590222_ธรรมะมาฆบูชา โดยพ่อครู ธรรมะอนุตตริยะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590222_ธรรมะมาฆบูชา โดยพ่อครู ธรรมะอนุตตริยะ
พ่อครูว่า.. .วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม ที่ ชุมชนไพศาลี วันนี้ เป็นการบรรจบครบรอบ มาฆฤกษ์ ของศาสนาพุทธ ก็จะได้ดำเนินเรื่อง สาธยายคำความต่างๆ ที่พึงจะได้สาธยายสู่กันฟัง ซึ่งพวกเราชาวอโศกก็ได้พยายามตั้งใจศึกษาเล่าเรียนตามหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน เกิดความเป็นสิริมงคล และความเจริญของชีวิต อนุโมทนา สาธุ ทุกคนที่ได้ศึกษาปฏิบัติ การมาฟัง การมาทัสนา และการสิกขา และพยายามปฏิบัติพากเพียรปฏิปทา จนมีผลเป็นวิมุติได้ ก็เป็น อนุตตริยธรรม ของพระพุทธเจ้า ที่นำมาเปิดเผยในโลก คำว่า อนุตตริยะ คือ ความรู้ที่ไม่มีอะไรสูงกว่านี้ อีกแล้ว ไม่มีสิ่งใดสูงเลิศกว่านี้อีกแล้ว แค่คำว่า อุตริยะ ก็คือ ความเลิศยิ่ง พออนุตตริยะ เติมเข้าไปอีก ก็แปลว่าไม่มีอะไรเหนือ หรือสูงกว่านี้อีกแล้ว คำว่าอนุตริยธรรม จากพระไตรปิฎก เล่ม 12 ที่ได้นำมาสาธยายในภาคเช้า กว่าจะมาถึงจุดสูงสุด ย่อมมีลำดับ ระยะแรก เจริญขึ้นไล่ไปจนถึงอนุตตริยะ
สื่อธรรมะพ่อครู(โอวาทปาติโมกข์) ตอน ทำอย่างไรจิตจึงจะบริสุทธิ์ผ่องใส สำหรับวาระนี้เป็นมาฆฤกษ์ เกี่ยวข้องกับตำนาน วันมาฆบูชา ที่มีพระอรหันต์ 1,250 องค์มาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พระพุทธเจ้าก็ได้แสดงธรรม วันนี้ก็จะนำเอา โอวาทปาฏิโมกข์ 3 คือ สัพพปาปัสสะ อกรณัง กุสลัสสูปสัมปทา และ สจิตตปริโยทปนัง มาอธิบาย คำว่า “ สัพพปาปัสสะ อกรณัง ” การ ไม่ทำบาปทั้งปวง แปลกันเช่นนั้นก็ถูกต้องดีแล้ว ต่อมาว่า “ กุสลัสสูปสัมปทา ” ทำแต่ดี ทำแต่กุศลอยู่เสมอ ก็แปลได้ถูกต้อง แม้ที่สุดคำสุดท้าย “ สจิตตปริโยทปนัง ” หมายความว่า ทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใส ก็ถูกต้อง ความหมายที่จะขยายคือ กว่าผู้ใดที่จะไม่ทำบาปทั้งปวงได้นั้น จิตใจเขาก
อ่านต่อ
็จะต้องถูกทำให้บริสุทธิ์ผ่องใสแล้ว แข็งแรงตั้งมั่นดีเลย จึงจะไม่นำผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์ผ่องใสแข็งแรงนั้นให้ไปทำบาปได้ ถ้าสจิตตปริโยทปนัง ไม่บรรลุ ไม่บริบูรณ์ จิตใจของเราจะมีตัวนำพาให้ไปทำบาป ทำอกุศล 3 ประโยคสามประโยคนี้ ถึงต้องเข้าใจนัยให้สำคัญในเบื้องต้น ถ้าเราเข้าใจได้ละเอียดพอ ก็จะปฏิบัติได้สมบูรณ์ เราจะทำถูกต้องเป็นลำดับเป็นลำดับอย่างอัศจรรย์ มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย พระพุทธเจ้าตรัสเป็นความอัศจรรย์ ถ้าเราไม่ปฏิบัติอย่างมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ก็จะไม่เป็นความอัศจรรย์ ถ้าได้ทำตามพระพุทธเจ้าสอนอย่างถูกลำดับ พระพุทธเจ้าตรัสเป็นความอัศจรรย์ (เล่ม 23 ข้อ 109) ก่อนจะทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใสได้ ก็ต้องรู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร ก่อนจะไม่ทำบาปทั้งปวง ใช่ไหม ทีนี้ทำอย่างไร นี่เป็นประเด็น ทำอย่างไร จิตจึงจะบริสุทธิ์ผ่องใส การศึกษาของพระพุทธเจ้ามี 3 เท่านั้นคือ ไตรสิกขา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาสิกขา จึงเกิดวิมุติ เกิดวิมุติญาณทัสสนะ จิตเกิดอธิมุติ คือเดินทางสู่ที่สูงไปตามลำดับ ตามแต่ละคนจะเก่ง คนเก่งจะมีองศาสู่ที่สูงมากหน่อย เร็วหน่อย คนไม่เก่ง ก็ไปได้ต่ำ และช้านานกว่า การศึกษาของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่อยู่ในหลักศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็จะไม่มีผลเป็นอธิมุติ สู่วิมุติและวิมุติญาณทัสสนะ ถ้าไม่เป็นเช่นนี้จะไม่ได้ ประเด็นแรกคือ ต้องมีศีลเป็นเบื้องต้น แล้วศีลเบื้องต้นคือ ศีล 5 คือ 5 ข้อหลัก ศีลหลักธรรมของพระพุทธเจ้าแท้ๆ คือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นหลัก ไม่ใช่วินัย 227 ก็มีหลัก ศีล สมาธิ ปัญญา เบื้องต้นนั้นมี 5 ข้อเป็นเบื้องต่ำสุดของการปฏิบัติธรรม เพราะว่าใน 5 ข้อนี้รวมกาย วาจา ใจครบ ศีลข้อ 1 2 3 หมายถึง กาย ศีลข้อที่ 4 หมายถึง วจี ศีลข้อที่ 5 หมายถึง ใจ ครบพร้อม ข้อ 5 คำว่า สุระ นี้เราต้องทำก่อน แล้วค่อยไปสู่แบบกลาง คือ เมรยะ และ มัชชะ สุระคือสิ่งที่มอมเมาอย่างหนัก เสพสิ่งเสพติดคือ ถูกโลกธรรมครอบงำ เมาไป สิ่งที่เราหลงใหลในชีวิต ต้องแสวงหาแย่งชิง เพื่ออยากได้มาเสพสุขด้วยหลง ด้วยอวิชชา เมามันเสพอยู่เช่นนั้น นี่คือจิตหลงติดอยู่ ขั้นต้นคือ สุระ เบื้องต้นก็คือน้ำเมา คนก็เลยติดแต่นั้น ก็ไม่ผิด แต่ตื้น ไม่ลึกซึ้งปราณีต ก็ดี แต่ต้องมีสติสัมปชัญญะ ที่ปฏิบัติตามโพธิปักขิยธรรม และเข้าสู่โลกุตระ เป็นโลกุตระ 46 (เล่ม 31 ข้อ 620) ธรรมะของพระพุทธเจ้าคือ โลกุตระ อันนี้แหละเรียกว่า อนุตตริยะ เป็นความสูงส่งเหนือโลกีย์ ไม่มีอะไรจะเหนือกว่านี้แล้ว ความรู้ โลกายตศาสตร์ ไม่มีอะไรเหนือกว่าศาสตร์ของพระพุทธเจ้า อาตมาก็เห็นจริง เพราะเราอยู่กับโลก คนเราถูกโลกครอบงำ เรื่อง ลาภ ยศ สรรเสริญ เอามาเสพทางทวาร 6 หรือ เสพสมอัตตา คือ อัตตกิลมถะ ใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นสูตรแรกของพระพุทธเจ้าที่สอนก็เรื่องกามกับอัตตาชัดเจนที่สุด พระพุทธเจ้าก็บอกว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็น ธรรมะที่เหนือกาม เหนืออัตตา ไม่หลง สุขขัลลิกะ และไม่เป็น อัตตกิลมถะ เหนือทั้งโลกเหนืออัตตา มีอำนาจอธิปไตยเหนือโลก เรายังมีอัตตาอาศัย ไม่ปรินิพพาน เช่น อรหันต์ทุกองค์ มีรูปนามขันธ์ 5 แต่หมดกิเลส ตัณหา อุปาทาน สิ้นภพชาติ แต่ก็อาศัยรูปนามขันธ์ 5 ที่สะอาด สจิตตปริโยทปนัง หมดกิเลส ตัณหา อุปาทาน หมดภพชาติ แต่จิตทำหน้าที่สมบูรณ์แบบ มีคุณสมบัติอุเบกขา ออกจากโลกได้สนิทแล้ว สมบูรณ์แบบ ความเป็นโลก คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เมื่อเราไป เป็นทาสของโลก เป็นสุขที่ไปยึดว่าเป็นกาม เป็นสุข ไป ยึดว่าอัตตาเป็นสุข เป็นอัตตาที่อวิชชา ก็เป็นความลำบาก แม้อัตภาพที่บริสุทธิ์แล้ว เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่สะอาดบริสุทธิ์แล้ว มันก็ยังเป็นภาระที่เราจะต้องเลี้ยงดู ก็เป็นความลำบาก ยังต้องหาข้าวหาน้ำเลี้ยงตน เป็นอาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ที่เนื่องกับอาการ 32 ต้องขี้เยี่ยว เป็นนิพัทธทุกข์ แม้เป็นพระพุทธเจ้าก็เลี่ยงทุกข์เหล่านี้ไม่ได้ แต่ไม่มีทุกขอริยสัจ หมดกิเลสคือ เหตุแห่งทุกข์ได้จริง เกริ่นกล่าวมาถึงความเป็น ลักษณะศาสนาพุทธ เมื่อเรียนรู้อย่างถูกต้องสัมมาทิฏฐิแล้ว ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าตรัสแล้ว อาตมาได้มาสาธยายต่อ แต่เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไปหมดเลย ไม่เหลือเลย เพราะไม่มีพระอรหันต์จริง มีแต่พระอรหันต์ที่หลงตนเองว่าเป็นพระอรหันต์ ขออภัย ต้องขอเรียกภาษาชัดว่าอรหันต์เก๊ เดี๋ยวคนก็ไม่เข้าใจ ไปหลงอรหันต์เก๊เป็นอรหันต์จริง ไม่เป็น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) คือบรรลุอรหันต์ แต่ไม่มีคุณประโยชน์ให้มวลชน ให้สังคมพ้นทุกข์อย่างมีรูปธรรมด้วย โดยเฉพาะพ้นทุกขอริยสัจ จะมีประโยชน์สองส่วน อุภยถะ ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน รับใช้โลก โลกานุกัมปายะ การรับใช้ ไม่ใช่รับจ้าง การรับจ้างคือ ทำงานได้สิ่งตอบแทนกลับ แต่ว่าการรับใช้ ไม่ใช่แปลว่า ไม่รับใช้คฤหัสถ์ เพราะจะต้องอาบัติ กลายเป็นว่าพระไม่รับใช้ทำงานให้แก่ประชาชน หรือฆราวาส ทำไม่ได้แล้ว แม้แต่ตั้งแต่ไม่บรรลุนะ เมื่อบรรลุแล้วก็ไม่ต้องรับใช้เลย ก็เลยไม่รับใช้ไปใหญ่ ชัดๆ คือไป ช่วยเหลือประชาชน โดยไม่รับสินจ้าง ก็พ้น ลาภแลกลาภ ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ต้องพ้นมิจฉาชีพ ทำงานประจำเป็นอาชีพเรียกว่าสัมมาอาชีพ ยิ่งเป็นผู้ที่ มีคุณค่าต่อสังคม พหุชนหิตายะ คือสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่รับจ้าง จะเรียกว่าทำงานให้ประชาชน เรียกว่ารับใช้ก็ได้ ผู้ที่มาบวช ยิ่งเรามาบวชแล้ว ไม่สะสมทรัพย์ศฤงคาร โภคขันธาปหายะ เว้นขาดจากเงินทอง ทรัพย์สินข้าวของ ไม่ต้องสะสม มีแต่บริขารเท่านั้น ยิ่งบรรลุอรหันต์จะยิ่งไม่สะสม ไม่สะสมธนบัตร ไม่เหมือนสมัยนี้ ผู้เบอร์หนึ่งของศาสนากลับสะสมรถเบนซ์ ซึ่งไม่อยู่ในคำสอนพระพุทธเจ้า น่าสงสารศาสนาพุทธในเมืองไทยวันนี้ เหมือนไม่ประสีประสา จะเถียงกันทำไม พระพุทธเจ้าไม่ให้สะสม อยู่ในจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ก็เลยเท่ากับศาสนาพุทธไม่มีไตรสิกขา เพราะไม่มีศีลแล้ว มีแต่วินัย 227 แม้แต่สมาธิก็เป็นมิจฉาสมาธิ ปัญญาก็เป็นตรรกะ จะไปไหนรอด ถ้าปัญญารู้ว่าศีลคืออะไร ก็จะ สัมมาปัญญา พอปฏิบัติก็จะได้ สัมมาสมาธิ ก็จะต้องรู้ว่าเราได้สัมมาสมาธิ อันนี้เป็น สัมมาศีล แต่นี่ปัญญาไม่ถูกต้อง หลักปฏิบัติที่จะได้เป็นอธิจิตที่เป็นมรรคผล เรียกว่า สจิตตปริโยทปนัง ทำจิตให้ขาวรอบผ่องใส ก็ คือ จิตที่เป็นผล ไม่มีปัญญารู้ว่าเป็นสัมมา สัมมาเป็นอย่างไร อธิศีลปฏิบัติอย่างไร จึงจะละลดกิเลส ถึงจะกำจัดอกุศลจิตออกไปจากจิต จะได้เป็น สจิตตปริโยทปนัง
ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ก็อยู่ในจุลศีล แต่ดร.ทางศาสนาพุทธก็อาจอ่านเผินๆ ไม่ศึกษาให้เกิดผลจริง แล้วศึกษาแต่บัญญัติ ขอถามนิดเถอะ พ่อครูอ่าน บทกวี ของอ.เป็นต้น นาประโคน...
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อนุตตริยะ 3
มาเข้าสู่บทชมคนที่บรรลุธรรม ปฏิบัติธรรมมีมรรคมีผล ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา เกิดวิมุติที่แท้จริงเป็นของจริง เ มื่อมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตราบใด โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ เมื่อพวกเราที่เป็นลูกพระพุทธเจ้าได้ศึกษาคำสอน ตอนแรกได้รู้ได้เห็น เรียกว่าทัสสนะใน อนุตตริยธรรม ของพระพุทธองค์ คือการเห็นธรรมอันยอดเยี่ยม ทัสสนานุตตริยะ และได้ปฏิบัติธรรมที่ยอดเยี่ยมคือ ปฏิปทานุตตริยะ คือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ไตรสิกขา นี่แหละ หรือคือ โพธิปักขิยธรรม 37 จะเกิดผลเป็น โลกุตระ 9 ก็ครบ วิมุตตานุตตริยะ หลุดพ้นอันยอดเยี่ยม นี่คือ อนุตตริยะ 3 ( ทัสสนานุตตริยะ ปฏิปทานุตตริยะ และ วิมุตตานุตตริยะ) เมื่อเราได้เห็นได้รู้อย่างสัมมาทิฏฐิแต่ต้น เมื่อเราได้ก็เอามาปฏิบัติ ได้ ทัสสนามา เราก็เอาอนุตตริยธรรมของพระพุทธเจ้ามาศึกษา ต้องหมั่นฟังธรรมคือ สวนานุตตริยะ คือ เงี่ยโสตสดับ สนใจฟังธรรม เราก็จะ ได้ฟังสัทธรรม อันดี ก็จะ เกิดศรัทธา อันดีเป็นสัมมา ผู้ที่สามารถมี องค์ 3 นี้ 1. คบสัตบุ รุษ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เห็นสาวกตถาคตที่ปฏิบัติดีก็เข้าไปใกล้ เงี่ยโสตสดับ ไม่ใช่ไปหาผู้ปฏิบัติผิด ก็เป็นการเห็นอันเลว เป็นทัสสนะอันเลว ทัสสนะอันนั้นเป็นกิจเลว คือไปพบผู้ปฏิบัติผิดๆ เมื่อเราพบผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ที่ท่านเอาโลกอบาย อัตตา มาบอกเรา ให้เราล้างกิเลสอบายได้หมด ก็พ้นโลกอบายได้ ก็ปฏิบัติต่อ พ้นโลกกามต่อมา คือภพข้างนอก เป็นกามภูมิ ที่สัมผัสแตะต้องด้วยทวาร 6 ร่วมสังคมด้วยโลกธรรม ดินน้ำไฟลม หรือทุกอย่างสัตว์บุคคลตัวตน เราก็ร่วมสังเคราะห์สังขาร จิตเราไปตกเป็นทาส แล้วล้างกิเลสในอบายภูมิ แล้วก็ได้ปฏิบัติมาตามลำดับ กามภูมิต่อมาเรื่อยๆ บรรลุโสดาบัน ทำต่อเป็นสกิทาคามี อนาคามี ไปตามลำดับ เป็นผู้พ้นจากลาภยศต่างๆ หรือแม้แต่ของที่เราติดมอมเมา เป็นเมรยะ แต่สุราคือสิ่งที่ติดอย่างหยาบต่ำแรงกล้า เราหลุดพ้นมาแล้ว ก็มาทำให้พ้นการเมาระดับกลาง ในกามภพล้างกิเลส เป็นสกิทาคามี ได้มรรคผล ก็ได้สุขที่ไม่ต้องแย่งชิงลาภ ยศ สรรเสริญ สุขที่จะได้มาเป็นเราเป็นของเรา ผู้ที่มาในชาวอโศก เคยมีโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ กาม ก็หมดติดยึดได้ ไม่มีภพชาติได้ แต่ก่อนเคยยึดถือ พวกเรานี่ชาวอโศกมีลาภโดยธรรมตามโลกเขา ไม่ได้ไปโกงด้วย ทำงานตามสังคมเขาทำ ก็ได้ลาภโดยธรรม ได้เงิน ได้ข้าวของเดือนหนึ่งเป็นแสน เดือนละหลายแสน เดือนละห้าหกเจ็ดแสน ก็กล้าลาออกมาทำงานฟรี ทำงานโดยไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร อยู่ในชาวอโศกนี่ อันนี้เป็นหลักฐานชาวอโศกที่เป็นไปได้ ดูค่าเฉลี่ยแล้วชาวอโศกไม่ได้หลงโลกธรรมไม่ได้หลงกามคุณอย่างที่เขาเป็น ทำงานมา 45 ปีแล้วมีรูปลักษณ์พฤติกรรมชาวอโศกอย่างถาวรยั่งยืน ก็สงบสบายในจิต เป็น วิเวก 3 คือ กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก ไม่ได้หนีโลก แต่อยู่กับโลก มีข้างนอกและข้างใน จิตเราร่วมรับรู้สัมผัส มีสภาพอารมณ์ มีจิต เราก็ได้ล้าง เป็นวีตราคะ วีตโทสะ จากโลกอบายภูมิ บางคนเป็นโสดาฯ บางคนเป็นสกิทาฯ ล้างกิเลสได้จริง สติปัฏฐาน 4 กายที่เกี่ยวกับภายนอก จิตเราก็สังขาร แต่เราได้ปฏิบัติอภิสังขาร เป็น ปุญญาภิสังขาร จนไม่ต้องปฏิบัติอีกเป็น อปุญญาภิสังขาร ไม่ต้องกำจัดกิเลสอีก ปุญญะคือ เครื่องมือกำจัดกิเลส เราก็ไม่ต้องปุญญะอีก มีวิปัสสนาญาณ วิปัสสนาวิธี บางทีก็อุบายกดข่มตามปหาน 5 เราก็กำจัดกิเลสได้จริง เราไม่ได้พากันหนีเข้าป่าเขาถ้ำ อยู่กับสังคม เขามีเรื่องราว เราก็มีการใช้สิทธิหน้าที่ เรื่องการเมือง เป็นหน้าที่ของคนทุกคนที่จะช่วยกัน ไม่ได้ดูดายใจดำ เหมือนคนทั่วไป ที่ทำมาหากิน ไม่เกี่ยวกับใคร ไม่เกี่ยวกับการเมือง เราก็ต้องไปเป็นนักการเมืองที่สุจริต ทำงานให้ประชาชนจริง ไม่ได้หวังโลกธรรมตำแหน่งใดๆ เราทำงานการเมืองภาคประชาชนแท้ ไม่ได้เป็นนักการเมืองภาครัฐ ไม่ได้ไปสมัคร แต่เราทำหน้าที่ประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ที่ประชาธิปไตยเขาให้ทำ นอกจากคนเข้าใจไม่ได้ ไม่มีปัญญารู้ว่าต้องไปทำงานรับใช้ประชาชน แม้แต่ไม่ใช่ผู้ได้รับเลือกตั้ง เขางมงายว่าต้องได้รับเลือกตั้ง จึงเป็นคนทำงานเพื่อประชาชนได้ ทำไมปัญญาแคบเช่นนั้น ศึกษาการเมืองรัฐศาสตร์จบดร. ก็ยังหาว่าไปทำผิดหน้าที่ ยิ่งเป็นนักปฏิบัติธรรม มีกิเลสน้อย ไม่มีอคติ ก็ยิ่งทำเพื่อประชาชน ไม่ได้ทำเพื่อโลกธรรม หรือแย่งลาภยศตำแหน่งใคร นี่คือสัจจะ ที่พูดความจริงวันนี้ เพื่อให้ตรวจสอบว่า คนปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว มีมรรคผลแล้ว เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ไหม? และอาตมาก็ยืนยันว่าพาพวกเราไปทำงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม ที่พูดไม่ได้พูดทวงบุญคุณกับสังคม แต่อธิบายปรากฏการณ์จริงในเมืองไทย ในโลก เราได้ปฏิบัติได้ผลแล้ว แต่เขาไม่มีปัญญาเข้าใจความจริง ที่บอกสาธยายนี้เป็นความจริง ฟังขึ้นบ้างไหม ที่เราพากันทำ ทั้งนักบวชและฆราวาส ก็ไปทำงานการเมือง ไปทำหน้าที่ครั้งคราวให้ชัดๆ แท้จริงทำอยู่ทุกวันเลย ชาวอโศกเรา ได้ดิบได้ดี ลดละกิเลส ไม่เป็นทาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขโลกีย์ จนมารวมหมู่กลุ่มเป็นชุมชนหมู่บ้าน โดยบริหารกันเอง เป็นนิตินัย มีผู้ใหญ่บ้าน มีการบริหารตามหลักของประเทศ ได้ดีมาอย่างนี้เพราะปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าสอน ที่เรามั่นใจว่าสัมมาทิฏฐิจึงได้ผลเช่นนี้ กลุ่มอื่นเขาก็มีทิฏฐิ มีทฤษฎีของเขา เขาก็สอนสมาชิกของเขา แล้วสมาชิกของเขาก็ได้มรรคได้ผลตามทฤษฎีของเขา ก็เอามาเทียบกันดูสิ ว่ามีพฤติกรรมอยู่ในสังคมเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ยกตัวอย่างอย่างหยาบหยาบให้ชัด ชาวอโศกไปก่อเรื่องที่จะไปโกงสมบัติต่างๆ ที่เป็นเรื่องเป็นราวเหมือนกับอย่างบางสำนักที่เขามีทฤษฎีของเขา เขาก็สอนสมาชิกของเขา และก็พากันไปโกงอยู่ในสังคม เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ ก็มาเทียบกันดูว่ากลุ่มไหนใช้ทฤษฎีนั้น กับใช้ทฤษฎีของอันนี้ แล้วมีผล อย่างไร ให้หยิบเอาความจริงนี้มาศึกษา ทำวิจัย สำหรับให้ผู้ที่จะทำวิทยานิพนธ์รุ่นใหม่เอามาอ้างอิง แต่กลับไม่เห็นใยดีกันเลย ไม่เห็นจะศึกษาแล้วนำมาปรับใช้จริง วิทยานิพนธ์ก็เป็นสิ่งที่ดี ที่คนจะต้องศึกษา เข้าไปรับใช้มนุษย์ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ไม่น่าจะย่ำแย่เช่นนี้ เรามีในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นอาริยบุคคล ท่านพระราชทานทฤษฎีมาให้ ให้มาเอาแบบคนจน ซึ่งเป็นทฤษฎีเดียวกันกับของพระพุทธเจ้า ให้มามักน้อย อัปปิจฉะ แปลว่า กล้าจน ไม่ใช่ไปมีมาก ไปโกงแล้วแข่งรวย แข่งแย่งลาภยศกัน ในหลวงก็พระราชทานทฤษฎีให้ ก็ไม่นำมาศึกษา ไม่เห็นมีข้าราชการ ผู้ที่มีหน้าที่บริหารประเทศเอาไปทำวิจัยให้เกิดจริง ให้ชัดเจนแล้วจะได้เอาไปใช้ตามพระราชดำรัส แล้วยังบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียง ให้รวยได้นะ เศรษฐกิจพอเพียง หรือแบบคนจน หรือให้ชัด ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา และคำว่า แบบคนจน เป็นอันเดียวกัน ถ้าเราต้องใช้เงินในการดำเนินชีวิตเดือนละ 10,000 แต่เราสามารถทำรายได้เดือนละ 30,000 มันได้มากเกิน เราก็พอ แนวปฏิบัติให้เกิด จิตวิเวก มี อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ การทำการพูดใดเป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษ ให้ใจพอ ปฏิบัติจนจิตสงบ ปวิเวก ทำการข ยันหมั่นเพียร สร้างได้มากแต่ถ้าต้องใช้จ่ายเงินมากสามหมื่น แต่ถ้าเลิกแล้วใช้แค่หมื่นเดียว เวลาก็เซฟได้ ทุนรอนแรงงานก็เหลือเอามาสร้างสรรได้มากกว่าเก่า ชาวอโศกเราจึงมีผลผลิตเหลือเยอะ ไม่ได้เอาเข้าส่วนตัว ให้แก่ส่วนกลาง จึงทำให้ส่วนกลางมีเหลือ แล้วสะพัดสู่สังคมได้ เรามีภาวะแลกเปลี่ยนค้าขาย หรือแจกให้สังคมได้ เราจะทำอย่าง ขาดทุนของเราคือ กำไรของเราได้ เราถือว่าความลด ละ หน่าย คลาย เป็นความเจริญของชีวิต ไม่ได้สับสนอะไร จนเราสามารถเป็นไปได้ ช่วยสังคมอย่าง พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก)
สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน นานาสังวาสในสมัยพระพุทธเจ้า ขอแก้ความเข้าใจผิดที่ว่า ทางมหาเถรสมาคม ได้ขับชาวอโศกออกจากหมู่ใหญ่ เป็นการกล่าวตู่ ไม่ได้แก้ตัว แต่ขอบอกความจริง หมู่ใหญ่ไม่มีสิทธิ์ขับเราออกมาเลย ถ้าจะพูดแล้ว เราเองขับหมู่ใหญ่ออกต่างหาก เราเป็น นานาสังวาส กัน ในสงฆ์ทั่วไป ไม่มีใครรู้เรื่องนานาสังวาส เพราะในประวัติศาสตร์ มีพระเทวทัตถูกพระพุทธเจ้าประกาศนานาสังวาส คือเขาทำก็ของเขา เราก็ทำของเรา พระพุทธเจ้าไม่ได้ทำสังฆเภทนะ ไม่ได้จับสึกพระเทวทัตกับสาวกด้วย แต่ท่านประกาศนานาสังวาส ประกาศครั้งเดียว ก็เลยไม่เข้าใจนานาสังวาส แต่กลายเป็นนิกายเสีย นิกายนี่ต่างกันกับนานาสังวาส นิกายเป็นอนันตริยกรรม เป็นความผิด แม้มีวินัยนานาสังวาสก็ไม่ทำ ไปทำนิกาย คือแยกกาย แยกจิต เลยไม่ได้เป็นสังวาสเดียวกัน ไม่สมานสังวาส แต่ไม่เป็นอสังวาสอย่างปาราชิกเท่านั้นเอง แต่ต่างคนต่างอยู่จึงเรียกว่านิกาย แต่นานาสังวาสนั้นร่วมกันทำได้ในบางอย่าง แต่ถ้าสังฆกรรมบางอย่างไม่ได้ เช่น ศีลนั้น มาบวชแล้วพระพุทธเจ้าว่าไม่ให้มีเงินได้ แต่หมู่หนึ่งได้มีเงินได้พกเงินยินดีในเงิน เราก็ถือว่าอย่างนี้ไม่บริสุทธิ์ ไม่ปกตัตตะ เราถือว่าไม่สะอาด ศีลไม่เสมอสมานกัน ศีลทางเราไม่ให้มีเงิน แต่ศีลทางโน้นให้มีเงินได้ พระพุทธเจ้าไม่ให้จับ บอกเงินเหมือนอสรพิษ มีก็นิสสัคคียปาจิตตีย์ มีหลักฐานคำสอนอยู่เยอะแยะ แต่เพราะกิเลส เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว ก็เลยไม่มีเงินแล้วอยู่ไม่ได้ บานปลายเละเทะเน่าเฟะ มีเรื่องวุ่นวายอย่างที่เห็นทุกวันนี้ ถ้าปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าไม่มีเรื่องวุ่นวาย สำนักอโศกไม่มีเรื่องผิดเรื่องเงินทองนี้เลย แม้แต่สิกขมาตุศีล 10 ก็ให้บิณฑบาตเลี้ยงตนได้ ชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา ฆราวาสกับนักบวชเนื่องกัน แต่นี่ไม่ได้ทำตามธรรมพระพุทธเจ้าเลย นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ
วันมาฆบูชา อาตมาให้สติ มาเตือนเพราะเห็นว่าเขาถลำไปไกลแล้ว ผู้บริหารบ้านเมืองก็ควรแก้ไข ไม่งั้นไปไม่ออก เพราะ ธรรมะเป็นหลักฐาน เป็นหลักธรรม เป็นหลักของชีวิตมนุษย์ มนุษย์ถ้าไม่มีธรรมะก็เละทั้งนั้น ที่ไหนก็ตาม ธรรมะของแต่ละศาสนาเป็นเครื่องค้ำยันสังคมไว้ ค้ำจุนสังคมไว้ คือสิ่งที่จรรโลงสังคม เมื่อไม่มีศาสนา ไม่ได้เอาศาสนาเป็นหลัก สังคมไหนก็เสื่อม มีตัวอย่างให้เห็นคือพวกคอมมิวนิสต์ ไม่มีศาสนาผ่านไป 70 กว่าปีก่อนล้มละลาย เขาไม่ส่งเสริมให้มีศาสนา ในพวกระบอบคอมมิวนิสต์ ก็เลยพังได้ง่ายอย่างเห็นได้ชัด จนเดี๋ยวนี้เป็นลัทธิแก้หมดละ ชื่อว่าคอมมิวนิสต์ ชื่อว่าสังคมนิยมอะไรไป แต่ว่าจริงๆ ก็ต้องเข้ามาหาธรรมะ เข้ามาหาจิตวิญญาณจึงแก้ไขได้
สื่อธรรมะพ่อครู(กถาวัตถุ 10) ตอน กถาวัตถุ 10 ที่พาเจริญ ธรรมะที่พูดมาวันนี้ วันมาฆบูชา จึงเป็นธรรมะที่เห็นว่าประชาชนคนไทยทั้งหลายเอ๋ย ตื่นเถิด หันเข้ามาสนใจในธรรมะบ้าง ชีวิตของความเป็นคนสูงส่งกว่าสัตว์เดรัจฉานตรงที่มีธรรมะ สัตว์เดรัจฉานไม่รู้ว่าธรรมะคืออะไร ถ้าคนไหนไม่รู้ว่าธรรมะคืออะไร ไม่เคยใส่ใจ นอกจากหมกมุ่นกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ กามารมณ์ บำเรออัตตา คนอย่างนั้นแม้จะรวยลาภ และจะสูงส่งด้วยยศศักดิ์ ได้เสพสุขที่บำเรอกาม พรั่งพร้อมไปด้วยเบญจกามคุณ เหมือนเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง บําเรออัตตาตนเองอยู่ คนที่ได้เจริญแบบนั้นจิตเสพจัดจ้านกว่าสัตว์ เพราะสัตว์ไม่รู้ไม่มีอุปาทานเหล่านั้น สัตว์เดรัจฉานมันสะสมไม่ได้แบบคน น้อยสัตว์ชนิดที่จะสะสมซุกซ่อนของกินบ้าง แต่คนนี่สะสมเหลือเกิน จิตโลภ มักมาก กอบโกยแย่งชิงยิ่งกว่าสัตว์ ถ้าเรามีจิตอย่างนั้นจะเจริญกว่าสัตว์ไหม? ธรรมะใดไม่เป็นไปเพื่อความ ละ หน่าย คลายกิเลส เพราะคนไม่รู้จักธรรมะ ไม่เข้าใจกิเลส ที่พามักมาก ต้องการรวย ต้องการมาก เป็นมหัปปิจฉะ คนหลงสะสมอบาย กามโลกธรรมจัดจ้าน เป็นรสอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จนเป็นความเมามัว ขั้นลึก สุราเมระยะ มัชชะ ถ้าไม่ล้างตั้งแต่หยาบมาก่อน มาถึงกลาง จนถึงละเอียด ไม่รู้เรื่องมีแต่ความติดยึด จิตจึงยิ่งหนาด้วยกิเลสเรียกว่าปุถุชน ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานจริงๆ สัตว์เดรัจฉานมันไม่ติดยึดขนาดนี้ คนไม่รู้ก็ไปแย่งเขา คนรู้แล้วไม่ต้องไปแย่งเขา จะไปหลงเสพอะไรมากมาย คานธีบอกว่า “ทรัพย์สมบัติในโลกนี้มีมากมายที่จะแบ่งแจกใช้สอยมีพอสำหรับแบ่งแจกทั้งโลก แต่ไม่พอในคนคนเดียวที่ขี้โลภ” อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวก อสังสัคคะ วิริยารัมภะ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสสนะ คือ กถาวัตถุ 10 คนจะพูดกันตั้งแต่สองคน สามคน หรือในกลุ่มคนไหนๆ ถ้าพูดไปแล้วส่งเสริมให้มักมากเป็นมหัปปิจฉะ ไม่สันโดษ ไม่รู้จักพอ มีแต่มากเท่าไหร่ก็ไม่พอ ไม่สันตุฏฐิ จิตไม่สงบ ไม่อสังสัคคะ ไม่เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสวรรค์ แต่เขาแปลอสังสัคคะว่าปลีกเดี่ยวเหมือนฤาษี ว่าจะหลุดพ้น แบบนั้นไม่ใช่ แต่ศาสนาพุทธต้องมีมิตรดีมาก่อนเลย เป็นแสงเงินแสงทองพระพุทธเจ้า ว่าเราคือมิตรดีของเธอภิกษุ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ต้องเข้าหมู่กลุ่ม ไม่ใช่หลีกหนีจากกลุ่มไปอยู่คนเดียว ในกถาวัตถุ 10 ที่พูดกัน ถ้าไม่เป็นไปเพื่อความมักน้อย ใจพอ ไม่เป็นไปเพื่อวิเวก 3 ไม่เข้าใจอนุปุพพิกถา คือ มีทาน ศีล สวรรค์(สัคคะ) แล้วโทษของกาม รู้จักทานที่จะทำให้จิตละหน่ายคลาย ให้จิตเป็นอุบัติเทพ เป็นเทวดาที่กิเลสลด จิตเกิดใหม่ คนธรรมดามีแต่จิตสมมุติเทพ เทวดาเก๊ทั้งนั้น ความเป็นเทพ คือจิตวิญญาณสะอาดเจริญ ไปหลงแต่สมมุติเทพที่ปุถุชนรู้กันหมดว่าจะเป็นสุขอย่างไร เราก็มาล้างสวรรค์เก๊นี้ แต่เขาไม่รู้เรื่องก็เลยปฏิบัติไม่มีมรรคผล คำพูดที่เป็นไปเพื่อความละหน่ายคลายคือ กถาวัตถุที่พาเจริญ แต่ถ้าพูดไปแล้วมีการทำให้มักมากขึ้น แล้วก็จะบอกว่าพอ ไม่ใช่ ต้องรู้จักความพอ แล้วให้เกิด กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก กายก็เข้าใจกันผิด พระพุทธเจ้าว่ากายคือ จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ถ้าการพูดใดไม่เป็นไปเพื่อ กถาวัตถุ 10 ก็เป็นเดรัจฉานกถา เป็นการพูดที่ขวางทางนิพพาน ไม่เป็นไปเพื่ออนุตตริยธรรม พวกเราปฏิบัติธรรม ชาวอโศกทำงานมาช่วยสังคมแต่เขาไม่แยแส ไม่ได้พูดทวงบุญคุณนะ อย่างข้าราชการเขาทำงานรับจ้างประชาชน แต่เราทำงานรับใช้ประชาชนจริงๆ ไม่ได้หวังโลกธรรมเลย ข้าราชการประจำเป็นนักการเมืองเบอร์หนึ่งเลย ไม่ทำก็ได้บำนาญอีก ประชาชนเลี้ยงไว้ให้เป็นผู้รับใช้ประชาชน ข้าราชการการเมือง เขาให้ไปตรวจสอบข้าราชการประจำ แต่ไปซูเอี๋ยกันอีก ข้าราชการหากทำสุจริตจริงไม่ต้องกลัวตรวจสอบ แต่นี่เสื่อมกันหนักแล้ว สังคมประเทศชาติถึงเดือดร้อนอย่างที่เป็น ตอนนี้ผู้บริหารก็พยายามจะกวาดล้างสิ่งที่เลวร้าย พอร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาก็เพื่อกำจัดพวกที่เลวร้ายก่อน อย่าไปฟังเสียงนกเสียงกาพวกนั้น ไปริดรอนสิทธิพวกนี้ ต้องเข้าไปกำจัดพวกนี้ก่อน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่จะขจัดข้าราชการและนักการเมืองโกงกินออกไปก่อน อย่าไปไว้หน้า อย่าไปฟังเสียงสี่ขาสองขาพวกนั้น เขาเสียประโยชน์ก็ต้องต่อต้าน แต่ขนาดนี้จำเป็นต้องออกกฎหมายเหล่านี้ เป็นเครื่องมือในการบริหารบ้านเมืองให้ได้ ให้กล้ากล้าหน่อยเถอะ อย่าไปฟังพวกที่ไม่เข้าใจ แม้เรียนจบด็อกเตอร์มา ไม่รู้จักกาละเทศะ ว่ากาละนี้ควรจะใช้กฎหมายนี้ก่อน เมื่อเลือกตั้งแล้วก็ใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรอีกที ตอนนี้ก็ใช้กฎหมายนี้ให้ได้ก่อนเพื่อกวาดล้างให้สะอาด อาตมาพูดมากก็หาว่าเป็นนักบวชมาพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องบ้านเมือง อาตมาไม่ยอมถูกตู่ว่าบ้านเมืองเป็นของคุณคนเดียว แต่จะ พูดว่านักปฏิบัติธรรมนี่แหละ คือผู้ที่จะทำประโยชน์เพื่อบ้านเพื่อเมืองจริงๆ ทำเพื่อประชาชนด้วย คุณว่าคุณจริงใจคนเดียวหรือ อาตมาด้อยกว่าคุณตรงไหน ในการรักบ้านรักเมือง คุณมีสิทธิ์รักบ้านรักเมืองคนเดียวจริงหรือ อาตมารักบ้านรักเมือง เจตนาดีเพื่อบ้านเพื่อเมือง จะผิดอะไร ทำงานรับใช้บ้านเมืองจริงๆ คุณจะเห็นว่านักธรรมะไม่ควรทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมือง ก็เป็นความเห็นของคุณ แต่อาตมาเข้าใจแล้วไม่ประหลาดใจ ศาสนาพระพุทธเจ้าเกิดมาเพื่อเปิดเผย อนุตตรธรรม อนุตตริยธรร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive