สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจในสาธารณโภคี.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจในสาธารณโภคี พวกเราชาวอโศกอาตมาให้มาเป็นคนจนจริงๆ จนที่ยืนยันได้ว่าชาวอโศกที่จนที่สุดก็คือทำงานไม่ได้รายได้อะไรเลยทำงานฟรี อาศัยอยู่กับหมู่กลุ่มชุมชนก็จบแล้วสูงสุด ที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี ที่เป็นของพระพุทธเจ้า เป็นเศรษฐศาสตร์บทที่สูงที่สุด อยู่ในสาราณียธรรม 6 ท่านก็ขยายความว่า จะต้องเรียนรู้จนกระทั่งจิตใจมีคุณสมบัติทั้ง 7 ประการ พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ เอกีภาวะ ทุกวันนี้ได้เลือนหายไปจากศาสนาแล้ว จริงๆแล้วศาสนาไม่เสื่อมแต่คนที่เข้าใจศาสนาไม่ได้ นำไปปฏิบัติไม่ได้ต่างหากที่เสื่อม ไม่เอามาใช้ไม่เอามาปฏิบัติจนเป็นผลสำเร็จ ก็ไม่สืบสานสืบต่อ แต่ชาวอโศก เราเอามาอธิบายแล้วเข้าใจได้ก็เลยปฏิบัติได้ผลก็สืบสานกันจนสำเร็จเป็นสังคมสาธารณะโภคี ตามสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 นี่คือคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ ขยายความที่ท่านฟ้าไทได้เกริ่นไว้แต่ต้น และเป็นจริงไม่ใช่เรื่องลอยลมเพ้อเจ้อไม่ใช่เป็นปรัชญาเท่ห์ๆเข้ามาอวดอ้าง แต่เป็นเรื่องที่เอามาปฏิบัติได้จริงเลย ปฏิบัติได้แล้วก็เป็นคนจน หมู่กลุ่มคนจนที่สำราญเบิกบานใจ ผู้ใดยืนยันเลยว่า เป็นคนอยู่ในชุมชนนี้มีการประพฤติปฏิบัติชีวิตประจำวันทำงานอยู่ในหมู่กลุ่มนี้แต่ไม่มีรายได้ส่วนตัวเลย อยู่กินกับสังคมนี้ เป็นเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจระดับสูงสุดที่โลกพึงจะมีได้ในสังคมมนุษยชาติ เกินกว่า คอมมิวนิสต์คิดได้ เกินกว่าคาร์ลมาร์กซ์ ที่เป็นเจ้าของทฤษฎีคอมมิวนิสต์ ที่พยายามให้เห็นว่าสังคมเป็นใหญ่ แล้วให้คนในสังคมเสียภาษีเข้ากองกลางให้มากที่สุด โดยใช้ผู้บริหารตั้งกำแพงภาษีให้สูง จับเอานายทุนผู้มีรายได้มากทรัพย์สินมากเอามารีดภาษีเข้าส่วนกลางให้มาก พวกนายทุนพวกเศรษฐีคนร

อ่านต่อ

วยจึงไม่ชอบคอมมิวนิสต์เลย ก็ใช้ความรวยของตัวเองเลี้ยงบริวารเข้าไปต่อสู้ก็เลยเป็นสงครามในการบริหารประเทศ มันก็เป็นอยู่อย่างนี้ แต่ชาวอโศกเราไม่ได้ค้านแย้งไม่ได้ต่อสู้ส่ิงเหล่านี้ กลับเห็นจริงเลยหน้าคอมมิวนิสต์สังคมนิยมไปอีก จนกระทั่งให้คนมาเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ในนี้เลย กินอยู่กับส่วนกลางของรัฐ คอมมิวนิสต์จึงมีรายจ่ายให้คน ให้บุคคล หัวละเท่านั้นเท่านี้ ผู้ที่ไม่มีงานไม่มีรายได้เขาก็ยังจ่ายให้ แต่ของอโศกนี้ไม่จ่ายเลย นอกจากไม่จ่ายอย่างสุดยอดแล้ว มันยิ่งกว่านั้นเลยคือชาวอโศกเป็นคนมีอายุมากเกินกว่า 60 ปี รัฐบาลก็ให้เงินเดือนเดือนละ 600 บาท อายุ 70 ก็ได้ 700 บาท อายุ 80 ก็ได้ 800 บาท อาตมาเลย 80 ปีแล้วก็ไม่เคยไปเบิกเลย แต่หลายคนในชุมชนชาวอโศกได้รับเงินมาก็เอาไปเข้ากองกลาง บางคนก็เอามาให้อาตมา อาตมาก็เอาไปให้กองกลางอยู่ดี เป็นสัจจะที่สุดยอดของมนุษย์เลยแล้วมีชีวิตอยู่ได้อย่างดี เผากันไปหลายรายแล้ว ตอนนี้ก็รออีกเจ้าเตรียมเผา ก็ว่าใส่โลงเย็นไว้ก่อน อีกไม่กี่วัน คือแม่ของสมณะเราเพิ่งเสีย เราก็ช่วยกันไป อาตมาภูมิใจที่นำตำราคำสอนนำระบบเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้ามาอธิบายให้พวกเราเข้าใจ แล้วพวกเราก็ปฏิบัติตามระบบเศรษฐกิจ ขั้นสาธารณโภคีคือ อยู่กับสังคมนี้ แต่ละชุมชน ซึ่งเป็นชุมชนของคนไทยซ้อนอยู่ในประเทศนี้ แต่ไม่ได้ขัดแย้งกับคอมมิวนิสต์ไม่ได้ขัดแย้งกับประชาธิปไตยเพราะว่าเป็นอิสระเสรีภาพ ทุกคนมาไม่ได้มีการล่อลวง แต่เป็นเรื่องอิสระเสรีภาพที่คนพอใจจะมาจนในระบบนี้ แล้วเราก็บริหารส่วนกลางไป แล้วไม่ได้ขัดแย้งกับกฎหมายสังคมประเทศชาติ จึงอยู่ได้อย่างอบอุ่นปลอดภัยอยู่กันอย่างสามัคคี อาตมาพูดได้เลยว่า สังคมชาวอโศกเป็นสังคมที่สงบไม่มีความเดือดร้อนแย่งชิงฆ่าแกงคดโกงที่ เห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวแย่งชิงกัน ส่วนคนที่ยังจะมีรายได้อยู่ข้างนอกก็ทำไปพอสบายๆแล้วมีของส่วนตัวไว้ในกระเป๋าบ้าง จะเข้ามาอยู่ในชุมชนชาวอโศกก็ไม่ว่าอะไร เราก็ไม่เคยไปทวงว่าเอามาแบ่งของเราบ้าง จะมีใช้ส่วนตัวแล้วมาอยู่กับระบบอยู่กับหมู่ก็ได้ จะใช้กินในสาธารณโภคีเมื่อมาอยู่ในนี้ แต่จะมีออกไปข้างนอกก็แล้วแต่ ในประเทศไทยจึงมีประชาชนที่เข้าใจเรื่องของเศรษฐกิจที่เป็นเศรษฐกิจถึงขั้นสาธารณโภคีนี้ด้วย นี่คือประชาชนคนไทย แล้วมีชีวิตอยู่ในระบบที่มีการประพฤติจริงมีการปฏิบัติตัวดำเนินชีวิตอยู่ด้วยเศรษฐกิจระบบอย่างนี้จริง สอดคล้องกับที่ในหลวงเราได้ตรัส ให้เป็นแบบคนจน เป็นแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แล้วก็มีความเจริญ จะนับความเจริญอย่างไร ที่เขานับความเจริญกันด้วย GDP Gross Domestic Products เป็นการจัดการกันอย่างที่มีรายได้มวลรวมของประชาชาติ ของผู้คนในประเทศนี้ในชุมชนนี้ เสร็จแล้ว ค่าส่วนกลางกี่เปอร์เซ็นต์ ของเรานี้ ถ้านักเศรษฐศาสตร์มาศึกษาชาวอโศกจะมีวิธีคิดอย่างไร ตัวเลขจะออกมาอย่างไรก็ไม่ทราบได้ อยากจะให้นักเศรษฐศาสตร์มาลองคิดดูตามหลักสังคมสากลว่าสังคมชาวอโศกจะมี GDP รายได้มวลรวมของกลุ่มชาวอโศก อาตมา นิยามว่าเศรษฐกิจคือการมีรายได้มีรายรับรายจ่ายเสร็จแล้วพวกเราก็ยังมีเศรษฐกิจที่เป็นส่วนกลางเขาได้รายได้จากมวลมนุษย์ในกลุ่มสังคมนี้ หรือประเทศนี้ Domestic รายได้วันมวลรวมของประเทศ เขาก็ไปตีราคาแล้วค่าของ มวลรวมจะได้ราคาเท่าไหร่ พูดถึงตรงนี้แล้วก็อยากรู้เหมือนกันนะ เปรียบเทียบกับโลกเขา เพื่อจะเอาไปศึกษาเลยว่า ถ้าคนไทยทั้งประเทศ ต่างก็ทำงานแบบชาวอโศกเรา ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะว่าพวกนายทุนไม่ยอมเด็ดขาด แต่ถ้าสังคมประเทศเราเป็นชุมชนหมู่บ้าน ที่มีเป็นนิตินัยด้วย ศาลีอโศก ก็เป็นหมู่บ้านแต่ประชากรไม่เยอะเท่าไหร่ และหมู่บ้านชาวอโศกก็อยู่กันอย่างเป็นกิจจะลักษณะดำเนินอยู่อย่างสาธารณโภคีทั้งนั้น จึงเป็นประชากรของไทย ระบบสาธารณโภคีทุกชุมชนซ่อนอยู่ในประเทศไทยมีหลักเศรษฐกิจอย่างนี้เลี้ยงตัวเองอย่างนี้ไม่ได้เป็นภาระหนักของสังคมประเทศชาติเลย นักบริหารประเทศไม่เอาใจใส่ เขาอาจมองว่า พวกนี้บ้าๆบอๆ หรือมองว่า พวกนี้ปล่อยมันไปเถิด ดูสิว่ามันจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ แล้วจะกลับมาเป็นเหมือนคนทั่วไป พวกนี้มันฟิตจัด คิดสุดโต่งแล้วจะมาอดทนได้หรือไม่ …(พวกเราตอบว่าไม่ได้อดทน แต่สุขสำราญเบิกบานใจ) พวกเรามีความจริงที่เป็นอิสระเสรีภาพมีปัญญาที่รู้ว่ามีชีวิตอย่างนี้มันดี ดีกว่าไปต่อสู้แย่งชิงหาสมบัติส่วนตัว ไม่ต้องมีสมบัติอะไรส่วนตัวมากมายหรอกก็อยู่พอใช้พอกิน แต่คนอื่นเขาทนไม่ได้ที่จะมาเป็นอย่างนี้ จิตใจมันหวงแหน ต้องมีของตนเยอะ จนกระทั่งมาอยู่อย่างที่พวกเราเป็นไม่ได้ ซึ่งของพวกเรามีสองขนาด ขนาดหนึ่งก็มาอยู่ในสังคมชุมชนเราเลย มีชีวิตกับหมู่กลุ่มนี้ไปกินอยู่ร่วมกันกับหมู่กลุ่มเสร็จแล้ว เรามีอีกแบบคือ ออกไปข้างนอกมีผลผลิตสร้างสรรส่วนตัวพอสมควรแล้ว มีเงินบำเรอตนเองส่วนตัวพอแล้ว แล้วก็มาหาหมู่ ก็ยังเข้าใจว่าอย่างนี้เหมาะควรกว่าแต่ก็ยังต้องหาเงินส่วนตัวไว้แล้วก็จะได้ใช้ส่วนตัวกินใช้ของเรา มาใช้ส่วนกลางเขาไม่ให้หรอก แล้วก็มาอยู่กับหมู่ ส่วนเสพส่วนตัวก็มีเงินส่วนตัว ส่วนพวกไม่ไปหารายได้ส่วนตัวแล้วอยู่กับหมู่กลุ่มไป มีของเก่าส่วนตัวก็แจกจ่ายไป บางคนก็จ่ายไปจนหมดก็ไม่ต้องมีอีก บางคนมาอยู่กับหมู่กลุ่มแล้วของส่วนตัวที่มีอยู่ก็เอาไปแจกจ่ายให้ลูกหลานไปหมดแล้ว ตัวเองก็เอาตัวมาอยู่กับหมู่ แต่บางคนมีสิทธิส่วนตัวเป็นของตัวเองในบ้าน เมื่อจะมาส่วนกลางก็เอามาให้กับส่วนกลางหมดโดยไม่แบ่งให้กับลูกหลานเลยก็มีไหมนี่ พูดแล้วเหมือนกับชี้นำจะเป็นการคิดรอบอยากได้มันดูไม่ดี แต่ก็พูดไปแล้วก็ต้องขออภัยไม่ได้คิดจะให้เป็นอย่างนั้นหรอกแต่ไม่ค่อยมีคนจะทำแบบนี้หรอก ก็มาแต่ตัวสิ สมบัติก็เอาไปแจกจ่ายให้กับลูกหลานเขาเสีย ขอให้ได้ตัวมาเถอะ มาแต่ตัวกับหัวใจไม่ต้องเอาไรมาก็ดีแล้ว มีความเข้าใจมาฝึกปรือมาอยู่กับมวลรวม อยู่กันอย่างเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคีไป เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ถ้าสังคมกลุ่มไหนในโลกก็ตามปฏิบัติได้ มีชุมชนหมู่บ้านอย่างนี้กระจายอยู่ทั่วประเทศ มาก หมู่บ้าน เป็นร้อยเป็นพันหมู่บ้าน ดำเนินชีวิตอย่างนี้จริงๆประเทศไทยจะเห็นหน้าเห็นหลังเลย ตอนนี้มีอยู่เท่าไหร่ หมู่บ้านเรามีประมาณ 80000 หมู่บ้านในประเทศไทย แต่หมู่บ้านที่เป็นนิตินัยของชาวอโศกมีเพียง 2 หมู่บ้าน แต่หมู่บ้านอื่นก็ไม่ใช่หมู่บ้านเล็กๆนะที่มีอยู่ ต่างมีชีวิตอยู่อย่างสาธารณโภคีทั้งนั้น เป็นอย่างนี้มาตั้งหลายสิบปีแล้ว เชื่อว่า ถ้าอาตมาไม่ตายหรือตายแล้วก็ตาม ชุมชนอย่างนี้จะดำเนินอยู่ต่อไปได้ คนก็ขานรับกันว่าอยู่ต่อไป เพราะเข้าใจแล้วมีระบบมีวิธีการอยู่ มีต้นทุนมีทั้งสถานที่มีทั้งแผ่นดินเข้าของมีองค์ประกอบทุกอย่างหมดแล้วมีวัฒนธรรมด้วย สมณะฟ้าไทว่า...ก่อนพ่อครูตาย มันก็จะมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่านี้คนก็จะไปอยู่มากกว่านี้ จะเลิกไปทำไม โง่ตายเลย ผมเทียบดู เห็นศิษย์เก่าเขาหาเงิน แล้วก็ไม่มีเวลากินอยู่หรือใช้เงิน แต่ศิษย์เก่าที่อยู่ในวัดมีเวลากินอย่างอุดมสมบูรณ์ อยู่ข้างนอกเป็นคนไม่มีเวลา อยู่ในนี้มีเวลามากมาย พ่อครูว่า...แล้วอย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นคนจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจจะให้เรียกว่าอย่างไร อาตมาพูดไปแล้วก็นึกถึงผู้บริหารประเทศ แม้แต่นักวิชาการ ทำไมไม่มาศึกษาอันนี้ เอาเข้าไป แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ให้มาเป็นเศรษฐกิจแบบนี้กัน ทำไมผู้บริหารประเทศไม่เห็นว่าเป็นแบบนี้มันเป็นได้ ที่เราทำนี้ไม่ใช่พวกอุตริสุดโต่ง หรือบ้าบอ แต่มันเป็นแบบที่ในหลวงเราตรัส แบบคนจน นี่ที่เราทำนี่ ไม่ได้แกล้งพูด ไม่ได้หลงเลอะ หลงตัวตน ไม่เลย มันเป็นเรื่องจริงเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจที่มีพระราชามีพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ที่เข้าใจเศรษฐศาสตร์บทยิ่งใหญ่เศรษฐกิจยิ่งใหญ่อันนี้แล้วเอามาประกาศ แล้วพระองค์ก็ไม่ได้บังคับใคร เป็นอิสระเสรีภาพ พูดไปแล้วนักบริหารนักวิชาการผู้ที่จะดำเนินให้เศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจในประเทศไทยก็มีหน้าที่ แต่ละกระทรวง ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตรัสแบบคนจนแบบขาดทุนคือกำไร เมื่อท่านได้สวรรคตก็ออกดอกออกผลให้คนได้เข้าใจ มีสัจจะที่ปรากฏเป็นพฤติกรรมสุดประเสริฐ ตอนนี้เขาขานรับว่าต้องทำตามศาสตร์พระราชา แล้วจะรู้จริงไหมนี่ จะรู้ว่า พระราชาทำแบบขาดทุนคือกำไร แล้วประชาชนพูดว่าใช่ แล้วจะไปทำอย่างนี้ไหม และเป็นคนจนอย่างไรเป็นคนจนอย่างขยันหมั่นเพียรมีความรู้ความสามารถแล้วทำอย่างสุจริต ทำอย่างสัมมาอาชีพ เป็นคนทำอย่างวรรณะ 9 วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ๙ ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ชาวอโศกศีลเคร่งคือองค์แห่งธุดงค์ คือมีศีล 5 มาพร้อม ศีล 8 ศีล 10 จุลศีลก็มี ในกลุ่มนี้ คือธูตะ คือทำให้เคร่ง คนทำศีลเคร่งได้แล้ว เป็นคนมีศีลปกติทำได้แล้วไม่เคร่งแต่สบาย สบม.ทมด ปกต จจ หห คนพวกนี้กินข้าวมื้อเดียวแล้วไม่ตายหรือ แต่คนทำได้แล้วก็บอกว่าสบายมากปกติหายห่วงไม่เดือดร้อนอะไรเลย อวิปฏิสาร ปามุชชะ ปีติ สุข จนถึงวิมุติ วิมุติญาณทัสนะเลย ปฏิบัติตามหลักธรรมะของพระพุทธเจ้า หยิบมาพูดนี้ตรงกันกับที่พระพุทธเจ้าตรัส อาตมาภาคภูมิใจที่ทำให้คนมาปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าได้ คำสอนพระพุทธเจ้าเอามาปฏิบัติได้อย่างไม่เป็นหมัน แต่ศาสนาพุทธทั่วไปของชาตินั้นเป็นหมันแล้ว แล้วบิดเบี้ยวละเมิดคำสอนพระพุทธเจ้ากลายเป็นอบายมุขเดรัจฉานวิชาเละเทะไปหมดเลย ขออภัยที่พูดเหมือนข่มคนอื่น แต่ก็พูดความจริงคนเขาก็อาจจะชิงชังอาตมา พูดความดีมันก็เข้าเนื้อชาวอโศก เมื่อพูดความเลวก็ไปถูกคนอื่นเขา อาตมาเลยไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหน เพราะว่าความจริงมันต้องเป็นอย่างนี้ อาตมาเลี่ยงไม่ออกจริงๆ คนก็ชังน้ำหน้า เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นอย่างชาวอโศกได้ก็เลยไม่ชอบใจ อาตมาทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ยิ่งกว่าจะไปหาลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเหมือนกับวอร์เรนบัฟเฟตต์หรือบิลเกตส์ ยิ่งกว่าแจ็คหม่า สมณะฟ้าไทว่า...เป็นความเจริญของพระโพธิสัตว์เท่านั้นที่สามารถทำให้เป็นอย่างนี้ได้ พ่อครูว่า...ใช่แล้วสามารถทำให้เกิดสังคมอย่างนี้ได้ในสังคมที่เป็นทุนนิยมบ้าเลือดทุนนิยมสามานย์ บ้าในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอย่างกู่ไม่กลับ แต่อาตมาก็ยังดึงเอาคนมาปฏิบัติอย่างนี้ได้ ยืนยันได้เปรียบเทียบกันได้ แล้วอาตมาก็ได้พูดเปรียบเทียบอย่างนี้เขาก็ชิงชังว่า ไปข่มเขาว่าเขา สมณะฟ้าไทว่า...พระโพธิสัตว์ไม่เกิดมาทำอย่างนี้แล้วจะไปทำอะไร พ่อครูว่า...ถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้วจะไปทำอะไร เกิดมาทำชั่วหรือ ว่างั้นก็แล้วกัน เกิดมาทำสิ่งที่ไม่พัฒนา พูดไปแล้วมันก็เลยกลายเป็นเหมือนว่า มันย้อนแย้งทวนกระแสความเข้าใจความเป็นจริงของโลกที่เป็นกัน เขาดำเนินชีวิตแบบนั้นมุ่งมั่น อย่างหน่วยองค์กรเถรสมาคมก็จมในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ที่เป็นโลกีย์เต็มตัว กู่ไม่กลับ มันล้มเหลวไปหมดเลย อาตมานี่จะทำอย่างไร ถึงจะหลีกเลี่ยงไม่พูดตรงนี้ได้ ไม่นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง พูดตำหนิก็ตำหนิตัวการของผู้ดำเนินงานศาสนาพระพุทธเจ้านี่แหละ สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูเกิดมาทำลายกิเลส แล้วกิเลสอยู่ที่ใคร พ่อครูว่า...กิเลสอยู่ที่คนนี่แหละ 601103_พุทธศาสนาตามภูมิ ศาลีอโศก หมู่บ้านคนจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน