สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ในจรณะ 15.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข2 มีนาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ในจรณะ 15 สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน...ถ้าเทียบที่โอกกันติในชาติ 7 มันไม่ไปสู่นิพพัตติ อภินิพพัตติ มันวนสู่สัญชาติ พ่อครูว่า...จมสู่ความหลง หนักเข้าหนักเข้า เพราะฉะนั้นจุดที่สายนั่งหลับตาได้สูงสุดก็คืออสัญญีสัตว์ สัตว์ที่ใช้สัญญากำหนดไม่ได้แล้ว ไม่มีสัญญากำหนดแล้ว ธาตุจิต เจตสิก เวทนา สัญญา สังขาร มีตัวสัญญาเป็นตัวทำงานรู้ พอสัญญามันดับ สัญญามันไม่ทำงานเลยแล้วจะเอาเวทนาไปรู้ตรงไหนจะเอาสังขารมารู้ตรงไหน มันไม่มี เพราะคุณดับสัญญาไม่ให้สัญญาทำงาน คุณก็เป็นอสัญญีสัตว์ เป็นสัตว์แท้ๆเป็นสัตว์ที่อวิชชา ทีนี้ไปปฏิบัติก็เป็นการมิจฉาทิฏฐิมิจฉาปฏิบัติ เลยไปได้เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน ซึ่งเป็นฌานของอุทกดาบส ฌานหลับตา มืดและมืด เดี๋ยวนี้ก็ยังมืดอยู่เลย เป็นสัมภเวสีที่ไหนก็ไม่รู้ เพราะตายไปแล้วเป็นสัมภเวสีไม่มีใครเห็นใครหรอก มีแต่เดามีแต่ฟุ้งซ่านมีแต่อุปาทานไปว่าเห็น แต่แท้จริงเป็นนิรมาณกาย แล้วก็ร่วมสอดคล้องกันเป็นสัมโภคกาย แต่ต่างคนต่างก็คือคนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ทั้งนั้น ศีลเป็นหลัก เป็นข้อกำหนดเลย ศีลข้อที่ 1 คุณต้องเรียนรู้รายละเอียดของมันทั้งหมดกำหนดศีลข้อที่ 1 เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของและพืชอย่าไปทุจริต ส่วนสัตว์นั้นต้องมีเมตตาต้องช่วยกันหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวง ส่วนของนั้นอย่าทุจริต ทำอย่างสุจริตเสียสละแบ่งปันกัน ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวกับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กามคุณ 5 คุณต้องรู้ว่าตัวนี้เป็นตัวที่ทำให้จมอยู่ในโลกทั้งหลายที่เป็นโลกโลกียโลกของกามคุณ โลกกามารมณ์ กามฉันทะกามตัณหา เพราะฉะนั้นเป็นขั้นต้นขั้นที่หยาบ อันนี้ต้องให้ได้ก่อนแล้วคุณถึงจะรู้มีความรู้มีธาตุรู้มีรายละเอียดพวกนี้ หม

อ่านต่อ

ดไป จบไป จึงจะเหลือแม้แต่เป็นรูปราคะเศษส่วนของกาม แต่มันไม่เอาแล้วข้างนอกภายนอกมันหมดรส หมดกามรส มันเฉย มันกลางไม่กระดี๊กระด๊า แต่ระริกระรี้อยู่ในภายใน จมกับสัญญา เป็นความเคยชินเป็นสัญชาตญาณเก่าๆ แต่สิ่งใหม่ที่กระทบสัมผัสอยู่กับปัจจุบันนี้ ถ้าเป็นพระอนาคามี หมดกามภพ คุณสัมผัสคุณก็เฉยหมดสัมผัสเสียดสี นั่นคือพระอนาคามีแท้ มันก็เหลืออยู่แต่ของคุณเอง ปรุงกันนั่นแหละ อาตมาใช้ภาษาว่าขยำขี้ ปรุงเป็นรสของตนเอง ไม่เกี่ยวกับคนอื่นหรอก นี่มันขาดจริงๆๆ จะเป็นอย่างนี้แล้วก็ไปล้าง รูปราคะ ที่ยังมีเสพไปเรื่อยๆ ได้แล้วก็มีมานะ นึกว่าตนเองได้ดี ไปเบ่งข่มผู้อื่น อวดอ้าง ก็ลดลงๆ หมดมานะเหลือเศษน้อยก็ล้างอุทธัจจะ หมดแล้วก็หมดอวิชชา ก็จะชัดเจนขึ้นไป หมดสังโยชน์ เข้าสู่จรณะ ชัดเจนมากแล้ว เรื่องของศีล เรื่องของสัตว์ก็เป็นเรื่องของสัตว์ เรื่องของข้าวของก็เป็นเรื่องของข้าวของ เรื่องของกามคุณ 5 ก็เป็นเรื่องของกามคุณ 5 ศีลทั้ง 3 ข้อใหญ่ๆนี้ ข้อ 1 2 3 ส่วน วจี กับจิต ก็เป็นนัย ละเอียดต่อไปส่วนสภาวะจิตนั่น 3 ข้อแรก เรียนรู้และปฏิบัติตามจรณะ 15 ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด มันก็มี 3 ข้อ จะต้องมีการสำรวมอินทรีย์ อินทรีย์ทั้ง 5 ภายนอกและมีตัวที่ 6 เป็นตัวภายใน เป็นตัวร่วมเป็นกลายเป็นตัวผู้รู้เป็นเทว ต้องมีรูปนาม ต้องมีคู่ ตัวถูกรู้กับตัวที่เป็นผู้รู้ หากคุณโดดเดี่ยวไม่มีรูปนอกนั้นก็เป็นโมฆะ ผิด เพราะฉะนั้นจึงต้องหันมาสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 โดยมีนามข้างในกับรูปภายนอกทั้ง 5 ทวารทั้ง 5 ขาดจากทวารทั้ง 5 อินทรีย์ทั้ง 5 และมนินทรีย์ภายใน ร่วมกันเป็นคู่ปรุงแต่งกันอย่างขาดกันไม่ได้ ก็เรียนรู้จากที่สัมผัสของกินของใช้ ที่จริงของกินของใช้นี้มันผ่านเรื่องของเพศแล้วนะ เรื่องของเพศนี้มันเป็นแค่เรื่องของสัตว์เดรัจฉาน สัมผัสเสียดสีเกิดรส รสสัมผัสเสียดสีทางโลกทั้งผู้หญิงผู้ชาย จืดชืด เมื่อยแล้ว พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่าเรื่องเมถุนมีน้ำเป็นที่สุด หลั่งน้ำก็หลั่งจืดๆ แล้วมันเมื่อยนะ ถ้าคุณหมดรสของกามารมณ์แล้วนะ พูดไปจะเข้าไปหาลามกแต่ให้ฟังดีๆมันเป็นวิชาการ คุณสัมผัสเสียดสีคุณหลั่งน้ำ คุณจะไม่เกิดรสชาติ แต่คุณจะเหนื่อยมากๆ เพราะมันลึกซึ้งมากเลย อาตมาศึกษามาถึงขั้นนี้แล้ว สัตว์เดรัจฉานนี่มันจะติดรสของกาม ติดรสของกามแล้วมันก็จะหลั่งน้ำเป็นที่สุดเพื่อสืบพันธุ์ไว้เท่านั้น ทีนี้คนที่ไม่ติดในการสืบพันธุ์แล้ว ไม่ติดเรื่องสืบพันธุ์ก็ไม่ต้องมี พวกที่มาศึกษาธรรมะเรื่อยๆ เรื่องต่อเผ่าต่อพันธุ์ใครๆก็ทำได้ สัตว์เดรัจฉานก็ทำ เราไม่ต้องไปแย่งชิงเขา พระพุทธเจ้านี้สุดยอดเป็นเชื้อดีขนาดไหนทำไมไม่เอาพันธุ์ไว้ พูดเป็นนิยายน้ำเน่าเลย คือไม่เข้าใจ ผู้รู้ดีแล้วก็ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้สัตว์เดรัจฉานหรือคนอื่นเขามีหน้าที่ทำไป มนุษย์เขาบอกว่าถ้าไม่มีเพศสัมพันธ์มนุษย์ก็หมดโลกสิ ก็อย่าไปพูดอย่างนั้นเลย คุณเอาตัวคุณเองก่อนคุณจะหมดได้หรือยัง เอาคุณก่อนก็แล้วกัน ถ้าคุณหมดแล้วคุณจะรู้ว่ามันไม่ใช่ง่ายๆมันยากจะตายชัก จะไปเข็นให้คนอื่นเขาหมดแล้วคุณจะรู้เอง ว่ามันไม่ใช่ง่ายนะว่ามันจะหมด เพราะฉะนั้นนี่เป็นเรื่องที่ ปัจจัตตังตัวนี้เป็นเรื่องสุดยอดจริงๆ สรุปแล้วพระพุทธเจ้าถึงสรุปใช้คำว่าเรื่องเมถุนธรรมมีน้ำเป็นที่สุด น้ำที่ว่าคือเชื้อที่จะมีตัวสเปิร์ม เอาไปผสมเป็นพันธุ์ไป มีน้ำเป็นที่สุด ผู้ที่ลึกลงไปอีก พูดรายละเอียดเป็นวิชาการ โรงงานสร้างตัวสเปิร์ม ผู้ที่หยุดโรงงานสร้างสเปิร์มแล้วมันจะหยุด มันจะไม่สร้างตัวสเปิร์ม แล้วไอ้น้ำที่จะนำพาสเปิร์มก็จะแห้งและข้นไป ยากที่จะมีไปอีก เพราะฉะนั้นจึงป่วยการ รสก็ไม่นำพาจะให้ทำ พวกนี้โรงงานก็หยุดไป มันจะเป็นธรรมดาธรรมชาติของจิตของคุณมันจะหยุด เพราะฉะนั้นคุณจะมาบังคับให้มันสร้างโรงงานคุณเหนื่อยมาก คุณยากมากเลย ฟังขึ้นไหม ไม่ต้องทดสอบหรอก คุณจะรู้ แต่พระโพธิสัตว์จะได้เรียนรู้ไปอีกไม่รู้กี่ชาติจึงจะรู้รายละเอียดพวกนี้ตามสัจจะจริง เพราะฉะนั้นจึงไม่สงสัย ผู้ที่ยังต้องทดสอบอยู่คือผู้ที่ยังสงสัย ผู้ที่จบแล้วไม่สงสัยจะไปทำให้เมื่อยทำไมมันเสียแคลอรี่ เพราะฉะนั้นความจริงมันก็จะเป็นความจริง ความจริงก็คือผู้ที่จะต้องมีอยู่เป็นอยู่ ศึกษามาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 จึงค่อยรู้เรื่องพวกนี้ อาตมาจึงบอกว่าอาตมาจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ชีวิตไม่มีคู่เลย ส่วนพระสมณโคดมยังมีคู่อยู่ ขออภัยไม่ได้ข่ม แต่เพื่อพิสูจน์อันนี้ พระสมณโคดมท่านต้องการเอาแค่นี้ก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปได้แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าอาตมาจะทำจะพิสูจน์อีก พระพุทธเจ้าสมณโคดมท่านก็พิสูจน์มาแล้ว ท่านก็ทำมาเมื่อยแล้ว ท่านจะปรินิพพานแล้วท่านเอาแค่นี้ เอาแค่อายุ 80 ปีก็พอแล้วจบ ทำงานมา 45 ปีจบ พระอานนท์อาราธนาแล้วอาราธนาอีก ท่านก็ไม่เอาแล้ว ก็เพราะว่าเราทำนิมิตแก่เธอมาตั้ง 16 ครั้ง เธอยังไม่อาราธนาเรา ครั้งนี้เราตัดสินแล้วเธออย่ามาอาราธนาให้ยาก นั่นก็คืออาศัยนิมิตเป็นเครื่องตัดสินว่าพอแล้ว แล้วหน้าที่ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ก็ยังมีอยู่ ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโพธิสัตว์ อย่างน้อยโพธิรักษ์ก็ยังมาต่ออยู่ แล้วโพธิสัตว์อื่นๆก็ยังมีอีกเยอะแยะไป ยังไม่เกิดมาในยุคนี้ก็ยังมีอีก ก็ยังไม่ชัดเจนในตัวเองก็ยังมีอีกเยอะ ถ้าไปเรียนทางมหายานมีโพธิสัตว์เกลื่อนเลย เอาละ ตัดเรื่องนั้นไป

มาพูดถึงอปัณณกปฏิปทา 3 สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะคือการตื่น การตื่นนี้คือ มีสติรู้รอบ สติรู้รอบจะมีพลัง เรียกว่าอธิปไตย สติเป็นอธิปไตย เป็นพลังงานที่เป็นพลังแรงรอบครบ ครบอยู่สามด้าน 1. ครบในทางกาย 2. ครบในทางวจี 3. ครบในทางมโน ตื่นทั้งความเป็นมโน ตื่นทั้งความเป็นวาจา ตื่นทั้งความเป็นกาย ผู้ที่มี ชาครี หรือ ชาคริยา ความตื่นนี้ ในขณะที่มีกายต้องมีความตื่นครบรอบไม่บกพร่อง ในทางวาจาก็มีความตื่น ทางวาจา ครบรอบครบถ้วน ไม่ใช่พูดแล้วก็มะลำมะเลือง ไม่รู้ภาษา ตกตรงนั้นตรงนี้ไม่ใช่ กายกรรมมีพร้อมท่าทีลีลาคำพูดพร้อม กายนี้จะรวมทั้งวาจาและจิต เมื่อวาจาก็จะเอาแต่วาจากับจิตคุณก็ครบถ้วนตื่น แม้แต่ในมโน มโนของคุณก็ตื่น นี่คือชาคริยาครบ รู้ตัวทั่วพร้อมหมดทั้งนอกทั้งใน ทั้งกรรม 3 กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ตื่นหมดครบเลย นี่คือผู้ตื่นเต็ม แล้วเวลาจะทำงานนั้น เราก็มาทำงานกับข้างนอก มีกายกรรมกับวจีกรรม ส่วนมโนกรรมนั้นไปทำใจของใครไม่ได้ ต้องทำของตัวเองของใครของมัน ใครไปทำใจให้กันไม่ได้ ได้แต่แค่แสดงกายกรรมให้คุณดู พูดให้คุณฟัง เท่านั้น แล้วคุณก็เข้าใจตามกายกรรมกับวจีกรรมแล้วไปทำใจตัวเอง การทำมนสิกโรติหรือทำใจในใจ จึงเป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรม สัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่มีปรโตโฆสะ ไม่มีสัตบุรุษผู้รู้จริงรู้แจ้งจริงๆผู้รู้จักโยนิโสมนสิการอย่างถ่องแท้แยบคายละเอียดลงไปถึงที่เกิดจริงๆ ถึงจะพูดได้ถูก คุณจะไม่ได้ โยนิโสมนสิการไม่ได้ คุณจะได้โยนิโสมนสิการต้องเปิดใจ ปรโตโฆสะ เพราะฉะนั้นเหตุปัจจัยของการเกิดสัมมาทิฏฐิ 2 อย่างก็คือ ปรโตโฆสะ กับ โยนิโสมนสิการ ทวนไปถึงแสงอรุณ 7 คุณจะต้องมีมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี ที่นี่มีครบพร้อม มีสัตบุรุษ อาตมาเป็นต้น ขนาดอาตมาคุณก็ยังไม่ยอมรับคุณก็ไม่มีมิตรดีแล้ว แต่พูด นัตถิโลเก สมณพรหมณาฯ ที่สัตบุรุษบอกอยู่แล้วว่านี่คือสัตบุรุษเป็นสยังอภิญญา คุณก็เป็นแบบอุปกะชีวกะ ไม่เชื่อ แลบลิ้นเมื่อเจอพระพุทธเจ้า เป็นคนแรก เข้าใจให้ดีๆมาทำใจให้ดีและจะชัดเจน อาตมาเหมือนพูดอวดตัวตนคนเขาก็ยิ่งหมั่นไส้ 630223_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิชชาจรณะพาให้พ้นความเป็นสัตว์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน