สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน หลุดพ้นจากถ้ำด้วยจรณะ 15 วิชชา 8.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข2 มีนาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน หลุดพ้นจากถ้ำด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 พ่อครูว่า...มาต่อ พระไตรปิฎก ...คนไหนไม่ชอบฟังซ้ำฟังวน ก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเวธแทงทะลุรอบธรรมะพระพุทธเจ้าได้ ก็จะไม่เห็นความสำคัญ ส่วนคนที่ฟังแล้วยิ่งซ้ำแล้วก็ขยายซ้ำวน เห็นแง่มุมที่ออกไป ฟังแล้วจึงเกิดธรรมรส มีความพิสดารหลากหลายของธรรมะแง่มุมต่างๆของธรรมะมันก็ยิ่งจะชื่นใจ คนที่ไม่เข้าใจธรรมะองค์ประกอบรายละเอียดอย่างที่ว่านี้ก็ยาก

จากพระไตรปิฎก ล. 29 คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 2 ว่าด้วยนรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย [30] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ(สตฺโต คุหายํ) เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว(พหุนาภิฉนฺโน) นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง(ติฏฺฐํ นโร โมหนสฺมํ) นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก(ทูเรวิเวกา) ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย. [31] คำว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้วมีความว่าทรงตรัสคำว่า เป็นผู้ข้องไว้ก่อน. ก็แต่ว่าถ้ำควรกล่าวก่อน กายเรียกว่า ถ้ำ. คำว่า กายก็ดี ถ้ำก็ดี ร่างกายก็ดี ร่างกายของตนก็ดี เรือก็ดี รถก็ดี ธงก็ดี จอมปลวกก็ดี รังก็ดี เมืองก็ดีกระท่อมก็ดี ฝีก็ดี หม้อก็ดี เหล่านี้เป็นชื่อของกาย. (พ่อครูว่า...อะไรก็ตามที่จิตไปติดยึดอยู่คือ ถ้ำ อย่างมหาบัวนี้ติดหมาก เขาเรียกหลวงตามหาบัว) คำว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ คือ ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ในถ้ำ เหมือนสิ่งของที่ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ที่ตะปู ซึ่งตอกติดไว้ที่ฝา หรือที่ไม้ขอ ฉะนั้น. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความปรารถนาในรูป ความเข้าไปถือ ความเข้าไปยึดในรูป อันเป็นควา

อ่านต่อ

มตั้งมั่น ความถือมั่น และความนอนตามแห่งจิต บุคคลมาเกี่ยวข้องอยู่ในความพอใจเป็นต้นนั้น เพราะเพราะนั้น. จึงเรียกว่า สัตว์. คำว่า สัตว์เป็นชื่อของผู้เกี่ยวข้อง พ่อครูว่า...เพราะไม่สนใจกามที่เป็นกาย ไม่มีตัวอย่างที่ละได้ตั้งแต่ต้น หากละจากกามไม่ได้อย่างชัดเจน จะไปล้างชั้นที่ 2 ชั้นที่ 3 ก็หมดหวัง คุณจะไม่มีดวงตาจะไม่มีความละเอียดพอ เพราะตาหยาบคุณยังสัมผัสไม่ติด กามก็ไม่รู้จัก แล้วจะอวดเก่งไปรู้จักภพภายในก็เป็นสิ่งปลอมวิมานปลอม เพราะไม่มีดวงตาที่จะเจียระไนเพชร ต้องเจียระไนลึกเข้าไปเรื่อยๆถึงแก่นแกน แต่ยังไม่ผ่านภายนอกเลย มันก็เป็นไปไม่ได้มันเป็นอุตริที่โมฆะ ไม่มีลำดับ เป็นความหลงของเดียรถีย์จมในความหลง ไม่ว่ายุคไหนปางไหนก็เป็นเช่นนี้ ศาสนาพุทธถึงได้เสื่อมลงไปจนถึงทุกวันนี้ ผิดหมดเลย ขออภัยไม่ได้ใส่ความ หากอาตมาไม่เกิดมาจะไม่ละเอียด จะมีผู้ที่รู้บ้างแต่ไม่ชัดเจนละเอียดอย่างที่อาตมาเอามาขยายความ แล้วก็จมผิดไปตลอดกาลนาน อาตมาจึงมีหน้าที่ที่จะดึงกลับ คนที่อคติมองอาตมาว่าเป็นพวกอวดตัว เขาก็จะไม่ได้รับความรู้เลย เพราะว่าฟังอย่างอคติ ไม่เต็ม หากฟังอย่างเต็มไม่เป็นชาล้นถ้วย จะได้ เพราะเป็นธรรมะที่ละเอียดลออ [31] คำว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้วมีความว่าทรงตรัสคำว่า เป็นผู้ข้องไว้ก่อน. ก็แต่ว่าถ้ำควรกล่าวก่อน กายเรียกว่า ถ้ำ. คำว่า กายก็ดี ถ้ำก็ดี ร่างกายก็ดี ร่างกายของตนก็ดี เรือก็ดี รถก็ดี ธงก็ดี จอมปลวกก็ดี รังก็ดี เมืองก็ดีกระท่อมก็ดี ฝีก็ดี หม้อก็ดี เหล่านี้เป็นชื่อของกาย. พ่อครูว่า..ถ้าไม่มีอาตมาเกิดมาก็จะไม่รู้ว่า กายนี้ คือ มีทั้งข้างในและข้างนอกและต้องสำคัญที่ภายใน กายคือจิต มโน วิญญาณ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 230 เมื่อเขาไม่เข้าใจก็จะบอกว่าถ้าพุทธเจ้าบอกไว้ผิดหรือว่าแปลมาผิด หากไม่เข้าใจจะตีลังกากลับ ก็ไม่มีใครไขความว่า มันผิดพลาดไปไกลแสนไกลจากวิเวก ผิดไปไกลแสนไกล ปฏิบัติอย่างเดียรถีย์ เอาร่างกายออกป่าก็เป็นโมฆะมิจฉาทิฏฐิตั้งแต่เบื้องต้น ใน พระไตรปิฎกอัมพัฏฐสูตร ล.9 ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ 4 ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่ 4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน? 1. ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่หนึ่ง. พ่อครูว่า...ชาวพุทธในไทยทุกวันนี้เกือบทั้งหมดเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมของศาสนาถ้าปฏิบัติจะต้องเป็นผู้ที่ออกป่าไม่ใช่พระที่อยู่ในเมือง แม้แต่พระที่อยู่ในเมืองก็เชื่ออย่างนั้นแต่ตัวเองคงไม่ถึง ก็จะนับถือบูชาพระปฏิบัติที่ออกป่าเป็นพระกรรมฐานพระธุดงค์ เอาเรื่องล่องไพรออกป่ามาเล่ากัน เป็นพวกนอกรีตศาสนาพุทธน่าสงสารมาก เขาติดยิ่งกว่าติดยาอีก ยังเคารพยกย่องเชิดชูประกาศว่านี่คืออรหันต์ อาตมาเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องบอก มันสุดทาง

[164] 2. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้ สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สอง. (ข้อนี้หนักกว่าข้อแรกคือไม่มีพระวินัยแล้ว) [165] 3. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถที่จะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้าน หรือนิคมแล้วบำเรอไฟอยู่ สมณพราหมณ์นั้น ต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สาม. [166] 4. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วสำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่าผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง ๔ นี้ จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สี่. พ่อครูว่า...เขาออกแบบอาคารเป็นลูกโลกจานบิน ไม่มีใครเขาคิดได้อย่างแกหรอก หากให้แกอยู่ต่อคงสร้างวิหารในอากาศได้ นี่ดีว่าเขาคิดได้แค่จานบินกับลูกโลกนะ คำว่าประตูสี่ด้านทางสี่แพร่งคือเรือนใหญ่ไว้ดักทุกทิศใครมาก็ต้อนเข้าเรือนหมด จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็จะบูชาทีนี้เละเลย พวกนอกรีตทั้งหลาย อเจลกะ เดียรถีย์ เอาหมด ครบถ้วนบริบูรณ์ไม่เหลือแล้วศาสนาพุทธ น่าสังเวชใจ

เราเข้าสู่วิชชาจรณะ วิชชาจะระณะสัมปันโนเป็นพุทธคุณ 9 นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ…. สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน….

พ่อครูว่า...มาเข้าสู่ จรณะ 15 วิชชา 8 พระพุทธเจ้าไม่อุบัติจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มี ธรรมะพระพุทธเจ้าก็คือ จรณะ 15 วิชชา 8 แล้วก็ปฏิบัติอันนี้แหละนอกไปจากนี้ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า จรณะ 15 1. ศีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล . . 9. วิริยะ ปรารภความเพียร 2. อินทรีย์สังวร คุ้มครองทวารอินทรีย์ 10. สติ อันเป็นอาริยะ . . 3. โภชเนมัตตัญญุตา ประมาณในโภชนา 11. ปัญญา 4. ชาคริยานุโยค ประกอบความตื่น 12. ปฐมฌาน 5. ศรัทธา (เชื่อมั่น) . . 13. ทุติยฌาน 6. หิริ (ละอายต่อบาป) . 14. ตติยฌาน 7. โอตตัปปะ. (สะดุ้งบาป). 15. จตุตถฌาน 8. พาหุสัจจะ แทงตลอดในพหูสูต . (พตปฎ.ล.13/34) วิชชา 8

ปฏิบัติศีลข้อที่ 1 เกี่ยวข้องกับสัตว์ ก็เรียนรู้เวทนาเมื่อสัมผัสกับสัตว์จากการสำรวมอินทรีย์ทั้งตาหูจมูกลิ้นกาย ใจก็เกิดเวทนา คุณจะกินจะใช้อยู่กับสัตว์ทั้งหลาย จะฆ่าสัตว์มากิน มันใช่หรือ คุณต้องพิจารณาแล้วคุณต้องเกี่ยวข้อง แล้วคุณก็จะต้องมาเรียนรู้ความตื่น ชาคริยา ความตื่นอย่างมีสติเต็ม มีสติทางกายภายนอก วจีกรรม มโนกรรม มีสติคือความตื่นรู้ตัวทั่วพร้อมมีสติเต็ม หากคุณไปหลับตาและบอกว่ามีสติ คุณก็ทิ้งไปอีกตั้ง 2 กรรม ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เป็นภายนอกแท้ ทางวาจา คุณทิ้งหมด เอาแต่ภายใน ซึ่งหลงทางนามธรรม แต่มันไม่ได้หรอก ป่วยการ มันลมๆแล้งๆ เหมือนอย่างมหาบัว ที่ว่าฆ่ากิเลส เอาจริงสู้ตาย วันที่เท่านั้นพศ.นั้น ฆ่าให้ตายเลย เพ้อเป็นนิรมาณกายสร้างภพชาติ เป็นตัวตน ทั้งที่ไม่มี มีตัวตนในความว่าง เป็นเรื่องมุขขึ้นมาว่าเป็นตัวตน แต่แท้จริงว่างเปล่าปั้นมาเองนิรมาณกาย คนอื่นร่วมรู้ด้วยเป็นสัมโภคกาย ว่าพระอรหันต์ต้องจริงจังฆ่ากิเลสอย่างนี้ต่างเป็นคนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ อาทิสมาณกาย ต่างคนต่างไม่มีใครเห็นของใคร ต่างคนต่างบอด แล้วก็จูงกันไป ไปดูหนังใบ้ แต่พูดกันจังเลย คนใบ้คือคนหูไม่ดีนะ หูมันรับไม่ได้แต่พูดจัง เสียงดัง เพราะเขาไม่รู้เสียงของเขา หลังบ้านอาตมาเป็นที่อยู่คนใบ้แต่พูดกันล้งเล้งเลย ภาษาเละ เท่ากับคนตาบอด จูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ สมณะฟ้าไทว่า...เคยมีคนใบ้เช็คศีลข้อที่ 4 ว่าเพ้อเจ้อเขาคงเช็คในใจ ผมก็ถามว่าคุณเพ้อเจ้ออย่างไรเขาก็บอกว่าเพ้อเจ้อในใจ พ่อครูว่า...เหมือนคนตาบอด อาตมาเคยจะเขียนนิยายว่า พระเอกตาบอดไปรักกับคนตาใบ้ เขียนไดอะล็อก โรมานติกเสียไม่มี คนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ ศาสนาพุทธทุกวันนี้เป็นอย่างนี้ ไม่มีอะไรได้ขึ้นมาเลย มีแต่เปล่าดายน่าสงสาร อาตมาจึงรู้ว่างานหนักมาก ที่จะต้องสร้างสาระของศาสนาพุทธ พอศีลแล้วก็จบตรงศีลเพราะเขาไม่มีอปัณกปฏิปทา 3 สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค เขาไม่ฟังไม่ตื่นรับรู้ เขาจมอยู่ในถ้ำในความมืดไม่รับรู้ อชาคริยา เพราะเขาไม่มาอยู่กับโภชนะของกินของใช้ แล้วปฏิบัติกับของกินของใช้ โดยสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ตาหูจมูกลิ้นกายกระทบของกินของใช้ นี่แหละเรียนรู้ ตั้งแต่ กวฬิงการาหาร ผัสสะอันนี้แล้วรู้เจตนาในอาหารการกิน คุณก็จะรู้จักวิญญาณนามรูป แล้วก็จะเรียนนามรูปเป็นธรรมะ 2 ในผัสสะ แล้วอ่านเจตนา เจาะเจตนาจนถึงกามตัณหา เจตนามีตัณหา 3 ล้างกามตัณหา ก็เหลือภวตัณหา ไล่ต่อรูปราคะ หมดรูปราคะเหลืออรูปราคะต่อ มันจึงจะได้ มันถึงจะเป็นลำดับที่ถูกต้องและได้สมบูรณ์แบบ ไม่เช่นนั้น หัวหกก้นขวิด ตีลังกาหกคะเมน มันไม่ได้อะไรเลยน่าสงสาร จริงๆ เพราะฉะนั้นกามตัณหา ภวตัณหาก็ไม่เข้าใจ ก็เลยไม่มีทางที่จะรู้จักวิภวตัณหา เป็นตัณหาความต้องการความประสงค์ความอยาก พระอรหันต์เป็นผู้ที่มีวิภวตัณหา พระพุทธเจ้าก็คือผู้ที่มีวิภวตัณหา แต่เขาไม่เข้าใจเลย ว่าผู้ที่ไม่มี กามภพ รูปภพ อรูปภพแล้ว แต่มีประสงค์ อย่างเช่นอาตมาประสงค์จะสอน ให้รู้วิธีที่จะล้างภพ แต่เขาไม่มีปัญญาจะรู้ เขาไม่รับฟังด้วย เขาจะไปหลับตาหนีเข้าป่าอยู่ในภพ หลบหนีไปหมดท่าเดียว เป็นผู้ที่ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นคนปล้นฝง ศาสนาพุทธ แต่โฆษณาอีกว่าฉันคือผู้ที่ถูก แท้จริงเป็นผู้ที่ทำลายศาสนาพุทธเป็นโจรร้าย พระพุทธเจ้าเป็นพระราชาของธรรมะของท่านก็บอกไปเจอเข้าก็บอกว่าให้เอาไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มตอนเช้าก็ฆ่าไม่ตาย ตอนเที่ยงก็เอาไปฆ่าอีกก็ไม่ตาย ตอนเย็นก็ไม่ตายอีก เสียดายหอก ระวังมันเป็นคนดื้อๆๆๆ จัดๆ เขาวิ่งลงสู่หลุมถ่านเพลิงใหญ่คือกามภพ มีคนจะดึงขึ้นก็ดึงไม่อยู่ มีแขนสั้นก็เข้าช่วยกันดึงสองข้างก็ดึงไม่อยู่ ไม่มีวันรู้จักภพชาติ เหมือนวัวที่ไม่มีหนังก็แสบตลอดแต่เขาไม่รู้ตัว เขาเป็นวัวไม่มีหนังมีแต่น้ำเหลืองไหลเยิ้ม ปวดแสบปวดร้อนตลอดเวลาเขาไม่รู้ตัวเขาไม่เรียนรู้สัมผัส มันสัมผัสทุกข์ร้อนแสบเผ็ดมาก แสบก็ไม่เรียนรู้ เพราะเขาไม่ได้เรียนจากกวฬิงการาหาร เขาไม่เริ่มต้น ที่หลงกามฉันทะแล้วไม่ออกจากกาม อาหาร 4 เขาไม่รู้จัก แต่เขาหลงไปหมด ไม่เรียนรู้กามฉันทะ ผัสสะ ตัณหา 3 นามรูป เขามีพยัญชนะแต่ไม่ได้เรียนรู้ พยัญชนะก็โมเมกันไป จบเปรียญ 9 จบด็อกเตอร์ นามรูปปริเฉทญาณ ข้อที่1 ของโสฬสญาณ ญาณที่ 2 ปจยปริคหญาณ ก็ไล่กันคล่องปรึ๊ดเลย พูดไปแล้วเหมือนดูถูกเขาว่าเขา แต่อาตมาเอาความจริงมาพูดแต่เขาก็ไม่รู้เหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ สมณะฟ้าไท สรุปจบ 630221_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สมาธิหลับตาเหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน