สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สังโยชน์ที่เหลือคือชาติที่เหลือของโสดาบัน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข2 มีนาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สังโยชน์ที่เหลือคือชาติที่เหลือของโสดาบัน 7230... เมื่อจิตถึงพระโสดาบันจะรู้ว่า เราจะเกิดไม่เกิน๗ชาติ ชาวอโศกรู้ธรรมแต่ไม่เห็นธรรม คนเกิดจากอวิชชา พระองค์สอนไม่ให้มาเกิดอีก การเกิดทุกครั้งเป็นทุกข์ร่ำไป ถึงจุดสูงสุดของพี่น้องชาวอโศก หมดพ่อครูมีแต่จะถอยหลังท่าเดียว พ่อครูว่า... จะขออธิบายจากท้าย ที่ว่าหมดพ่อครูมีแต่จะถอยหลังท่าเดียว คำพูดนี้พวกคุณฟังแล้วรู้สึกอย่างไร...มันจะเป็นจริงอย่างที่ว่าไหม มีคนพูดว่าสำนักแต่ละสำนัก ก็มาเผยแพร่ความเห็นของเจ้าสำนัก เมื่อเจ้าสำนักยังอยู่ก็เผยแพร่ให้ลูกศิษย์เจริญดี เมื่อเจ้าสำนักตายไปแล้ว ไม่ช้าไม่นานสํานักนั้นก็จืดจางลางเลือนแล้วก็หมดสูญไป เป็นอย่างนั้นมาเยอะ ใช่ แต่สำนักใดที่มีสัตบุรุษมีผู้ที่มีเนื้อแท้หว่านลงไปที่จิตมนุษย์ เป็นสัทธรรมของพระพุทธเจ้า เกิดที่จิตที่มีรากฐานที่เป็นปัญญา มันเป็นธรรมะที่ลึกซึ้งมาก มีรากฐานของความสถิตเสถียร หรือมีรากฐานของความมั่นคง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิสัจธรรมของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องแล้ว สัมมาทิฏฐิแล้วมันจะไม่เป็นอย่างที่มันไม่ใช่ ส่วนสำนักที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิไม่ใช่สัตบุรุษแท้ก็จะเป็นอย่างนั้น แต่นี่ไม่ใช่ ความเห็นของคุณคนนี้คิดของคุณเอง เขาบอกว่านี่เป็นจุดสูงสุดของพี่น้องชาวอโศก เมื่อถึงจุดสูงสุดก็จะสลายไป เมื่อเจ้าสำนักตายไป ทีนี้ประเด็นที่ว่าพระองค์สอนไม่ให้มาเกิดอีก อันนี้พระพุทธเจ้าสอนให้ดับความเกิดให้ได้ เพราะฉะนั้นก่อนจะดับความเกิดได้จนกระทั่งถึงร่างกายไม่เวียนว่ายตายเกิดเลย อาตมาอธิบายไปจนหมดครบไม่รู้กี่รอบแล้ว ว่าผู้ที่เป็นพระอรหันต

อ่านต่อ

์สามารถแยกจิตแยกธาตุจิตของตัวเอง เมื่อตายลงไป ก็แยกธาตุจิตออกเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย จิตธาตุนั้นก็ไม่รวมตัวมาเกิดเป็นชีวะอีกจริงๆ เพราะมันหมดสิทธิ์ที่จะมารวมตัวกันเป็นเชื้อที่จะติดยึดเหมือนจิตนิยาม พระพุทธเจ้าท่านให้แยกแยะลักษณะ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามแล้วมาเป็นกรรมนิยาม ธรรมนิยาม ศาสนาที่ไม่มีความรู้เหล่านี้ไม่รู้จักคำว่าได้เรียนรู้กรรม เรียนรู้แต่ God เรียนแต่พระเจ้าไม่เรียนรู้กรรม ศาสนาพุทธนั้นกรรมเป็นใหญ่กรรมเป็นเรื่องสุดยอด ผู้ใดทำกรรม ทางกายทางวาจาทางมโน แล้วก็ทำมโนทำจิตตนเองได้โดยทำจิตแยกธาตุเป็นอุตุนิยามได้ จึงบริบูรณ์สุดจบ เพราะฉะนั้นความจริงแล้วผู้ที่บรรลุอรหันต์แล้ว เป็นคนอมตะ ตายก็ได้ไม่ตายก็ได้เกิดอีกก็ได้ไม่เกิดอีกก็ได้ คำที่พระพุทธองค์สอนไม่ให้เกิดอีกนั้นเป็นเพียงกิเลสหยาบกลางละเอียด เราสามารถประหารในใจของเรา ที่เป็นชีวะเป็นจิตนิยาม ประหารให้ตายสนิทเลยไม่ให้เกิดอีกนั่นคือเป้าหมายสำคัญสุดยอดของศาสนาพุทธ ไม่ได้หมายความว่าร่างกายนี้เกิดอีก เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้าใจธรรมะ 2 อย่างนี้การเกิดคืออะไร คนก็นึกถึงแต่ร่างกายเวียนตายเกิด ชาติสองชาติสามชาติ หรือ 7 ชาติ อย่างนี้ พอเข้าใจคำว่าชาติแค่คลอดจากท้องแม่ ตายทางร่างกายก็ 1 ชาติ พระโสดาบันก็เข้าใจว่าสูงสุดช้าที่สุดกว่าจะเป็นพระอรหันต์ นานที่สุดก็แค่ 7 ชาติ บางทีก็ 6 ชาติ โกลังโกละ บางทีก็ 4 ชาติ 5 ชาติ 3 ชาติ 2 ชาติ ก็คือโกลังโกละ ถ้าเกิดมาเพียงชาติเดียวแล้วเป็นพระอรหันต์ก็เรียกว่าเอกพีชี เกิดมาชาตินั้นก็บรรลุอรหันต์เลย เขาเข้าใจไม่ได้ว่า สกทาคามีก็แปลว่าเกิดอีก 1 ชาติ ก็บรรลุอรหันต์ เอกพีชีก็ 1 ชาติก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็แปลเหมือนกันเกิดมาอีกชาติเดียว ที่จริงแล้ว คำว่าชาติคำนี้ลึกซึ้งมาก คำว่าชาติ พระพุทธเจ้าแจกเป็น 5 อย่าง ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ชาติคือ คำรวม เกิดแบบไหนก็ได้ เกิดเป็นสัตว์โลกที่เป็นคนเป็นตัวตนร่างกายเกิดทางมดลูกเรียกว่า ชราภุชโยนิ หรือเกิดเป็นไข่ก่อน แล้วฟักเป็นตัว อัณฑชโยนิ หรือจะเป็น สังเสทชโยนิ เป็นการเกิดแบบแตกตัว ชนิดที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ เป็นแบคทีเรีย เป็นพวกจุลินทรีย์ กับ โอปปาติกโยนิ เป็นสัตว์ทางนามธรรมจิตวิญญาณ การเกิดชาติของศาสนาพุทธเรียกโอปปาติกโยนิ การเกิดทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่หมายถึงการเกิดทางร่างกาย คนนี้เขาว่าเมื่อจิตถึงโสดาบัน จะรู้ว่าเราจะเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ ก็เป็นความรู้ตื้นๆง่ายๆ ไม่ใช่ความรู้ของศาสนาพุทธเป็นความรู้ของทั่วไปเดียรถีย์ก็รู้แบบนี้ คนก็รู้การเกิดเป็นสัตว์ตัวตนบุคคลเราเขา ความจริงแล้วคำว่า 7 ชาติคำนี้มันหมายถึงสังโยชน์ สังโยชน์ทั้ง 7 พระโสดาบันจะพ้นสังโยชน์ 3 ก็เหลืออีก 7 ก็จะเกิดอีก 7 สังโยชน์ จะพ้นจากภพของกาม แล้วพ้นจากภพของรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา นั่นคือสภาพโอปปาติกะที่เราต้องเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ ดับ กามราคะ ปฏิฆะได้ก็เหลือ รูปภพ อรูปภพ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา เหลือเศษมานะ กำจัดมานะ เหลือเศษธุลีละออง อุทธัจจะฟองฝอยละเอียดก็เก็บให้หมด จึงพ้นอวิชชาสังโยชน์ หมดสังโยชน์ 10 การเกิดชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ชาติ สัญชาติ เป็นการเกิดธรรมดาของโลกีย์หมุนเวียนเป็นตัวตนบุคคลเราเขา พอเป็นโอกกันติ ก็จะหยั่งลง หากโลกีย์จะหมุนเวียนแค่ ชาติสัญชาติโอกกันติ โอกกันติ แปลว่าการหยั่งลง หมุนเวียนวนเวียนในโลกีย์มีอัตตาอวิชชาหนาแน่นมากขึ้นวัฏสงสารก็ยิ่งยาวนานมากขึ้นนรกก็ยิ่งยาวนานสวรรค์ยิ่งยาวนาน มีวัฏสงสารที่วนเวียนจนนานมากจนจำไม่ได้ ว่าตัวเองวนอยู่อย่างนั้น จิตวิญญาณก็จะจมหนักต้องทำชั่วทำบาปหนัก เขาจะรู้อยู่แค่นี้ จนกว่าจะมารู้มี อัญญธาตุ ธาตุโลกุตระ มีนิพพัตติ ถึงจะเริ่มเกิดใหม่เป็นภูมิโลกุตระที่สูงขึ้น สูงสุดยอดบรรลุการเกิดเป็นพระอรหันต์ อภินิพพัตติ นี่คือการเกิด 5 ประการ ก็ไม่มีใครมาอธิบายอย่างที่อาตมาอธิบายให้ฟัง เข้าแปลภาษาสู่ภาษา แต่อาตมาอธิบายไม่ตรงตามพยัญชนะคำต่อคำของเขาเลย แต่เป็นสภาวะที่สื่อสารออกมา หากเข้าใจอย่างที่อาตมาอธิบาย อาตมาเข้าใจที่เขาอธิบายอย่างโลกียะด้วยและอธิบายได้อย่างโลกุตระด้วย

สู่แดนธรรมว่า...นักศึกษาธรรมะในไทยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วธรรมะเป็นเรื่องลึกซึ้งคัมภีรา เขาเลยตัดสินว่าอโศกไม่รู้ธรรมะ พ่อครูว่า..เขาอยู่ในโลกกะลาของเขาก็ไม่รู้รอบๆของกะลานอกกะลาว่ามีอะไร เขาเป็นเช่นนั้น ขออภัยที่พูดเปรียบเทียบไม่ได้ลบหลู่630221_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สมาธิหลับตาเหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน