170000-M มหาปรินิพพานสูตร ตอน13(สังเวชนีย4ที่เป็นธรรมาธิษฐาน)-พ่อท่าน-แดนอโศก.txt

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์105 KB
วันที่แก้ไข18 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

ซึ่งมีพระผู้ได้แย้งขึ้นหรือว่าพระอานนท์พระอานนท์แย้มเมื่อก่อนนี้ภิกษุก็ยังมาพูดอยู่จำพรรษาในทิศต่างๆมาเฝ้าพระคาถาคตก็ยังได้เจริญใจในข่าวนางพรายได้รับประโยชน์อะไรแต่ตอนนี้ไปแล้วการล่วงไปของพระผู้มีพระภาคคือเมื่อพระผู้มีพระภาคใดสิ้นไปแล้วนี่พวกข้าพระองค์ก็จะไม่ได้เห็นไม่ได้เข้านั่งใกล้แล้วพวกภิกษุผู้พวกภิกษุจะทำยังไงถึงจะเจริญใจพระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสตอบว่าลูกเกิดอานนท์สังเวชนียสถาน 4 แห่งเหล่านี้เป็น ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาสังเวชนียสถาน 4 แห่งนั้นก็มีหนึ่งสถานที่ประสูตินี่เป็นบุคลิกฐานธรรมดา 2 สถานที่ตรัสรู้ 3 สถานที่ได้เจริญได้เริ่มต้นดำเนินมีพระธรรมหรือว่าที่ปฐมเทศนาเรียกว่าปฐมเทศนาที่ 4 แห่งที่ 4 ก็คือที่ที่ปรินิพพานที่เสด็จนิพพาน 4 แห่งอย่างนี้เป็นที่ที่จะ ให้ระลึกได้นี่เป็นบุคลิกฐานทำไมพระพุทธองค์จึงได้ตรัสให้ระลึกถึงที่ 4 แห่งนี้เพราะว่าที่ 4 แห่งนี้คือที่เกิดหรือที่ตายเมื่อเราเข้าใจกันจนมาป่านนี้แล้วที่ผมเคยย้ำเสมอว่าที่เกิดหรือที่ตายหรือว่าการเกิดการตายมันอันเดียวกันคือการเกิดนั้นก็คือการเกิดที่ดีการตายก็คือการตายจากที่เลวที่เป็นลักษณะสิ่งที่ศาสนาพุทธย้ำยืนยันการเกิดการตายด้วยรูป จุดกายธรรมดาหรือการเกิดได้แบบสิ้นลมหายใจการเกิดแบบนี้นั้นมันก็เหมือนกันต้นไม้พังบ้านพังบ้านล้มหรือว่ามันเหมือนจะอะไรมันทำลายไปอันนึงมันเปลี่ยนมันเป็นการเปลี่ยนสภาพมันเป็นการเปลี่ยนสภาพธรรมดาต้องเข้าใจอุดมคติอันนี้ให้ได้ทีเดียวต้องเข้าใจจุดเป้าหมายนี้ได้ร่างกายตายต้นไม้ล้มบ้านพังโลกแตกมันก็เป็นเรื่องธรรมดาของอายุไขของการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปนอกฟังดีๆมันเป็นเรื่องธรรมดาธรรมดา ของอายุขัยเพราะเรื่องของธรรมดาของสิ่งใดๆก็ตามแต่เมื่อถึงวาระของมันอายุกลับของมันมันก็เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปของมันเป็นอย่

อ่านต่อ

างนั้นอย่างนั้นอย่างนั้นเพราะฉะนั้นถ้าเราจะไปทำให้สิ่งนี้มันไม่ตายสิ่งนี้มันไม่เกิดมันก็เป็นเพียงแต่แค่ไม่ให้อายุขัยอันนี้ไม่ตายไม่เกิดเท่านั้นเองซึ่งห้ามไม่ได้ห้ามไม่ให้ตายก็ไม่ได้ถ้าไม่เกิดก็ไม่ได้ถ้าสิ่งนั้นมีเหตุมีปัจจัยอยู่อย่างครบจะห้ามไม่ได้ห้ามไม่ได้เด็ดขาดเพราะฉะนั้นเราก็มารู้ถึงสภาพที่ดีที่สุดและที่ลึกที่สุดแล้วเราจะไปรู้เอง ก็คือมารู้สภาพของยอดปัญญาในคนจนกระทั่งให้คนนี่ยังเข้าไปรู้ต้นรากเหง้าของการเกิดการตายแท้จริงเราจะรู้ต้นรากเหง้าของการเกิดการตายแท้จริงได้ก็ด้วยการรู้อย่างฉลาดเราจะฉลาดได้เราก็ต้องทำจิตของเราให้เป็นจิตปัญญาแท้จริงรู้ความตายความดับของสภาพที่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่ไม่เห็นง่ายๆในสภาพของโลกหรือวัตถุอยากๆเพราะการเกิดการตายที่ลึกละเอียดพวกนั้นเราก็จะรู้กันไปช้าๆๆจนกระทั่งไปเห็นมโนปุพพัง แบ่งการเกิดทุกอย่างมาแต่เหตุอย่างนี้เพราะฉะนั้นเหตุที่ละเอียดลึกซึ้งเป็นต้นรากการนำเกิดอย่างแท้จริงเราก็จะรู้การเกิดอันนั้นอย่างแท้จริงได้เพราะฉะนั้นโดยบุตรกะลาอธิษฐานก็ง่ายง่ายพระพุทธเจ้าประสูติก็คือพระพุทธเจ้ามาสู่โลกเป็นรูปร่างเป็นการเกิดที่โลกรู้ดีเข้าใจดีประสูติเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็คือพระพุทธเจ้าเกิดอีกสถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็คือที่ที่เกิดอีกเกิดอย่างดีที่สุดเกิดขึ้นตายจากความเป็นผู้ยังหลงยังไม่เข้าใจรอบถ้วนได้เกิดมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริการเกิดอยู่ข้างในจิตอยู่ข้างในจิตเกิดผุดเกิดอยู่ในร่างเก่านี่แหละแม้แต่ที่ที่มีปฐมเทศนาพระปฐมเทศนาที่ที่ได้ยังอนุตตรธรรมมาจากให้เป็นไปที่นิสิตคณะปริศนาวันที่ไปสอนพระปัญจวัคคีย์เริ่มต้นแต่แรกในสถานที่นั้นก็เป็นการเกิดเกิดต่อกันอีกวันที่พระพุทธเจ้าไปแสดงธรรมเทศนาครั้งแรกแล้วก็เกิดพระธรรมเทศนาออกจากปากของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมจักรกัปปวัตตนสูตรและก็เริ่มมีผู้ใด ลายเลื่อมใสแล้วก็ถึงขนาดออกบวชเป็นพระสงฆ์ขอเป็นพระสงฆ์ตามพระพุทธองค์นั้นเริ่มต้นมีสิ่งที่เกิดมีเลขขาดมีความสืบต่อมีพระธรรมเป็นพระประจำเมืองมโนกรรมพระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็มีวจีทำเป็นว่าจีกรรมเป็นพระพุทธโดยสำรองออกมาแล้วก็เกิดมีผู้รู้เห็นแจ้งถ่ายทอดเข้าไปได้ถึงจิตของผู้อื่นอีกจิตผู้อื่นเกิดความเห็นแจ้งเป็นผู้ที่พุทโธขึ้นรู้อย่างแท้จริงได้อย่างแท้จริงด้วยเหมือนกัน มีพุทธะอันเดียวกันแต่ว่ายังไม่ถึงสูงสุดเท่าเท่านั้นแหละมีพุทธอันเดียวกันเป็นการรู้การเห็นแจ้งขึ้นมาด้วยก็เป็นการเกิดใหม่โดยคนใหม่เกิดอีกเกิดอย่างเดียวกันในสถานที่นั้นจึงเป็นสถานที่เกิดเหตุและแม้สุดท้ายสถานที่ที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแห่งที่ 4 ก็เป็นการเกิดเหมือนกันคือหมายความว่าพระพุทธเจ้าปล่อยให้ความเกิดนี้เกิดอย่างอิสระแล้วคือพุทธศาสนานี้เกิดอย่างเต็มรูปแล้วก็รักษาปกครองกันนะส่วนพระพุทธเจ้าเองกลายพันธุ์นี้มันเสื่อมโทรมแล้วมันก็จะดับไปเป็นธรรมดาบอกแล้วว่ามันเป็นความธรรมดาการเปลี่ยนแปลงของรูปขันอะไรต่ออะไรก็เป็นธรรมดามันก็จะดับไป จริงๆแล้วซ้อนอยู่ในนั้นอีกด้วยเมื่อหมดจากความดับไปเป็นธรรมดาแล้วท่านก็ดับความธรรมดานั้นอย่างลึกซึ้งด้วยท่านรู้รากเหง้าแห่งการเกิดอะไรอย่างสนิทมันไม่มีปัญหาอะไรที่จะมีตัวนำไปเกิดไม่มีรัศมีไม่มีโอชะไม่มีเชื้อที่จะเป็นโอชะเป็นสิ่งที่ติดยึดอะไรขึ้นเป็นน้ำเกิดอีกอย่างแท้จริงด้วยแต่พระพุทธเจ้าก็ปล่อยให้ผู้ที่ได้รับถ่ายทอดซึ่งกระทำซึ่งพุทธซึ่งคุณธรรมต่างๆที่เรียกว่าพระพุทธศาสนาไว้แล้วอย่างเต็มที่ก็ปล่อยตอนนี้ให้เป็นพุทธศาสนาเองโดยตัวเองลักษณะอันนี้เราจะต้องเข้าใจไม่ว่าเราจะต้องพยายาม เสมอว่าเมื่อความเป็นอิสระเกิดขึ้นแล้วเราต้องปล่อยอิสระพูดด้วยหยาบๆภาพอิสระเกิดขึ้นแล้วแล้วก็ปล่อยความเป็นอิสระให้แก่จิตให้แก่กายให้แก่หมู่ชนนี่หมายความรวมทั้งหมดเพราะฉะนั้นผู้ใดที่มีอิสระแล้วเราก็ปล่อยอิสระให้นี่เรียกว่าหยาบๆง่ายๆคนใดผู้ที่ถึงแล้วเป็นอิสระอย่างนั้นก็ปล่อยเป็นอิสระไปเป็นผู้ที่ไม่ควรอยู่ในคอกขังอย่างเดียวพระพุทธเจ้าเคยตรัสเอาไว้ไม่ได้ไม่ควรปล่อยในเคาะไม่ควรเอาไว้ในที่กักขังควรปล่อยออกจากข้อขังได้ท่านหนึ่งนั่นเป็นรูปประธรรมชัดๆช่วยในนามธรรมนั้นก็คือจิตของเรา เมื่อเราเองรู้ถึงความหลุดพ้นรู้ถึงความอิสระรู้ถึงความจุความจบแล้วเราก็ปล่อยมันไม่ต้องไปบังคับมันมันไม่ต้องไปกดไปข่มมันเมื่อมันเป็นแล้วจริงมันหยุดมันดับมันเข้าใจด้วยปัญญาของเราจริงแล้วก็ไม่ต้องไปนั่งทำให้ไปบังคับไปขู่เข็ญไปกดไปข่มมันไม่ต้องแล้วก็ถึงเวลานั้นอย่างแท้จริงเวลานั้นมันจะรู้เองโดยตนตนจะรู้ว่าเราไม่ต้องบังคับเลยจิตมันจะหยุดมันจะสัมผัสแล้วมันจะสะดุ้งสะเทือนมันจะหวั่นไหวหรือไม่หวั่นไหวก็รู้เองจิตมันถึงขั้นสัมผัสแล้วก็มันก็ตกเองเหมือนไอ้ไฟฟ้าที่มีรีเลย์มีเครื่องอย่างทดสอบปั๊บตอนนี้ปั๊บมันก็ตกของมันเอง มันเองอยู่ของมันเองเลยไม่ต้องไปบังคับไม่ต้องไปขู่เข็ญจึงเรียกว่าอิสระแท้ไม่ต้องทำเอาอยู่นี่แหละเรียกว่าไม่ต้องมีอัตตะกินแล้วมันตัดอย่างนี้เรียกว่าลักษณะไม่ต้องมีอัตกินเลยมันตะคือไม่ต้องมีความเหน็ดเหนื่อยในการกระทำอันนี้เอาถ้าพูดได้ไปกระทำให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนั้นอย่างนั้นอย่างนั้นอยู่เรียกว่ายังไม่หมดเขตยังไม่เด็ดขาดก็จะต้องไปทำเอาอยู่ถึงเรียกว่ายังมีชีวิตอย่างมีการพากเพียรยังไม่จบยังมีความเหน็ดเหนื่อยยังมีการสร้างการก่อสิ่งนี้สภาพนี้อยู่เพราะผู้ใดได้อย่างเด็ดขาดแล้วเป็นอย่างเด็ดขาดและอิสระอย่างแท้จริงแล้วเป็นการปล่อยได้เลยไม่ต้องขังคอกไม่ต้อง มีอะไรควบคุมเหมือนดีเลย์อย่างที่ว่านี้ไม่ต้องมีอะไรควบคุมพอสัมผัสครับไม่มีบทบาทเลยเหมือนมันตกอ่ะตกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้สัมผัสมาอย่างแรงอย่างอ่อนอย่างแก่ยังไงก็ช่างเฉยๆแต่รู้สัมผัสนั้นยังแจ้งชัดแต่ไม่มีอะไรที่จะเฟื่องฟูอะไรขึ้นมาไม่มีอารมณ์โกรธไม่มีอารมณ์โลกอะไรจริงๆมันก็มันพอสัมผัสตกแตกแต่มันไม่ได้ตกแล้วล่ะมันกลายเป็นจนกระทั่งมันก็ยกตัวอย่างให้ฟังมันก็ดีเลย์นี่แหละมันกลายเป็นเพราะว่าถ้ามันตกแตกเลยแต่นี่มันไม่ตกแล้วล่ะมันจนกระทั่งมันตกจนกระทั่งเรามันไม่มีลูกไม่เห็นแล้วล่ะมันไม่มีมันเร็วซะจนเหมือนกับมันไม่ได้ตอบแต่มันตกแต่ก่อนนี้สัมผัสแล้วเราก็ปรุงวูบวาบอะไรขึ้นมามีอารมณ์ เราต้องรู้อารมณ์ปรุงอารมณ์ที่มีโลภะโทสะอย่างนั้นให้เสร็จสนิทแต่ไม่ใช่ว่าไม่มีอารมณ์รู้มีอารมณ์รู้ชัดเจนแจ่มแจ้งมีความเข้าใจอย่างชัดอะไรสัมผัสอยู่ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงชัดเจนแต่เราไม่มีอารมณ์ชอบอารมณ์ชังไม่มีอารมณ์โลภะไม่มีอารมณ์โทสะจริงๆเฉยๆต้องอ่านโทรศัพท์โลภะให้ออกชัดๆอ่านชอบอารมณ์ชอบอารมณ์ทางออกให้ออกชัดๆอันนี้ออกชัดๆเดี๋ยวถ้าไม่ชัดแล้วก็ยังไม่สิ้นอโศกกับไม่สิ้นเดชะยังไม่สิ้นไม่สิ้นอโศกกลับไม่สิ้นก็ได้ช้ายังมีเศษไหวไหวอยู่แม้จะพูดทักษะโลกะธรรมปฏิแม้จะ พระแล้วจิตของเราไม่หวั่นไหวไม่ไม่เคลื่อนคลอนแน่จิตของเราตั้งมั่นอยู่แน่มีสติรู้อยู่เลยก็ตามแต่เรายังไม่มีธุลีสุดท้ายคืออสมการเดรัจฉานขาดเราก็ยังไม่เขียนมาเพราะฉะนั้นอโศกกับปรีชานี่สูงกว่าเป็นมงคลขั้นที่สูงกว่าพุทธสโรกะทะเมจิกตังยัดสัจธรรมปฏินะฟังให้ดีพุทธสโรกับถ้ามีจิตสังฆกรรมปฏิกิเป็นมงคลแค่ข้อที่ 31 30 เท่าไหร่ 32 34 33 และ 34 ใช่ก็ 95 เป็นมงคลแค่ข้อ 35 ข้อ 36 อโศกกลาง ข้อ 37 มีรถถังข้าวสาร 18 เข็มมันสูงกว่าวีระชัยรองลงมาอโศกกะรองลงมาพุทธสาวโลกะธรรมมิข้าวสาร 15 เท่านั้นเองเพราะจิตในขณะที่พุทธศักดิ์สัมผัสแล้วจิตเราไม่หวั่นไหวจิตตังยะสารและการปฏิสนธิจิตไม่หวั่นไหวก็จริงแต่จิตยังมีเศษทุเรียนคือลมพัดอ่อนไม่สามารถทำให้ศิลาเคลื่อนได้เป็นธรรมดาแต่ศิลานั้นก็ยังมีรถถ้าลมร้อนก็มีสิทธิ์เขาก็ทำให้ศิลาร้อนได้สัมผัสมันว่าถ้าลมเย็นก็ทำให้ศิลาเย็นได้ถ้าพัดมากๆใช่ไหมที่ร้านไม่เคลื่อนไม่ไหวหรอก ให้ดีนะศิลาเนี่ยลมพัดอ่อนลมพัดนี่แค่ลมพัดนี่ศิลาไม่เคลื่อนไม่หวั่นไหวจิตไม่ไหวหรอกจิตตั้งมั่นไม่แปรปรวนหรอกจิตไม่แปรปรวนหรอกแต่จิตก็ยังมีความเรียกว่าสูตรดูดซึมอ่ะจิตยังมีความดูดซึมอยู่บ้างจึงเรียกว่ายังมีอโศกกะหรือมีวีรชาติไอ้นี่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกลึกซึ้งวันที่สุดลึกซึ้งเป็นที่สุดเศษเสี้ยวเป็นที่สุดเพราะฉะนั้นมันดูดซึมอยู่ต้องรู้จิตของเราให้ละเอียดละออที่สุดมันยังเนี่ยมันมีชอบอยู่ต้องยางลงไปที่จิตอย่าให้จิตมันมีอารมณ์ เนี่ยไม่ชอบอยู่นิดๆหรือว่าคุณหมออโศกกะแปลว่าคุณหมออยู่นิดๆวีรชาติหมายความว่ายังมีความยินดีโน้มน้าวอยู่หน่อยๆยินดีโน้มน้าวอยู่หน่อยๆอย่าให้มีอารมณ์อย่างนั้นรีบมีสติรู้เท่าทันและอย่าให้มันสั่งสมทีเดียวถ้าสั่งสมแล้วมันจะดูดซึมเหมือนอย่างสิ้นลายที่ว่านี่ถ้าลมเย็นมาพัดโบยบ่อยๆสิสิลาไม่ไหวหรอกแต่ศิลาก็เย็นได้ถ้าลมร้อนมาบอกบ่อยๆนานๆเข้าซิลลาไม่ไหวหรอกแต่ศิลานั้นก็ร้อนได้ทันใดก็ฉันนั้นเพราะฉะนั้นเราจะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจให้ลึกซึ้งเข้าไปให้แท้จริงให้ได้จนถึงจิตใน สูงสุดอันนี้ก็เป็นการเกิดฤดูกาลเป็นไปอยู่ในจิตขั้นละเอียดขัดลึกซึ้งแล้วก็ปล่อยอิสระได้อย่างแท้จริงเป็นการปล่อยอิสระขั้นสูงสุดเลยถ้าหมดอโศกกลางหมดระยะทางแล้วเป็นเขมังอย่างนี้แล้วก็เป็นเรียบร้อยนั้นเรียกว่าอิสระหรือความกดปล่อยอันสูงสุดตกเองเป็นเองในขั้นที่ตกเองเป็นเองบทที่ 3 โลกะถ้ามีจิตตังสังฆังปฏิปตกเองไม่หวั่นไหวอันนี้เหมือนกับเราเห็นรีเลย์ตกธรรมดาไม่หวั่นไหวเพราะสัมผัสทับก็ตกแล้วเราก็มีสติขึ้นมารับรองสตินั้นเห็นชัดสติ ไตร่ตรองสติและพิจารณารับรู้อยู่ด้วยอารมณ์อัปปนาวิถีเต็มมีสติเต็มใจวิจารณ์ทำงานอยู่แล้วเราก็พยายามให้มันละเอียดละอออย่าให้มันมีอารมณ์คุณมองอย่าให้มันมีอารมณ์โน้มน้าวไปในทางยินดีปรีดาอะไรต่อไปให้ได้แล้วเราก็จะเป็นผู้เขมังอย่างชัดเจนความลึกซึ้งความละเอียดละออของศาสนาพุทธนั้นเราออกไปถึงขนาดนี้ทีเดียวเราต้องพยายามเข้าใจให้ดีสถานที่ปรินิพพานหรือสถานที่เกิดจึงมีเป็นการปลดปล่อยหรือเป็นการปล่อยให้เกิดอย่างเดียวกันหมดหรือเป็นการรู้สถานะการแห่งการเกิดเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานก็หมายความว่าพุทธศาสนาเกิดเต็มตัวเกิดเต็มตัว พระพุทธเจ้าเกิดแล้วสิ่งที่ยังจะมาเป็นพ่อเป็นแม่อยู่อีกมันก็ยังมีสิ่งที่ยังไปครอบงำยังมีเศษเสี้ยวที่ยังจะต้องทำอะไรไม่เต็มตัวไม่เต็มลำเพราะฉะนั้นจะปีกกล้าขาแข็งจะเป็นไปโดยตนเองอย่างเสด็จนั้นน่ะยังไม่ได้เพราะฉะนั้นจะปีกกล้าขาแข็งได้ผู้นั้นก็จะต้องรับผิดชอบตนเองและก็จะต้องใช้ปัญญาเพิ่มขึ้นมันถึงจะเพิ่มภูมิมันถึงจะเพิ่มทุกสิ่งทุกอย่างได้นี่ถึงจะเป็นความอิสระแท้สถานที่ 4 อย่างนี้จึงมีแต่ที่เกิดที่ตายที่เกิดที่ตายทั้งหมดตั้งแต่ 1 มันจะรู้จักถึง 4 ท่านเอาที่เกิด ตายก็เพราะว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องอะไรเลยนอกจากสอนเรื่องความเกิดและความตายและความเกิดกับความดับเท่านั้นเองให้รู้ความเกิดความดับที่ระลึกละเอียดชัดเจนและก็ปล่อยสิ่งที่เป็นความเกิดความดับที่เป็นธรรมดาของโลกรู้สิ่งที่ควรเกิดควรดับอย่างแท้จริงก็คือควรปรับความเร็วระดับความชั่วดับความที่เป็นโรคเป็นสิ่งที่ชักจูงโลกปรุงแต่งอยู่ในโลกให้ถูกกาลเทศะและดับอย่างสนิทที่เราระดับได้อย่างสูงจนกระทั่งแม้ขณะนี้เราอนุโลมได้แค่นี้แต่ตัวเราเองเราก็ดับอยู่คนอื่นเรากลับยังไม่ได้แล้วก็อนุโลมเขาว่าพยายามสูงขึ้นให้ ได้สูงขึ้นเป็นขั้นเป็นตอนส่วนตัวเราเองนั้นดับอยู่เสมอแม้จะขนาดใดที่เราอนุโลมคนอื่นแล้วก็ดับสูงกว่านี้เราก็ดับได้แล้วก็ดับได้จริงๆเพราะเราดับอยู่เสมออย่างแท้จริงต้องทำให้ได้อย่างนั้นแล้วก็ช่วยผู้อื่นก็อย่างนั้นไม่ใช่ว่าของคนอื่นบาปของคนอื่นได้แต่ของเราดับไม่ได้อย่างนั้นมันไม่ใช่เรื่องลูกก็อานนท์ภิกษุภิกษุณีอุบาสกอุบาสิกาจับมาด้วยความเชื่อว่าพระตถาคตประสูติในที่นี้ก็ดีพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบไปว่าแม้ภิกษุภิกษุณีอุบาสกอุบาสิกาผู้ใดจัดมาด้วยความเชื่อว่าพระตถาคตประสูติในที่นี้ก็ดีเพราะตถาคตตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิในที่นี้ก็ดีถ้าตถาคตทรงยังอนุตตรธรรม อยากให้เป็นไปในที่นี้ก็ดีถ้าตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้ก็ดีก็ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเที่ยวจาริกไปยังเจดีย์มีจิตเลื่อมใสแล้วจะทำกาละลงชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เราผู้ที่มาแล้วก็มารู้ว่าสถานที่ของพระพุทธเจ้าประสูติตรัสรู้และก็ทำก็แสดงปฐมเทศนาและก็ปรินิพพาน 4 แห่งเหล่านี้ชนเหล่านั้นรู้เข้าที่จิตไปถึงที่เจดีย์ไปถึงที่ที่เป็นที่ระลึกเมื่อจิตเลื่อมใสแล้วถ้าผู้ใดเกิดจิตเลื่อมใสเกิดจิตเห็นว่า OD หนอเราได้ ดูสถานที่มหาบุรุษเกิดปีแต่ชาติบุกรานอธิษฐานอย่างนี้มารู้สถานที่ที่มหาบุรุษได้ตรัสรู้หรือแสดงปฐมเทศนาหรือปรินิพพานหรือตายมารู้ที่ทีมมหาบุรุษเกิดบุรุษมหาบุรุษตายแล้วก็เริ่มใสยินดีเป็นบุญของเราเหลือเกินน้องเพียงแต่มีจิตคิดเท่านี้ก็เป็นสุคติของคุณนั้นแล้วเพราะเรื่องสายถูกแล้วล่ะตั้งติดตั้งลงที่จิตดีแล้วล่ะเพราะว่ามันเริ่มใสในคนที่น่าเลื่อมใสไม่ใช่เป็นเลื่อมใสในคนโลกโลกเขารวยลาภหน้าเลื่อมใสจริงหนออย่างนั้นมิจฉาทิฐิโอ้เขารวยยศน่าเลื่อมใสจริงหนอในวิชา สุขอย่างโลกียสุขมากมายดีจริงหนอน่าอิจฉาจริงหนออย่างนั้นมิจฉาทิฐิแต่กลับมาเลื่อมใสในมหาบุรุษจากพระพุทธเจ้าหรืออย่างพระสาวกของพระพุทธเจ้าที่บอกว่าเขาช่างไม่มีความสุขเลยหนอเขาช่างไม่หลงยศหลงราบเลยหนอเขาช่างบริสุทธิ์ผุดผ่องจริงหนอไม่หลงไม่สรรเสริญเลยหนออย่างนี้สิถ้าจิตโน้มน้าวเข้ามาเลื่อมใสเข้ามายินดีเข้ามาเห็นอย่างนี้เป็นสัมมาทิฏฐิแม้จะมีนิดหน่อยแค่รักหลอกนิ้วมือเดียวหรือชั่วหนึ่งขณะจิตดวงเดียวที่เกิดความเลื่อมใสขึ้นก็ตามคนพวกนี้ได้เกิดอย่างนี้ขึ้นที่จิตแล้วก็หมายความว่ามีคิดทำการละลงชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้อง ตายเพราะกายแตกแม้จะตายลงไปก็หมายความว่ามีสุคติเป็นที่หวังได้ที่จะเอนเอียงมาข้างนี้เพราะการได้สัมผัสกันการได้เลื่อมใสอ้าวแม้แต่อาตมาเข้ามาได้เลื่อมใสผมอยู่แม้เราจะเขาจะไม่เลื่อมใสพวกด่าเราทั้งหมดแต่เริ่มใสพูดที่เป็นผู้ต้นหมู่ต้นต้นต้นต้นต้นทางของอย่างนี้โดยลัทธิโดยความเข้าใจอันนี้แค่นี้โดยปัญญาเขาไม่รอดหรอกแค่ศรัทธานี้เลยว่าใครศรัทธาเลื่อมใสถ้าวันนี้วันเกิดพี่จิตเท่านั้นก็สุคติได้ไม่เป็นไรหรอกเป็นสุคติอ่าไปสู่สุคติได้ส่วนที่เขาจะเป็นอื่นที่เขาจะทำกรรมอื่นก็ รายละเอียดที่จะต้องพูดกันไปส่วนเราแยกคำรายละเอียดอันนี้มาให้ดูเป็นกรรมวิบากของจิตดวงนี้ของจิตอันนี้ก็ต้องเข้าใจจิตตรงนี้จิตอันนี้ให้ได้ว่ามันก็มีสุติอันนี้ของเขาอยู่ส่วนตุ๊กตาไม่ได้ก็เห็นอยู่อย่าว่าแต่ไปถึงตายแล้วเกิดไม่เห็นอยู่เดี๋ยวนี้ก็เห็นเขาเป็นอารมณ์คุณหมออารมณ์ตกนรกอยู่เดี๋ยวนี้ก็เห็นชัดๆอยู่แล้วไม่ได้ไม่มีปัญหาอะไรนะคนก็มีอยู่แต่อารมณ์ยินดีของเขาเขาก็มีแทรกแซงอยู่อารมณ์ยินดีร่วมสายนับถืออารมณ์ที่เขาเข้าใจเอไม่อยากให้สิ่งนี้หวงแหนสิ่งนี้แทนรักษาสิ่งนี้แทนก็เป็นเจตนาอันดีและเป็นความเข้าใจที่ถูกของเขาอยู่เหมือนกันอันนี้เราก็ต้องเห็นรายละเอียดต้องรู้สิ่งที่ละเอียดซ้อนละเอียดเข้าไปให้ชัดๆเจนๆมากขึ้นข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติในมาตุคามอย่างไรมีพระพุทธพระอานนท์พระทูลถามอีกแล้วค่าเปิดพระองค์จะปฏิบัติต่อมาทุกครั้งก็คือผู้หญิงจะทำยังไงกับผู้หญิงเนี่ยเพราะว่าผู้หญิงนี่พระพุทธเจ้าเตือนนัดเตือนนะแล้วก็พยายามให้ระมัดระวังอย่างมากพระบริจาคก็จัดว่าการไม่เห็นอานนท์ไม่เห็นอ่ะดิไม่เห็นซะเลยข้าแต่พระผู้มีพระภาคเมื่อการเห็นมีอยู่จะพึงปฏิบัติอย่างไรเพราะถ้าเผื่อว่าเห็นว่ามันจำเป็นต้องเห็นล่ะพระพุทธเจ้าท่านตรัสตอบว่าการไม่เจรจาอานนท์การไม่เจรจาก็เป็นของดีเพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดยังไม่แน่ใจยังไม่หมดตัดโสกวิริยะ หรือยังไม่เป็นไปด้วยความโน้มเองไปในทางที่ดีจังหวัดไว้ยังมีอารมณ์เสียหรือว่ายังมีส่วนที่เป็นอกุศลธรรมตกเรารู้จิตของเราอยู่ก็พึงละเว้นอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่าเนื่องจากจริงจังทีเดียวไม่พบซะเลยนี่จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่าจะอยู่บนมันมีปัญญาเหนือมันไม่ได้สอนอย่างนี้เลยสอนให้พยายามทำตามลำดับขั้นตัดพรากออกมาห่างออกมาซะก่อนเหมือนรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกมาจากน้ำนั่นแหละเป็นสูงสุดเป็นขั้นตอนที่สุดหรือเป็นสูงสุดขั้นต้นเราก็ต้องทำอย่างนั้น 2 ไม่เจออาจารย์แล้วก็ทุนทรัพย์ต่อไปอีก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเมื่อต้องเจรจาล่ะจะพึงปฏิบัติอย่างไรคือมันหลีกไม่ได้แล้วมันถ้าไม่ให้พบไม่ให้คบก็ไม่มีปัญหาหามาให้พบเจอได้เป็นดีก็ไม่พบไม่พยายามพบกันดีที่จะทำไม่ได้มันไม่ต้องพบพระพุทธองค์ก็แนะเอาไว้ไม่เจรจาเมื่อแม้มันต้องเจรจาล่ะตอนนี้พระพุทธองค์ก็ทรงเตือนไว้พึงตั้งสติไว้อานนท์เมื่อเจรจาก็คือตั้งสติไว้ระลึกรอบรู้อยู่เสมอวางทุกอย่าง เอาจิตใจของเราควบคุมที่ฉีดให้มันด้วยสติก็ควบคุมที่ฉีดยาให้จิตเผลอไปมีอะไรที่ตกตะกอนสักแต่ว่าพูดสักแต่ว่ากายกรรมสักแต่ว่าวจีกรรมให้ได้อย่าให้มีอารมณ์อย่าให้มีอะไรส่อไปในทางที่จะเป็นการโยงใยไปในด้านไม่ดีเสื่อมเสียเป็นอกุศลเป็นอันขาดต้องพยายามทำให้งามพร้อมด้วยกิริยาทั้งหลายแหล่ด้วยอาการทั้งหลายแหล่ด้วยกรรมทั้งหลายแหล่ให้มันงามพร้อมเข้าไปให้มันลงตัวอย่าให้เป็นไปทางในทางที่จะสืบต่อความเกิดหรือเป็นไปในด้านยิ่งผู้หญิงผู้ชายนี่เป็นตัวใหญ่สืบต่อความเกิดทางเมถุนไปกันใหญ่เลยไม่อยากๆคล้ายๆไปกันใหญ่ไม่เอาต้องพยายามสิ่งที่จะเกิดมาเกิดมาจากจิตจิตเป็นประธานจิตเป็นที่มาเพราะฉะนั้นถ้าจิตของเราพยายามระมัดระวังพึงตั้งสติ เวลาเราก็มีสำรวมทั้งบอลอยู่เสมอไม่ให้มันเกิดอะไรขึ้นมาได้ผู้ที่ไม่ร่อนก็จะร่อนได้เหมือนกันเพราะนั่นคือทำวิปัสสนาโดยมีแบบฝึกหัดเป็นหนักแล้วก็ได้ทำอย่างจัดด้วยกับที่จิตของเราได้ทำอย่างจัดเลยทีเดียวแหมไม่รู้จิตชัดเจนก็ยิ่งเก่งยิ่งแก้ยิ่งกล้ายิ่งแข็งถ้าเกิดว่าอุเบกขาได้จึงทำได้จริงได้เสด็จมันก็เหมือนกันกับเราเองเราทำงานในที่ที่ทรมานจัดที่สุดแล้วเราก็ทนได้แล้วเราก็ทนได้ต่อที่ทรมานจัดที่สุดมันก็เหมือนแบบฝึกหัดที่เก่งเยี่ยมเลยถ้าเกิดว่าใครทำได้แต่ถ้าเผื่อว่าใครยังไม่ได้รู้จิตตัวเองแล้วเสียท่าขาดทุนจากทุนกระทำต้องพยายาม ออกไม่เจอให้ได้หรือเจอก็ไม่เจรจาให้ได้ถ้าเจรจาแล้วต้องใช้สติคุณตั้งสติไว้ให้มั่นคงจะรู้ขาดทุนก็ต้องรีบลบต้องพยายามหลีกเลี่ยงหลีกไปอย่างนี้เป็นต้นเหตุของพระพุทธเจ้าเตือนไว้ในเรื่องผู้หญิงให้น้องผู้หญิงจำไว้ทีเดียวพระพุทธเจ้าก็เตือนคำสอนก็มาหาว่าศัตรูมันร้ายกาจของผู้ชายของพระบวชใหม่ก็คือผู้หญิงก็อันหนึ่งสำคัญมากและนอกจากการลำดับนั้นพระผู้มีอำนาจก็รับสั่งกับพระภิกษุทั้งหลายบัดนี้เราขอเตือนพวกเธอว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาพวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิดคำสอนอันนี้ซ้ำ สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาพวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิดนี้เป็นพระปัจฉิมวาจาของพระตถาคตมันสั้นแต่ว่ามันลึกซึ้งสังขารทั้งหลายอะไรก็ตามสังขารคือการปรุงขึ้นมาแต่งขึ้นมาสร้างขึ้นมาทำขึ้นมาให้มีรูปร่างให้มีอันนั้นเป็นตัวเป็นตนให้ครบพร้อมเป็นธาตุดินก็เป็นดินจัดเป็นน้ำก็เป็นน้ำจัดเพราะฉะนั้นขาละคำนี้นี่นะสาระคำนี้ที่ประกอบไปด้วยขาละสังขารภาษาบาลีสังข์แปลว่าประกอบด้วยหรือมีภาระหนี้ตัวนี้ข้าจะแปลว่าดินเค็มหรือน้ำแตก ขาตั้งแต่ว่าดินเค็มหรือน้ำแสบเพราะจะเป็นธาตุดินก็เป็นธาตุดินที่มีรสจัดเลยเชียวเป็นธาตุน้ำก็มีน้ำแบบมีธาตุเป็นธาตุน้ำที่มีรสแสบเลยทีเดียวเลยแม้แต่คำนี้ใช้มาแต่สมัยก่อนนะกระจอกก็ใช้มาแต่สมัยก่อนนะสมัยแสบเดี๋ยวนี้แสบก็เอามาใช้สมัยนี้มันก็เวียนกลับไปกลับมาภาษาเค้าใช้คำว่าน้ำแสบคือน้ำนี่มันให้รถยังไงก็ไม่รู้เลยมันจะร้อนมันจะเย็นหรือมันจะกัดจะกร่อนจะเป็นยังไงก็ได้น้ำกรดมันก็น้ำกัดก็ได้น้ำแสบน้ำที่ทำลายได้น้ำที่มีผลมีฤทธิ์ดินก็ดินมีฤทธิ์ดินเค็มขาละตัวนี้ก็หมายความว่าสร้างเรื่องสร้างรูปขึ้นมาหรือสร้างดินสร้างน้ำขึ้นมาหรือสร้างธาตุขึ้นมาจนเป็นตัวตนที่มีผลสูงมีผลจากแล้วก็มีผลจาก เลขบนพ้นจากมากกว่าสังขารทั้งหลายถึงแม้จะทำเป็นดินเค็มถึงแม้จะเป็นน้ำแสบถึงแม้จะปรุงเป็นอะไรขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนแล้วก็ตามที่มีผลมีฤทธิ์ไปได้สิ่งนั้นก็ไม่เที่ยงย่อมเสื่อมได้เป็นธรรมดาถึงเรียกว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาที่เรียกว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาจริงๆเออช่วงนั้นคำว่าสังขารถ้าผู้ใดอย่างถึงหยั่งรู้เห็นชัดในสังขารตั้งแต่หยาบๆก็ทุกอย่างมันเสียนะจิตใจแม้แต่นามที่เป็นสังขารธรรมจะอย่างไรก็ อั้มเป็นอัดรูปเป็นรูปเป็นรูปพระจิตก็ตามเสื่อมได้นะมันเสื่อมได้ทั้งสิ้นนะเพราะฉะนั้นอย่าประมาทแม้คุณเองคุณได้นิพพานแล้วที่เรียกว่าเที่ยงแท้แล้วสมุดเฉดแล้วแข็งแรงแล้วก็อยากจำหน่ายพระพุทธเจ้าถึงบอกว่าอย่าตั้งตนอยู่ในความประมาทเลยเพราะพระพุทธเจ้าเตือนไว้เป็นขั้นเป็นเปราะอยู่แม้แต่เขียนไว้ที่ข้างหลังๆเขาพระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญคนที่ได้กุศลธรรมแล้วแล้วก็ไม่มีกุศลธรรมเพิ่มขึ้นคนที่หยุดอยู่ในกุศลธรรมพระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญผู้การกล่าวบรรยายถึงผู้ที่ทำให้กุศลธรรมเสื่อม ใช่ป่ะร้อนผู้ใดแม้แต่ที่เรามีกุศลธรรมอันนี้แล้วแล้วเราก็หยุดอยู่ที่กุศลธรรมวันนี้ไม่ก้าวหน้าในกุศลธรรมวันนี้พระพุทธเจ้าก็ไม่สรรเสริญและสรรเสริญเพราะฉะนั้นมีทางเดียวอนันตังนิทานไปทำไปสั่งสมให้รู้ว่ากุศลธรรมเกิดขึ้นแก่เราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันทุกวินาทีทุกวินาทีเกิดไปเกิดไปอย่างนี้คือความไม่ประมาทอย่างนี้คือประมาทัฏฐานาอย่างนี้คือความไม่เป็นประมาทัฏฐานาไม่ใช่ประมาทัฏฐานาคือไม่ต้องลงในฐานฐานะของเราในฐานบอกแล้วว่าทานคือฐานะของเราประมาทถ้าฐานะฐานะนี้ไม่มีประมาทพระตั้งลงมาถ้าคืออะไร คือความหลงคือความไม่รู้ชัดเมาก็คือมันยังวุ่นอยู่แล้วเรียกว่าเมาไม่รู้จะเรียกอะไรดีกว่านี้ในภาษาไทยคือเรียกว่าเรายังไม่รู้ชัดหรือเจนเรายังเบลอๆๆยังไม่เกลี้ยงเกลายังไม่กระจ่างกระจ่างมันจึงทำให้มันเวียนพระกระจ่างกระจ่างใสแล้วตรงท่าเดียวไม่มีเวียนไม่มีวนไม่มีมนต์ไม่มีเมาไม่มีบนไม่มีมนต์ไม่มีกลมไม่มีวุ่นไม่มีขันกลับมีแต่ตรงไปทิศเดียวท่าเดียวและตรงที่สุดเพราะฉะนั้นเส้นตรงของเรานี้ตรงที่สุดจึงจะไม่เรียกว่าเมาหรือมนต์หรือมนต์หรือเวียนหรือโค้งไม่รู้จะเจออะไรเรียกผมเข้าใจภาษาบาลีที่ธันวาคมนี้นะผมเข้าใจ อย่างที่ผมอธิบายให้ฟังคุณจะเข้าใจว่าผมเข้าใจเพราะว่าผมพูดผิดคุณเข้าใจว่าผมไม่มีภาษาที่จะอธิบายคุณเข้าใจได้มากกว่าที่ผมเข้าใจต่อมาถ้ามาจากคำว่าถ้าแปลว่าเมาคำว่าเมาก็คือมันมันไม่ตรงแล้วเมามันวนมันวนมันกลมมันเวียนมันวนมันกลับถ้าเผื่อว่าตรงแล้วนะมันไม่มีไม่มีไม่มีมวลไม่มีเมาไม่มีมนไม่มีเวียนไม่มีอะไรเลยมีแต่จะชงไปท่าเดียวเพลงๆๆยังไงก็ผมคนอื่นโค้งยังไงก็จะช่วยท่านของเขาให้ตรงด้วยซ้ำไปตลอดจึงเรียกว่าผู้มีจิตปัญญาอันเป็นผู้ไม่มีเป้าหมายนี่ไม่ได้แปลความหมายอย่างเดียวที่เขาไปเอาความกันอยู่เสมอ ปปลาตัวนี้ตัวขึ้นเป็นตัวที่สั่งการอยู่ในตัวที่สั่งการอยู่หรือ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน