570109_เรียนอิสระฯ พ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่องดีเอ็นเอของพุทธถูกจุดชวาน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570109_เรียนอิสระ เรื่องดีเอ็นเอของพุทธถูกจุดชวาน ที่เวทีชุมนุม มัฆวานฯ โดยพ่อครูโพธิรักษ์
_อ.กฤษฎา … วันนี้วันที่ 9 มกราคม 2557 ที่เวทีชุมนุมมัฆวานฯ ที่ผ่านมารายการพ่อครูมีเรื่องเกี่ยวกับ “สันติปฏิวัติ” วันนี้เรามีการพูดคุยประเด็นข้อกฎหมาย ซึ่งระหว่างกฎหมายและศีลธรรมนั้นควรเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร การใช้กฎหมายอย่างไม่คำนึงจริยธรรมนั้นเป็นอย่างไร ทำไมทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น เนื่องจากอะไร เกี่ยงกับเรื่อง มโนปุพพัง คมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา พ่อครูว่า...จุดนี้เป็นจุดที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มโนปุพพัง คมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ปุพพังคือมาก่อน อะไรก็มาจากจิต แล้วจะเจริญสำเร็จก็ด้วยจิต ที่ว่าจิตเป็นหลักเป็นต้นตอคือทำไมไม่เสร็จสักทีเพราะไม่สำเร็จไปที่จิต ต้องแก้ไขที่ตัวเหตุที่อยู่ที่จิตที่รู้ในอริยสัจ คือ สมุทัยอริยสัจ ต้องค้นที่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นสิ่งที่ตรัสรู้ของพุทธ เป็นปรมัตถธรรม ปรมะคือบรม อัตคืออัตถะหรือเนื้อแท้ ส่วนบรมคือสูงส่งยิ่งใหญ่ รวมเป็นเนื้อแท้ที่สูงส่งยิ่งใหญ่ที่เป็นต้นตอที่แก้ไขแล้วเสร็จจบ เราต้องศึกษามุ่งให้ได้ที่นี่คือจิต เราต้องตรวจสอบให้ดี แต่ละคนยิ่งมาทำงานบริหารประเทศสังคม ที่เดือดร้อนเพราะผู้ที่เรามอบหมายให้ไปทำงาน นั้น มีอำนาจในการทำงาน มีอำนาจสั่งการ สามารถแก้ไขหลักเกณฑ์ต่างๆ สามารถใช้ทรัพยากรของประเทศ ก็เลยเป็นโอกาสที่ ถ้ากิเลสมาก ก็ตาลาย เห็นลาภยศต่างๆ มีอำนาจทำด้วยก็สั่งการได้ ถ้าคนไม่จริง จิตเห็นแก่ได้ ขี้โลภจัด อาฆาตมาดร้าย เห็นแก่ตัว อัตตาจัด บ้านเมืองก็เสียหายเดือดร้อนอย่างที่เป็น การแก้ไขต้องแก้หลักแรกเลย คือ ต้องตรวจภาวะทางจิต ต้องมีคุณธรรม แล้วจึงให้คนเหล่านั้นมีโอกาสไปทำงาน ต้องตรวจสอบจิตใจ คุณธรรมที่ลึกซึ้งถึงจิต มีวิธีตรว
อ่านต่อ
จสอบได้ โดยการคบคุ้นกันในสังคมก็พออ่านออกได้ว่าใครเห็นแก่ตัวหรือเสียสละ มักน้อยสันโดษ มันพอรู้กันอยู่ในสังคม ผู้มีบทบาทในสังคมก็พอรู้กันได้ ใครมีชื่อเสียง แม้เขาไม่อยากมีชื่อเสียงก็เป็นปรากฏการณ์ได้ แล้วความประพฤติที่จะให้มีคุณธรรมเกิดได้ต้องศึกษาฝึกฝนให้จิตเจริญให้ได้ การศึกษาทุกวันนี้ทั่วโลกเลย ไม่คำนึงถึงจิต คำนึงแต่เทคนิคความรู้สามารถเป็นหลัก เรียนมีฝีมือสามารถเลี้ยงตนเป็นหลัก คนเลยเผินไม่ลึกในคุณธรรมความดี เป็นความผิดพลาดทั้งโลกเลย ทุกมหาวิทยาลัยเลย แล้วไม่คำนึงด้านจิตใจเลย ไม่คำนึงคุณธรรมเลย ตามภูมิอาตมานะ ข้อบกพร่อง คือผู้รู้ไม่ได้รู้ทฤษฏีที่วิเศษในโลกเพราะความรู้พุทธไม่กว้างพอในโลก หลายประเทศในโลกไม่รู้จักศาสนาพุทธ นอกจาก ผู้ รู้ไม่มากนัก ส่วนประชากรโลกส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักพุทธ จะรู้คริสต์ อิสลามหรือฮินดูมากกว่าอีก นอกจากไม่รู้พุทธแล้ว ผู้รู้พุทธยังไม่รู้พุทธอย่างสัมมาทิฏฐิอีก เพราะพุทธไม่เหมือนศาสนาใดในโลก ศาสนาทั่วไปในโลกเป็นเทวนิยม นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพระเจ้าก็เข้าใจว่ามีอยู่แต่ไม่รู้แจ้งว่าคือพลังอะไร แต่ก็พอรู้ว่าเกี่ยวกับชีวะ แต่เรียกโดยภาษาว่า S oul หรือ S pirit ก็แล้วแต่ หรือเรียกอื่นๆอีกก็คือพลังงานที่มีความรับรู้เหมือนมนุษย์นี่แหละ แต่ยกให้ว่าเป็นพลังงานเหนือมนุษย์ ยกย่องเป็นพลังงานที่มีอำนาจ เป็นผู้สร้างทุกอย่างในมหาจักรวาลนี้เลย บันดาลได้ มีสิทธิ์เด็ดขาด นี่คือความเข้าใจทั่วไปก็เป็นส่วนใหญ่ที่คนในโลกเข้าใจอย่างนี้ ไม่ชัดเจน จึงเป็นส ิ่ งที่ยกไว้เป็นพิเศษที่จะให้เอามาใช้ในโลกเป็นตัวแทนเพื่อที่จะนำสาร นำโองการพระเจ้ามาเป็นวจนะก็จะมีคนเกิดมาถือว่าเป็นพระบุตรหรือสาวกที่ต้องเป็นของที่พระเจ้าประทานมา ใครจะเป็นเองไม่ได้ต้องมีพระบุตรที่เอาโองการพระเจ้ามาประกาศ _อ.กฤษฎา … เป็นภาวะที่อยู่ในมโนลึกๆ จิตนั้นละเอียดลึกซึ้งมาก โดยอัตภาวะเป็นสิ่งหนึ่งของแต่ละชีวิต สัตว์โลกแต่ละชนิด คนแต่ละคนก็มีอัตภาพเป็นมโนหรือวิญญาณเป็นของตนๆ ภาวะพระพุทธเจ้าระลึกรู้ละเอียด ชาติต่อชาติ เริ่มต้นที่จะรู้จักจิตเจตสิกชัดเจน จิตเข้ากระแสเป็นผู้เป็นพระเจ้า พ่อครูว่า… ในจิตมีพลังไม่ดี คริสต์เรียกว่าซาตาน ส่วนฮินดูเรียกว่ามาร อิสลามเรียกไซตอนหรือซิน เป็นอัตภาวะนั้นที่ไม่ดี ส่วนจิตดีเรียกว่าพระเจ้า ส่วนความลึกซึ้งคือสัตว์โลกมีจิตวิญญาณอันนั้นได้ ทั้งจิตซาตานก็ตัวเรา จิตพระเจ้าก็ตัวเรา มันมีสองลักษณะอยู่ในนั้น โสดาบันจะรู้จักลักษณะนี้เรียกว่า สักกายะ เป็นตัวตน เร ิ่ มต้นโสดาบันจะเริ่มรู้จักอันนี้ ต้องรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ คำว่าอุเทศคืออธิบายบอกได้ให้คนอื่นรู้ได้ ต้องเป็นผู้ที่รู้แจ้งมาก่อน จึงอธิบายได้ เป็นส ิ่ งที่ไม่มีตัวตนรูปร่าง _อ.กฤษฎา … ภาษาหนึ่งที่เขามักพูดกันว่าของขึ้น มันหมายถึงลักษณะอาการโกรธ จี๊ดเลย ภาษาวัยรุ่นคือจี๊ดเลย เป็นอาการสภาวะ พ่อครูอธิบายว่า ถ้าเป็นโสดาบันจะทันลักษณะนี้ รู้ทันอารมณ์นี้ ทั่วไปเรารู้ว่าเราของขึ้น แล้วเราก็ยังรู้สึกอยู่ พ่อครูว่า … มันก็ปรากฏอยู่ ถ้ามันหายก็คือมันหายไป แต่มันจะมีความจำอยู่ อาการรวมเรียกว่า สังขาร อาการรู้สึกจี๊ดหรือร้อนขึ้นมา ไม่ชอบใจ เป็นโทสะมูล ส่วนต้องการได้มาคืออาการโลภ ส่วนราคะคือต้องมาเสพรสทางทวาร 5 เรียก กามคุณ 5 สรุปแล้วที่เจาะให้ฟังบ้างคือ พุทธสอนเรื่องความจริงของจิตวิญญาณ จะเรียกว่ามโนหรือหทัยซึ่งแปลว่าที่ตั้งของจิต ที่ไม่มีที่อยู่แน่นอน เช่น เมื่อตาสัมผัสรูปก็เกิดวิญญาณ ที่เราเห็นนี่รู้ที่ใจเรา เราต้องกำหนดตรงนั้นแหละเป็นหทยรูป คือเกิดสังขาร เกิดวิญญาณหรือเกิดเวทนาก็อยู่ตรงนั้นแหละ ผู้ไม่รู้ก็ไปกำหนดที่ตั้งในร่างของตน คืออยู่ในห้องของหัวใจ ในห้องใดห้องหนึ่งอย่างนั้นไม่ใช่ แต่เมื่อเราเห็นภาพแล้วเรากำหนดรู้ เสียงเราได้ยินก็กำหนดรู้ เกิดวิญญาณ ทางทวาร 6 ตรงที่มันรู้มันไม่กำหนดสถานที่ตรงไหนๆเลย ถ้าเราสัมผัสก็ว่าเราเอาน ิ้ วแตะตรงนี้ แล้วกำหนดรู้ว่าเราสัมผัสว่านี่คือโลหะ นี่คือแก้ว แล้วเราจะบอกว่านี่คือหทยรูป ส่วนเสียง รูป นั้นเรากำหนดสัมผัสไม่ได้ แต่ว่าสัมผัสกายนั้นเรารับรู้ได้ เย็นร้อนอ่อนแข็ง ว่าหทยรูปมันตั้งอยู่ตรงนี้ๆ อย่างกายสัมผัสนี้ชี้ชัดง่าย _อ.กฤษฎา … ผมได้ยินเสียง แล้วเรากำหนดที่ไหน ที่หูมันก็ไม่ใช่ แล้วที่ไหนล่ะก็ไม่รู้แต่ผมกำหนดได้ว่าผมได้ยินเสียงรับรู้ได้ เป็นต้น พ่อครูว่า … พระพุทธเจ้าตรัสรู้อันนี้ เป็นอเทวนิยม Atheism คำว่า อ แปลว่าไม่ แต่ไม่ได้แปลว่า ไม่เอาเทวะ ไม่รับเทวะ ไม่นับถือพระเจ้า ไม่เอาเทวดา อย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เสียหาย แล้วก็ทำให้ศาสนาแบ่งแยกกัน หาว่าพวกเทวนิยมงมงาย แตกแยกชั้นวรรณะ ตนเองก็ไม่ได้เรียนรู้ พลังงานที่เทวนิยมเรียนรู้ก็มีจริง อเทวนิยมก็มีจริง แต่ไม่ใช่ไม่รับพระเจ้า แต่ว่ากลับรู้จักพระเจ้าจริง รู้ว่าจิตวิญญาณพระเจ้าคือ พระปัญญาธิคุณ พระกรุณาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ เป็นตรีมูรติ เป็นรากฐานที่สุดยอด คุณสมบัติสามอย่างวิเศษนี้ พุทธรู้ดี ผู้ที่สร้างให้ตนมีต้องเป็นผู้รู้ก่อน มีปัญญาธิคุณ รู้ว่าสร้างเลวไม่ดีก็เลิก หาเหตุที่สร้างเลวแล้วกำจัดเหตุ เหลือแต่พลังงานดีสร้างดี จนสะอาดไปเรื่อยๆ สูงสุดเป็นอรหันต์ อัตภาวะของแต่ละคนสามารถเรียนรู้ได้ เป็นพระเจ้าได้ ล้างหมดไปจากจิต เป็นอรหันต์ จิตเจริญจริง มีคุณสมบัติเช่นนี้ ไม่หนีสังคม รู้จักทำการงาน รู้งานเลวเป็นอกุศลกรรม รู้งานดีเป็นกุศลกรรม รู้เลิกงานชั่ว ทั้งปัญญาก็รู้ กิเลสก็เอาออกได้ มีกรุณาคือช่วยผู้อื่นได้ ทำการงานมีคุณค่า ครบสมบูรณ์จริง ศาสนาพุทธจึงเป็นจริงในแต่ละคน เร ิ่ มจากโสดาบันก็ไล่ผีไปได้ เริ่มเป็นสกิทาฯก็ดีขึ้น เป็นอนาคาฯก็ได้มากไล่ผีภายนอกได้แล้วช่วยโลกไปตามลำดับความรู้ความสามารถตนซึ่งบังคับกันไม่ได้ จึงเป็น ความรู้อเทวนิยม เป็นความรู้ของเทวดาที่จริงชัด ไม่เหมือนเทวนิยมที่สามารถทำให้เกิดอาการสภาวะเหมือนพระเจ้า ประหนึ่งพระเจ้า เพราะพระเจ้านี่สูงสุดแล้ว ทำตนใกล้พระเจ้าไปเรื่อยๆ แต่ของพุทธเป็นจริงที่ตนเลย เมื่อเป็นลูกพระเจ้าได้ สูงสุดก็เป็นพ่อพระเจ้าเลย เป็นสภาวะ สามารถเป็นผู้เป็นเจ้าของพระเจ้าได้ คำว่า อเท ว นิยม คือไม่มีอวิชชาในความเป็นเทวะ มีความรู้เต็มในเทวะก็คืออเทวนิยม มีตรีมูรติ พระอรหันต์ทุกองค์ มีความบริสุทธิ์ใจในการทำงาน แต่ความรู้ปัญญาจะต่างกัน ช่วยได้ต่างกัน แต่ท่านไม่มีเห็นแก่ตัวแล้ว อรหันต์จึงมีตรีมูรติจริง เป็นคนที่มีความรู้สามารถมีประโยชน์ต่อโลก ต่อสังคม เป็นผู้ไม่ทำบาป ทำแต่กุศล มีจิตบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่ทำบาปคือฆ่าซาตานหรือไซตอน กิเลสแบ่งได้ง่ายๆ 3 อย่างคือหยาบ กลาง ละเอียด หรือแบ่งได้ละเอียดกว่านั้นอีกก็ได้ บาปแปลว่ากิเลส ส่วนบุญคือการชำระกิเลส ถ้าล้างกิเลสหมดก็ไม่ต้องทำบุญอีก ทำจนแข็งแรงตั้งมั่น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ทำจนเป็นเองเรียกว่าตถตา เป็นอัตโนมัตเลย กิเลสสูญเป็นปกติเลย จิตบริสุทธิ์เป็นเช่นนั้นเอง เป็นความจริงที่เป็นเอง เราไม่ต้องทำอะไร มันก็สะอาด สั่งสมไปทุกๆปัจจุบันจนแน่ชัดเลยว่าเป็นเอง จนมั่นใจว่าต่อไปหากเจออย่างนี้อีกเมื ่ อไหร่กิเลสก็ไม่ขึ้น ขาวสะอาดเป็นจิตพระเจ้า เป็นคุณสมบัติของอาริยะ ไปตามลำดับ โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ แล้วเป็น พระพุทธเจ้าในที่สุด _อ.กฤษฎา … เมื่อพระพุทธเจ้าเผยแพร่ธรรมะในช่วงแรกๆที่ตรัสรู้ ทุกท่านที่เป็นอรหันต์ ก็ต้องมีลักษณะตรีมูรติไปตามบารมีแต่ละคน พ่อครูว่า … ไม่มีคำถาม ไม่มีข้อแย้งเพราะอรหันต์ทุกองค์ โพธิสัตว์ทุกองค์ รับใช้โลก เข้าใจโลกตามฐานะของตน แล้วท่านรู้แล้วว่าต้องทำงานแก่โลก ความสงบของพระพุทธเจ้าคือกิเลสตายไป เมื่อสงบคือกิเลสตายสนิทก็ไม่ต้องหนีไปไหนจึงอยู่กับสังคมเพราะจะช่วยสังคมได้ ไม่หนีออกป่า อย่างนั้นเป็นโลกันตะไปอยู่สุดโลก เหมือนมีคนที่เขาตามหาที่สุดของโลก แล้วถามพระพรหมว่าที่สุดของโลกอยู่ที่ไหน? (ปุคคลาทิฏฐาน) พรหมก็ว่าเรานี่แหละครอบงำโลก เราใหญ่สุด เขาก็งงก็ถามอีกว่าไม่ได้ถามว่าใครใหญ่ เราถามว่าที่สุดของโลกอยู่ที่ไหน? ก็ถามอีก พรหมก็ตอบเช่นเดิม เราใหญ่ที่สุดในโลก เขาก็จะถามอีก พรหมก็ดึงตัวเขามาเลยบอกว่าที่สุดแห่งโลกอยู่ที่ไหนเราตอบไม่ได้ต้องกลับไปถามพระพุทธเจ้า พุทธเป็นศาสนาที่ไม่ใช่รู้แบบเทวนิยมที่เขาจะรู้แบบ Prophecy คือรู้ตามโองการพระเจ้า เรียกว่า ศาสดาพยากรณ์ ไม่มีเหตุผลซึ่งแบบเหตุผลนั้นเรียกว่า Philosophy คือรู้ที่มาที่ไป รู้เหตุผลหมด แต่เข้าไม่ถึงความจริง ดังนั้นสายเทวนิยมเป็น Prophecy จะสูงสุดได้ก็เป็น prophet คือศาสดาพยากรณ์ แต่สาย Philosophy เป็นได้สูงสุดคือ Philosopher ถ้าเป็นปรากฏการณ์วิทยาก็สามารถรู้แยกแยะได้ทางทวาร 6 เรียกว่า Phenomenology เขาก็ศึกษากันมาก่อนก็มี ทุกวันนี้สังคม เกือบจะไม่เห็นเลยที่จะคำนึงถึงสภาวจิตที่มีคุณธรรม เมื่อไม่มีคุณธรรม แต่กลับมีแต่กิเลสเห็นแก่ตัวมากก็เลยแย่อย่างนี้ สรุปคือต้องคัดคนมาทำงานเป็นนักกฎหมายให้เป็นผู้มีคุณธรรม ผู้อาสาทำงานการเมืองคือมารับใช้สังคม ไม่มีสิทธิ์พูดว่าไปทำงานอาชีพการเมืองเพราะกิเลสมันเห็นแก่ตัว ถ้าไม่เป็นจริง ไม่เป็นอรหันต์จริงก็ยังไม่บริสุทธิ์ พระพุทธเจ้าเมื่อได้อรหันต์ 60 องค์แรกก็ส่งไปทำงานในเมือง อยู่ กับสังคม ไม่ได้ส่งไปปลีกเดียวอยู่ป่า ดังนั้นที่ศาสนาเสื่อมนั้นคือมีอยู่ 10 อย่าง เช่น ไปหาอาจารย์ในป่า ไปหลงว่าการปฏิบัติในป่าเป็นฐานสูง ก็กลับกัน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่เผยแพร่ศา ส นาใหม่ๆ ในอัมพัฏฐสูตร ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163 ) พุทธสอนให้คนรู้จริงเรื่องกิเลส แล้วกำจัดกิเลสได้ ไม่ ให้มีเหลือความเห็นแก่ตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ ทุกวันนี้คนไม่มีหิริโอตตัปปะเลย เป็นโด้ง่านเลย หนักหนาสาหัส เราต้องมาไล่อย่างนี้ ไล่ไม่ค่อยไปเลย ดันทุรังขายหน้าตัวเองตลอดเวลา ให้การศึกษาเอาคุณธรรมเป็นหลัก ต้องแก้การศึกษา เรามีการศึกษามีปรัชญาคือ ศีลเด่น 45 ส่วน เป็นงาน 35 ส่วน แล้วชาญวิชา 25 ส่วน ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่รู้เท่าทันโลก ถ้ามีคุณธรรมจริงจะได้เอง เราต้องเลือกบุคคลมาทำงาน แบ่งเป็น ก.คนฉลาดมีความเก่งทางสมอง (ต้องรักษาศีล ปราชญ์ต้องรักษาศีล) คนมีสมองแต่ไม่มีศีลธรรม คนที่ฉลาดมากๆแต่ไร้ศีลธรรมนี้น่ากลัวมากเลย อย่าใช้ ต้องให้มีศีลธรรมเป็นตัวหลัก แต่ถ้าคนไม่ฉลาดจะไม่กล้าทำชั่วมาก เพราะทำชั่วทีไรก็โดนคนจับได้ไปไม่รอดหรอก ข.คนมีฝีมือ มีความสามารถ (ถูกเอาเปรียบโดยผู้ฉลาด) เราต้องปราบคนที่หลงฉลาด แล้วเอาไปกดความรู้สามารถ ใ ห้ สังคมจำนน เพราะคนฉลาดไปกดไว้ ดังนั้น ผู้ฉลาดต้องรักษาศีลหรือต้องมีคุณธรรมเป็นเครื่องประกัน การศึกษาจึงต้องมีคุณธรรมหรือมีศีลธรรมเป็นหลักประกัน _อ.กฤษฎา … คำสั่งศาลวันนี้ ที่ DSI เขาจะขอออกหมายจับ กปปส. 33 คน ศาลก็ไม่ออกหมายจับให้เพราะไม่มีเหตุผลพอ พ่อครูว่า … เราย ิ่ งฉลาด เรายิ่งต้องศึกษาศีลธรรม เพราะไม่อย่างนั้นเราจะใช้ความฉลาดในการเอาเปรียบ ได้เปรียบ จงจำไว้ว่า ได้เปรียบเป็นบาป แล้วยิ่งเอาความได้เปรียบไปเอาเปรียบยิ่งเป็นบาปอีก _อ.กฤษฎา … อย่างคุณสุเทพที่เดินแล้วคนยิ่งมาช่วยมาให้เงินอีก นี่คือปรากฏการณ์ของสังคมที่ดี เป็นดีเอ็นเอพุทธ มาแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่กำนันสุเทพเริ่มเดิน แล้วมีคนเอาเงินมาให้ ทั้งที่ไม่ตั้งใจไปรับ ต่อมามีมากขึ้นๆก็เป็นปรากฏการณ์ พ่อครูว่า … เป็นสิ่งงดงามมาก ทำไปเถอะ แต่อาตมาเห็นคุณธรรมของคุณสุเทพ เป็นส ิ่ งดีซ้อนในตัวคุณสุเทพอีก คนเห็นใจมากก็มาช่วย _อ.กฤษฎา … ตอนนี้โซเชียลมีเดียส่งมาคือ มีเด็กนร.ศึกษานารี ออกมาโบกมือให้ลุงกำนันสุเทพเต็มชั้นเลย พ่อครูว่า … นี่คือดีเอ็นเอพุทธ กำลังจุดชวาน อันนี้บอกอีกฝั่งหนึ่งให้ทราบว่า อย่าบังอาจต้านโต้เลย แพ้แล้วล่ะ! เพราะว่าตอนนี้ไม่ใช้เรื่องบังเอิญ คลุมเครือ ถ้าคุณยังง่านอยู่ก็ไม่รู้ แต่เป็นความจริงของการตื่นรู้ตื่นตัว เป็นดีเอ็นเอของพุทธะคือผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เกินต้านแล้ว จะไม่เชื่อก็ดูต่อไป _อ.กฤษฎา … ตอนนั้นอยู่ที่สวนลุมฯ ก็จินตนาการว่าจะเกิดอย่างไร ความเป็นพุทธจะเป็นตื่นรู้เบิกบาน ผมนึกถึงภาพเด็กๆที่ออกมาตอนนี้ เป็นสิ่งที่บอกถึงความเบิกบาน ทุกคนออกมาร่วม พ่อครูว่า … คุณสุเทพมาทำก็เกิดอันนี้ มีหญิงชราเอาแบงค์ 20 ยับยู่ยี่ใส่มือให้ คุณสุเทพก็สัมผัสเลยว่าอันนี่มันเลือดวิญญาณเลยนะ 20 บาท กำเงินมาให้แซมดินดูว่า นี่เขาเอามาให้จากจิตวิญญาณเขานะ ทั้งที่มีแบงค์ 1,000 เป็นเช็คเป็นแสนเป็นล้านก็ไม่ได้วิญญาณสัมผัสเช่นนี้ เหมือนหญิงชราคนหนึ่งกำดอกบัวเหี่ยวๆมารอให้ในหลวง ในหลวงก็มาสัมผัสกับมือหญิงชรา อันนี้แสดงถึงจิตวิญญาณ ถ้ามักมากก็จะไปหารวยใหญ่รวยมาก เป็นความหรูหราใหญ่โต มันออกนอกทางพุทธ _อ.กฤษฎา … นี่คือพุทธ หลายคนขึ้นเวทีก็แสดงตัวว่ากล้าเป็นกบฏนะ พ่อครูว่า … ไม่กลัวตายด้วย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พลัง 4 ผู้มีพลัง 4 จะพ้นภัย 5 1. ปัญญาพลัง (กำลังคือ ปัญญา) 2. วิริยพลัง (กำลังคือ ความเพียร ขยัน) ไม่ได้ทำเพื่อเอาอามิส ทำงานเพื่องานก็ไม่ทำงานที่ผิด มีปัญญารู้ จะไปทำงานที่ผิดทำไม แต่ถ้าเสี ่ ยงมากไปก็ไม่ทำ ต้องมีผลดีตั้งแต่ 70 % ขึ้นไปจึงจะทำถ้าจำเป็น เรามีงานมากมาย ปกติแล้วต้องซัก 80 % ขึ้นไปจึงทำ 3. อนวัชชพลัง (กำลังคือ การงานที่ปราชญ์ไม่ติ) 4. สังคหพลัง (กำลังคือ การสงเคราะห์ช่วยผู้อื่น) พ้นภัย 5 1. อาชีวิตภัย (ภัยอันเนื่องด้วยชีวิต ไม่กลัวแม้ เศรษฐกิจ จะแย่) 2. อสิโลกภัย (ภัย คือ การติเตียนจากคนโลกๆ) เพราะชัดเจนว่าเราทำดีทำถูก คนมาติก็คนโง่เท่านั้น มีพลังปัญญา 3. ปริสสารัชภัย (ภัยคือ การสะทกสะท้านต่อสังคม) 4. มรณภัย (ภัยคือ ความตาย) 5. ทุคติภัย (ภัยคือ ทุคติ เช่น อบายภูมิ นรก เดรัจฉาน ฯ) (พลสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 209 )
ผู้มีคุณอันสมควรก่อน จึงพร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง ผู้เป็นโสดาบันแล้วก็สอนได้อย่างโสดาบัน ผู้มีคุณธรรมสูงขึ้นก็สอนได้มากขึ้น ตาม… ศรัทธา 10 ประการ 1. ศรัทธา (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจเป็นต้น) 2. ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่ง จรณะ 15 ) 3. พหูสูต / พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้น) 4. เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง) 5. เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น) 6. แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท 7. ทรงวินัย 8. อยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในเสนาสนะอันสงัด (คืออุเบกขา) 9. ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน ๔ 10. ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 10 ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ฌานของพุทธเป็นฌานลืมตา จะได้ตามลำดับ จะอนุโลมมีปีติบ้าง คุณจะมีสัจจานุโลมิกญาณต้องมีการวางเฉยต่อสังขารได้มากพอ ต้องมีฐานมั่นมากพอที่จะสังขาร ถ้าฐานไม่มั่นพอก็จะตกได้ ต้องเผื่อพอไว้เลย คุณมีฐาน อุเบกขา ที่มีคุณสมบัติมากพอไหม? องค์ธรรมของอุเบกขา 1. ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5 ) 2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบ แข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3. มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) 4. กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงานอันไร้อคติ) 5. ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) จิตตั้งมั่นอันโลกธรรมทั้งหลายกระทบแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว (ผุฏฐัสสะ โลกธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ น กัมปติ) เพราะลาภยศสรรเสริญ เป็นอันตรายอันแสบเผ็ดแม้พระอรหันต์ขีณาสพ ถ้า พระอรหันต์จะมีสังขารุเปกขาญาณ มากพอจึงจะสัจจานุโลมิกญาณได้ ทำงานได้มากปรุงเพื่อช่วยโลกได้มากขึ้น นี่เป็นสัจจะของพระพุทธเจ้าที่จริง จะอนุโลมได้มากแค่ไหนก็ต้องประมาณ อาริยะบางคนถ้าไม่มีปีติก็ทำงานไม่ออก จิตมันสุขสงบก็ยินดีในความสุขสงบ แต่ไม่ได้ยินดีในการได้โลกธรรม เรียกว่า วูปสมสุข มันจะต่างกับโลกียสุข ต้องอ่านจิตสุขตัวนี้ออก แรกๆก็มีสุขใจบ้างเป็นสุขสงบ ยืมภาษามาพูดเท่านั้น โดยเนื ้ อแท้นั้นไม่ตรงหรอก สุดท้ายเป็นอุเบกขาเป็นฐานนิพพาน เป็นฌาน 4 แต่อุเบกขาไม่ใช่แห้งๆ อุเบกขาพระพุทธเจ้ามีคุณสมบัติ 5 อย่าง แข็งแรง คลุกคลีกับโลกธรรมก็สะอาดได้ มีจิตที่ มุทุ(จิตหัวอ่อน) เชิงปัญญาก็ไว เชิงเจโตก็ไวในการปรับจิต _อ.กฤษฎา … วันนี้ดูเหมือนฝ่ายรัฐบาลจะออกข่าว พยายามให้เกิดความกลัว คนจะได้ไม่มาชุมนุมกันมาก พ่อครูว่า … ต้องฟังความสองฝ่าย แล้วตามไปตรวจสอบความจริงด้วย แล้วคุณจะเกิดปัญญาในการเลือก พระพุทธเจ้าให้เลือกเลยว่าเห็นอันไหนเป็นธรรมวาที อันไหนเป็นอธรรมวาที ให้อิสระในการเลือกเอง เพราะเขายิ่งสู้ยิ่งอธิบายทั้งที่เขารู้ทั้งรู้ว่าผิด เขาก็จะโกหกไปเรื่อยๆ มันอาจโง่และโกหกด้วย ดั้งนั้นควรจำนนเถอะ ถ้ารู้ว่าเราต้องโกหกก็เลิกเถอะ แต่ถ้าไม่รู้ว่าผิดก็ต้องแสดงออกอย่างโง่ๆก็แสดงมาเถอะ เราก็จะเห็นโง่ยกกำลัง ไปกดดูใน Google เลยว่า ใครโง่ที่สุด _อ.กฤษฎา … เขาอาจหาว่าที่เราจะปิดกทม.วันที่ 13 ม.ค.นี้ เขาก็จะบอกว่าเพราะเราปิดกทม.จึงทำให้ชาวนาไม่ได้เงินในวันที่ 15 ม.ค.นี้ ที่เขาจะหาเรื่อง พ่อครูว่า … อยากจะเผยหลักหนึ่งว่า กฏหมายหรือกฎเกณฑ์กับสิ่งจริงที่เป็นจริยธรรม เป็นอย่างไร สังคมเราต้องมีกฎหมาย ตั้งขึ้นแล้วก็ต้องช่วยกันทำต้องรักษา บางอย่างมีโทษด้วยถ้าทำผิด เป็นส ิ่ งจำเป็น แต่การใช้กฎหมายอย่างไม่คำนึงจริยธรรมก็มี อันนี้แหละการใช้กฎหมายอย่างพาซื่อไม่คำนึงคุณธรรม อันนี้นักรัฐศาสตร์ต้องคำนึง เราต้องเรียนรู้คนที่มีคุณธรรม ต้องใช้หลัก Minority R ight คำว่า R ight แปลว่าความดีงามความถูกต้องด้วย หรือแปลว่าสิทธิมนุษยชนด้วย คนดีมีคุณธรรมนั้น หรือคนมีกิเลสน้อยหรือไม่มีกิเลส ก็จะทำตรงข้ามกับคนมีกิเลสมาก ดังนั้นจึงให้คำนึงถึง Minority R ight ซึ่งอาจเป็นส่วนน้อย จะไปเป๊ะๆเอาแต่ R ule หรือกฎหมาย อย่างนั้นจะทำลายคนดีให้เสียหาย การที่ใช้กฎเกณฑ์นี้ อีกฝ่ายหนึ่งที่ตรงข้ามกับเราทำ ต่างคนต่างว่า ป ระชาชน เป็นพวกตนเอง ต่างคนต่างเป็นป ระชาธิปไตย ก็เอาพยัญชนะไปใช้ เขาก็ยึดหลักเกณฑ์เท่านั้น เขาจะไม่พูดถึงคุณธรรม เขาจะพูดถึงแต่กฎหมาย ทั้งที่เขาต่างหากผิดกฎเกณฑ์มากกว่า เขาไม่มีทางมาแย้งเรื่องคุณธรรม เราเอาความบกพร่องผิดพลาดมาพูดเท่าไหร่เขาแพ้หมด มีแต่ใช้วาทะกรรมมาครอบงำความคิด ให้ดูแต่สื่อสารของตนเอง ดังนั้นฝ่ายไหนที่ให้ดูแต่ข้อมูลด้านเดียวพวกนี้แคบ และเชื่อง่าย คนโง่จะชอบแบบนี้ จะอยู่ในกะลาครอบเท่านั้น ต้องดูช่องนี้ช่องเดียว เป็นความแคบตื้น ไม่รู้ถ้วนทั่ว เป็นความบกพร่องของสังคม การใช้กฎหมายหรือหลัก ต้องคำนึงถึงธรรมะหรือคุณธรรมจริยธรรม มาวินิจฉัย ในการใช้กฎเกณฑ์ ในนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ก็ต้องสอน ว่าต้องใช้คุณธรรมจริยธรรมในการวินิจฉัย ถ้าเอาแต่กฎเกณฑ์จะผิดพลาดทำลายสัจธรรม อย่าพาซื่อ ส ิ่ งเหล่านี้ต้องคำนึง อย่างผู้พิพากษาจะเข้าใจได้ดี พวกที่ใช้แต่กฎหมายเอาไม้บรรทัดมาวัดนี่ไม่ได้เข้าใจรัฐศาสตร์จะไปไม่ออก สังคมไปไม่ได้ เราต้องใช้สัปปุริสธรรม พระพุทธเจ้าสอนอย่างละเอียดเลย ให้ยืดหยุ่น มีสัจจานุโลมิกญาณ _อ.กฤษฎา … การประชุมวันนี้ของกระทรวงสาธารณสุข สรุปว่าจะไม่ทำงานให้รัฐบาล และจะร่วมชุมนุมด้วย ปลัดกระทรวงบอกว่าจะเป็นตัวอย่างให้กับกระทรวงอื่น พ่อครูว่า … สาธุ สาธุ สาธุ ที่มีดวงตาเห็นธรรม ประเทศไทยได้ขนาดนี้แล้ว อาตมาจึงพูดว่า พวกคุณอย่าต้านเลย ยิ่งดิ้นยิ่งเข้าเนื้อ _อ.กฤษฎา … ทาง โ รงพ ยาบาล หลายโรงพยาบาลเตรียมพร้อมสนับสนุน กปปส.ด้วย จะจัดทีมรักษาใครมีบัตรประชาชนมาแสดงก็ไม่ต้องเสียค่ารักษาเลย มีซุ้มอาหารให้บริการด้วย พ่อครูว่า … เป็นเรื่องงดงามมากเลยที่เกิดขึ้นได้ ต้องมาร่วมกันช่วยกัน เสียสละไปลดกิเลสไป เมื่อรู้ตัวก็สูงเสียแล้ว เรามีมิตรดีสหายดีสังคมส ิ่ งแวดล้อมดี ที่เราได้เป็นไปตามธรรมของพระพุทธเจ้า เป็น วรรณะ 9 คือ 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) # สรุปที่ธรรมะย่อมชนะอธรรม … จบ