570102_พ่อครูและอ.กฤษฎา เวทีมัฆวานฯเรื่อง ชนะตนได้จึงเรียกว่าชนะ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570102_เทศน์ต่อจากวันขึ้นปีใหม่ เรื่อง ชนะตนได้จึงเรียกว่าชนะสงคราม ที่ เวทีมัฆวานฯ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
_อ.กฤษฎา … วันนี้วันที่ 2 มกราคม พ.ศ.2557วันนี้มาโดยธรรม รายการนี้เป็นรายการเล่าความเป็นไปทางโลกและทางธรรม ปีนี้ปีชง ชงอันนี้เป็นชงของมวลมหาประชาชน จะเป็นอย่างไร เมื่อสักครู่นี้ลุงชัยมาพูดว่า เราชนะแน่ แล้วถ้าเราแพ้ขึ้นมาล่ะ วันนี้ตั้งคำถามพ่อครูว่า อะไรจะเป็นเหตุปัจจัยให้มวลมหาประชาชนชนะ และอะไรจะก่อโอกาสให้เราพ่ายแพ้ ถ้าเรานึกถึง ในสมัยพุทธกาล ที่อลัชชีส่งไส้ศึกเข้ามาแล้ว ความพ่ายแพ้เกิดขึ้นได้อย่างไร ? พ่อครูว่า … ประเด็นสำคัญว่าตั้งแต่เริ่มชุมนุม อาตมา ก็ได้บอกเสมอว่า เรามาประท้วงนี่ เราไม่เอาแพ้เอาชนะ แต่เราจะต้องทำให้เกิดความชนะให้ได้เสมอ ความชนะ นั้น ไม่ใช่ว่าเราจะไปเข่นฆ่าใคร ข่มใครได้ หรือเจริญด้วยรูปลักษณ์ ชนะด้วยแรง ด้วยอะไรที่เลยหน้าเขาไปเราก็ชนะ เราก็ไม่แข่งตรงนี้ แต่เราจะเลยหน้าความประพฤติของเรา เราจะอยู่ในเหตุการณ์ใด สิ่งแวดล้อมใดหรือในสงครามใด เรากำลังอยู่ในสนามรบ เราคิดถึงส ภ าวะของตัวเราว่าเราได้สิ่งดีงาม ถ้าเราได้สิ่งดีงามก้าวหน้าเสมอๆ ในเรื่องเหตุการณ์แวดล้อม หรือใครจะมุ่งหมายว่าจะต้องเลยหน้าจะชนะ อันนั้นมันสมใจได้สูงสุด ถ้าแม้ว่าเราชนะเขา เราเลยหน้า เรียกว่าชนะเขาในสงคราม ถ้าเราชนะตรงนั้นแต่ความประพฤติของเราเลวร้ายนั้นหนึ่ง แม้เราจะชนะสงครามในจุดมุ่งหมาย แต่อาตมาว่า อาตมาไม่ทำ ชนะอย่างนั้นไม่ทำ แต่โลกเขามุ่งหมายนะ โลกมุ่งหมายการกระทำที่จะผิดกฎหมาย จะเลวทรามต่ำช้า จะเล่ห์กล ทุจริตก็ทำได้ทุกอย่าง ขอให้กูชนะ ผู้ที่เข้าใจและทำอย่างนี้นั้นขาดทุนยับเยิน ไม่มีประตูได้เลย แม้จะชนะศึกแต่ได้สร้างบาปแก่ตนเอง ตรงที่ว่าชนะแบบนั้นจะสร้างความประพฤติอันเ
อ่านต่อ
ลวร้ายให้เขาทำตาม สังคมก็จะเลวลง นี่คือการทำให้ทุกอย่างเสื่อมโดยธรรม มีแต่อบายความเสื่อมต่ำ จะล้ำหน้าหรือจะทำฟาล์ว เพื่อให้ชนะ เพื่อให้ถึงเส้นชัยก่อน จะใช้อะไรก็แล้วแต่แบบนี้ อย่างเช่นตำรวจที่สารภาพว่าที่อยู่บนตึกหรือหลังคาตึกก็คือตำรวจ แต่ยังปากแข็งอยู่ เป็นผู้ร้ายปากแข็ง แย้งไปจนกว่าเขาจะได้เปรียบ สรุปแล้วคำว่า ชนะคำนี้ จึงเป็นเรื่องลึกซึ้ง อาตมาทำงานทุกวันนี้กับพวกเรา เห็นว่าพวกเราชนะตลอดเวลา ก้าวหน้าตลอดเวลา ก้าวหน้าในพฤติกรรม อย่างน้อยเราได้มาเสียสละ แค่ตื้นๆคือมาเป็นมวลนี่แหละ เรามาชุมนุมทุกวันๆ อยู่กันเรือนหมื่นขึ้นๆ ยิ่งหลายหมื่นก็ย ิ่ งดี แค่นี้มาเป็นมวล นัดกันมาหลายครา ก็ได้มาเพ ิ่ มขึ้นๆ จาก 1 ล้านเป็น 5 ล้าน มาเป็นยิ่งกว่า 5 ล้าน คราวนี้วันที่ 13 นี้จะมากขึ้น เพราะมันยาวนานไป คนก็มีภาระอะไรสารพัด แต่อย่าหาว่าชี้โพรงให้กระรอกปล่อยให้พวกเราอ้างว้างอยู่ไม่กี่คน เราก็ชนะรายทางมาเรื่อยๆ คนอยู่ก็เป็นหลักอยู่ มีอัตราการก้าวหน้าเพ ิ่ มขึ้นตามลำดับ ซึ่งอัตราการก้าวหน้าเป็นเชิงบวก เช่น บวก 1 บวก 2 บวก 4 บวก 8 ไปเรื่อยๆ เป็นต้นทุนและมีอัตราการก้าวหน้าสะสมไปเรื่อยๆ จนก้าวหน้าถึงขั้น ขั้น แรกเรียกว่าเชื่อถือ คือเชื่อต่อกันมา แต่ถ้ามากกว่าเชื่อถือคือความเชื่อฟัง จากเชื่อฟังก็เป็นศรัทธินทรีย์ ก็มีอัตราก้าวหน้าเพิ่มขึ้น สุดท้ายเป็น ศรัทธาพละ ก็ตั้งมั่นเชื่อมั่น ความเชื่อมั่น มีผลครบสมบูรณ์เลย ถ้าเชื่อมั่นสมบูรณ์ก็จะมีตัวปัญญา มีเหตุผล มีสภาวะรองรับด้วย ความอ่อนแอไม่แข็งแรงก็หายไป อย่างคนจะเดิน 20 กฎหมายต่อเนื่องนี่ต้องมีศรัทธาพละ อย่างกำนันสุเทพนี่ ตอนแรกก็เดินไม่มาก แต่ต่อไปก็เดินมากขึ้นๆ เพิ่มขึ้น ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงที่ไหน และหลังเดินยังไปพูดอีก มีกัมมัญญา เข้าใจเชื่อมั่น มีพลังใจ มีปัญญา เป็นของจริง ถ้าไม่มีปรมัตถ์ ไม่มีของจริงรองรับก็ยาก นี่ไม่ใช่พูดประเล้าประโลมกันแต่พูดสัจธรรม อาตมาว่าเรามาประท้วงกัน ในยุคนี้ตั้งแต่ พศ. 2549 แรกเริ่มเลย ต่อมาก็ไปสนามหลวงเรื่อยมาหลายปี จนมาปี 2556 ก็มีการพัฒนามาเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่พัฒนาโลกีย์ ซึ่งเราก็พัฒนารูปแบบโลกีย์ด้วยแต่เราทำประโยชน์ทางธรรมด้วย ขณะนี้เราชุมนุมด้วยแรงศรัทธา ที่ไม่มีอาวุธแน่นอนในแกนกลางไม่นับรอบนอกหลวมๆนะที่มาแฝงไม่นับก็เป็นได้ แต่อัตราการก้าวหน้าเจริญขึ้น เราออกมาชุมนุมประท้วงด้วยสงบและไขความจริงความรู้ที่ถูกต้องดีงามมาบอก ขยายความ เอาหลักฐานมาอ้างอิงยืนยัน สิ่งเหล่านี้คือของจริงที่พัฒนามาเรื่อยๆ พวกเราเจริญขึ้น ไม่เฉพาะพวกเรา แม้แต่ศัตรู(เรียกโดยสำนวนเพราะเป็นคนไทยด้วยกันไม่ใช่ศัตรู)ที่เราจะให้เขาหยุดหรือคู่ต่อสู้ของเรา เขาก็เปลี่ยนแปลงท่าทีดีขึ้นมา คื อ รุนแรงน้อยลง เทียบตอนปี 2554 ก็แย่เลย แต่ตอนนี้ลดลงๆ เปลี่ยนไปเยอะเลย ก็พัฒนาขึ้น มาถึงครั้งนี้เราก้าวหน้าไปไกล เข้าใจตามเท่าที่อาตมามีความรู้ ในต่างประเทศรอบโลก ก็ว่าไทยเรานี่ชุมนุมประท้วง เราก้าวหน้าไกลกว่าทุกประเทศ เท่าที่ตามข่าวซึ่งเขาทำรุนแรงหยาบกว่าเราเยอะเลย มีเลือดตกยางออก แต่ของเรานี่ก้าวหน้า ถ้าเทียบกับแรกๆก็เห็นความสงบเรียบร้อยได้ดี แม้แต่พวกเราความหวาดกลัวก็เบาลงลดลง จนกระทั่งแทบจะไม่กลัวกันแล้ว จะตูมจะตามก็ไม่กลัว ถือว่าเป็นการพัฒนาสังคม คราวนี้อาตมาว่าเป็นรอบที่ได้ผลสูงมากเลย เสร็จคราวนี้ พฤติกรรมสังคมจะเปลี่ยนแปลงจะเดิมมาก แม้ว่าเราจะชนะหรือแพ้ ถ้ายิ่งชนะก็พลิกเปลี่ยนไปมหาศาลเลย รัฐธรรมน ูญ กฎหมายจะออกมาอย่างวิเศษเลย แม้ว่าเราจะแพ้ก็เปลี่ยนแปลงเพราะประชาชนเข้าใจเพ ิ่ มขึ้นในค่าเฉลี่ ย ก้าวหน้าไม่เสียหลาย ทุกคนแบ่งเอากุศลไปเลยที่มาช่วยกัน _อ.กฤษฎา … เห็นด้วยครับ อย่างผมไปหลายจังหวัด เห็นปรากฏการณ์ว่าเห็น ติด ธงชาติ จะมีความเป็นพี่น้อง ความเป็นไทยส่งถึงกัน เราเป็นคนไทยมีน้ำใจ เป็นรูปธรรมที่เห็นชัดว่าความก้าวหน้าเป็นลำดับๆ อย่างน้อยมวลมหาประชาชนมีมิตรไมตรี เมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเป็นธรรมฤทธิ์ เป็นสยามเทวาธิราช พ่อครูว่า … พอดีมีคำถามมาทาง 107.9 ส มณะ บินก้าวส่งมา _ทำไมการชนะตนจึงจัดว่าเป็นความชนะที่ประเสริฐ ที่แท้ พ่อครูว่า… การชนะตนนี่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ การชนะตนเป็นส ิ่ งแท้ส ิ่ งประเสริฐ เพราะว่า คนเราในโลกีย์ มันตั้งต้นตั้งใจเอาชนะ แย่งลาภยศสรรเสริญ แย่งกาม แย่งโลกธรรม ก็แย่งกันทั้งนั้น ถ้าแย่งได้ถือว่าชนะซึ่งต้องแย่งมาจากคนอื่น พระพุทธเจ้าว่าอย่างนั้นไม่ถูกต้อง ไปเบียดเบียนคนอื่น เป็นการเห็นแก่ตัว การชนะตัวตนได้คือการไม่เห็นแก่ตัว ถ้าเห็นแก่ตัวก็ไปเบียดเบียนคนอื่น ถ้าเราไม่แย่งจะได้ไหม? เราอยากจะมีลาภเป็นลาภธัมมิกาก็สร้างสมรรถนะความรู้สามารถแล้ว ทำเอาจึงจะเป็นลาภอันประเสริฐไม่เบียดเลยใคร ถ้าเราเลิกเบียดเบียนที่จะไปเอาจากคนอื่นแต่เราสร้างเอง ได้ลาภโดยธรรม แล้วถ้าเราได้มากก็แบ่งแจกคนอื่น เราสร้างสิ่งจำเป็นอาศัยใช้สอย เราถนัดเก่งทำอันนี้เป็นของที่คนใช้กัน เราทำได้มาก เราก็ไปแลกอันอื่นที่เราไม่ได้สร้างแต่เราต้องใช้ สังคมก็จะอยู่กันอย่างเผื่อแผ่เจือจานกัน สมัยโบราณก็ใช้ของแลกของ แต่ของมีค่ามากขึ้นก็เขียนตั๋วแลกกัน ของมันแลกกันแต่เหลือค่าอยู่ก็เขียนตั๋วค้างไว้ เรียกว่าตั๋วแลกเงิน คุณก็มีหนี้อยู่ 500 แต่ตอนนี้มันเกิดตั๋วแลกเงินกลางมากมาย เรียกว่าธนบัตร ก็เกิดจากตั๋วแลกเงิน เกิดจากการตีราคาค่าของ แต่ก่อนก็แลกกันไม่ถือว่าค่ามากหรือน้อย ไม่คิดเล็กคิดน้อย ไม่คิดว่าได้เปรียบเสียเปรียบ จนกระทั่งมาเป็นตั๋วแลกเงิน เพราะคิดว่าไม่เท่ากัน ก็กลายเป็นธนบัตรเป็นตั๋วแลกเงิน กลายเป็นใบกระดาษสารพัดนึก แลกกันได้ทั่วโลกเลย สรุปคือถ้าเราไม่เอาเปรียบ ไม่โลภไม่เห็นแก่ตัว ลดกิเลสได้ เราไม่แย่งชิงเอาเปรียบเอารัดไม่มักได้แย่งชิง โลกจะสงบสุข เหลือเฟือ เพราะความเห็นแก่ตัวมันมากจนกระทั่งมากจนเผื่อพอ แล้วไปหลงดีใจว่าถ้าเราโกงได้มากยิ่งดี เรามีความสามารถ ก็เอามาสะสมกอบโกยเท่าไหร่ก็ไม่พอ เพ ิ่ มได้ไม่หยุดยั้ง ยิ่งอ้างว่าเอาไว้ให้แก่ตระกูลลูกหลานอีก แม้ไม่มีลูกหลานก็ยังโลภเลย โง่จนกระทั่งไม่รู้จักพอ กิเลสนี่โง่ทำให้สังคมเสื่อม หนักเข้าโลภแรงก็เกิดจากกิเลสตัวนี้จริงๆ _อ.กฤษฎา … ถ้าเรารู้จักพอเพียง อยู่สันโดษก็คือรู้จักความเป็นไปของชีวิต ดูเหมือนว่าอโศกมีหนังสือสรรค่าสร้างคน จะตอบปัญหาชีวิตที่พ่อครูได้ตอบมาได้มาก พ่อครูว่า … ใน หนังสือ นี้บางที่มาจากไตรปิฎก แต่ส่วนมากนำมาจากที่อาตมาได้พูดสาธยาย นำมาทำ เป็นหนังสือสรรค่าสร้างคน ตั้งแต่หัวข้อแรกเลยคือหลักการทำงาน ซึ่งทำงานแล้วจะก้าวหน้า เป็นการชนะตัวเอง หัวข้อที่ถามมาก็คือชนะตัวเองประเสริฐแท้ เพราะว่าโลกเห็นแก่ตัว แต่เรากลับมาเสียสละ ทำให้ได้เถอะชนะตัวตนที่จะเอามาให้แก่ตัว พระอรหันต์ทำได้ พึ่งตนรอด แล้วทำงานให้เหลือเกินกินเกินใช้ กล้าจนกระทั่งไม่ต้องสะสม มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น ปรปฏิภัทธา เม ชีวิกา ชีวิตก็เนื่องด้วยผู้อื่นเลี้ยงไว้ เพราะเห็นคุณค่าเรา เขาก็หามาให้ใช้ _ ก็เขามาทำให้เราบาดเจ็บล้มตาย แล้วเราไม่ตอบโต้อะไร การชนะตนเองจะต้องทำตนเหมือนฝึกมวยไว้รับไม่รุกเหมือนออกกำลังกาย … พ่อครูว่า… เราฝึกรับได้แต่ว่าคุณฝึกไว้นี่ท่าทีมันฝึกไว้จะรุกเขานะ เราทำแบบรับได้ มันลึกซึ้งเป็นเรื่องกรรมวิบาก เราไม่ทำตอบเขาได้นี่ประเสริฐแล้ว เราก็ไม่มีวิบากเพิ่มเติม ถ้าเราตอบโต้ เขาก็ไม่หยุด จะตบไปตบมา ฆ่าไปฆ่ากันมา มี Action ก็มี Reaction ถ้าจะป้องกันตัวก็ทำได้แต่ต้องฝึกใจไม่ให้ทำร้ายเขา เพราะย ิ่ งคุณฝึกตนให้มีความสามารถ ย ิ่ งอยากจะตอบโต้ หรือ อยากลองของ มันก็ไม่ดี มันมีหลักประกันที่จิตตนไม่เห็นแก่ตัว ฝึกตายก็ยอมได้ คุณฝึกป้องกันตัวไปเถอะ แต่ถ้าถึงอย่างนั้นก็ไม่ต้องป้องกันตัว เกื้อกูลให้เขาเลย เรามีน้ำใจให้เขา แค่นี้เขาก็ไม่ทำร้ายเราแล้ว ยิ่งมีลีลาช่วยเขาทั้งกาย วาจา ใจ รับรองเขาแพ้อยู่แล้ว ไม่ต้องไปฝึกป้องกันตัว _ ถ้าผมเหลืออด โดนไล่ล่า แล้วอดไม่ไหวจะบาปไหม นับ 1 ถึง 10 หลายรอบแล้ว พ่อครูว่า… บาปแน่นอน บาปคือกิเลส คือเหลืออดตอบโต้ไปก็บาป ถ้าคุณอดไหวไม่ตอบโต้ ไม่ด่าตอบ ไม่ทำกายกรรมเลย ไม่ออกมาเลย เหลือแต่ข้างใน เขาไม่รู้ก็ไม่มีแรงตอบโต้มากนักเพราะคุณไม่แสดงออกทางกาย วาจา แม้คุณจะโกรธแต่คุณกลบเกลื่อนได้ก็ดี แต่จะให้ดีก็ทำใจไม่ให้สะสมกิเลสเพราะถ้าสะสมตกผลึกกิเลสมาก็ระเบิดได้ อย่างนี้เป็นสัจธรรม คนที่จะกล้าไม่โต้ตอบจริง ต้องมีคุณธรรมจริง ไม่มีใจตอบโต้แก้แค้น กิเลสมันมีแรงไม่มากพอที่จะให้เกิดทางกายวาจาตอบโต้เขาก็เป็นคุณธรรมระดับหนึ่ง _อ.กฤษฎา … การไม่กลัวตาย พูดเหมือนกันแต่บางทีจะไปตอบโต้เขามันคนละสภาวะ พ่อครูว่า … การไม่ตอบโต้ไม่กลัวตายด้วย ก็เป็นส ิ่ งประเสริฐ เขาจะทำเราลดลงๆ ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง เช่น หมาต่อสู้กัน ตัวไหนยอมแพ้ก็หางงอลงไป มันก็ไม่ทำร้าย มันแค่แสดงเดินอา ด ๆไปแค่นั้น มันจะไม่ทำคนที่ยอมแพ้ เป็นสัญชาติญาณสัตว์โลก คนไหนที่ยอมแล้วยังไปทำร้ายเขาอีกนี่เลวกว่าหมาอีก เขายอมแล้วยังไปซ้ำเติมอีก อันนี้สู้หมาได้ เลวกว่าหมา เป็นหมายิ่งกว่าหมา เป็นเรื่องลึกซึ้ง ถ้าไม่ฝึกทำไม่ได้ สังคมเราถ้าไม่ฝึกธรรมะ โลกเขายอมไม่ได้ ตบมาไม่ตบตอบก็ไม่ใช่คนสิต้องทำตอบสิ อย่างนี้โลกๆเขาคิดกัน อย่างพวกเรามีคนชื่อหินไท ขณะเกิดคดีสันติอโศก เขานำสืบที่วัดมหาธาตุ ก็มีกองเชียร์ฝ่ายโน้นเขาเป็นผู้หญิงเกิดโกรธอะไรขึ้นมาก็ตบหน้าคุณหินไทที่เป็นผู้ชายในที่กลางสาธารณชนเลย ทั้งที่เราไม่ได้ไปทำอะไรให้เขา แค่ถ่ายรูปแค่นั้น มีคนเห็นอยู่เยอะแต่คุณหินไทก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร ไม่ทำให้อาตมาขายหน้าเพราะได้รับการฝึกฝนจิตใจแล้วก็ระงับได้ การตอบโต้ก็ดวงจิตโหดร้าย แต่ถ้ามันเบาบางก็ไม่ตอบโต้ อย่าไปนึกว่าเสีย แต่โดยสัจธรรมเราได้ โดยอหิงสาอโหสิ อาตมาจำได้ว่าเคยเขียนแจกว่า “สันติ อหิงสา อโหสิ” แต่คนเขาก็บอกว่าทำได้แต่สันติ อหิงสา ทำอโหสิไม่ได้ ตกลงคำว่า 3 คำนี้เลยกร่อนไป 2 เหลือแต่ สันติ อหิงสา หมู่ใหญ่เขาก็พูดแต่นี้ ไม่เอา อโหสิ เพราะเขาทำไม่ได้ แต่อโศกเราก็ใช้อ โหสิ ด้วย ทฤษฏีงาน 19 มันเป็นความเจริญสุดยอดของมนุษยชาติ 1 .มีคนที่ดี 2 .มีงานที่ดี 3 .มีความรู้ความสามารถ 4 .มีเวลาหรือมีโอกาส 5 .มีทุนที่เหมาะควร(อย่าไปโลภมามาก) 6 .มีสุขภาพและกำลังที่ดี 7 .มีความขยันอุตสหะบากบั่น 8 .มีหลัก มีระเบียบ มีเป้าหมาย 9 .มีการจัดสรรและจัดโครงการ 10 .มีการแบ่งงานและประสานเนื่องหนุน 11 .มีกะจิตกะใจ มีความใส่ใจ ขวนขวาย ไม่ดูดาย 12 .มีการปรับความเข้าใจกัน ให้เกิดความสามัคคีอยู่เสมอ 13 .มีการขัดเกลา ปฏิบัติ ละกิเลสเสมอ 14 .มีความเห็นดี ยินดี 15 .มีความเห็นจริง ซาบซึ้ง เชื่อมั่น 16 .มีสติ ปฏิภาณปัญญา 17 .มีสมาธิ ฌาน อุเบกขา 18 .มีความเสียสละแท้ 19 .มีพลังเป็นนำ้หนึ่งใจเดียวกัน(เป็นเอกีภาวะที่มีวิมุติเป็นพลัง) วิมุติสำเร็จจริงเป็นอรหันต์จะมีพลัง วิมุติของพระพุทธเจ้าจะมีพลังสร้างสรร ทำงานอยู่กับโลกอย่างมี พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) คือมีคนที่ดีก็จะมีพลังปัญญา แล้วมีพลังความเพียร ไม่อยู่เฉยหรอก คนจะข้ามโมฆะสงสารได้คือเราไม่พักเราไม่เพียร เราไม่พักอยู่ (อัปปติฏฐัง) เท่ากับยังเพียรต่อไป เราไม่เพียรอยู่ (อนายูหัง) เท่ากับพักหรือไม่ต่ออายุอิทธิบาท เราเป็นผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว (โอฆมตรินติ) ถึงเวลาควรพักก็พักไม่พักก็เพียร แม้เราป่วยเราก็รู้ เราก็พัก คนอาจงงว่าอย่างนี้หรือคือนิพพาน ไม่เห็นบอกว่าหมดกิเลสเลย แต่นี่คือคุณสมบัติอรหันต์ ทำการงานที่เหมาะควร เป็น พลัง 4 ได้แก่ 1. ปัญญาพลัง (กำลังคือ ปัญญา) 2. วิริยพลัง (กำลังคือ ความเพียร ขยัน) 3. อนวัชชพลัง (กำลังคือ การงานที่ปราชญ์ไม่ติ) 4. สังคหพลัง (กำลังคือ การสงเคราะห์ช่วยผู้อื่น) ที่พาพวกเรามาประท้วงนี่ ปราชญ์จะไม่ติเตียน แต่ผู้ท้วงคือผู้ไม่มีปัญญา การมีสุขภาพที่ดีเป็นสมบัติขั้นต้น จากนั้นมีความขยัน มีการจัดสรร เป็นเรื่องของโครงสร้าง จากนั้นเป็นเรื่องของนามธรรม คือเป็นคุณสมบัติของจิตวิญญาณ ถ้าโลกเขาจะทำงานก็จะต้องบอกว่ามีทุนไหม แต่ถ้าทางธรรมจะตั้งต้นที่มีคนไหม แล้วค่อยมีงาน อาตมาพาคนสร้างสรรให้เกิดงานแล้วทุนจะอยู่ข้อ 5 โน่น อย่างคุณเป็นลูกจ้างก็ไม่ต้องมีทุน แต่ถ้าได้งานแล้วคุณมีความรู้สามารถ คุณทำลงไปก็จะได้ทุน แต่ทุกวันนี้ระบบทุนนิยมจะเร ิ่ มที่ทุน ไม่พูดถึงคน ไม่พูดถึงความรู้สามารถ เป็นเรื่องตลก ทางโลกีย์กับโลกุตระจะต่างกัน เราพาทำนี่เราไม่คำนึงถึงทุน แม้มีทุนมากเราก็ไม่สะสม เป็นเรื่องย้อนแย้ง ชาว อโศกทำมานี่ตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่ได้มีทุนมากมายแต่มาด้วยแรงงาน ด้วยเต็มใจ เป็นคนกับเป็นงานมีน้ำใจมา รับรองว่าที่ไหนก็ได้ ขอให้เรามีความรู้สามารถกับพากเพียร ทรัพย์ของคนอยู่ที่ไหน อยู่ที่เงินหรือธนาคารก็ไม่ใช่ แต่ทรัยพ์อยู่ที่สมรรถภาพกับความขยัน ถ้าคุณมีความสามารถแต่ไม่ขยันก็ไม่ได้ มีความ ขยันแต่โง่ก็ไม่ได้ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ (มีความสุจริตในความรู้สามารถ ด้วยนะ แม้มีรู้สามารถแต่ทุจริตเขาก็จะไล่คุณ แม้ขยันก็ยิ่งจะไล่เร็ว) ถ้ามีความรู้สามารถแต่เห็นแก่ตัวแก่ได้ก็ไม่ดี อาตมาพาพวกเราทำนี่ไม่ห่วงหาอาวรณ์ มีคนห่วงว่านี่เราตั้งโรงเรียนนะตั้งมา 20 กว่าปีแล้ว คนห่วงว่าเด็กเรามาทำอย่างนี้ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ เอาเปรียบเอารัด แล้วจะออกไปสู้กับสังคมได้หรือ สอนให้เสียสละจะถูกเอาเปรียบได้มากสิ คนเขาว่าอย่างนั้น สอนแบบนี้จะไปสู้โลกทันเหลี่ยมทันโลกได้อย่างไร แต่จริงๆแล้วออกไปเซ่อซื่อ แต่ซื่อสัตย์ขยันนี่แหละดีจ ะ ช่วยตัวเขา เราจะได้อยู่กับคนดี คนดีจะเห็นค่าเรา จะเห็นใจ ช่วยเหลือ ยิ่งเราไม่เห็นแก่ตัวแล้วขยันอีกต่างหาก เขายิ่งอยากได้ อย่างเด็กนักเรียนเราจบอาชีวะแล้วเขาก็จองตัวเลย เดี๋ยวนี้รู้แล้วจองตัวก่อนจบเลย เราไปทำงาน ก็ มักน้อยสันโดษ เขาให้เงินเดือนเพิ่มก็ไม่เอาบอกว่าพอแล้ว หรือเขาให้ เรียก เงินเดือน เราก็เอาแ ค่ น้อยๆก็พอ แต่พออยู่ไปก็จะเกิดเห็นว่าอยู่กับเขาไม่ได้แล้วจะขอลาออก เขาก็ไม่ให้ออก จะให้เงินเดือนเพิ่ม แต่ว่าเราก็บอกว่าไม่ใช่เงินเดือนน้อย ที่ให้ก็พอแล้ว แล้วก็ออกมาทำงานอยู่กับพวกเรา มาทำงานฟรี คือจิตมันถึงขีดแล้ว ความสุขกับเงินนี่เมื่อใจเราพอ เราไม่ต้องการมากแล้ว ไม่ตะกละด้วย ไม่หลงโลกเขาที่พาหรูหรา เราไม่หลง เรามีปัญญาพอ แค่นี้พอ จิตมันจริง มันสันโดษคือพอจริง …. จบ