590715_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทานอย่างไรถึงได้อานิสงส์.docx
เนื้อหาในไฟล์
590715 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทานอย่างไรถึงได้อานิสงส์
พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก เริ่มที่ sms ก่อน Sms 14 ก.ค. 59 _0890015xxx การศึกษาทุกวันนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง สอนคนไปเป็นลูกจ้างหรือไม่ก็เป็นนายคน น้อยนักจะรับใช้สังคม ตอบ...ตอนนี้บ้านเมืองก็กำลังกระเตื้องกัน ก็ขอให้กำลังใจ ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก ในที่สุด
_0833208xxx วันนี้มีการนั่งฟังธรรมแบ่งแยกฝั่งชายและหญิงชัดเจนดูเรียบร้อยสวยงามดีมาก อยากให้ชัดเจนเป็นแบบนี้ทุกครั้ง สาธุ _0893867xxx นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บ้านราชฯนร.สสข.ลูกหลานอโศกผู้ฝึกตนอยู่เหนืออบายพ้นโลกธรรม _0893867xxx ขอให้กำลังใจเด็ก 2 คนลูกชายขาพิการเหยื่อขาโจ๋ลูกม๋าต๋า!ที่ถามหาพ่อผมหายไปไหน?พ่อไปสบายแล้วแต่ลูกเอ๋ยยังมีพ่อหลวงผู้ทรงเป็นขวัญกำลังใจให้ลูกไทยทั้งแผ่นดินนะลูกเอ๊ย! มนุษย์หูเทียม _0890015xxx ยิ่งเรียนฟรียิ่งไม่ขวนขวายเพราะไม่ติดพึ่งตนเอง รัฐก็ตามใจจัดให้ทุกอย่าง _0890015xxx เด็กเรียนฟรีมีหนังสือเต็มเป้ แต่อ่านหนังสือไม่ออกและชอบไปเรียนพิเศษ _0890015xxx สื่อทีวีมีเป็นร้อยเป็นพันช่อง สื่อวิทยุยิ่งมากมีเกือบทุกชุมชน แต่คนยิ่งโง่ ตอบ..สมัยอาตมามีวิทยุแค่สองช่องเอง อาตมาเป็นดีเจ คนแรกของประเทศไทยนะ เปิดแผ่นเสียงให้ประชาชนฟังเพลง เป็นแผ่นครั่งใหญ่ๆ
_0893867xxx ขอบคุณทุกคำถามนร.สัมมาฯ ยังปย.แก่ญตธ.หน้าจอ ทั่วไทยทั่วโลกได้อานิสงส์จากคำตอบพ่อครูฯ ด้วยอนุโมทนาสาธุฯ _0893867xxx ลูกหลานอยู่ท่ามกลางสังคมจมอบายที่ผู้ใหญ่เห็นแก่ตัวมอมเมาเด็กดีเป็นเด็กเลวสร้างปัญหาสังคม!ลูกหลานต้องมีใจเชื่อมั่นในคำสอนพ่อหลวงฯ พ่อครูฯ พ่อแม่! พระฯ ครูบาอ.ที่สอนให้รู้คุณช.ศ.กษ.ฯจึงจะพ้นสังคมจ
อ่านต่อ
มอบาย! _0893867xxx คำสอนที่ดีที่สุดในโลกที่เหมาะกับชีวิตลูกหลานไทยที่สุดคือพระบรมราโชวาทในหลวงฯ พระธรรมอันถูกตรงฯ คำสอนบุพการีครูบาอ.ผู้ใหญ่ที่มีศีลธรรมฯ อาตมาได้พยายามอธิบายความสำคัญของศาสนาพุทธเช่นคำว่ากายคำว่าบุญ โดยเฉพาะคำว่ากายนี้ยากมันหมายถึงความเป็นรูปนามภาวะ 2 ที่จะต้องแยกแยะภาวะที่ 2 เอาออกแล้วแยกนามธรรมที่เป็นอกุศลเพื่อทำลายมันอีกด้วยจึงยากมากเลยมันเป็นอาการ ลิงค นิมิต ไม่เป็นตัวตนหยาบๆ แต่ละเอียดมาก ปุญญะ เป็นธรรมาวุธ มีหน้าที่กำจัดกิเลสอย่างเดียว บุญไม่ใช่สมบัติแต่บุญคือวิบัติ “บุญ”ไม่ใช่“อานิสงส์”(ประโยชน์) ในการเพิ่ม“สมบัติ” แต่เป็น“อานิสงส์”ที่เพิ่ม“วิบัติ”(ความฉิบหาย,ความเสียออกไป) ให้ยิ่งๆ จนกระทั่งที่สุด “สิ่งที่มี(คือบาปคืออกุศล) ก็สลายหรือฉิบหายหมดสิ้นจากจิตใจ นี่คือ“ประโยชน์”(อานิสงส์)ของ“บุญ” ที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะเกิดผล ก็คือ “กิเลสลดลง”(ไม่ใช่การเพิ่ม“สมบัติ”ที่เป็นกุศล แต่เป็นการทำ“วิบัติ”ให้แก่กิเลส) “ประโยชน์”(อานิสงส์)ของ“บุญ” ที่ได้เป็น “ส่วนบุญ,ส่วนแห่งบุญ” (ปุญญภาคิยา, ปุญญภาค) กระทั่ง“บุญ” สูงสุดก็“หมดสิ้นบุญ,หมดสิ้น กิเลสาสวะ ก็“เสร็จกิจของบุญ” ผู้นั้นก็“หมดสิ้นบุญสิ้นบาป”(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) คือ ไม่มีแล้วทั้งบุญทั้งบาป เป็น“สูญ”เลย โดยปฏิบัติไปจะได้“ส่วนบุญหรือส่วนแห่งบุญ”(ปุญญภาคิยา,ปุญญภาค กล่าวคือ บุญมีผลบางส่วน = กิเลสลดลงบางส่วน)ไปตามลำดับ กระทั่ง“บาป”หมดสิ้น “บุญ”หมดหน้าที่ลง เพราะทำหน้าที่เสร็จ ชำระกิเลสได้หมดสิ้นอาสวะแล้ว “บุญ”ก็หมดหน้าที่ ก็เท่ากับ“บุญ”ก็จบตัวเองลง ผู้นั้นก็ไม่ต้องมี“บุญ”นี้อีกแล้วต่อไป ตลอดกาล “บุญ” จึงไม่ใช่ภพชาติที่จะสร้างกันให้ยิ่งมีเพิ่มขึ้นกันต่อไป ในชาติหน้าเรื่อยๆ “บุญ” ไม่ใช่ “กุศล” ที่จะเป็นเครื่องอาศัยของมนุษยโลกอันเป็นความสุขสนุกสบายในชีวิต “บุญ”นั้น“ยิ่งมีผล” “บุญ”เองก็ยิ่งหมดยิ่งลดไป สิ้นไป “บุญ”ไม่ใช่สิ่งที่จะ“เป็นผล”มากขึ้น บุญจะไม่โตไม่มากขึ้น บุญจะไม่ใหญ่ไม่หนาขึ้นๆ “บุญ”ไม่เหมือน“กุศล”อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ด้วยประการอย่างนี้ ชาวพุทธทุกวันนี้ยัง“มิจฉาทิฏฐิ”ในคำว่า “บุญ”นี้ กันอยู่มาก ..จริงมั้ย? พระพุทธเจ้าตรัสถึง“ทาน” ใน“สัมมาทิฏฐิ 10” ข้อที่ 1 “อัตถิ ทินนัง”จึงมีนัยสำคัญ ที่จะต้องทำความเข้าใจให้แจ้งชัดกันจริงๆ ดังนั้น คนผู้ใดยิ่ง“ทำทาน”แล้ว“ใจ”ยิ่งฝัง“วิมานหวัง”ใส่ใจ”ตน เป็นภพเป็นชาติต่อไปอีก ยิ่งติดยึดปักมั่นใน“วิมานหวัง” ว่าจะได้ จะมีใส่จิตหนักปักใจแน่นและหนาและใหญ่ยิ่งเท่าใดๆ ก็ยิ่งมี“ภพ”มี“ชาติ”ยิ่งใหญ่ยิ่งมากยิ่งหนายิ่งหนักยิ่งแน่น ยิ่งตรงกันข้ามกับอานิสงส์ของศาสนาพุทธ ดังมีตัวอย่างที่เจ้าสำนักปฏิบัติธรรม บางสำนัก ที่ยัง“อวิชชา”อยู่ ยังขาย“วิมาน” ยังสร้าง“วิมาน”ขึ้นมาหลอกให้คนทำทาน หลอกให้คนติด“ภพ” หลอกให้คนยังหวังใน“ภพ”ที่จะเป็น“ชาติ”ต่อๆ ไปไม่หยุด ไม่มีคลายกันเลย ยิ่งทำทาน ยิ่งตั้งใจปักมั่นยึดมั่นว่า ตายไปอีกกี่ชาติ-กี่ชาติก็ยังหลงว่าจะมีความร่ำรวยยิ่งๆ ขึ้นร่ำไป การสอนเช่นนี้ จึงปฏิบัติทำให้ไม่“ตัดภพ-จบชาติ” เป็นการสอนที่มี “ผลมาก”(มหัปผลัง) แต่“ไม่มีอานิสงส์มาก”(น มหานิสังสัง)เลย เพราะไม่เป็นไปเพื่อลด“ภพ”จบ“ชาติ”แม้นิด เล่ห์ฉลาด(เฉกา)เช่นนี้ ไม่เป็นไปเพื่อความลดละหน่ายคลาย กลับเป็นการเสริมเติม“ภพ-ชาติ” ใส่ใจเข้าไปอีก ยิ่งผู้หลอกนั้นฉลาดมากในการใช้เล่ห์กล จึงหลอกเก่งยิ่ง “ผล”ที่ว่านี้ จึงมาก ซึ่งหมายความว่า ผลเป็น“นรก-อเวจี”นั่นเองยิ่งมาก ยิ่งใหญ่ ยิ่งโต ยิ่งลึก ยิ่งหนา ยิ่งแน่น ยิ่งยากจะกำจัด ฉะนี้คือ “ผลมาก” ..มหัปผลา จึงไม่ใช่“มหานิสังสา”(น มหานิสังสา)พระพุทธเจ้าตรัส“การตั้งจิตไว้ผิด”(มิจฺฉาปณิหิตัง จิตฺตัง) ก็ยิ่งกว่า“โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจรแล้ว” กระทำแก่กัน ก็เห็นๆ อยู่ชัดๆ ในวงการพุทธศาสนา มีการประพฤติปฏิบัติ“ทาน”กัน“มีผลมาก”(มหับผลา)แต่“ไม่มีประโยชน์มาก”(น มหานิสังสา) ส่วน“ทำทาน”มี“ผลมาก”(มหัปผลัง) และ “มีอานิสงส์มาก”(มหานิสังสันติ)นั้น ก็ต้องทานมากที่เป็นไปเพื่อลด“ภพ”จบ“ชาติ”มากด้วย ชาวพุทธในยุคสมัยนี้ก็เข้าใจไม่ได้ ยังเห็นไม่ได้ ยังมีความรู้แจ้งเห็นจริงไม่ได้กันอีกมากกว่ามาก ในเรื่อง“ทาน”จึงพากัน“ทำทาน” ก็ได้แค่มี“ผลมาก” ได้แค่ขั้นสวรรค์โลกีย์ อันเป็น“กามภพ 6 ขั้น”กันเท่านั้น ซึ่งความเป็น“สวรรค์โลกีย์”(สมมุติเทพ)นี้ เป็นการได้“สุขัลลิกะ” ที่เป็น“สุขเท็จ”กัน แล้วก็ยังคง“เกิด-ตาย”วนเวียนอยู่ใน“โลกียภูมิ”ตลอดกาลนาน ไม่สิ้นภพจบชาติกันได้ เพราะ“สวรรค์”ก็เป็น“ภพ” “เทวดา”ก็เป็น“ชาติ” ชัดๆกันอย่างนี้แล้วมีแต่เพิ่มภพ-เพิ่มชาติ ..เป็นไง? ทาน อยากเป็นเทวดา ชั้นนั้นชั้นนี้อยู่ ก็คือ ทำทานที่ยังมีภพมีชาติ ไม่สิ้นภพไม่จบชาติลงสักที จะมี“นิพพาน”ได้อย่างไร? มันยังเป็น “เมถุนสังโยค ข้อที่ 7” คือยังประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่งเท่านั้น (พระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 47) ซึ่งการ“ทำทาน” นี้เป็นการประพฤติพรหมจรรย์ชนิดหนึ่ง หากใครยัง“ทำทาน”แล้ว“ทำใจในใจ”(มนสิกโรติ)ไม่เป็น“เครื่องปรุงแต่งจิต”(จิตตาลังการัง จิตตปริกฺขารัง)อย่างสัมมาทิฏฐิ ก็ต้อง“ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้”(อาคามี โหติ อาคันตา อิตฺถัตติ)อยู่ ไม่มีวันสิ้นภพจบชาติไปได้แน่นอน “ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้”นั้น หมายความว่า ยังเวียนกลับไป-กลับมา ยังเป็นปุถุชนคนโลกๆ ยังไม่สิ้นความเป็นโลก ยังไม่พ้นความเป็น “โลกีย์” ชัดๆก็คือ ยังไม่เป็นคนผู้“หลุดพ้นจนได้เป็นคน“โลกุตระ”นั่นเองดังนั้น ผู้ปรารถนาความเป็น“เทวดา”อยู่ จึงคือ ผู้ยังกลับมาสู่ความเป็นอย่างเดิม คือ เป็นปุถุชนคนเดิมอยู่นั่นเอง แม้จะได้เป็นเทวดาชั้นไหนๆสูงส่งปานใดก็ตาม ถ้ายังไม่“ให้ทาน”อย่างเป็น“เครื่องปรุงแต่งจิต”(จิตตาลังการัง จิตตปริกฺขารัง)ให้สัมมาทิฏฐิ จนหมดสิ้นภพจบชาติไป ก็ยังคงต้อง “เป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้” อยู่นั่นแล เทวดาจึงไม่ใช่“ภพชาติ”ที่จะต้องได้ต้องมีต้องเป็นเลย สำหรับผู้จะปฏิบัติสู่นิพพาน เพราะนิพพานนั้นคือที่สิ้นภพจบชาติ โดยเฉพาะ“กามภพ”คือ แดนที่จะต้องหลุดพ้นเบื้องต้น เป็น“ภพ”แรกที่จะต้อง“ดับภพจบชาติ”ให้ได้ก่อน“ภพ”อื่นเสียด้วย สำนักหรืออาจารย์คนใดที่หลงเอาสวรรค์ เอาเทวดา 6 ชั้นมาหลอกล่อกัน ให้หลงไป หลงได้ หลงเป็นกันอยู่ แล้วยืนยันว่าสอนให้ไปนิพพานด้วย ก็เป็น“คนสับสนวนวก” ที่ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงแม้แค่เรื่องภพ”เรื่อง“ชาติ” จึงมีแต่สอนกันก็ยิ่งมีแต่“มิจฉาทิฏฐิ” ทำลายศาสนาพุทธให้ยิ่ง การสอนผิดๆเช่นนี้ ไม่ใช่การสอนให้ไปนิพพาน แต่เป็นการสอนให้สร้าง“ภพ”สร้าง“ชาติ”ให้ยิ่งๆขึ้นกันแท้ๆต่างหากการสอนผิดนี้มีถึงขนาดบางสำนักหลอกกันว่า ไปพบพระพุทธเจ้าในแดน“นิพพาน”ปานนั้นเลย จึงเป็นการโกหกของอาจารย์ชัดๆ เพราะอาจารย์ยังไม่รู้เลยว่า นิพพาน คือความไม่มี“ภพ”ไม่มี“ชาติ” คนที่เป็นปรนิมมิตฯนั้นนรกลึกที่สุด ถ้าตนเองไม่รู้ก็เบากว่าแต่คนรู้แล้วบาปอีกนี่ยิ่งนรกลึกสุดๆ พระพุทธเจ้าซึ่งได้“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน” นั่นคือ ได้ดับรอบสิ้นเกลี้ยง สิ้นภพ-จบชาติไป ไม่เหลือแม้ส่วนแห่งอัตภาพใดๆ ตั้ง 2 พันกว่าปีมาแล้ว ก็ยังมีมิจฉาทิฏฐิอยู่ได้ว่า พระพุทธเจ้ายังอยู่มี“ภพ”มี“ชาติ” เมื่อหลอกคนกระทั่งคนหลงเชื่อได้ ว่า นิพพานเป็นภพเป็นชาติ จึงหลอกหนักไปถึงขั้นว่า ไปถวายข้าวพระพุทธเจ้าก็ได้ ก็เลยบาปซับบาปซ้อน ด้วยการได้ทำลายคำสอนพระพุทธเจ้าอย่างยับเยิน เพราะสอนอย่างนี้ไม่ใช่“คำสอน”(พระอนุสาสนี)ของพระพุทธเจ้าองค์ใด องค์ไหนเลยแน่ๆ ศึกษากันดีๆ ทำความเข้าใจให้ชัดๆ มาดูหลักฐาน คำตรัสของพระพุทธเจ้าใน“ทานสูตร” จากพระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 49 กันดูให้ละเอียด จะได้มีหลักศึกษา สารีบุตร(ทูลถาม) : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก(มหัปผลา) ไม่มีอานิสงส์มาก(น มหานิสังสา) อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เครื่องทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก(มหัปผลา) มีอานิสงส์มาก (มหานิสังสา) คำถามของพระสารีบุตรว่า ... “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก(มหัปผลา) ไม่มีอานิสงส์มาก (น มหานิสังสา) อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เครื่องทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก(มหัปผลา) มีอานิสงส์มาก(มหานิสังสา) พระผู้มีพระภาคเจ้า(ตรัสตอบ) ว่า : ดูกรสารีบุตร บุคคลทำความหวังให้ทาน(สาเปกฺโข ทานัง เทติ) มีจิตผูกพันในผลให้ทาน(ปฏิพัทธจิตโต ทานัง เทติ) มุ่งการสั่งสมให้ทาน(สันนิธิเปกฺโข ทานัง เทติ) ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว(อิมัง เปจฺจะ ปริภุญฺชิสฺสามีติ ทานัง เทติ) เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมหาราช ลองทำความเข้าใจกันดีๆ แค่คำตรัสของพระพุทธเจ้าเริ่มต้นนี้ ก็จะรู้แจ้งในธรรมที่เป็นสัจจะได้แล้ว ว่า คนผู้ที่มีจิตทำ“ความหวัง”(สาเปกฺโข)อยู่กับการ“ทำทาน” มีจิต“ผูกพันในผล”(ปฏิพัทธจิตโต)อยู่กับการ“ทำทาน” มีจิต“มุ่งการสั่งสม”(สันนิธิเปกฺโข)อยู่กับการ“ทำทาน” มีจิตคิดว่า“ทำทาน”นี้ เมื่อตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้(อิมัง เปจฺจะ ปริภุญฺชิสฺสามีติ ทานัง เทติ) ล้วนคืคนที่ยังจมอยู่กับ“ภพ”กับ“ชาติ” ตกอยู่ในความเป็น“ภพ”เป็น“ชาติ” แม้คนผู้นั้นจะคิดออกจาก“ภพ”จาก“ชาติ”แต่“กามาวจร”อันเป็น“ภพ”แรกที่จะต้องเรียนรู้และปฏิบัติออกจาก“ภพ”นี้ให้ได้เป็นเบื้องต้น ก็ยังหลงงมอยู่กับ“ภพ”แท้ๆ ซ้ำมิหนำหลงหนักถึงขั้นพากันทำตนให้“เข้าไปยึดติดภพชาติ”นี้กันเต็มอวิชชาอีก คือ อยากได้ภพได้ชาติที่หลงว่าเป็นเทวดาอยู่ในแดนนี้เข้าไปอีก แทนที่จะหาทาง“ออกจากภพชาติ”นี้จนหลุดพ้นให้ได้ เพราะนี้คือ “ภพ”คือ“ชาติ”แท้ๆ ที่หลงกันว่าเป็น“สวรรค์” เป็นแดนที่หลงพากันจะไปเกิดกันในแดนนี้ โดยถือว่า เป็นถิ่นแดนที่น่าได้น่ามีน่าเป็น เรียกจิตที่ได้ไปอยู่ในแดนนี้ ว่า เทวดา เป็นแดนสุขาวดี ตั้งแต่แค่“กามาวจร” ขั้นแรก คือเทวดาชั้นที่ 1 จิตก็หลงติดยึดภพชาตินี้กันแล้ว ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงตั้งแต่ภพ-ชาติที่ต่ำที่สุดของจิต แม้ภาษาจะเรียกกันว่าเทวดา แต่แท้จริงคือ จิตขั้นต่ำที่สุดของคนที่ยังหลงว่า“ตนเจริญ-ตนมีการเป็นอยู่ที่ก้าวหน้า”อยู่ในโลก จึงเป็นคนมี“ตัวตน”อยู่ในโลกปุถุชน จาตุมหาราชนี้ คือจิตที่ทั้งยึด“ตัวตน”เป็นใหญ่ ทั้งยึดจะเอาทุกอย่างมาเป็นของตน หลงกันว่าเป็น“เทวดา” ชั้นที่ 1 เทวดาชั้นนี้เป็นเทวดาขั้นต่ำที่สุดในเทวดา 6 ชั้นแล้ว ถ้าผู้ที่มี“วิชชา”ตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ารู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นภพเป็นชาติ แล้ว“ให้ทาน”เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต(จิตตาลังการัง จิตตปริกฺขารัง)เพื่อตัดภพจะได้จบชาติ เป็นผู้ไม่มีภพไม่มีชาติ ซึ่งเป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้(อนาคามี โหติ อนาคันตา อิตถัตตัง)ได้จริง ความเป็น“เทวดา”ในกามภพ ก็มีแค่ 6 ชั้นเท่านั้น ที่เป็น“ภพ”ในโลกสามัญของมนุษยชาติทั้งหมด ที่ปุถุชนปรารถนาอยู่กัน เทวดาทั้ง 6 ชั้นคือ จิตที่หลงเห็นโลกเป็น“ตน” ยื้อแย่งอะไรๆ ในโลกให้ได้มาให้“ตน”โดยทำการยื้อแย่งขึ้นมาให้“ตน”ในโลก และทำการป้องกันรักษา“ความเป็นตน-เป็นของตน” ซึ่งทำให้เกิดความร้ายความแรงขึ้นแก่โลก โลกจึงมีความร้ายแรง ซึ่งผู้อวิชชาจะมีทั้ง“ความอยากได้มาให้ตน” โดยการใช้อำนาจบาตรใหญ่ยื้อแย่งมาให้ตน และยึดความเป็นของตนป้องกันความเป็นของตนไม่คำนึงถึงความแรงร้าย จึงเกิด 1. จอมภูต(เป็นผีทิศตะวันออก) 2. จอมกุมภัณฑ์(เป็นยักษ์ทิศใต้) 3. จอมนาค(เป็นงูยักษ์ทิศตะวันตก) 4. จอมยักษ์(เป็นยักษ์ทิศเหนือ) และยังมีภพแดนสวรรค์อีกชั้น 2-3-4-5-6 ที่มีความซับซ้อนซ่อนเชิง ของผู้ยังสัตว์ให้อยู่ในอำนาจจนครบทั้งตนเองก็ยิ่งใหญ่ในอำนาจ ทั้งอำนาจอื่นจากบริวารก็มากหลายผู้สยบ ซึ่งเป็นทาสซื่อที่ปล่อยไม่ไป ห้อมล้อมพร้อมพรักอยู่ ฉะนี้เองคือ ความเป็นเทวดาบรมมหาเทวดาในภพที่ผู้รู้จัดแบ่งสวรรค์ไว้ 6 ชั้น จาตุมหาราช เทวดาสี่ทิศที่ท่านแยกทิศ คนละทิศไว้นั้น ก็เพียงให้เห็นว่า ในโลก มันย่อมมีคนยึดพื้นที่ของตนๆ ไว้ก่อน เพราะย่อมมิบังอาจจะเป็นเจ้าใหญ่ในโลกทีเดียวไปทุกทิศได้ง่ายๆ แต่ถ้าสามารถยึดได้ทุกทิศ แน่นอน จอมวายร้ายย่อมรวบทุกทิศไว้เป็นของตนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้แน่ยิ่งกว่าแน่ ในโลกจึงมีเทวดาที่ว่านี้ให้เห็น ดังที่เห็นๆ และเป็นอยู่จริง หากมีความรู้ชัดเจน เทวดาก็คือ จิตที่เสพ“สมบัติ”ที่ตนมีตนได้ แต่สมบัติผลัดกันชม สัจจะไตรลักษณ์ ในโลกีย์นั้นอยู่บนความไม่เที่ยง บนความไม่มีตัวตนจริงเลย ก็วนเวียนหลงอยู่กับ“สมบัติ” อย่างนั้นตลอดกาล จึงวนเวียนอยู่กับทุกข์ๆ -สุขๆ วนกลับไป-กลับมา เป็นผู้มาสู่ความเป็นอย่างนี้(อาคามี โหติ อาคันตา อิตถัตตัง)ไม่จบ แม้จะได้เป็นเทวดาชั้นใดก็ตาม ครั้น สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว หมดบารมีเก่านี้แล้ว ก็ยังเป็นผู้กลับมา(อาคามี)สู่ความเป็นผู้ไม่มีอะไรที่ได้ที่เป็นที่มีนั้นเลย แม้จะเคยได้“สมบัติ”นั้นแล้วก็วนมาสู่ความเป็นผู้หลงวนเวียนอยู่อย่างเดิม กล่าวคือ ได้แล้ว เสวยแล้ว หมดฤทธิ์ กลับมาเป็นปุถุชนวนเวียนตกนรก-ขึ้นสวรรค์แล้วก็หลงสั่งสมเป็นจิตอนุสัย-จิตอุปาทานอีกอย่างเดิม อวิชชาก็ไม่รู้ตัวเองอย่างนี้ เรื่องภพเรื่องชาติที่เรียกกันว่า“เทวดา” นี้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสต่อไป ศึกษากันต่อดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ หมายความว่า ปุถุชนคนหลงโลกีย์ นั้นหลงทำทานงมงายกันขนาดนี้เชียวหรือ พระสารีบุตรทูลตอบว่า : อย่างนั้น พระเจ้าค่ะ (นี่ยุคพระพุทธเจ้านะ แล้วยุคนี้ล่ะ!) พระผู้มีพระภาคเจ้า(ตรัสต่อไป) : ดูกรสารีบุตร บุคคลไม่ทำความหวังให้ทาน(นเหว โข สาเปกฺโข ทานัง เทติ) ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน(น ปฏิพัทธจิตฺโต ทานัง เทติ) ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน(น สันนิธิเปกฺโข ทานัง เทติ) ไม่คิดว่า ตายไปแล้วจะได้ผลทานนี้ แล้วให้ทาน(อิมัง เปจฺจะ ปริภุญฺชิฺสามีติ ทานัง เทติ) แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี(อปิจโข สาหุ ทานันติ ทานัง เทติ) เขาผู้นั้นให้ทาน นั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาดาวดึงส์ ครั้น สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว หมดบารมีเก่านี้แล้ว ก็เป็นผู้กลับมา คือ วนกลับมาสู่ความเป็นปุถุชนคนโลกีย์ อีกอย่างเดิมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสในพระไตรปิฎก นี้ ถ้าไม่“ให้ทาน”เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต(จิตตาลังการัง จิตตปริกฺขารัง) โดยต้องปรุงแต่งจิตให้“ไม่มีความหวังให้ทาน-ไม่มีจิตผูกพันผลให้ทาน-ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน-ไม่ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้”(นเหว โข สาเปกฺโข ทานัง เทติ น ปฏิพัทธจิตฺโต ทานัง เทติ น สันนิธิเปกฺโข ทานัง เทติ น อิมัง เปจฺจะ ปริญฺชิสฺสสามีติ ทานัง เทติ) จึงจะได้เลื่อนชั้นขึ้นไปเข้าถึงความเป็นสหายเทวดาชั้นสูงขึ้นไปกว่า“จาตุมหาราช” เช่น ชั้นที่ 2 ดาวดึงส์ เป็นต้น ถ้าไม่“ให้ทาน”เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต(จิตตาลังการัง จิตตปริกฺขารัง)ดังว่านั้น ก็คงได้เป็นแค่“จาตุมหาราช”เทวดานักเลงโตนั่นแหละ เป็น“แกนฐาน”ของจิต แล้วจากนั้นไปแม้จะใช้ความรู้ หรือมี“ความฉลาด”ว่า การทำทานนั้นเป็นการ“ดี”(สาหุ ทานันติ ทานัง เทติ) โดยการหลอกคนมา“ให้ทาน”แล้วก็ทำทานเป็น“เครื่องปรุงแต่งทาน”ให้อลังการ หว่านล้อมคน หลอกล่อคน ว่า “ทาน”นี้อลังการยิ่งใหญ่อย่างนั้น “ทาน”นั้นเครื่องหรูไปด้วยองค์ประกอบอย่างนั้นอย่างนี้ (ทานาลังการัง ทานปริกฺขารัง)หลอกคนหนักชั่วยิ่งขึ้น “ดี”(สาหุ)เพราะอย่างนั้น “ดี”(สาหุ)เพราะอย่างนี้อีกปานใดๆ “จิต”ของคนผู้นี้ก็ยิ่งจะเป็น“นักหลอกลวง”ที่มี“ความคิดที่ฉลาด”มาเป็น“เครื่องประกอบในการหลอกลวงโลก”ยิ่งๆ ขึ้นอย่างลับลึกซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อนให้คนหลงว่าเป็น“คนดี” เพราะอ้างแต่“ดี”(สาหุ)อย่างนั้นอย่างนี้ สารพัด“ดี” (สาหุ) ขุดค้นหา“เครื่องปรุงแต่งทาน”(ทานาลังการัง ทานปริกฺขารัง)มาตกแต่งการ“ทำทาน”เพื่อให้ผู้“ทำทาน”มีความหวังในการให้ทาน-มีจิตผูกพันในผลให้ทาน-มุ่งการสั่งสมให้ทาน-ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้” วิเศษใหญ่ยิ่งๆขึ้น นี่แหละคือ พฤติกรรมของนักหลอกผู้พาทายกทายิกาเสริม“ภพ” เติม“ชาติ”ให้เป็นผู้จมลงไปกับ“ภพ”กับ“ชาติ”ก้าวหน้าหนาหนักยิ่งๆขึ้น ดังนั้น การ“ให้ทา น”ของผู้ไม่เป็น“เครื่องปรุงแต่งจิต”(จิตตาลังการัง จิตตปริกฺขารัง) มีแต่“ให้ทาน”เป็น“เครื่องปรุงแต่งทาน”จึงเป็นการสอนหรือนำพากันจมหนักลงไปในภพในชาติ กิเลสหนาตัณหามากยิ่งๆ ขึ้น จึงยิ่งติดยึดหนักหน้าแน่นจัดหนาสุด ทั้งติดเสพรสเป็นดาวดึงส์ ทั้งต้องการเสพให้นานให้ยาวเป็นยามา ทั้ง“ไม่รู้พัก-ไม่อยากพอ”ซึ่งเป็นภาวะสลับกลับซับซ้อนลึกเข้าไปอีกชั้นของดุสิต ก็คิดดูเถิดว่า “นิมมานนรดี”นั้นจะเป็นนักเลงโตที่ร้ายกาจยิ่งที่ใหญ่ขนาดไหน และที่สุดเป็น“ปรนิมมิตวสวัตตี”นั้นมันครบพร้อมทั้งหยาบต่ำสุดๆ คูณกับทั้งฉลาดเฉโกเยี่ยมยอดแล้วมันจะชั่วสุดชั่วขนาดไหน จึงเป็นนักเลง-นักหลอกที่มีความชั่วร้ายสลับซับซ้อนกันกี่ชั้นต่อกี่ชั้นทั้งความหยาบต่ำ (ทุรชน)ทั้งความฉลาด(เฉกา)คูณกันยกกำลังกันเป็นปฏิภาคทวี จะเลวยิ่งใหญ่มหาศาลปานใด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดใน“ทานสูตร”ว่า แค่จะได้ความเป็นเทวดาชั้นที่ 2 คือ ดาวดึงส์นั้น ก็ต้อง“ให้ทาน”โดยการ“ให้ทาน”เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต (จิตตาลังการัง จิตตปริกฺขารัง) โดยการ“ปรุงแต่งจิต”(อภิสังขาร)ให้“จิตของตน”ลดภพ-ละชาติลงไปๆ ตามลำดับๆๆให้ได้ เช่น ต้องไม่มีหวังให้ทาน-ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน-ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน-ไม่คิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แล้วให้ทาน” เสียก่อนอื่น (แต่เขายังไม่ได้เลิกจากจาตุมมหาราชิกานะ แต่ก็ใช้ฐานนี้เป็นไปเพื่อให้ได้มาเสพเป็นดาวดึงส์อีก) แต่แล้ว..ขั้นต้นนี้ก็ไม่ได้กำจัดภพ-จบชาติขั้นแรกนี้เลย ทิศทางชั่วจึงไม่ได้หันทิศกลับเลย เส้นทางความชั่วเลวจึงมุ่งตรงหนักหนาสาหัสไปในทางชั่วที่ซับซ้อนย้อนยอกทั้งแน่นทั้งแข็งทั้งหนาทั้งใหญ่โตมโหฬารยิ่งเพราะผู้ที่ไม่เคยเลิกละภพเก่า มีแต่ยึดภพทับซ้อนซ่อนทับทวีขึ้นทวีขึ้นไปทุกภพทุกชาติ ทับถมจมแน่นไป ลืมไป แต่มันก็หมักหมมเน่าอยู่ในนั้นทับทวี ก็ประมาณเอาเถิดว่า การสั่งสมภพชาติของคนอวิชชาชนิดนี้จะทับทวีซับซ้อน ซ่อนลึกซ่อนลับกันเข้าไปกี่รอบกี่ทบทวีที่อวิชชา ซึ่งแค่ระบุไว้ว่า เทวดา 6 ชั้นนี้ ก็เพียงแยกออกมาให้เห็น ง่ายขึ้น เป็นมิติเท่านั้น แต่ความจริงนั้นมันยิ่งกว่ากลุ่มด้ายที่มันพันกันยุ่ง มันหาส้นหาเส้นทางไม่เจอ ดังนั้น เทวดา 6 ชั้นนี้ จาตุมหาราชกับดาวดึงส์ ก็คู่หนึ่ง ที่เข้าคู่กัน สั่งสมกันงมงายร้ายกาจ จาตุมหาราชล่าได้มาได้ ดาวดึงส์ก็เสพสมสุขสม บรมหลง ติดหนึบไปถมหนัก ยามากับดุสิตก็อีกคู่หนึ่ง ที่เข้าคู่กันด้วยกาละที่พยายามยืดเวลาเสพให้นานสุดนานเท่าที่จะพอใจพากเพียรเอาได้ ด้วยสามารถ(ยามา) และแล้วก็พักก็หยุด(ดุสิต)บ้าง แต่กลับหลงเสพติดหนักเข้าไปอีก ไม่พัก เสพหนัก จึงยิ่งติดแน่นติดหนาเข้าไปๆๆๆจนตนเองเก่งสุดเนรมิตเอาได้ด้วยอำนาจอย่างยิ่ง (นิมมานนรดี) และที่สุดแห่งที่สุดตนก็เก่งสุด ผู้อื่นที่เป็นบริวารก็พรักพร้อมสยบยอมเป็นทาสผู้ปล่อยไม่ไป ก็ยิ่งช่วยสร้างช่วยเสริมใหญ่ยิ่งๆๆๆๆๆๆ แม้แต่ความหลงในภพ“พรหม”อีกถึง 5 ชั้นบ้าง 16 ชั้นบ้าง แถม“อรูปภพ”อีก 4 ก็ยังเป็น“ภพ”เป็น“ชาติ”อันชื่อว่า สุทธาวาส 5 ก็ดี รูปพรหม 16 ก็ดี อรูปฌาน 4 ก็ดี ก็“หลง”ติดยึดได้ สลับซับซ้อนกันให้หนาหนักทั้งสิ้น ที่ต้องศึกษาสัจจะกันสุดยาก ความบริสุทธิ์สะอาดปราศจาก“ชาติ-ภพ” จึงเป็นสัพพัญญุตญาณเฉพาะของพระอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมนุษย์ทุกผู้ตามพิสูจน์ได้ด้วยตนกันจริงๆ(เอหิปัสสิโก) ผู้สัมมาทิฏฐิ แล้วมีสัมมาปฏิบัติจริงจึงสามารถดับภพจบชาติได้ด้วยการปฏิบัติ“ให้ทาน”เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต(จิตตาลังการัง จิตตปริกฺขารัง)ให้“จิต”เจริญ สู่การ“สิ้นภพ-จบชาติได้แท้จริง นั่นคือ เรื่องของ“ทาน” เรื่องเอกซึ่งเรื่อง“ทาน”นี้ เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในความเป็นคน ของสังคมมนุษย์คุณงามความดีขั้นต้นนั้นก็เริ่มกันที่“ทาน” และที่สุดแห่งที่สุดในการปฏิบัติธรรม ก็จบด้วยการเป็นผู้มีจิตใจที่เต็มไปด้วย“ทาน”เป็นที่สุด ชนิดที่ในจิตใจไม่มีความเป็นตัวตน หมดสิ้นความหวงแหน มีแต่ความเสียสละอย่างบริสุทธิ์สะอาด ปราศจากความเป็นตน เป็นของตนอย่างเป็นจริง“สัมมาทิฏฐิ”ข้อแรก “อัตถิ ทินนัง” ลึกจัง สั่งสม จมลึก สุดลับซับซ้อนกันอย่างนี้ ทีนี้ข้อ 2) ยิฏฐัง หรือยัญพิธี ซึ่งก็คือ “วิธีการปฏิบัติ” หรือ“หลักปฏิบัติ”นั้นแหละ เป็น“วิธี”ที่ปฏิบัติแล้ว “ชำระกิเลส”ได้จริงหรือเปล่า? เช่น ปฏิบัติ“ศีล” ก็เข้าใจว่าปฏิบัติ แล้วทำได้ มีผลดี ทำถูกต้องก็แค่ทาง“กาย-วาจา”เท่านั้น “ศีล”ไม่ได้หมายถึงการปฏิบัติถึง“ใจ”ด้วยแต่อย่างใด แต่ถ้า“ปรุงแต่งใจให้ละภพ-ลดชาติ”ไปเป็นชั้นๆ เริ่มชั้นแรก อันเป็นเชื้อชั่วต้นรากกันก่อน นี่ขนาดเลิกภพเก่านะนี่ ยังไม่ได้ลดละเลย มีแต่เติมภพ-เพิ่มชาติยิ่งๆ ขึ้นไปอีกๆๆ จึงมีแต่สร้างภพ-สร้างชาติที่ชั่วที่เลวสลับซับซ้อนกันหนา-กันหนัก-กันแน่นจนไม่มีประมาณ ไม่มีวันสิ้นสุดกันเท่านั้น ถ้าไม่เลิกภพชั่วเลวต้นแรกเลย มันจะซับซ้อนซ่อนลับถมแรง สับลึกจมทับกันไปตระหลบแล้วตระหลบเล่า กลับมากลับไปสับสนขนาดไหน ก็ตรองดู เวลากาละแห่งวัฏฏะสงสารนั้น มันนับกันไม่หวาดไม่ไหว ❆ เก่าสมัย ใหม่เสมอ • อ่านต่อฉบับหน้า