม่วนเวียนไม่ยุ่งยากแต่ท่านก็กระทำไปตามขั้นตอนของบุคคลเพราะท่านจึงเป็นผู้ที่รู้เข้าใจแม้สมมุติว่าอย่างชัดเจนและอยู่กับสมมุติที่จริงโลกเขาจะต้องตอบรับหรือต้อนรับกันมีปฏิสัมพันธ์ปฏิสัน หรือปฏิสันถารแบบมาเพื่อเป็นไทยได้ว่าเป็นการตอบเป็นการต้อนรับต้อนอย่างไรก็มีมามี Action แล้วเราก็มี Reaction คือมีสิ่งที่เกิดมาได้เราก็รับคำเกิดนี้เพื่อยุติก็ตอบรับเข้าไปตอบรับเข้าไปโลกเขามองหน้าเราแล้วก็เห็นยิ้มให้หรือว่าตอบรับหรือว่าต้อนรับเขาด้วยความเบิกบานแจ่มใสไม่ใช่โทรออกมาอยู่ในโลกหรือว่าเราเองเราอยู่กับโลกแล้วก็เหี่ยวถูกเคร่งเครียดนี่ ใช่สิ่งที่เราจะออกมาสู่โลกถ้าเราอยู่คนเดียวเราก็วางเฉยแล้วก็จะแท้จริงวางเฉยแล้วก็ไม่ใช่หดเหี่ยวหดหู่ด้วยแม่อยู่คนเดียวก็ไม่ใช่หดหู่ห่อเหี่ยวคับแค้นอุปายะไม่ใช่ไม่มีจุดคับแค้นอุปาทานไม่ว่าอยู่คนเดียวหรือหลายคนหรือที่ไหนไอ้นั่นไม่มีแน่นอนตลอดกาลแต่ถ้าเผื่อว่านอกจากเราไม่อยู่คนเดียวแล้วเราก็เป็นผู้รู้เป็นผู้ตื่นรู้ได้สติว่าตอนนี้สิ่งแวดล้อมไม่ใช่คนเดียวไม่ใช่ที่เราโอ้โหถามไม่ใช่แต่มีสิ่งอื่นรับต่อจากเราอยู่ครับคำตอบจากเราอยู่รับ ที่ตอบจากเราอยู่จะมี Action Reaction อยู่มันจะมี Action Reaction อยู่แล้วก็เป็นพูดตอบรับด้วยเบิกบานแจ่มใสไม่ใช่สภาพเคร่งเครียดไม่ใช่ภาพไม่ใช่สภาพเฉยๆอย่างเฉยโดยที่ไม่รู้สภาวะแวดล้อมไม่รู้ความรอดไม่ใช่อย่างนั้นไม่น่าจะเป็นผู้ที่เบิกบานพุทธท่านถึงแฟร์โดยโลกว่ามีกลับมาแปลโดยโลกว่าผู้เบิกบานแจ่มใสผู้รู้ผู้ตื่นพุทธศาสนาพุทธไม่ได้แปลว่าผู้ดำก็หยุด OK ไม่ได้แปล พุทธประวัติเพลงผู้ขึ้นทุกครั้งไม่ใช่พระพุทธเราก็จะไม่เคยได้ยินเลยว่าใครแปลพุทธะว่าผู้ดัดทุกเคร่งพูดถึงผู้ขังไม่ได้มันจะไม่เคยได้ยินจะได้ยินแต่ความหมายว่าพุทธะนี่เบิกบานแจ่มใสรู้ตื่นผู้อยู่เหนือโลกอะไรอย่างเนี้ยพุทธะเพราะฉะนั้นต้องพยายามสื่อความหมายเข้าไปให้รู้รอบละเอียดก็ไปว่าเรามาพุทธเรามาเรียนพุทธศาสนาเมื่อเจอพุทธะแล้วเราจะต้องอย่างถึงพุทธะให้ได้ทุกรอบพุทธ ชอบตื่นๆอย่างสมมุติที่สัจจะแล้วก็รู้พระพุทธโดยสมมติสัจจะนี่เป็นพูดถึงแล้วซึ่งผู้เบิกบานแจ่มใสและพูดถึงแล้วซึ่งผู้รู้เป็นพูดถึงแล้วสะกดตื่นอยู่ว่าจะเอาแต่หลับหลับหลับหลับหรือว่าเอาแต่โง่งมงายงมงายงมงายไม่ใช่รู้รู้สั้นที่สุดไม่รู้จะว่าไงคือรู้นะว่าคำว่ารู้คำนี้มันรู้หรือว่ามีปัญญาคำว่ารู้คำนี้มันมีปัญญามันรู้มันเข้าใจมันฉลาดมันรู้เนี่ยเขาก็รู้เขาเรียกส
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive