591125_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตีความคำว่าบุญให้ถูกตรง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์21 KB
วันที่แก้ไข6 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

591125_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตีความคำว่าบุญให้ถูกตรง สมณะเดินดิน ว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2559 ได้ดูที่เขาสัมภาษณ์เด็กที่ไปช่วยงานที่สนามหลวง ถ้าใช้สำนวนของคุณเปลวก็ได้ว่าตายตาหลับแล้ว เห็นเด็กรุ่นใหม่ที่มาช่วยงานสนามหลวง และตอบคำถามได้อย่างเข้าใจ ไม่ได้ถูกบังคับมา มาช่วยนวดคนเฒ่าคนแก่ คนที่มาก็เมื่อยล้าและมีอายุไม่ใช่น้อย เป็นอะไรที่เขาจะต้องมาแม้จะต้องเสี่ยงกับการเป็นลม แม้แต่เด็กตัวเล็กๆระดับประถมต้น ถึงระดับมัธยมตัวไม่ใหญ่ แต่ก็มีความรู้ความเข้าใจว่าที่เขามาช่วยนี้เขาตอบคำถามได้ว่าคนที่มาเพราะว่าเขามีหัวใจดวงเดียวกัน มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน พิธีกรก็ถามว่าแล้วพวกเธอเหนื่อยไหม เขาก็ตอบว่าในหลวงเหน็ดเหนื่อยกว่าเราอีกเยอะ คำตอบของเขาตอบโดยเป็นสิ่งที่อยู่ในใจไม่ต้องไปคิดกะการอะไร สังคมไทยก็มีดารามาขี่มอเตอร์ไซค์รับส่งคนเป็นต้น ก็ดูว่า พ่อครูว่าในหลวงมาทำศาสนาพุทธให้ปรากฏชัดเจนสมบูรณ์ขึ้น เมื่อวานนี้ พ่อครูใช้คำว่า โพธิสัตวธรรม ตัวเราเองที่ไปทำงานรับใช้เป็นประโยชน์คนอื่น แต่เราไม่ได้หวังจะได้อะไรกลับคืนมาเลย ก็เป็นการสั่งสมโพธิสัตวธรรมให้เกิดขึ้นในจิตวิญญาณของเราเอง เหตุการณ์นี้จะก่อให้เกิดโพธิสัตวธรรมให้เกิดขึ้นอีกมากมาย การปฏิบัติธรรมนั้นคนเขาเข้าใจว่าจะต้องทำตนเองให้บริสุทธิ์ อย่าไปวุ่นวายกับสังคม แต่พอครูว่าเป็นพวกเจาะช่องน้อยเฉพาะตัว เป็นคติของทางเถรวาท ส่วนคติของทางมหายานก็เป็นโพธิสัตว์ยานโตงเตง ก็เป็นความสุดโต่งทั้งสองฝั่ง พ่อครูก็พยายามมาทำให้ศาสนาพุทธมีความสมบูรณ์ทั้งอรหันต์และมหายาน ก็คงจะทำให้สังคมไทยได้เข้าใจศาสนาพุทธบริบูรณ์ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน วันนี้เราก็คงจะมาฟังอรรถอันลึกของพ่อครูที่จะมาสาธยายให้พวกเราฟัง พ่อครูว่า... คนที่เ

อ่านต่อ

ข้าใจความไม่จริง ที่เข้าใจความจริงได้ไม่จริง ไม่ถูกต้องทีเดียว ในประเด็นแค่ที่ว่า คนที่จะไปสอนคนจะต้องมีสิ่งที่อะไรไปสอน แล้วสิ่งที่ไปสอนถ้าเรารู้แค่ปริยัติได้แค่เปลือกมันก็ผิดเพี้ยนได้ มันไม่ครบครัน แต่ถ้าผู้ที่บรรลุธรรมเข้าไปถึงผลจริงๆแล้วก็เป็นของจริงที่จะมี จะพูดด้วยภาษาบัญญัติเรียก คนที่มีสภาวะแล้วก็จะค่อยๆใช้ภาษาสื่อออกมาได้ มันก็สื่อได้จริงกว่า เพราะเขามีของจริง พระพุทธเจ้าตรัสว่าทำคุณอันสมควรก่อนค่อยสอนผู้อื่น จึงไม่มัวหมอง หากเราไม่มีความจริงไปสอนผู้อื่นก็จะผิดได้ หรือบางทีไปหลอกลวงว่าตนเองบรรลุธรรม พระพุทธเจ้าก็ปรับอาบัติหนักปาราชิกเลย ถ้าเราเองเรายังไม่มีเงินเป็นของเราแล้วเราจะเอาเงินไปแจก มันก็จะเอาอะไรไปแจก เรายังไม่มีอาหารไม่มีข้าวจะไปแจกคนอื่นที่เป็นข้าวของเราก็ยังไม่มี เราก็ไปหยิบของคนอื่นไป เราก็เป็นหนี้ มันไม่จริงมันไม่ใช่เนื้อแท้ของตนเอง มันเป็นของไม่จริง อรหัตตผลคือการบรรลุของตนเอง อรหัตตะคือบรรลุไปทีละสภาพ พอมันได้ครบหมดสุดจบเรียกว่าอรหันต์ ตนเองมีโสดาบันอรหัตตผล สกิทาอรหัตตผล อนาคาอรหัตตผล อรหันต์ เป็นโพธิสัตว์เป็นลำดับ ก็จะยิ่งมีเนื้อแท้ วิมังสา เนื้อแท้ๆของตนเองไปแจกของคนอื่นได้ มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ อรหันต์คือผู้ที่บรรลุธรรมของตนเองแล้วจึงไปช่วยผู้อื่นให้ได้ประโยชน์ตามไปก็เป็นโพธิสัตว์ก็เท่านี้ ไม่ได้ยากอะไร แต่คนจะเป็นโพธิสัตว์โดยไม่มีอรหันต์นั้นเป็นเรื่องที่ผิด โพธิสัตว์เข้าไปช่วยคนอื่นแต่ตนเองยังไม่มีอะไรไปช่วย ยังไม่มีเนื้อแท้ของจริงเป็นของปลอมหลวมๆเปลือกๆ มันก็ไม่จริง มาอ่าน sms SMS วันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 0822712xxxผมดูพ่อครูทุกวันครับ เข้าใจดีครับ แต่ไม่รู้จะถามปัญหาอะไรดีครับ 0851158xxxศาสนาอื่นนอกจากศาสนาพุทธสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ไหมครับ ผมยังสับสนระหว่างพระอรหันต์กับพระโพธิสัตว์ใครมีคุณธรรมสูงก่วากันครับ ตอบ...ตอบโดยหลับตาตอบเลยว่าไม่ได้ เพราะว่าไม่มีทฤษฎีหลัก ทฤษฎีที่เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 ไม่ได้มีความรู้ในความหมายดังกล่าวเลย ตั้งแต่คำว่ากาย ขนาดชาวพุทธเอง อาตมาพูดมา 47 ปีแล้ว ยังเข้าใจคำว่ากายยังไม่ได้เลย ถ้าเข้าใจคำว่ากายไม่สัมมาทิฏฐิแล้วจะไปต่อได้อย่างไร กายคือเค้าต้นของโลกุตรธรรม คือกายในกาย เป็นข้อที่หนึ่งเลย ศาสนาอื่นไม่ได้เรียนรู้จิตเจตสิกต่างๆ จิต 82 ,121 ก็ตาม ไม่ใช่ง่ายเลย โลกุตรธรรมเป็นเรื่องยาก คนไม่มีฉันทะจริง ไม่ได้ปรารถนานิพพานจริง กิเลสจะดึงไว้ไม่เต็มที่หรอก คนจะต้องเบื่อโลกแห่งโลกีย์เต็มที่จึงจะมีฉันทะ ยินดีในการเลิกราในการปฏิบัติต่อไป ปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรมไปก็จะเห็นอย่างสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างไรจะได้เข้าเนื้อเข้าหนัง ไม่มีสภาวะจริงได้ไปเรื่อยๆ จะต้องเป็นคนที่เอาจริงเอาจัง ศาสนาพุทธกลับไปกลับมา ยุคที่เพี้ยนไปก็เป็นอีกชื่อหนึ่ง เช่นตอนนี้ชื่อว่าศาสนาพุทธ ซึ่งเนื้อหาได้เพี้ยนไปเหมือนกลองอานกะแล้ว คนที่ตรัสรู้เนื้อแท้จะมาสอนใหม่ อาจจะเอาภาษาใหม่มาเรียก เอาชื่อใหม่มาเรียก เช่นฮินดูหรือพราหมณ์ ก็กลับไปกลับมากับพุทธ เมื่อพุทธเสื่อมก็เป็นพราหมณ์มาแทน พอพราหมณ์เสื่อมก็เป็นพุทธ พราหมณ์ที่เสื่อมแล้วก็เป็นพราหมณ์มหาศาล ร่ำรวยอู้ฟู่ เมื่อพระเพี้ยนไปแล้วก็เป็น พระมหาศาล อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าสมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังปฏิบัติไม่ดีอีก

โพธิสัตว์เป็นผู้มีภูมิธรรมสูงกว่าอรหันต์ เป็นผู้มีอะไรเป็นทรัพย์ในตนเองแล้วก็เอาอริยทรัพย์ไปแจกให้คนอื่น สมณะเดินดินว่า...ในหนังสือเราคิดอะไรเล่มใหม่ก็จะพูดถึงเรื่อง อรหันต์กับโพธิสัตว์ วันนี้ฟังก็ทำให้รู้ได้ง่ายขึ้น พ่อครูว่า..สรุปเปรี้ยงเลยว่า พระโพธิสัตว์สูงกว่าอรหันต์ ในมหายานนั้นนับถือโพธิสัตว์สูงกว่าอรหันต์ แต่เมื่อมันเพี้ยนมาก็กลายเป็นโพธิสัตว์ที่ไม่มีเนื้อหามีความฟุ้งเฟ้อเลอะเทอะไปใหญ่ ในทางมหายาน แต่ทางมหายานก็นับถือว่าโพธิสัตว์สูงกว่าอรหันต์ ส่วนทางเถรวาทก็เอาอรหันต์ให้ได้ก่อนแต่ก็ลืมพระโพธิสัตว์ไป ตีทิ้งพระโพธิสัตว์ไป อาตมานำเอาพระโพธิสัตว์มากลับคืนสู่ดินแดน เถรวาท โดยมีสภาวะธรรมรองรับจนมีสภาพจริงอย่างเช่นในหลวงเราก็ค่อยๆรู้จักกันดีขึ้นมาแล้ว ในเมืองไทยเราก็มีอยู่หลายรูปก็ค่อยๆไล่เรียงมาเพราะพระโพธิสัตว์มีตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ อาตมาเป็นผู้เอาบัญญัติสัจธรรมของพระพุทธเจ้ามากลับคืน เขาก็พูดกันในเรื่อง โพธิสัตว์แต่เขาสับสนไม่ได้เรียบเรียง อาตมามาเอาคืนทั้งภาษาและสภาวะ ผู้ชัดเจนก็เข้าใจได้ เมืองไทยตอนนี้ก็เข้าใจทั้งอรหันต์และโพธิสัตว์ได้ เป็นอุภโตภาควิมุติ เป็นธรรมะ 2 ที่บรรลุทั้งสองส่วน เป็นทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน พระโพธิสัตว์ก็จะมีประโยชน์ในตนที่จะเจริญขึ้นได้เรื่อยๆ แต่ท่านก็จบกิจจบอรหันต์ของตัวเองแล้ว อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นยังไม่ถึง หรือยังไม่ถึงอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ มันเป็นส่วนปลายที่สูงสุดที่จะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เรียกว่าเป็นขั้นสุดยอดของโพธิสัตว์ ถ้าจะเรียกว่าระดับ 9 หรือ 10 ก็เป็นอันเดียวกัน สุดยอด คือ 9 ถ้าเป็นปรินิพพานก็เป็นศูนย์ จะเรียกว่าสุดยอดก็คือที่ 10 หรือที่ 0

0818892xxxเรียนและปฎิบัติวิชาพุทธแท้กับพ่อครูครบสิบปี?ฟ้าห่วน 0893867xxxธ.อันพ่อครูสอนทำให้เรารู้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นเอกัคคตาในพุทธศ.!พระเจ้าอยู่หัวเป็นเอกัคคตาในแผ่นดิน!พระธรรมคำสั่งสอนเป็นเอกัคคตาในโลกที่ทำให้มวลมนุษยชาติรวมจิตวิญาณเป็น1เดียวกันได้จริงๆสาธุ!สกก. ตอบ...เอกัคคตาก็คือเลิศยอดเป็นหนึ่งเลย ตอนนี้ที่ประเทศไทย ก็มีปรากฏการณ์ที่ยอดเยี่ยม และคนไทยก็เป็นผู้ที่มีปัญญารับได้ด้วย ในหลวงเป็นผู้ที่ปล่อยตัวตนทำเพื่อมนุษยชาติเลย เป็นแต่เพียงว่าตนเองจะต้องเป็นอย่างในหลวงของเราให้ได้ เป็นได้จริงก็เป็นประโยชน์คุณค่า อาตมาว่าสิ่งนี้จะเชื่อมต่อจะเจริญพัฒนาต่อไปแน่นอน มันไม่ทิ้งแน่นอน มันไม่ขาดแน่นอน มันไม่จบแน่นอน จะเจริญต่อไปจนกว่าศาสนาพุทธจะถึง 5000 ปี ตอนนี้มันต่อติดแล้ว มันเกิดแล้ว และมันจะต้องพัฒนาขึ้นไปไม่มีใครทิ้งหรอก คนเราเจอบ่อทองได้ทองแล้ว เรารู้ว่าทองนี้ยังมี ยังมีที่สุดแห่งทองนี้ยังมีอีกใครจะไปยอมเลือกที่จะขุดต่อ ก็ต้องขุดต่อไป ใครจะไปปล่อยทิ้ง ก็ขุดต่อจนกว่าจะหมดบ่อ เป็นธรรมดาธรรมชาติไม่ได้ยากอะไรเลย เพราะว่าสิ่งที่เป็นสิ่งที่ยอดจริงๆเป็นสิ่งที่มนุษย์พึงประสงค์ ผู้มีปัญญาเพียงพอแล้วไม่มีทิ้ง

_คุณ FOR TRUTH 2559 มาคอมเม้นท์ กราบนมัสการพ่อครูครับ ผมมีความเห็นว่า กิเลสคืออาการของจิตที่ยึดร่างกายเป็นตน(จิตยึดว่าร่างกายเป็นตัวตนของจิต ทั้งๆที่โดยจริงแล้ว จิตมันไม่มีรูปมีร่าง)ในเชิงต่างๆเช่น ยึดร่างกายเป็นตนในเชิงได้เสพอบายมุข ยึดร่างกายเป็นตนในเชิงได้เสพกามเมถุน ฯลฯ อันนี้ผมพิจารณาตามที่เคยใช้กับการลดละเลิกอบายมุขได้ รวมถึงลดละกามเมถุนได้ และหลักฐานที่บ่งชี้ว่าจิตยึดร่างกายเป็นตนหรือเสมือนเป็นตัวตนของจิตคือเวลาจิตมีอาการกิเลส จะเกิดอาการทางร่างกายขึ้นพร้อมๆกัน เช่นไม่ได้เล่นการพนัน หรือไม่ได้ไปเที่ยวคลับบาร์กลางคืนฯลฯ แล้วสีหน้าสีตาดูเครียดๆกระวนกระวายเป็นต้น ที่ยูทูป รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 บ้านราช ตอบ...ก็ต้องค่อยๆเข้าใจว่ายึดอย่างสมาทานเป็นอย่างไร เราไม่ได้ยึดมั่นเป็นตัวเราของเรา ยึดอาศัยใช้งาน ถึงเวลาวาระจะต้องปล่อยวางก็ทำได้ ในขณะนี้ชั่วโมงนี้เรายึดก็ยึดให้แข็งแรงแล้วก็ปล่อยได้อีก บางคนบอกว่ายึดแล้วปล่อยไม่ได้ก็นานกว่าจะจางลงไป พลังงานนี้ คนที่ปฏิบัติก็จะรู้สภาวะนี่เอง เป็นปัจจัตตัง ก็จะรู้ว่ายึดให้เร็วยึดให้แน่น วางให้เร็ววางให้ไววางให้สะอาด วางให้หมดสนิทให้สะอาดก็จะค่อยๆพัฒนาสิ่งนี้เกิดจริงเป็นจริงได้ อาตมาก็ฝึกตามที่พูดแล้วก็ได้ตามบารมีที่อาตมามี

SMS วันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 0893867xxxกราบขอบคุณพ่อครูกับคำตอบจากคำถามความรักนร.สสข.ทำให้ญตธ.รู้จัก1ในความรัก10มิติเห็นความรักในพ่อหลวงที่มีต่อปชช .เป็นความรักมิติที่10คือ พุทธภูมินิยมคือความรักของพระโพธิสัตว์คือพระผู้มาช่วยโลกดังพระราชกรณียกิจที่ทรงกระทำเพื่อราษฎรประจักษ์ชัดแจ้งแก่โลกจริงสาธุ!สกก ตอบ..ก็ขอขยายความว่าความรักของในหลวงเป็นมิติที่ 10 ก็เขาบอกว่ายังไม่ถึง มิติที่ 10 ของพุทธนี้มีตั้งแต่ไม่ติดที่ 8 9 10 ของในหลวงจะเรียกว่ามิติที่ 8 ก็ได้แล้วซ้อนมี 8 ใน 1 พ้นหรือยัง 8 ใน 2 พ้นหรือยัง 8 ใน 3 พ้นหรือยัง 8 ใน 4 พ้นหรือยัง 8 ใน 5 พ้นหรือยัง 8 ใน 6 พ้นหรือยัง 8 ใน 7 พ้นหรือยัง 8 ใน 8 อันที่หนึ่งเมถุนเลิกได้เด็ดขาดเลิกได้จริงขนาดไหน สอง ความรักลูก เห็นแก่ลูก แล้วเผื่อให้ลูกลำเอียงแก่ลูกขนาดไหนอีก จะมีความลึกซึ้งซับซ้อนมาก จะขยายความรายละเอียดของในหลวงก็ยาก เพราะท่านก็จะมีวิบากของท่าน คุณเองก็ไม่สามารถรู้พระทัยท่านว่าท่านวางพระทัยเรื่องลูกเรื่องญาติอย่างไรไม่ง่าย เป็นปัจจัตตัง แต่ละคนก็มีวิบากของตนไป ขนาดในหลวงท่าน คนก็เป็นขนาดนี้ เริ่มต้นที่ระดับ8 แต่ระดับ8 ก็เริ่มต้นละมาตั้งแต่ ระดับ1 เมถุน ระดับ 2 ปิตุปาติ (พ่อลูก) ระดับ 4 ญาตินิยม เราจะเกิดจิตทุกข์ไม่ทุกข์กับญาติ อย่างไร คุณจะไปรู้ใจของคนอื่นได้อย่างไรมันยากนะ ว่าจะทุกข์หรือไม่ทุกข์ก็เป็นของจริงของแต่ละคนเป็นไปตามลำดับ ความรัก ๑๐ มิติ ในฐานะที่ 8 ถ้าพ้นระดับ1 2 3 ก็จะเลื่อนไปหา 9 ถ้ายังไม่ถึง 3 ระดับ 8 ของพุทธจะไม่เลื่อนไปหา 9 เลย ฐานที่ซับซ้อนเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ปฏินิสสัคคะ คัมภีราวภาโส ก็อธิบายขยายความมากไปไม่ดีก็ค่อยๆศึกษาไป ก็เป็นความจริงของแต่ละท่านแต่ละองค์ 0814299xxxติดตามอยู่ค่ะ ฟังพ่อครูตอบปัญหาเด็กๆ ได้ปย.มากค่ะ 0802904xxxเดี๋ยวนี้ในชุมชนชาวอโศกสามารถจัดงานแต่งได้ด้วยเหรอคะ ตอบ...ในชุมชนชาวอโศกนี้มีทั้งเรียกว่าวัด หรือว่าพุทธสถาน แล้วก็มีทั้งบ้านคือชุมชน ที่เป็นชาวฆราวาสแท้ๆ มาอยู่รวมกันที่เนียนสนิท เพราะฉะนั้นการที่ฆาราวาสเขาถือศีล 5 เขาจะแต่งงานมันก็เป็นไปได้ ในศาสนาพุทธไม่ได้ตัดขาดจนกระทั่งไม่แต่งงานเลย ฆราวาสเขาอยู่ในฐานที่จะต้องแต่งงานเป็นธรรมชาติธรรมดาที่เป็นเบื้องต้น ผัวเดียวเมียเดียว เพราะฉะนั้นมาถึงวันนี้แล้วของคนเราก็ค่อยๆยื่นขึ้นมา แต่ก่อนไม่ยอมให้เข้าใกล้ ไม่ยอมให้มีรูปลักษณ์เช่นนี้ คนยังเข้าใจไม่ได้และพวกเรายังไม่แข็งแรงพอ แต่ตอนนี้มันเนียนมากเข้าใจได้ จึงเป็นไปตามจริง หมู่บ้านเราก็เกิดสภาพแต่งงานได้ ที่จริงไม่ได้ทำพิธีแต่งมันก็มีมาก่อนแล้ว เป็นธรรมชาติธรรมดา แต่ตอนนี้มันมีทำพิธีทำอะไรเข้าไปอีก มันก็เลยบอกว่าทำได้หรือ ที่จริงมันมีมาก่อนแล้วชาวอโศกก็มี ในหมู่บ้านชาวอโศกมีลูกชาวอโศก เขาผัวเดียวเมียเดียวเป็นโสดาบันได้ ไม่มีปัญหาอะไร จะต้องค่อยๆศึกษาไปแล้วจะเข้าใจ 0855511xxxแต่งงานในชุมชนได้ชาวอโศกได้แล้วใช่ไม๊ครับ ตอบ...ชักจะงงๆมาอีกเหมือนกัน 0894839xxxดิฉันดูถ่ายทอดสดทางเฟสบุ๊คเห็นมีพิธีแต่งงานในวัดได้ด้วยเหรอคะ ตอบ...เอาอีกแล้วตอนนี้กำลังเกรียวกราวมากันใหญ่ก็อธิบายไปแล้ว

_สภาวะของ อัปปนา พยัปปนา เข้าหาเจตโสอภินิโรปนา ก็แน่นเป็นแกนหลัก อนุโลมให้คนอื่นแล้วเราก็อยู่ร่วมกัน ของศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาแตกแยก เป็นศาสนาที่ร่วมกัน นอกจากว่ามีคนที่ร้ายกาจเกินไป เลยขั้นพรหมทัณฑ์เป็นปาราชิกเป็นต้น เราก็ต้องมีวิธีการพระพุทธเจ้าท่านบัญญัติว่า ให้ปาราชิกอยู่นอกเขตเทศบาลของพุทธไป แต่ในระดับของพรหมทัณฑ์ก็อยู่ร่วมกัน แต่ไม่พูดไม่บอกไม่สอน ให้ติดตามหาเอง นี่คือการลงโทษในระดับนี้ ส่วนปาราชิกนั้นไม่ให้มาเห็นได้มารู้เลย ถ้ามาให้เห็นก็จะไม่แสดงธรรม ไม่มีการพูดสอนให้ได้ยิน ไม่ส่งเสริมไม่เปิดประตูรับเลยเป็นโทษที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับปาราชิก แม้จะมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายจากกัน ตัดหนทางหมดเลย ปาราชิกแปลว่าอยู่คนละฟากฝั่ง หนักว่าพรหมทัณฑ์ที่อยู่ร่วมกันได้แต่ไม่บอกไม่สอน แต่พรหมทัณฑ์ก็สามารถให้กลับตัวได้ รับเข้าหมู่ได้ เป็นสมานสังวาสได้ แต่ปาราชิก ไม่มีทางสมานสังวาส เป็นอสังวาสไปหนึ่งชาติเลย ตลอดกาล แต่ตอนนี้ศาสนาพุทธเละเทะ ไม่ว่าจะปาราชิกข้อ 1 เสพเมถุน ข้อ 2 ฆ่าคน ข้อ 3 ลักทรัพย์ ข้อ 4 อวดอุตริมนุสธรรม สำหรับธัมมชโย ก็ชัดเจนปาราชิกข้อลักทรัพย์กับอวดอุตริมนุสธรรม เขาก็มีวรยุทธของอธรรม ก็ต้องเก่งยอดเยี่ยมเลย ไม่เช่นนั้น จะเป็นจอมยุทธทางธรรมะแล้วไม่มีคู่ต่อสู้อันพอฟัดพอเหวี่ยงมันก็ไม่เหมาะสมในฐานะ มันเป็นสัจจะ คนที่ชอบดูหนังกำลังภายในก็ต้องดูให้เป็น ก็จะเข้าใจอะไรได้ดี อาตมาเข้าใจแล้วก็เลยดูไม่ค่อยติด ดูแล้วบางทีมันก็บ้าบอเละเทะ เพราะว่าคนที่คิดหนังไม่ใช่อาริยะ

เข้าสู่เรื่องที่เราบรรยายกันอยู่ ในข้อเขียนนสพ.เราคิดอะไร

อาตมาถึงอยากจะอยู่ดูว่าเมืองไทยจะเป็นเมืองที่ไม่มีอาวุธเลยได้ไหม จะอยู่ได้ไหม อาตมาจะอยู่ได้นานขนาดเห็นประเทศไทยที่เป็นประเทศที่เจริญถึงขนาดไม่มีอาวุธเลยได้ไหมจะอยู่ได้ด้วยคุณธรรมคุณค่า ช่วยประเทศอื่นอื่นๆไป ประเทศไทยจัดเป็นประเทศที่ทำได้ดี เพราะประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ทำกสิกรรมได้ดี ไม่เด่นทางด้านอุตสาหกรรม แม้จะมีความเก่งก็จะเอาไปช่วยคนอื่นไม่ไปทำร้ายกัน ก็จะพยายามอยู่ให้ถึง 151 ปี

เพราะ“ส่วนบุญ”คือ ส่วนที่หมดไปๆอย่าอุตริ “แบ่งส่วนบุญ” ให้คนนั้นคนนี้เป็นอันขาด เพราะ “บุญ” คือวิบัติ มิใช่สมบัติที่จะนำมา “แบ่งส่วน” ให้ใครต่อใครได้ ซึ่ง “บุญ” นี้มีหน้าที่ “ชำระกิเลส” เท่านั้นหรือ “กำจัดบาป” ที่มีในจิตสันดานให้สะอาดหมดจด” (สันตานัง ปุนาติ วิโสเธติ) เป็น “วิบัติ” แท้ๆ คำว่า “บุญ”หรือ“ปุญญ”นี้มีหลักฐานหลงเหลืออยู่ในพจนานุกรม บาลี-ไทย-อังกฤษ ฉบับภูมิพโลภิกขุ(เล่ม 5 หน้า 2416 บรรทัดที่ 3 จากบนลงมา) ซึ่งเป็น“หลักฐาน”ที่สำคัญมาก แม้ในพจนานุกรมนั้นเองผู้ทำพจนานุกรมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นจริง ถึงกับเปรยไว้ว่า “คำอธิบายนี้แปลกทีเดียว” ปานนั้นเลย ในความรู้เรื่อง “บุญ” ที่เหลืออยู่ ถ้าอาตมาไม่นำมายืนยันด้วยความมั่นใจ ในยุคนี้ “บุญ”ก็จะถูกคนผู้ไม่รู้หรือหลงผิดว่า “บุญ” คือ“กุศล” ซึ่งเป็นความหมายออกนอกรีตพุทธไปอย่างถาวรจนกว่าจะสิ้นพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณโคดมแน่ๆ (สมณะเดินดินว่า ที่โฆษกของวัดธรรมกายออกมายืนยันว่า หลวงพ่อไม่ได้รับรู้เรื่องการเงินการรับเช็คเหล่านั้นเลย แต่ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมหลวงพ่อไปลงชื่อเป็นเจ้าของสมบัติในวัดต่างๆที่อยู่ต่างจังหวัดเหล่านั้นเลย ให้กรรมการ หรือฆราวาสลงชื่อเป็นเจ้าของก็ได้ แต่นี่กลับเห็นว่ามีการลงชื่อหลวงพ่อเป็นเจ้าของที่ดินไปหมดเลย หลวงพ่อเลยโดนคดีอื้อเลย) พ่อครูว่า...ชัดเจนหมด เราไม่ได้ไปใส่ความเลย เพราะในวงการพุทธศาสนาทุกวันนี้ ได้เข้าใจผิด(มิจฉาทิฏฐิ)ไปสนิทแล้วว่า “บุญ”ที่จากบาลีว่า“ปุญญ”นี้ เป็น“สิ่งที่ได้มา”สะสม ถ้าไม่มีหลักฐานนี้ อาตมาก็คงยากมากกว่านี้ ที่จะยืนยันกับชาวพุทธทั้งหลายได้ว่า “บุญ”หมายถึง “สิ่งที่เสียไป”ต่างหาก (ถ้าไม่เข้าใจและเอาจริงกับบุญ จะปฏิบัติไม่ได้อรหันต์สูงสุด อย่างมากก็ได้อนาคามี เหลือรูปจิตอรูปจิตอยู่ เพราะว่ากิเลสมันเก่งมาก) ดังนั้น “อภิสังขาร ๓”ได้แก่ ปุญญาภิสังขาร-อปุญญาภิสังขาร-อาเนญชาภิ สังขาร จะแปล“อปุญญาภิสังขาร”ว่า อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญ คือ บาปนั้นไม่ได้ ตีความ “อปุญญ”วนกลับไปเป็น“บาป”นั้นผิดแน่ๆ เพราะที่ถูก “อปุญญ”คือ ไม่เป็น“บุญ”ต่างหาก หรือ“บุญไม่มีแล้ว” บุญที่ชำระบาป มีสภาพวนเหมือนก้นหอยที่ขึ้นไปสู่ความสูญความหมดสิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว คนที่ชำระกิเลสได้เป็นส่วนก็ได้ส่วนแห่งบุญ คุณเคยติดบุหรี่ติดขนม ติดปาท่องโก๋ คนมีกิเลสอยู่ร้อยส่วนและลดลงได้ 10 ส่วนก็เหลืออีก 90 ส่วนก็เป็นส่วนบุญสิบส่วน เมื่อลดกิเลสได้อีก 30 ส่วนก็ได้ส่วนบุญ 30 ส่วนแล้วกิเลส 70 ส่วน จนกระทั่งรถกิเลสได้หมด 100% ได้อย่างแข็งแรงตั้งมั่นยั้งยืนเป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ในคุณธรรมที่ได้แล้ววิมุติมีนิโรธแล้วอันแข็งแรงมั่นคงตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ นี่คือพยัญชนะบาลีที่กำกับคุณสมบัติของนิพพาน ถ้าไม่เข้าใจคำว่าบุญไม่ชัดเจนก็จะไม่เป็นลำดับ ธรรมะของศาสนาพุทธนั้นมีความเป็นลำดับละเอียดยิ่งกว่าแผ่นกระจก ท่านก็เทียบกับฝั่งทะเล มีเม็ดทรายที่ราบเรียบเหมือนหน้ากระจก ไม่ขรุขระเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นลำดับที่น่ามหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ส่วนบุญไม่ได้เป็นส่วนที่มีแต่เป็นส่วนที่หมดไปสิ้นไปวิบัติไป แล้วจะไปแบ่งให้คนอื่นไม่ได้เพราะเราก็หมดลงไปแล้วหมดลงอย่างถาวรด้วยก็จะเอาอะไรไปให้เขา ถ้าปฏิบัติไม่เด็ดขาดจริงก็จะเป็นการ เหลาะแหละ ปรามาส ทำเล่นๆหัวๆไม่จบไม่เสร็จ ดังนั้น คนที่หมดบุญหรือไม่มีบุญแล้ว คือผู้ไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว ผู้นี้ทำกรรมใด “ทำทีใด”ก็ได้แต่กุศล(กุสลัสสูปสัมปทา)เท่านั้น ไม่มี“บุญ”ใด“เกิดผลอีก”เลย “บุญ”หมดแล้ว ซึ่งนายไชยบูลย์ และคนอื่นที่“รู้ผิด”อยู่ทั้งหลาย ได้นำเอาคำว่า“บุญ”นี้เองไปปู้ยี่ปู้ยำทำให้ศาสนาพุทธเละไปหมด เพราะยังไม่มีสัมมาทิฏฐิพอที่จะรู้ชัดเจน ถ่องแท้กันเลยว่า“บุญ”แท้ๆนั้นแปลว่าอะไร หมายถึงอะไร สา คือสิ่งที่เกิดที่มีที่เป็น เปกโข ก็คืออันนั้น อุปะ + ข (ว่าง) ที่วิเคราะห์นี้ไม่มีในหลักวิชาการของเขา ที่ใช้ตำราที่ก่อนเพี้ยนไปแต่เขาก็ยืนยันตามทฤษฏีเขา แต่อาตมาเอาตามสภาวะ คนที่ไม่ทำแบบมีความหวังหรือจะให้มีอะไรอีก ก็คือ อุเปกโข คือว่างคือไม่มี นายไชยบูลย์จึงเอาแต่กระหน่ำซ้ำย้ำให้คน“สะสมบุญ” อันหมายถึง ยิ่งจะมีมากๆ จะรวยๆ ยิ่งมี“บุญใหญ่-บุญมากขึ้นๆๆๆ” โดยเอาคำว่า“บุญ”นี้เอง ไปใช้เป็นเครื่องมือหลอกคน ให้หลงงมงายสร้างภพ-สร้างชาติ สอนให้คน“สั่งสม”ภพชาติ ไม่มีทางหลุดพ้นทั้งๆที่ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้านั้นทรงสอนให้คน“ดับภพจบชาติ”ต่างหาก คำว่าบุญนี้ยิ่งใหญ่กว่ากุศล คนจึงนิยมคำว่าบุญ แต่ใช้ผิดเพี้ยน ไปสะสมบุญ บุญเหมือนกับอาวุธเช่นปืนที่จะเอาไว้ฆ่ากิเลส ไม่เป็นสิ่งที่จะต้องสะสมไว้หรือเอาไว้กับตัวเองเลยมันเป็นสิ่งที่น่าเกลียด ใช้งานแล้วทิ้งไปเลย ต้องอภิสังขารองค์ประกอบให้เป็นบุญเพื่อจะกำจัดกิเลสให้ได้ สมณะเดินดินว่า มีคำเขาแปล สุโข ปุญญัสสะ อุจจะโย ว่า การสั่งสมบุญนำสุขมาให้ พ่อครูว่า...คำว่า ปุญญัสสะ ไม่ได้แปลว่าสั่งสมบุญ ชาติคือการเกิดแล้วก็ดับ ชาติเกิดแล้วสั่งสมต่อเป็นภพ ชาตินี้เกิดแล้วก็ดับ ถ้าไม่รู้ชาติสั่งสมชาติต่อก็จะเป็นภพ สรุปแล้วบุญคือทำให้ดับภพจบชาติ ชัดเจนมั้ยว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า “สิ้นบุญ”ไม่มี“ภพ”ต่อ มันคนละฟากฟ้า คนละก้นเหวกันเลยกับคำสอนของนายไชยบูลย์ โดยเขาไม่แคร์เลยว่า พระพุทธเจ้าจะสอนยังไง ก็เรื่องของพระพุทธเจ้า กรูสอนอย่างนี้คนชอบ คนมานับถือ คนมาสนับสนุน กรูก็ต้องทำตามกิเลสของคน เพราะกรูได้ลูกค้า กรูทำมาหาได้ ร่ำรวยเห็นทันตา เห็นมั้ย? ...นี่คือ พฤติกรรมของสมีไชยบูลย์ แล้วเขาก็ใช้อำนาจเงินกว้านซื้อ“วงการ ศาสนา”ได้จนกระทั่งศาสนาพุทธกระแสหลักตกอยู่ในอุ้งมือของเขา ..เห็นมั้ยๆๆ หือ!!! เมื่อเขาสอน เขาประกาศธรรมในนามของศาสนาพุทธตาม“มิจฉาทิฏฐิ”ของเขาอย่างนี้ อาตมาผู้เป็นสมณะในศาสนาพุทธ ก็ต้องติติง ตำหนิกันได้ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ต้องช่วยกันรักษาธรรมรักษาวินัย อย่าให้“ชาวพุทธ”สอนผิด ประกาศคำสอนของพระพุทธเจ้าผิด ไม่งั้นเป็นคน“ขบถ” อาตมาพูดความจริงตามเนื้อผ้า ใช้ภาษาให้ตรงตาม“ความชั่วหนักๆ”ของเขา ภาษาคำพูดที่ติมันจึงหนัก จึงต่ำหยาบตามความชั่วของเขานั้นแหละ แล้วจะให้อาตมา“สื่อความจริง”ด้วยภาษาที่“เบา”ไปจากที่เขา“เป็น”หรือเขาหยาบ-เขาต่ำ-เขาชั่วนั้น ยังไง? ถ้าไม่พูด‘หยาบ’ตรงความหยาบ จะให้สื่อด้วยภาษาอะไรดี มันจึงจะ“ตรง”กับความหยาบต่ำชั่วหนักนั้นได้ถูกตรงกับ“ความจริง” อาตมาจึงจำเป็นต้องสื่อด้วยท่าทาง(นัจจะ) ด้วยสำเนียงสุ้มเสียง(คีตะ) แม้แต่ภาษาคำพูดที่กลั่นกรองสรรหามาสื่อมาพูด(วาทิตะ) ก็แสดง“วจีวิญญัติ-กายวิญญัติ”ตามที่เห็นควรว่า ตรงกับ“ความจริง”มากที่สุด คนจะได้รู้แจ้งรู้จริงตรงตาม“ความเป็นจริง”..ไง! “ใจในใจ”ของอาตมาจิตเป็นกลางจริงๆ ไม่มีอาการโกรธหรือไม่ชอบเขา ...จะเชื่ออาตมามั้ยล่ะ ว่า อาตมาไม่มีอกุศลจิตพวกนั้น เชื่อมั้ยล่ะว่าอาตมาอ่านจิตตนเองออก พลังงาน ฌาน คือพลังงานที่มีพลังเหนือราคะโทสะโมหะมันโหมทำลายพลังงานไฟ ราคะโทสะโมหะได้ ซึ่งพพจ.ท่านค้นพบพลังงานอันนี้เรียกว่า “ฌาน” ที่บางพจนานุกรมก็แปลว่าไฟกองใหญ่ บางอันก็แปลว่าไฟที่รุ่งเรือง ซึ่งมันเป็นคุณสมบัติที่วิเศษเป็นพลังงานทางอุณหธาตุ ที่จะไปสลายพลังงานไฟราคะโทสะโมหะได้ เป็นสิ่งที่ประเสริฐวิเศษ คนจะหาว่าอาตมาอยากอวดโอ่ แต่อาตมาก็ต้องอ่านอาการสภาวธรรมที่เป็นสาเฐยจิตว่ามีอยู่ไหม ถ้าอาตมาทำไม่ได้ก็ต้องรับวิบากกรรมของอาตมาไปเอง อาตมาว่า ชาตินี้วิบากไม่มากมายอะไรนะ อายุป่านนี้แล้ว ในชีวิตไม่ได้โดนเตะโดนถีบโดนฟัน มาเลย ในชีวิตนี้ใครจะชกหน้าก็ไม่เคยมี มีแต่โดนด่าภาษาหยาบคายบ้างก็เป็นไป

(๑)ในใจของอาตมามี“อัพยกฤต”จริงๆ คือ ไม่เป็นทั้งกุศล และไม่เป็นทั้งอกุศล (๒)ในใจของอาตมามี“สุญญะ”จริงๆ คือ มันไม่มีอคติใดๆแฝง โลภก็ไม่เปื้อนใจ, โกรธก็ไม่มัวจิต, หลงก็มีไม่หมองอารมณ์เลย สะอาดว่างโล่งโปร่งตลอดทั่วถ้วนหัวใจจริงๆ (๓)ในใจของอาตมามี“อุเบกขา”จริงๆ คือ จิตมันเป็นกลาง ไม่เอียงเอนไปข้างสุข ข้างทุกข์ใด จิตอทุกขมสุขบริสุทธิ์อยู่ “สงบ” เพราะไม่มีกิเลส ซึ่งมิใช่จิตที่ถูกสะกดให้ไม่คิด ให้อยู่นิ่งๆ ไม่ทำการงานใด แต่“จิตสงบ”แบบนี้ยิ่งมีพลังทำงานดี จิตเร็วจี๋คล่องแคล่วด้วย “มุทุ”ของตนเท่าที่ตนมี“ไหวพริบปฏิภาณ”ก็ว่องไว-“ปรับจิตใจ”ก็ทำได้เร็วตามบารมีตน ซึ่ง“อุเบกขา”นี้จะมี“คุณวิเศษ ๕”ได้แก่ ๑.ปริสุทธา ๒.ปริโยทาตา ๓.มุทุ ๔.กัมมัญญา ๕.ปภัสรา เป็นธรรมที่เจริญขึ้นได้อยู่เรื่อยๆ ตามความเพียรของคน(พตปฎ. เล่ม ๑๔ ข้อ ๖๙๐) “มุทุ”เป็นธาตุ ๑ ใน ๕ ของ“อุเบกขา ๕” นี้คือ จิตวิเศษ จิตหัวอ่อน ที่ทั้งรู้ไวเร็ว ทั้งดัดง่าย “อุเบกขา”จึงอภิวัฒน์พัฒนาพลังงานจิตเจตสิกของโพธิสัตว์แต่ละท่านไปต่อเรื่อยๆ จะเก่งมากเก่งน้อยก็ตามบารมีของตนๆ จนกว่าจะบรรลุ“สัพพัญญู”สูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ก็จะเป็นได้สูงสุดเท่ากัน เช่นเดียวกันเป็น“หนึ่ง”เท่านั้น จบ….

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน