กรรมฐานกินอยู่หลับนอนของพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.63 KB
วันที่แก้ไข5 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

กรรมฐานกินอยู่หลับนอนของพุทธ _สมณะน่านฟ้า สุขฌาโน : “...กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง เวลามีคนมาตำหนิพ่อครู จะด้วยอคติ หรือไม่เข้าใจที่พ่อครูประกาศตัวเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นพระอรหันต์ อย่างไรก็ตาม และยังบอกว่าพ่อครูแสดงธรรมผิดอย่างนั้น ผิดอย่างนี้ ขอเรียนถามว่าจะสมควรหรือไม่ ที่จะขอให้พ่อครูช่วยเล่าถึงประสบการณ์ในการฝึกฝนตนเอง เรื่องการกิน อยู่ หลับ นอน ด้วยความมุ่งมั่น ฝึกจิตด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งจริงจัง ทั้งลำบากยากเย็นอย่างไร จึงสามารถบรรลุธรรมจนถึงวันนี้ได้ เพื่อจะได้ลดอคติของพวกเขาเหล่านั้นลง และเพิ่มศรัทธามากขึ้น แม้พวกเราเองบางคนก็จะได้มีโอกาสเข้าใจมากยิ่งขึ้น จากปกติมีความศรัทธาอยู่แล้ว ก็ยิ่งจะศรัทธาเพิ่มมากยิ่งขึ้น และหันมาฝึกฝนตามเทคนิควิธีการของพ่อครูเพิ่มมากขึ้นด้วย...” ควรไม่ควรสุดแล้วแต่พ่อครูจะโปรดพิจารณาครับ ขอกราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง

พ่อครูว่า…พูดมาตั้งไม่รู้กี่ทีแล้วที่อาตมาประพฤติปฏิบัติมีประสบการณ์มา ท่านก็เป็นนักอ่านนะ เจริญชีพด้วยการก้าวเต็มที่ไม่ยาวไม่มากเท่าไหร่ ปฏิบัติอย่างไรก็บอกไว้ชัดเจน แล้วยังจะให้มาพูดซ้ำซาก ก็มีความคิดจะให้อาตมาพูดเรื่องการปฏิบัติ การปฏิบัติคือการกินอยู่หลับนอนนี่แหละ ที่จริงก็ถูกต้อง อาตมาก็พูดอยู่บ้างตลอดเวลา ไม่ได้ปล่อยปละละเลย เพราะการกินอยู่หลับนอนคือ อปัณณกปฏิปทา 3 ซึ่งเป็นการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าที่ไม่ผิด กินอยู่หลับนอน เป็นอยู่คือ สำรวมสังวรอินทรีย์ กิน คือ โภชเนมัตตัญญุตา หลับนอน คือ ชาคริยานุโยคะ เขาบอกว่าชาวอโศกมีกรรมฐานอย่างไร ก็บอกว่ากิน อยู่ หลับ นอน อาจารย์ต่างๆก็งงเขาไม่ทราบไม่รู้ เพราะว่าเขาได้เสื่อมไปจากศาสนาพุทธไปแล้ว ไปนั่งหลับตานั่นคือความเสื่อมสนิทสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ศีลสนิ

อ่านต่อ

ทหรือซื่อสนิทนะ นี่เขาเสื่อมสนิท ไม่ได้แกล้งพูดนะ ไปนั่งหลับตาเป็นเดียรถีย์ 100% พูดแล้วพูดอีกจนกระทั่งไม่มีใครเห็นอย่างนี้ว่าเป็นตัวสำคัญ จะพอรู้ก็ไม่กล้าพูดเพราะไม่มีความเข้าใจชัดเจน อาตมามีความเข้าใจชัดเจนและมีความเข้าใจในหลัก อปัณณกปฏิปทา 3 ซึ่งในวิชชาจรณะที่เป็นพุทธคุณ 9 เลย ถ้าไม่มีอันนี้ก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธเลย นี่ก็เป็นการยืนยันแข็งขันแรงมาก คนที่หลับตาปฏิบัติออกนอก 3 ข้อนี้ก็น่าจะสะดุ้งเฮือกว่าหลงผิดมานานแล้ว หรือไปเป็น กลุ่มหมู่เป็นเดียรถีย์เต็มบ้านเต็มเมือง พวกชาวอโศกมีนิดเดียวแต่พวกโน้นมีไม่รู้กี่สำนัก สำนักอาจารย์มั่นเป็นต้นนั่งหลับตากันอีกไม่รู้กี่สำนักทั้งนั้นเลย ซึ่งมันได้ผิดถนัดเลย มีพวกเราเป็นเจ้าเดียวที่พูดเรื่องเหล่านี้นอกนั้นไปหมดเลย เพราะฉะนั้นก็เลยมันยากจริงๆพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้วใน อาณิสูตร ท่านก็บอกว่า ในอนาคตโลกุตรธรรมจะเสื่อมสลายไปเหมือนกลองอานกะ ถูกเปลี่ย ถูกครอบ เปลี่ยนแปลงสาระแก่นแท้ไปหมด ไปได้ของปลอมเปลือก แล้วยึดติดเปลือกว่าเป็นแก่น เอาเรื่องปลอมมาเป็นแก่น ซึ่งมันน่าสงสารพูดไปแล้วไม่รู้จะทำยังไง แล้วเขาก็ปักมั่นเหลือเกิน ซึ่งมันยากมากที่ในยุคกึ่งพุทธกาลแล้ว เขาได้หลงผิดเป็นถูก ยึดแต่ความผิดเป็นความถูกอย่างมั่นใจ เมื่อคนถูกเอาความถูกมาพูด เขาก็ฟังไม่ขึ้นเห็นเป็นตัวตลก เห็นว่าจะเป็นตัวมาทำร้ายขัดแย้ง ที่อาตมาพูดได้ทุกวันนี้เพราะมีพระไตรปิฎกเป็นหลักฐาน แม้แต่จรณะ 15 วิชชา 8 เท่านี้แหละรวมคำสอนเป็นพุทธคุณของพระพุทธเจ้า เป็นหนึ่งในพุทธคุณ 9 ของพระพุทธเจ้าอันนี้เป็นตัวเนื้อเลย คือ วิชชาจะระณะสัมปันโนคือเนื้อหาแท้ๆของศาสนาพุทธ เขาก็เถียงไม่ได้เพราะว่าเรายืนยันหลักฐาน เขาก็จำนน แต่ก็ยังไม่เชื่ออยู่นั่นเอง ผ่านมา 50 ปีแล้ว อาตมามายืนยันปฏิบัติตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระธรรม เป็นโพธิปักขิยธรรมหรือศีลสมาธิปัญญาที่สัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่อย่างที่เขาปฏิบัติ ศีลก็ไปอย่างหนึ่ง สมาธิก็ไปนั่งหลับตา ส่วนปัญญาก็ไปเรียนเอาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งมันไปกันใหญ่ ผิดไปจากธรรมะพระพุทธเจ้า แยกส่วนศีล สมาธิ ปัญญา กันไปหมด หั่นเป็นตอนๆๆไปเลยตัดขาดเป็นตอนๆไป ก็ยังมีผู้ปฏิบัติได้ผล มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ตราบใด โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ เปรี้ยงเลย อาตมายืนยันตนเองว่า ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็น สยังอภิญญา จริงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลย ปางนี้ไม่เคยรู้อย่างนี้ อาตมารู้ของอาตมามาก่อนเอง ชาตินี้อาจารย์ต่างๆก็ไม่เหมือนอาตมาด้วยขัดแย้งด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากอาตมาผิดเขาก็ถูก ถ้าหากอาตมาถูกเขาก็ผิด พูดกันมา 50 กว่าปีแล้วยืนยันกันชัดเจน พูดไม่ไว้หน้าไม่เกรงใจว่ามันผิด มันผิดแล้วอธิบายเอาพยัญชนะหลักฐานเนื้อหาสาระด้วยมาประกอบยืนยันอ้างอิงอธิบายเช่น มันผิดไปตั้งแต่คำว่า กาย ซึ่งเป็นคำแรกที่จะต้องเรียนรู้ เริ่มบวชปั๊บ มีธรรมวินัยให้อุปัขฌาย์แยกกายแยกจิตก่อนอื่นเลย ถ้าไม่เข้าใจแยกกายแยกจิตได้ไม่มีทางได้เป็นอรหันต์ บวชได้แต่เพื่อความเป็นอภิสิทธิ์ บิณฑบาตเลี้ยงชีวิตไปจนตาย คนเขาเคารพผ้าจีวร มันก็เลยกลายเป็นเรื่องเปลือกๆเรื่องแย่เลย มันแย่อะไรไม่แย่เท่ากับเขาเข้าใจผิดไปหมดแล้ว เมื่อเราเอาของถูกมาประกาศยืนยัน ดันจะมาล้มล้างของที่ถูก แล้วไปยึดถือสิ่งที่ผิดซึ่งมันน่าสังเวชใจ น่าสงสารจริงๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาก็ทำอยู่อย่างที่อาตมาพาทำ อาตมาจะลากสังขารไปให้ยาวที่สุดฟื้นร่างกายไม่อยากให้ตายง่ายๆ เพื่อที่จะพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก ใครจะบอกว่าวนเวียนซ้ำซาก ซึ่งพระพุทธเจ้าบอกว่าสัจจะมีหนึ่งเดียวด้วยซ้ำไปมันจะไม่ซ้ำได้อย่างไร

640505_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หมู่บ้านสาธารณโภคีมีจริงได้แม้ใกล้กลียุค

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน