ทำไมผมคนเราจึงงอก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข9 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ทำไมผมคนเราจึงงอก _เด็กๆที่ศีรษะอโศก...หลวงปู่ทำไมเราเกิดมามีผมงอก พ่อครูว่า…ถ้าจะเดาว่าเขาเขียนผิดน่าจะเป็นผมหงอก ก็ได้ แต่นี่เขาเขียนมาผมงอก ทำไมต้องเกิดผมงอก ก็ต้องไปถามพระเจ้า พระเจ้าก็คงตอบไม่ได้หรอก ในธรรมชาติที่มันออกแบบอะไรต่ออะไรออกมา สารพัดที่มันออกแบบ แล้วก็เป็นไปตามที่มันเป็น ตั้งแต่เป็นดินน้ำลมไฟ ไปจนกระทั่งพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ หลากหลายที่แตกต่างกันที่มันออกแบบมา จนกระทั่งสัตว์ สัตว์เล็กสัตว์น้อย จนถึงสัตว์ใหญ่ที่มันออกแบบมา จนกระทั่งเป็นมนุษย์มาเป็นสัตว์มนุษย์ โอ้โห.. วิจิตรพิสดาร ละเอียดลออมาก สัตว์แม้ตัวเล็กๆก็ยังมีอะไรต่างๆ ยังคิดว่ามีคนจะเอาแมงหวี่มาผ่าตัดดูหัวใจหรือเปล่า มันมีปอดมีหัวใจไหม แต่มันคงเป็นสัตว์ที่ไม่มีอวัยวะเหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพวกนี้หรอกเนาะ มันออกแบบละเอียดละออมาก จนกระทั่งคิดไม่ได้ คิดอย่างไรก็หัวแตกเปล่า เพราะฉะนั้นเราจะไปคิดว่าทำไมธรรมชาติ ทำไมคนต้องผมงอกด้วย คิดหัวแตกยังไงก็คิดไม่ออก จะให้หลวงปู่ตอบ ก็ตอบไม่ได้หรอก ก็ลองๆดูว่า ใครจะคิดออกบ้าง มันเป็นเรื่องเกินกว่าที่คนจะคิด พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสรู้ว่า เราไม่รู้หรอกมันเป็นอวิชชา ตั้งแต่สังขารที่มันปรุงแต่งตั้งแต่เป็นสิ่งเล็กสิ่งน้อยเต็มไปหมดในโลก เราคิดไม่ออกหรอก เพราะฉะนั้นเราอย่าไปคิด ถ้าเราเองมัวแต่จะไปคิดว่า เอ๊ นี่มันคืออะไรแล้วไปหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้น วิจัยมันอยู่อย่างเดียว อะไรมันก็วิจัยยาก เอ๊!.. ไอ้ฟักทองสปาเก็ตตี้ ใครนะมาปรุงแต่งออกแบบมาให้เป็นฟักทองแบบนี้ คงเป็นฝีมือคนประกอบด้วย แต่เดิมธรรมชาติเดิมก็คงไม่เป็นฟักทองสปาเก็ตตี้แบบนี้ เสร็จแล้วคนก็มาช่วยออกแบบ ช่วยปรุงแต่ง ช่วย breed พันธุ์มันเป็นแบบนี้ ธรรมชาติเดิมคงไม่เป็นแบบนี้ เราก็ไม่รู้ว่าใคร อาจจะมีคนรู้เจ้า

อ่านต่อ

ของที่เริ่มต้นทำ breed พันธุ์นี้ขึ้นมาเป็นได้ มันก็เกิดการปรุงแต่ง จะบอกว่าอะไรมันเป็นสังขารอย่างไรมันก็ทั่วไปหมด พระพุทธเจ้าก็บอกว่ามันไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นมาหาตัวสำคัญของการเกิด การปรุงแต่ง การเกิดของสิ่งสำคัญของตัวเรานี่แหละ ตัวตน ที่เรียกว่า อัตตา มาเรียนรู้อันนี้ แล้วก็จัดการสิ่งที่มันไม่ดี สิ่งที่มันเป็นทุกข์ มันทำชั่วทำโทษทำภัยก็จัดการมันให้ได้ มาเรียนดูอันนี้ เมื่อเรียนดูอันนี้ได้ก็จะชัดเจนไปถึงทุกอย่าง จะได้รู้ว่าในโลกนี้มีสิ่ง 2 สิ่งเริ่มตั้งแต่สิ่ง 2 สิ่งปรุงแต่งกันขึ้นมา แล้วก็ปรุงแต่งเป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 ปรุงแต่งรวมกันไปจนกระทั่งมาเป็นคน ไม่รู้นับตัวเลขเป็นล้านๆ ไม่รู้อะไรมารวมกันปรุงแต่งจนกระทั่งมาเป็นคนมีความรู้สึกเอง มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร วิญญาณ ถึงขนาดนี้ นอกจากมีวิญญาณแล้วไม่พอยังมีวิญญาณโกรธ วิญญาณโลภ วิญญาณรัก ที่โหดร้ายที่รักดูดดึงผูกพันติดยึดอะไรอีก สารพัด ให้มาเรียนรู้อันนี้แล้วจะรู้ได้ทุกอย่างครบ เรียนรู้ทุกอย่างครบคือมาเรียนรู้หาเป้าเป็นกรรมฐาน เป็นแก่นแกน พระพุทธเจ้าสรุปถึงสังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ปรุงแต่งกันขึ้นมา แล้วก็เป็นสังขาร เป็นเวทนา โดยมันมีขยายความไป ถึงขั้นวิญญาณมันก็ต้องมี 2 สสาร คือ 1. เป็นธาตุรู้ของเราเองเรียกว่านาม 2. อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเทวะคู่แรก ธาตุรู้ของเราเองกับอีกสิ่งหนึ่ง เรียนรู้ทีละคู่ การจะไปรู้นอกตัวมันก็ไม่จบ ต้องมาเรียนรู้ในตัวเอง ก็เอาที่เวทนาของตัวเอง เอานามรูปนี้ไปสัมผัส เมื่อมีนามรูปสัมผัส นามคือธาตุรู้ มีวิญญาณอาศัยประสาทตากับลูกตา วิญญาณที่อาศัยหูกับเสียง จมูกรับกลิ่น ลิ้นรับรส กายรับสัมผัส เอาอันนี้มาสัมผัสของจริง เมื่อมีการสัมผัสของจริงก็มีวิญญาณเกิด และในวิญญาณนั่นแหละมี รูป เวทเวทนา สัญญา สังขาร ในวิญญาณเป็นขันธ์รวมขันธ์ใหญ่เป็น เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ เป้าหมายของพระพุทธเจ้าชัดเจน ให้เรียนรู้ที่เวทนาเป็นตัวหลัก 1. ต้องมีผัสสะของจริงจึงจะเป็นความจริงเป็นของจริง ถ้าไม่มีผัสสะเป็นหลักอยู่ โต้งๆเต็มที่อยู่ตรงนี้เป็นเรื่องปลอม ก็จะเป็นวิญญาณสัมภเวสีวิญญาณล่องลอย ไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ได้เป็นตัวแท้ ที่มันมาทำงานอยู่ตรงนี้ สัมผัสทางตาก็มีรูป สัมผัสทางหูก็มีเสียง สัมผัสทางจมูกก็มีกลิ่น สัมผัสลิ้นมีรส สัมผัสกายก็มีโผฏฐัพพะต่างๆ ที่นี่ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนว่าให้มีสัมผัสเป็นปัจจัย จึงจะเกิดการเรียนรู้ความจริง ถ้าไม่เช่นนั้นมีแต่ความหลอก ยังไม่ใช่ของจริงแท้เป็นความจำเท่านั้น ก็ไม่มีสัมผัสจริงในปัจจุบันเป็นทิฏฐธรรม ไม่มีสภาวะธรรมที่เป็นปัจจุบันเป็นปัจจุบันชาตินี้ ต้องเป็นการเกิดในปัจจุบันนี้ทันที สิ่งนั้นยังไม่ใช่สิ่งจริง ที่คุณจะเรียนรู้มัน เรียนรู้มันก็ไม่ครบ ที่จริงวิญญาณมันได้แค่คิดลอย ไม่มีที่ตั้ง มันต้องมีที่ตั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย สายหลับตา มีแต่วิญญาณสัมภเวสีไม่มีที่ตั้งทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่มีวิญญาณแท้ๆที่เป็นวิญญาณฐิติ ที่ตั้ง เมื่อมีวิญญาณฐีติ ให้เรียนรู้กายในวิญญาณฐีติ 7 เรียนรู้จบทั้งหมดที่ 7 ที่อากิญจัญยายตนะ อะไรที่ไม่ควรให้มี ก็คือ กลิ หรือกิเลส ทำให้ไม่มีเสร็จจบ ไม่มีเลย อากิญจัญญะ นิดนึงน้อยนึงก็ไม่มี ก็จบที่กายกับสัญญา การเรียนกับพระพุทธเจ้าคือ ต้องเรียนรู้เรื่องกายให้สัมมาทิกฐิ กายของตัวเราเรียกสักกายหรือสักกายะ แม้แต่แค่ตัวเราต้องทำสัมมาทิฏฐิให้ได้ สักกะ แปลว่าเป็นไปด้วย เป็นไปกับ มันมีอาการอะไรต่ออะไรเป็นไปอยู่ สักกะ เราก็พยายาม ใช้ 1. ธาตุรู้ของเราเรียกว่า นาม 2. กำหนดรู้สิ่งที่จะรู้ให้ได้เรียกว่า รูป กาย คำว่า กาย คำนี้จึงยิ่งใหญ่ที่สุดเลย ต้องมี 2 เป็นต้นไป ธาตุหนึ่งเป็นตัวถูกรู้ อีกธาตุหนึ่งเป็นตัวเรากำหนดรู้เรียก object กับ subject สอง ภาษาบาลีอีกคำเรียก เทวะ ศาสนาพุทธแยกกายแยกจิต ทีนี้แยกกายเป็นสอง หนึ่งกายหนึ่งจิต คนก็เลยแยกว่า กายก็ต้องเป็นรูป ก็ถูก จิตก็ต้องเป็นนาม ก็ถูก แต่คำว่ากายนี่แหละ สำคัญ มันเป็นรูป แต่รูปที่ยังไม่ได้ขาดจากสภาวะนามธรรม หรือจิตที่เข้าไปปรุงไปร่วมอย่างสนิทเนียน อันนี้แหละยากมากที่เทวนิยมแยกไม่ได้ หมดปัญญา แม้แต่ชาวพุทธก็ยังแยกได้ด้วยความรู้ ด้วยปัญญาเท่านั้น มีสัญญาเป็นตัวตัดสิน สัญญาเป็นตำรวจ แล้วปัญญาเป็นผู้พิพากษา ไปจับเอามา จับเอากายมา กาย ของศาสนาพุทธขาดความเป็นจิตไม่ได้ เพราะกายเป็นเทวะ กายเป็นธาตุรู้คู่ อันนี้แหละศาสนาพุทธในเมืองไทย คนไทย มันเสื่อมไปจากความถูกต้อง เสื่อมไปจากความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ คำว่า กายมาเป็นภาษาไทย คนไทยเข้าใจคำว่ากาย เป็นหนึ่งเดียวเพียงภายนอกหนึ่งเดียว เข้าใจคำว่าว่ากายคือธาตุดินน้ำไฟลมไม่มีจิตร่วม ผิดเพี้ยนเป็นมิจฉาทิฐิไปอย่างนั้นเลย แม้แต่อาตมาแต่ก่อนก็เข้าใจเช่นนั้น เพราะคำว่า กาย มาเป็นภาษาไทยอย่างเนียนสนิท ผิดเพี้ยนไปอย่างสนิทเนียนเลย มันเลยยากมากเลย คนไทยมาศึกษาธรรมะแล้วก็ยังไม่มีผู้รู้มาแยกให้ฟังอย่างสัมมาทิฏฐิ ก็ยังเข้าใจกายอยู่อย่างนั้น แม้จะเป็นอาจารย์ทางศาสนาพุทธก็ยังเข้าใจกายเป็นอย่างนี้อยู่ทุกวันนี้ โชคยังดีที่แม้ในพจนานุกรมบาลีไทยยังแปล กาย ว่าเป็นองค์ประชุม ไม่ได้แปลว่า 1 เขาแปล กาย ว่า องค์ประชุม แปลว่าพวก แปลว่า หมู่ แปลว่า ฝูง แปลว่า กอง มันไม่ได้เป็นสิ่งเดียว สรุปแล้วคุณจะเห็นความสำคัญมากเรื่องของกาย แล้วต้องมีความรู้เรื่องวิญญาณฐีติ 7

640409_พ่อครูตอบปัญหาระดมปัญญา-อนัตตา งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน