591124_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหา ผ่ามิติความรัก_.docx
เนื้อหาในไฟล์
591124_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหา ผ่ามิติความรัก
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2559 วันนี้ก็มีเด็กๆมาฟังธรรมะด้วยเด็กๆสนใจเรื่องความรักไหม ? ความรักที่สูงส่ง ทางศาสนาเทวนิยม พระเจ้าถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ในหลวงก็เป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อปวงชนชาวไทยแม้ว่าจะทรงสวรรคตไป แต่พลังงานของความรักของพระองค์ที่เป็นเหมือน A bomb of love. ก็ได้เป็นระเบิดแห่งความรักกระจายไปทั่วประเทศไทยโดยเฉพาะที่ในสนามหลวง พี่น้องประชาชนหลั่งไหลกันมาไม่ขาดสายเลย ยิ่งจะบอกว่างดให้เข้าไป คนก็ยิ่งจะเข้ามา ทางกองทัพธรรมก็ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร ญาติธรรมและผู้สนใจ เอาวัตถุดิบมาให้ เป็นปฏิกิริยาแห่งความรักที่กระจายไป ก็ไม่รู้ว่าจะไปได้นานเท่าไหร่แต่พลังงานที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ตอนนี้บรรยากาศในเมืองไทยก็เหมือนซานตาคลอส แต่ของเรานั้นทั้งคนรวยและคนจน คนที่มีน้ำใจก็จะมาเอื้อเฟื้อช่วยเหลือ มีมอเตอร์ไซค์ที่ขับรถส่งให้ฟรีที่สนามหลวง มีดารามาแจกข้าวของอาหาร เป็นเรื่องราวของความรักที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ วันนี้เด็กๆก็คงจะได้ตั้งใจฟังหลวงปู่ ที่จะมาให้ความรู้อะไรกับพวกเรา พ่อครูว่า..ก่อนจะได้เทศน์ได้บรรยายได้ตอบคำถาม ก็ขอพูดถึงโรงบุญมังสวิรัติ อาลัยในหลวง ร.9 นี้ นโยบายทำ "โรงบุญมังสวิรัติ อาลัยในหลวงรัชกาลที่ ๙" ชาวอโศกระดมจัดโรงบุญแจกอาหารมังสวิรัติ ทั้งประเทศ จนกว่าจะถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2559 ระดมจัดให้ได้ 999 โรงบุญ และในวันที่ 5 ธันวาคม จะไปร่วมจัดที่สนามหลวงกันให้ได้ 99 โรงบุญ
ที่สนามหลวงตอนนี้เกิดเหตุการณ์การแสดงความรักอันประเสริฐที่สนามหลวง เป็นรูปธรรมชัดเจน ที่ต่างจังหวัดก็มีบ้าง ที่สนามหลวง ประมาณตี 2 ตี 3 ก็มีคนเข้าไปรอที่จะกราบสักการ
อ่านต่อ
ะพระบรมศพแล้ว คนที่ไปก็ต้องกินต้องอยู่ก็เลยกลายเป็นมหกรรม ที่นานยิ่งกว่ามหกรรม ก็ยังไปกันคึกคัก อาตมาว่าไปได้ยาวนานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะเป็นพฤติกรรมของความจริงใจ ไม่ใช่เรื่องที่เรามาจัดงานเทศกาลมหกรรมอะไรขึ้นมาให้คนมาดูมาชมเท่านั้น มันไม่ใช่ มันเป็นงานที่เกิดจากจิตวิญญาณของคน ที่เขามีความเชิดชูบูชาต่อในหลวงและแสดงออก การไปคารวะ การไปแสดงออกความอาลัยความห่วงใยความรัก สรุปตรงที่คำว่าความรักที่ยิ่งใหญ่นี้ เป็นความรักมิติที่สูง เป็นมิติพระเจ้า ตั้งแต่มิติที่ 7 ขึ้นไป ความรัก 10 มิติ ที่อาตมาเคยขยายความ อาตมาให้นักเรียนได้เรียน ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้จะสอนกันหรือเปล่า ความรัก 10 มิติ มันมีนัยยะที่ว่า มีความต่ำความสูง มีพฤติกรรมจากจิตวิญญาณที่เป็นความรัก แต่รักอย่างโลกีย์ รักอย่างมีสภาพที่ อาตมาได้บรรยายได้ขยายความ ความรัก 10 มิตินี้ไว้ เป็นความรักที่ประกอบด้วยเหตุปัจจัย ถ้าเป็นเหตุปัจจัยที่เป็นความรักอันแคบไม่เกื้อกว้างเพื่อประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติมาก ความรักอย่างนั้นเป็นความรักที่เห็นแก่ตัวเป็นความรักชั้นต่ำ ๑. กามนิยม (เมถุนนิยม) เป็นความรักที่เห็นแก่เพศ เพื่อจะได้เสพสัมผัสเชิงเพศ เชิงราคะ เสพรส มันไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของการสืบพันธุ์ มันก็ประกอบไปกับความอยากเสพสมสู่ มันไม่ใช่ว่าจะสืบพันธุ์เพื่อให้เกิดบุตร เกิดลูกจะได้เป็นเผ่าพันธุ์ต่อๆกันไป เดี๋ยวนี้คนไม่ได้เจตนาเช่นนั้น มันกลายเป็นการเสพรสสัมผัสเสียดสี ก็เลยกลายเป็นเรื่องกิเลสสดๆกิเลสแท้ แพ้กิเลสล้วนๆที่เห็นแก่การเสพรส แล้วก็หายไป ซึ่งมันเป็นอนัตตามันไม่มีตัวตนเป็นรถลมๆแล้งๆ ซึ่งคนไม่ได้ศึกษา รสเก๊ๆนี้ ที่มันไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไรเลย มันเป็นธรรมดาธรรมชาติของสัตว์โลกพวกสัตว์ต้องสืบพันธุ์ มันก็สร้างลูกเต้าก่อเผ่าพันธุ์กันไปธรรมดา แต่มันเห็นแก่อันนี้ลงทุนลงแรงเสียสละเวลาอะไรก็แล้วแต่ หนักหนาสาหัสสำหรับผู้ที่เห็นแก่สิ่งนี้ที่จะต้องเสพสัมผัสอันนี้ ลงทุนทุ่มโถมจ่ายเงินทองเสียเวลาทุนรอน แรงงาน ความคิด ทั้งแรงกาย โถมเข้าไป ลงทุนที่มันไม่น่าจะทำขนาดนั้นแต่ก็ทุ่มโถมกัน บางทีเป็นเงินร้อยล้านพันล้าน อาตมายกตัวอย่างเป็นรูปธรรม เป็นบุคคลเลย เช่น คานธี เขาก็อายุ 13 ปี พ่อแม่ก็จับแต่งงานกับผู้หญิงชื่อ กัสตูบา (อายุ๑๔) เพื่อให้เกิดลูก เขาไม่ได้เป็นการสร้างอารมณ์เสพสัมผัส ทุกวันนี้ไม่เหมือนโบราณ โบราณแต่งงาน ก็อาจมีความใคร่ (เมถุนนิยมที่เป็นความใคร่สัมผัสเสียดสี) แต่โบราณก็มีเป้าหมายเพื่อสืบสกุลมากกว่า แต่สมัยนี้ มันแต่งงานไม่ได้เพื่อสืบสกุล แต่แต่งงานแบบคุมกำเนิดกันด้วย แทบทั้งนั้น ยิ่งดารา นี่ก็คือความรักที่อยู่ในอาการของการเสพรส เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนให้เลิกละ การแต่งงานเพื่อเสพรสนั้นคือการแต่งงานได้รสเก๊ มันก็เกิดการสัมผัสเสียดสี เหมือนมือเราสัมผัสผิวหนังหรือเราเกา ถ้าเราเกา ผิวหนังส่วนที่ไม่มีเชื้อ เกาไปมันก็จะเจ็บ เกาแรงยิ่งเจ็บไม่เกิดอาการรส อาการมัน อาการคันอะไร ผิวหนังสามัญ เกิดสัมผัสเสียดสี เย็นร้อนอ่อนแข็งมันแรงก็แข็งมันเบาก็อ่อน การขัดสีไปก็เกิดความร้อน แต่คนที่ติดสัมผัสเป็นรสชาติ ก็สัมผัสไปจนสุดยอด บางคนจุดสุดยอดแล้วก็ไม่อยากจะหยุดนะ อธิบายว่าเป็นเวทนาสอง เวทนาหนึ่งเกิดสัมผัสเสียดสี เย็นร้อนอ่อนแข็ง รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสสามัญ สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ถ้าเกิด รู้สึกได้ตามธรรมดา แต่อีกเวทนาหนึ่งที่เป็นรสเก๊คือรสชอบไม่ชอบ สุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้น เป็นรสเก๊ ที่ต้องเลิกละให้ได้ นี่คือเป้าหมายศาสนาพุทธ เป็นเป้าหมายหลักเนื้อแท้ของศาสนาเลย การสัมผัส ทางหูตาจมูกลิ้นกายใจสัมผัสแล้วก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งมันเกิดสัมผัสแล้วรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบสุขหรือทุกข์ นี่คืออาริยสัจ คือทุกข์อาริยสัจ เพราะว่า พระพุทธเจ้าตรัสทุกข์อาริยสัจ ก็เพราะว่า มันไม่ใช่สุข มันเป็นของเก๊ สุขขัลลิกะ คนที่ไปรู้สึกว่าสุขก็คือคนที่มีอุปาทานไปยึดติด เพราะคนเราเกิดมาด้วยอวิชชา ท่านเรียกว่าทุกข์อาริยสัจ เป็นสัจจะ ส่วนสุขคือสุขขัลลิกะคือสุขเท็จ ต้องเรียนรู้รสเท็จที่แฝงในการสัมผัส คนเรียนรู้ได้หมดรสเหล่านี้ก็เป็นอรหันต์สัมผัสแล้วไม่เกิดอาการทุกข์หรือสุข จริงด้วยความเป็นผู้ประเสริฐหรือเป็นอริยะ ก็พ้นอวิชชา โสดาบันก็เริ่มเรียนรู้วิชชาหรืออวิชชาตัวนี้เร่ิมรู้ว่าต้องลดอันนี้ โสดาบันไม่ใช่แค่ ไม่ผิดศีลเท่านั้น นั่นคือองค์รวมเท่านั้น แต่ถ้าเอาเข้าเป้าของพระพุทธเจ้าคือ สัมผัสกับสัตว์ต่างๆแล้วเราอย่าอยากได้สัตว์ต่างๆนั้นมา หรืออยากทำลายสัตว์นั้น อยากได้มาก็เอามาเสพของตนเอง แต่สัตว์เดรัจฉานต่างๆ มันไกลห่างที่จะเอามาสัมผัสเสียดสีสดๆ มีเหมือนกันที่เจอสัตว์ก็รักใคร่ ซึ่งมันไกลเกินไป เข้าขั้นหยาบลามก คนที่มีอาการอย่างนั้นก็มี ได้สัตว์มาเพื่อเสพรสเมถุนเป็นกาม เป้าหมายต้นและปลายคือให้รู้อารมณ์เท็จ ความไม่มีของจริงไม่มีตัวตน สิ่งเหล่านี้ประเดี๋ยวประด๋าวไม่เที่ยง เป็นเหตุแห่งทุกข์ เสพรสแล้วก็แวบไม่เที่ยงดีไม่ดีบางครั้งสุข บางครั้งไม่สุข อย่างเช่นการกินอาหารเหมือนเก่าแต่ว่าบางครั้งก็ชอบบางครั้งก็ไม่ชอบ มีอะไรกับไม่อร่อยต่างกันไป ไม่อร่อยเป็นสุขก็ได้แค่ตอนสัมผัส พอเลิกสัมผัสก็ไม่มีความสุขแล้วมีแต่ความคิดคำนึงถึงจำได้ว่าได้เสพ ก็เป็นสัญญา แต่ความจริงก็คือ ตอนที่สัมผัสแล้วก็กับรสนั้นแล้วก็จบ ผู้ที่ล้างความติดยึดรสได้แล้วก็สัมผัสแล้วไม่เกิดอาการอร่อยหรือไม่อร่อย แต่รสสัมผัส เย็นร้อนอ่อนแข็งเปรี้ยวหวานมันเค็มก็เป็นอย่างนั้นของมันตามปกติ แต่จิตที่มีรสอร่อยนั้นไม่มี สูญไปอย่างเที่ยง คนที่น่าสงสารไปหากินอาหาร ไปหาร้านที่ต้องอร่อย ๆ จะแพงหรือถูกก็ช่างหัวมัน มีเงินไปแสวงหาอร่อย ไม่ได้ไปกินอาหารนะ แต่ไปกินส่ิงที่เป็นของเท็จ ไปแสวงหาร้านที่อร่อยเป็นทาสรสเก๊ที่ไม่มีของจริง พระพุทธเจ้าท้าให้ปฏิบัติถ้าสัมมาทิฏฐิแล้ว รสอร่อยไม่มีหายไปได้ เช่นอาตมาแต่ก่อนติดรสเผ็ด แต่เดี๋ยวนี้แตะพริกเมื่อไหร่ก็เผ็ด แต่รสอร่อยไม่มีเลย จะเป็นรสเปรี้ยวหวานมันเค็มก็ตาม จะรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็ไม่มีรสอร่อย เป็นเรื่องจริงที่อาตมาทำได้ ผู้ที่ปฏิบัติธรรม ผู้ที่จะเป็นอรหันต์ แล้วจะตรวจเช็คได้ว่าเป็นอาหารอย่างไร ก็ดูว่าอันนี้เขาว่าสวยแล้วสวยเป็นอย่างไรอันนี้เสียงเพราะ ฉันเป็นอย่างไรฉันได้กลิ่นหอมชื่นใจอย่างไรเรามีชื่นใจในกลิ่นนั้นไหม มีรสอร่อยทางลิ้นไหม ตรวจเช็คอารมณ์อรหันต์ก็อย่าให้รู้ตัว เอาอันนี้ไปให้กินแล้วถามว่าฉันอันนี้แล้วดีไหมอร่อยไหม ถ้าบอกว่าอร่อยถ้าเผลอตอบอันนี้มาก็ไม่ใช่อรหันต์ รูปสวยเสียงเพราะ กลิ่นหอมชื่นใจ รสอร่อยลิ้นสัมผัสเสียดสีเพลิดเพลิน เป็นต้น นี่คือสัจจะ ฟังง่าย แต่เป็นเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ จะเป็นจารีตประเพณีของสังคมศาสตร์อันนั้นไม่ใช่ศาสนศาสตร์แต่เป็นสังคมศาสตร์ ไม่ใช่โลกุตรธรรม อาตมาบรรยายโลกุตรธรรมมาสี่สิบกว่าปีไม่ได้บรรยายศาสนาพิธี หรือสังคมศาสตร์ธรรมดาๆ แต่อธิบายโลกุตรธรรม ผู้รู้วงการศาสนาที่ท่านบรรยายสื่อสังคมศาสตร์ได้ดีก็ได้รับการยอมรับจากสังคมแต่ท่านไม่ได้ลงเรื่องปรมัตถ์ แต่อาตมาเจาะปรมัตถ์ ไม่ได้ลงรายละเอียดสังคมศาสตร์ อาตมาอธิบายปรมัตถ์เป็นหลัก อาณิสูตร ล.๑๖ [๖๗๒] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่าทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟังจักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษาแต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ อาตมามากล่าวโลกุตรธรรม มีอรรถอันลึกประกอบด้วยสุญญตธรรม คนไม่ปรารถนาจะฟัง ไม่ตั้งจิตปรารถนาจะรู้ อาตมาอธิบายธรรมะ ผู้ใดตั้งจิตศึกษาเพื่อรู้ผู้นั้นประเสริฐ เพราะเอาธรรมะโลกุตระที่มีอรรถอันลึกมาเปิดเผยชี้แจงอธิบาย เพื่อจะได้เอาไปปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์อาริยสัจ อาตมาไม่ได้ท้อใจ ทำงานมาย่าง ๔๗ ปีแล้ว ไม่เบื่อหน่ายอธิบายโลกุตรธรรม อาตมาแม้พูดซ้ำซากแต่คนมีวิมุติรส ที่พาไปสู่ความลดละหน่ายคลายพาไปสู่วิมุติรสก็เป็นสัจจะของบุคคลแต่ละคนที่จะเกิดสิ่งเหล่านี้ แม้จะเป็นนักปฏิบัตินักศึกษาธรรมะ แอบฟังธรรมะที่อาตมาอธิบายเขาก็ไม่เกิดธรรมรส วิมุติรส แสดงว่าเขาเป็นโมฆะ เพราะว่าเขาไม่รู้ว่านี่หรือคือธรรมะของพระพุทธเจ้า ผู้ที่สั่งทำแล้ว เกิดธรรมรส วิมุติรสขออนุโมทนาให้ปฏิบัติให้ได้ผลต่อไป
มีคำถามมา _หลวงปู่คะ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นโพธิสัตว์ระดับใดคะ ตอบ...ที่จริงไม่อยากตอบว่าเป็นระดับใด เพราะว่ามันไม่ดี ที่ดูไม่ดีเพราะว่าตอบแล้วบอกไปแล้วว่าอาตมาเป็นระดับ 7 ถ้าจะมาตอบในหลวงว่าเป็นระดับใดขึ้นอยู่ ก็ดูไม่ดี ตอบแค่นี้ก็พอ ก็ไม่ควรตอบ โพธิสัตว์คือผู้ที่มีคุณธรรมระดับอรหัตตผลแล้ว โพธิสัตว์คือผู้ที่มีความตรัสรู้และ โสดาบันก็มีความตรัสรู้อรหันต์ในโสดาบัน สกิทาคามี ก็มีความสูงกว่าสังโยชน์ 3 ที่โสดาบันบรรลุ สกิทาคามี พ้นสังโยชน์ลดกาม ลดปฏิฆะ มีอรหัตตผลไปตามลำดับ หมดกิเลสกามภพ ปฏิฆะในกามภพก็เป็นโพธิสัตว์ระดับอนาคามี เหลือสังโยชน์เบื้องสูง รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา หมดสังโยชน์ ๑๐ ก็เป็นอรหันต์ เป็นอนุโพธิสัตว์ เป็นอนิยตโพธิสัตว์ (ยังไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยที่จะเป็นพระพุทธเจ้า) นิยตโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วที่จะทำความเป็นพระพุทธเจ้า แต่ก็ยังรีไทร์ได้ ยังจะไปไม่รอดได้ มหาโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ที่เลย นิยตะเที่ยงแท้แน่นอน ตนเองไม่ถอดถอนแน่นอนในความไปสู่เป็นพระพุทธเจ้า ปัจเจกโพธิสัตว์หรือสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจเจกพระพุทธเจ้าคือพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เกิดมาในโลกบางครั้งบางคราวเพื่อศึกษาต่อ บางยุค พระพุทธเจ้าเกิดมาแล้วก็มหาโพธิสัตว์ก็เกิดมาร่วมมาศึกษาด้วย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นมหาโพธิสัตว์ที่ท่านจะศึกษาเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เมื่อมหาโพธิสัตว์มาพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็พยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าชื่อนั้นมีอัครสาวกชื่อนั้นๆ ที่อาตมาพูดนี้ พูดด้วยความรู้ของศาสนาพุทธ สรุปคืออาตมาไม่ตอบว่าในหลวงเป็นโพธิสัตว์ระดับไหน แต่ก็บอกลักษณะของโพธิสัตว์ ๙ ระดับไปแล้ว ก็ศึกษาสิว่าท่านควรอยู่ในระดับใด อย่างน้อยอาตมาบอกหลักว่าอาตมาระดับ ๗ ในหลวงท่านก็จะอยู่ในระดับใด ขอไขความจริงว่า ในหลวงนี่มีโพธิสัตวธรรม ตอนนี้กำลังเป็นความรักระดับโพธิสัตว์ระเบิดเลย เป็นความรักยิ่งใหญ่ของพุทธธรรม คนที่อาลัยในหลวงเป็นความอาลัยในพุทธธรรมหรือพุทธคุณของในหลวง ขออภัย ไม่ได้บูชาเคารพรักในหลวงเพราะว่าท่านรูปหล่อนะ ที่อธิบายนี้เพื่อเป็นการศึกษาไม่ได้เคารพเพราะท่านรูปหล่อ ท่านไม่ได้มีโลกียะมีความรวยหรือรูปหล่อมีความเก่ง แม้ท่านจะเก่งหลายทาง ทางวิศวะ ดนตรี รัฐศาสตร์ แต่ไม่ใช่อย่างนั้นทีเดียว แต่ทุกคนเคารพรักคือเคารพในพุทธธรรมหรือพุทธคุณ ที่คนซาบซึ้ง A bomb of love. เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่มิติที่ 8 เป็นอเทวนิยมแล้ว ซึ่งจะต้องมีคุณธรรม พ้นระดับที่ 1 ถึง 7 มา มาเป็นระดับ 8 คือระดับที่พัฒนาขึ้นมา อาตมาไม่เคยเห็นนะ ที่มีคนมาเรียบเรียงความรัก 10 มิตินี้ อาตมาก็ตอบได้ว่าไม่ควรไปตอบว่าในหลวงเป็นระดับไหน เพราะอาตมาบอกว่าตนเองเป็นระดับที่เจ็ดแล้ว
_หลวงปู่คะ ทำไมคนเราต้องมีความรัก และทำไมคนเราต้องมีความลับ ตอบ...เพราะอวิชชา เพราะยังไม่รู้หรือเพราะยังโง่ หรือต้องมีความลับ ผู้ที่ไม่อวิชชาแล้ว ก็จะไม่มีความลับ อย่างหลวงปู่ ไม่มีความลับ ตนเองเป็นโพธิสัตว์ก็บอกว่าเป็นโพธิสัตว์
_ตอนที่หนูไปแจกอาหารที่สนามหลวง ดูเห็นคนที่มาเอาอาหารแต่ละคน บางคน ตำรวจก็ไม่ให้เข้าในพื้นที่สนามหลวง เพราะเขาไม่ปกติ หนูสงสารค่ะ หนูรู้ว่าเป็นวิบากกรรม แต่หนูก็สงสารเขา หนูจะดีค่ะ ตอบ...คำว่าวิบากแปลว่าผลของกรรม กรรมแปลว่าการกระทำ เราจะทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเรียกว่ากรรม สาม ทำแล้วเป็นผลเกิดจริง เกิดดีหรือเกิดชั่วเป็นผลวิบาก(สุกตทุกฏานังผลังวิปาโก) ทุกวันนี้คนไม่เข้าใจคำว่าบุญกับกุศลว่าต่างกันอย่างไร เขาไปทำทาน ก็ไม่รู้ว่าต้องทำใจอย่างไร การทำทานนั้นถ้าไม่ได้ไปหวังอะไร ทำทานเพื่อลดกิเลสก็เป็นบุญทำทานกายวจีให้ แต่ใจก็ต้องทำใจในใจเพื่อให้ อย่าไปหวังเพื่อเอาอะไรกลับมา ถ้าทำได้อย่างนี้ทุกทาน มีปัญญารู้ว่าเราทำใจของเราอย่างนั้น ไม่ต้องการอะไรตอบแทน ฝึกหัดเลย ไม่คิดหวังผลตอบแทนเลย ทำแล้วใจก็ให้ ตรงกับการให้สละเสียให้เขาไปก็จบ ผู้นั้นทำทานได้บุญ แต่ผู้ที่ทำทานแล้วบอกว่าจะได้ลาภยศสรรเสริญได้สวรรค์ได้วิมานได้อะไรก็แล้วแต่ หวังว่าจะได้อะไรก็แล้วแต่ ผิดหมดเลย ที่หวังว่าจะได้เป็นกุศลหรืออกุศล ได้ทุกฏังหรือสุกฏัง หรือไม่ต้องได้ทั้งสองอย่างเป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเลย ไม่ได้ทั้งสวรรค์ทั้งนรกไม่ได้ทั้งสุขและทุกข์ไม่ได้สมบัติ หรือ วิบัติอะไรเลย ให้ก็คือให้ทานก็คือทาน คนนั้นคือคนทานที่ได้อานิสงส์สูงสุด คือทำจิตเป็นนิพพานหรือนิโรธ คนปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเรียกว่ามรรคองค์ 8 ถ้าไม่รู้สัมมาทิฏฐิ ที่มีทาน ศีล ภาวนา เร่ิมต้นทานก็ไม่รู้สัมมาทิฏฐิก็ทำทานไม่ได้ผล คือนัตถิทินนัง ทุกวันนี้ก็ไม่ได้สอนหรืออธิบาย แต่พากันปฏิบัติทานศีลภาวนาก็ไม่ได้ผลทาน การทำทานนี้ง่ายกว่าศีลแต่ทำใจในใจไม่เป็นไม่โยนิโสมนสิการ ไม่มีสัมมาทิฏฐิข้อต้น ก่อนปฏิบัติ ก็โยนิโสมนสิการไม่เป็น ไม่สามารถทำทานอย่างอัตถิทินนัง ที่เป็นผลให้ลดกิเลส ไม่ได้พบสัตบุรุษ เพราะว่าไม่ได้ฟังธรรมสัตบุรุษ หูฟังธรรมแต่ไม่เอาไม่เข้าใจไม่มีปรโตโฆษะและไม่มีโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการไม่เป็น จึงปฏิบัติธรรมไม่ได้อานิสงส์ของพุทธธรรม ไปได้ภพสวรรค์วิมานไป อาตมาพูดไปนี้ อย่างไม่มีนักธรรมตรีโทเอก ไม่มีอาจารย์ โผล่มาจากจอมายา สมณะเดินดินว่า..ทุกวันนี้พวกเรามาหาพ่อครูเพราะต้องการอรรถอันลึก ต้องการสัจธรรม แต่ถ้าพ่อครูมีความดังมากๆ คนก็ต้องการมาพบคนดังเท่านั้น ทำให้พ่อครูเสียเวลาอีกเยอะ เป็นสิ่งที่พ่อครูทำงานโดยไม่มีอลังการอะไรเลย เพื่อพิสูจน์สัจจะ พ่อครูว่า...อาตมาอธิบายธรรมะทุกวันนี้ไม่ได้มีความท้อแท้แม้จะไม่มีคนมามากมายมีบางคนด่าว่าด้วยก็ตาม แต่ทุกวันนี้ดีขึ้นคนก็ค่อนข้างจะเข้าใจธรรมะ คนในรุ่นที่จะเอาอาตมาตายเลย เขาก็แก่ตายไปหลายคน เพราะอาตมาประกาศธรรมะเขาก็เห็นว่าอาตมาจะมาทำลายศาสนา เขาเข้าใจอรรถอันลึกโลกุตรธรรมไม่ได้ เขาไม่มีภูมิที่จะรู้ได้จริงๆ เพราะศาสนาพุทธนั้ นได้เสื่อมไปจริงๆดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในอาณิสูตร ดีไม่ดีไปฟังคนที่บรรยายตลกโปกอา มีคำหรูหราคำเพราะๆ ฟังดี เป็นอาจารย์เจ้าสำนัก พูดดีพูดเพราะแต่ไม่ได้เจาะลงไปอย่างอาตมา เขาได้ใช้ภาษาเหล่านี้ให้คนนิยมนับถือ อาตมายืนยันว่า ที่มาเผยแพร่สัจธรรมก็ไม่ได้ เพื่อลวง ประชาชนก็หามิได้ เพื่อเกลี้ยกล่อมประชาชนก็หามิได้ เพื่ออานิสงส์ คือ ลาภ สักการะ และความสรรเสริญ ก็หามิได้ ไม่ได้มาแสดงมาดรักษามาด เหมือนบางรูป เขาก็บอกว่าเขารักษาสมณสารูป แต่อาตมาว่าแอคท่าเกินไป
_ทำไมรู้ว่าในหลวงเป็นโพธิสัตว์ ตอบ...ในหลวงก็ใช้ความรู้ของโพธิสัตว์ ถามว่ารู้ได้อย่างไร ก็คือดูขณะนี้ไง ว่าโพธิสัตวธรรมที่ท่านทรงมาตลอด 70 ปี ทำให้คนได้รู้ได้ เป็นธรรมะที่ท่านได้เสียสละช่วยเหลือประชาชนท่านมีพระจริยวัตร ทำมากว่า 70 ปีทำงานช่วยเหลือประชาชน และเป็นการช่วยเหลือที่มีนัยยะของโลกุตรธรรมอาริยธรรม ไม่ใช่ธรรมะโลกๆสามัญ มีพระเมตตากรุณามุทิตา ส่ิงชัดก็คือมีการเสียสละที่ไม่ต้องการอะไรตอบแทน นั่นคือเนื้อแท้ โพธิสัตว์ โพธิสัตว์คือผู้ที่ทำงานช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน ผู้ใดมีผู้นั้นคือพระโพธิสัตว์ ไอน์สไตน์ คานธีหรือในหลวงหรือผู้ใดก็ตามตรวจใจตัวเองดู ใจตนเองขณะใดที่ทำงานเพื่องานเพื่อประชาชนโดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน กรรมกิริยา งานอันนั้นของคุณคืองานของพระโพธิสัตว์ มีอยู่ในในหลวงเราจำนวนมหาศาล จนกระทั่งท่านสวรรคตไปทุกคนก็อาลัยอาวรณ์สิ่งนี้ นั่นแสดงว่าคนไทยเรานี้ มีความรู้ในความเป็นโพธิสัตว์ นี่คือคำตอบ การแสดงความอาลัยก็คืออาลัยในโพธิสัตวธรรม ที่พระองค์ทรงมากว่า 70 ปี คนไทยจึงกรูเกรียวกันไป ทีนี้คนต่างประเทศก็งง ว่าอะไรกัน เขาไม่รู้จักโพธิสัตวธรรม คนศาสนาอื่นที่เป็นเทวนิยมไม่ค่อยรู้
_หลวงปู่แต่งเพลงกี่เพลงค่ะ ตอบ...ไม่ได้นับ อาตมาแต่งเพลงแล้วก็ทิ้งไปก็เยอะ เช่นอาตมาแต่งเพลงให้นักเรียนเพื่อร้องประกวดในงานกาชาด งานศิลปะหัตถกรรม อาตมาก็แต่งให้หลายโรงเรียนไปร้องกัน ปีหนึ่งแต่งหลายเพลง แต่ก็ทิ้งไปหมด แต่ตอบได้ว่า มากกว่า 100 เพลง เพลงฮิตก็ฟ้าตำ่แผ่นดินสูง ผู้แพ้ ธารสวาท ก่อนสิ้นแสงตะวัน เป็นต้น
_ถ้ามีคนมาใส่ร้ายป้ายสีเรา หรือที่มาให้ข่าวผิดๆ เกินความจริง เราเสียหาย เราควรทำอย่างไรดีคะ เราไม่ควรไปแก้ตัวหรืออย่างไร?แต่ทั้งที่เราไม่ได้ผิด เขาจะว่าเราแก้ตัวหรือเปล่า? ตอบ...เราก็ฟังเขาใส่ร้ายป้ายสี เราก็ไม่แก้ตัว แต่เราพูดความจริง บอกดีๆ ไม่ได้บอกด้วยอารมณ์ให้เขาว่าก่อนจนจบแล้วก็ค่อยพูดเรียบๆธรรมดาว่าที่เขาพูดมานี้ไม่ถูกนะไม่ได้แก้ตัว แต่พระพุทธเจ้าให้บอกความจริง ถ้าเขากล่าวชม ถ้าถูกก็อย่าเหลิงใจ ไม่จำเป็นต้องบอกว่ามีในเราก็ได้ แต่ที่เขาว่าเราผิดนี่ก็ให้บอกว่า อย่างนั้นไม่มีในเรา ก็ต้องบอก ถ้าเขากล่าวถูกก็อย่าไปยิ้มรับจนน่าหมั่นไส้ หรือถ้าเขาถาม เราก็บอกได้ แต่ส่วนมากพูดในเรื่องดีเราก็ไม่ต้องบอกเขาซ้ำต่อก็ได้ แค่ยิ้มรับหรือเฉยก็มากแล้ว แต่ถ้าเขามาว่าเราในสิ่งที่เราไม่ได้เป็นเราก็ควรบอกแก้เขา นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า คนที่มาบอกว่าเราแก้ตัวเราก็ไม่ได้แก้ตัว เขาหาว่าเราร้อนตัวก็เลยสอนว่าให้เฉย แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น เขาด่าเราก็ให้เฉยๆ ไม่มีในคำสอนพระพุทธเจ้า ถ้าเขาว่าเขาด่าเราผิดๆ แล้วเราก็เฉยๆ เขาก็จะเข้าใจว่าเราเป็นจริง ตีขลุมว่าเราเป็นจริง เขาเข้าใจผิดเราก็เสียหาย ขอยกตัวอย่าง อาตมาเป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ แล้วคนก็มาบอกว่าไม่ใช่หรอก ไปพูดว่าให้คนอื่นได้ยินว่าไม่ใช่อรหันต์ โพธิสัตว์ คนก็จะอ่านจากพฤติกรรมภายนอก ว่าคนอย่างนี้ไม่ใช่อรหันต์ โพธิสัตว์เขาก็จะบอกว่าคนอย่างนี้มีกายกรรม วจีกรรมอย่างนี้ไม่ใช่อรหันต์ไปหมดทุกคน อย่างนี้เสียหาย พระพุทธเจ้าถึงว่าถ้าใครมาว่าเราแล้วไม่จริงเราก็ให้ตอบให้บอกว่าไม่ใช่อย่างใดไม่มีในเราไม่เป็นในเรา เราไม่ได้เป็นเช่นนั้น
_คนที่พูดให้คนอื่น ว่าอย่างโน้นอย่างนี้แต่ตัวคนที่ว่าก็เป็นแบบที่พูดให้เรา คนประเภทนี้เรียกว่าอะไรคะ ตอบ...ก็เรียกว่าคนที่ว่าคนอื่นไม่ดูตัวเอง เขาเรียกว่าว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง พระพุทธเจ้าบอกว่าผู้ที่จะไปว่าเขาต้องทำคุณของตัวเองให้ดีเสียก่อนจึงจะไปบอกไปสอนเขาได้
_ถ้าในหลวงสวรรคตแล้วใครจะเป็นคนขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 10 คะ ตอบ...ก็ต้องเป็นรัชทายาท เขาก็ตั้งกันอยู่แล้วรู้กันอยู่แล้ว คือเจ้าฟ้าชาย ก็เป็นผู้ที่อยู่ในกฎมณเฑียรบาล ตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ
_ถ้าเราบอกเตือนเพื่อนแต่เพื่อนไม่ฟังแล้วก็ไม่สนใจ และไม่พอใจ ลูกควรจะบอกเขาต่อหรือปล่อยเขาไปดี ตอบ...เรื่องการเตือนการบอกกันเป็นความปรารถนาดี แต่คนที่ไม่ค่อยได้ตั้งสติ คือความไม่ดีของคน เมื่อประพฤติออกมาคนเห็นแล้วก็ไม่ค่อยชอบ เช่นแม่เห็นลูกทำไม่ดี แม่ก็ไม่ชอบใจก็เลยว่าเลยด่า คือไม่ได้ตั้งสติแล้วก็ใช้อารมณ์ ก็ว่ากันด้วยอารมณ์ด่ากันด้วยอารมณ์ แต่เป็นความปรารถนาดีเพราะว่าลูกทำผิด ก็ไม่อยากให้ทำเช่นนั้นก็เสียที่ไม่ได้ตั้งสติ เราก็ควรตั้งสติ เตือนเพื่อนบอกเพื่อน ถ้าเตือนแล้วเขาไม่สนใจฟัง เขาไม่ยอมรับนับถือเราพูดไปก็เสียเวลาก็ควรบอกผู้ใหญ่ บอกใครที่เขานับถือที่เขาจะเชื่อฟังได้ก็ควรบอก ถ้าเห็นว่าเราเตือนไม่ไหวแล้วบอกไม่ได้ ก็เอาไปบอกคนที่ควรจะมีประโยชน์มีผล
_อยากรู้ว่าความโกรธความเครียดและความน่าเบื่อมาจากไหน ตอบ...ความโกรธกับความเครียดมาจากความโง่ ส่วนความน่าเบื่อนั้น มีสองนัย น่าเบื่ออย่างเป็นกิเลสก็คือมาจากความโง่ แต่ถ้าเบื่อหน่ายด้วยปัญญา คลายกำหนัด หน่ายคลาย คือปัญญา เช่นเราไปหลงเสพติดอะไร ที่จริงควรเบื่อหน่ายคลายจางมา แต่ถ้าน่าเบื่อเพราะว่ารำคาญ ก็คือเบื่อแบบกิเลสก็เกิดจากความโง่
_ลูกอยากทราบว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้นไหมคะ ถ้าเกิดจะส่งผลต่อพวกเราไหม ตอบ...สงครามโลก ครั้งที่ 3 ไม่เกิดเพราะเป็นยุคสังคม globalization แล้ว มันรู้กันหมดแล้ว ว่าถ้าเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 คือ บรรลัยจักร โลกแหลกเลย ห้ามไม่ให้ใช้นิวเคลียร์ระเบิดกันหรอก ต้องยับยั้งให้ได้มากที่สุด ตอนนี้เกิด ประเทศนั้นไปทำลายประเทศนี้เขาก็ระมัดระวังก็ช่วยกันอยู่ไม่ให้เกิดให้ลุกลาม เพราะฉะนั้นตอบได้เลยว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 ไม่เกิด เพราะว่าถ้าเกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นการล้างโลกเป็นกลียุค ถ้าเกิดเราก็ไม่เหลือ จะมีการฆ่ากันอย่างไม่มีอะไรยับยั้งได้เลย
_โรงบุญ 999 โรงจะจัดที่ไหนได้บ้าง ตอบ...จัดที่ไหนก็ได้แม่แต่ต่างประเทศ
_หลวงปู่คะนักเรียนสัมมาสิกขาและอาชีวศึกษาห้าม มีแฟนใช่ไหมคะ ตอบ...ใช่แล้วเราเป็นวัยนักเรียนไม่ใช่วัยมาหาแฟน ถ้ามีจิตใจที่อยากจะไปมีแฟนก็หยุดใจของเราห้ามใจของเรามันไม่ใช่วัย เสียเวลา แรงงาน เสียอารมณ์อย่านึกว่าไปสร้างอารมณ์ มันยังไม่ใช่เวลาแม้แต่จะมีฮอร์โมนก็ตาม ก็ต้องพยายามหยุดพยายามห้ามใจพยายามอย่าสร้างอารมณ์รัก ให้คิดเสียว่า อารมณ์อย่างนี้มันไม่ใช่รักแท้หรอก มันเป็น puppy love คนที่เขาเป็นคนดีเขาอยู่ในวัยรุ่นแล้วศึกษาจนกระทั่งจบปริญญาแล้ว มีการงานพอจะสร้างฐานะครอบครัวแล้วค่อยเปิดใจมีครอบครัวนั่นคือความคิดที่ถูกต้อง แต่นี่ไม่ใช่ความรักที่ถูกต้องเลยจะบอกว่ามีอารมณ์มีฮอร์โมนเป็นธรรมชาติก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ แต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่กำจัดธรรมชาติ ให้เป็นธรรมะนิโรธ เป็นธรรมะสุญญตา ไม่ใช่ธรรมะก็คือธรรมชาติ แต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดับภพจบชาติ
พระพุทธเจ้าสอนให้ศึกษาชาติ ๕ นัยยะ ในพระไตรฯล.๑๖ ชาติคือการเกิดโดยองค์รวม ชาติปิทุกขา ชาติใดๆก็เป็นทุกข์หมด สัญชาติ คือการเกิดที่ติด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive