590429_พุทธศาสนาตามภูมิ ชาลิยสูตร และสูตรอื่นๆ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข4 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590429 พุทธศาสนาตามภูมิ ชาลิยสูตร และสูตรอื่นๆ พ่อครูว่า...วันนี้ วันศุกร์ ที่ 29 เม.ย. 2559 แรม 3 ค่ำ เดือน 5 ปีวอก ที่บวรราชธานีอโศก เราก็มาศึกษากันต่อ ก่อนจะไปชาลิยสูตร ก็ไปดู sms ก่อน Sms 29 เม.ย.59 _0888262xxx ธรรมกายอบรมครูกับนักเรียนไม่ได้ให้ธรรมทาน แต่รับจ้างอบรม คือเป็นรายหัวเลยครับ _0856013xxx ผมคนแพร่ก็ดูบุญนิยมคร้บ _0893867xxx ยิ่งขยายป่าคอนกรีต!ป่าไม้ ก็ยิ่งถูกทำลาย!เพราะปูนหินอิฐดินทรายที่ใช้ก่อสร้าง ป่าคอนกรีตเอามาจากป่าธรรมชาติทั้งนั้น! ก็รู้ว่าอุตสาหก.วัสดุก่อสร้างก็ล้วนมีความสำคัญในการพัฒนาปท.แต่ทำไมไม่ปลูกสร้างเป็นที่อยู่อาศัยพอเพียงเป็นหน่วยงานพอเหมะพอดีเหลืองบปม.คืนท้องถิ่นบ้าง? _0816956xxx กรมป่าไม้ กรมตำรวจ นักการเมือง ป่าไม้ยังถูกทำลาย ยังมีโจรผู้ร้าย ประเทศยังยากจน สามองค์กรณ์นี้มีไว้ทำไม ขอแถมหน่อย มีพระสอนผิดไม่รู้จะมีไว้ทำไม ก ท ม อาตมา ว่า… ลดกิเลสนี้มันต้องตั้งใจ สมณะนักบวชภิกษุนี้บวชมาเพื่อลดกิเลสนะ แล้วเขาลดกันหรือไม่ คนเราเกิดมาชีวิตหนึ่งถ้าปล่อยให้ชีวิตไหลไปกับโลก ก็เป็นโมฆบุรุษ ไม่สามารถลดกิเลสให้เป็นอาริยบุคคล จึงจะไม่โมฆะ หากลดไม่ได้ก็พยายามศึกษาติดสัญญาไว้ ติดฮาร์ดดิสก์ เราบารมีไม่ถึงก็พากเพียรไป เป็นโคตรภูบุคคล พากเพียรไป พระพุทธเจ้าสรรเสริญแม้ไม่บรรลุ ถ้าไม่เจอผู้สอน ไม่มีทฤษฎีหลักการที่ถูกต้อง เมืองไทยเรามีอยู่ในศาสนา เป็นหลักการ ร่ำร้องบรรจุในรธน.ว่าให้เป็นศาสนาประจำชาติ แต่ทุกวันนี้นักบวชแทนที่จะเป็นตัวอย่างที่ดี กลับเป็นตัวอย่างที่แย่กว่าฆราวาสเสียอีก แต่งกลอนหลักที่ควรจะเป็นหลักให้ศาสนาพุทธกลับไม่เป็นมีแต่เพียงพฤติกรรมประชาชนได้อาศัยเพียงแค่เป็นจารีตประเพณีของสังคมในการดำเนินชีวิตไปเป็นสีลลัพพตุปาทาน แค่จารีตประเพ

อ่านต่อ

ณี ที่ไม่ใช่จารีตประเพณีของพุทธศาสนาด้วยเป็นเพียงเนื้องอกของศาสนาพุทธวันที่ท่านพุทธทาสภิกขุว่า ตั้งแต่ร่วมกันสวดมนต์ไปเลยไม่ว่าพิธีกรรมใดๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่ากรมป่าไม้กรมตำรวจหรือแม้แต่พระทำผิด อาชีพเหล่านี้มีไว้สำหรับทำงานเลี้ยงชีพตามองค์กรต่างๆ ของสังคมนั้นๆ

_0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมการละสักกายทิฏฐิ,วิกิจฉา,สีลัพพตปรามาสในสังโยชน์ 3 ทำให้เข้าถึงโสดาบัน ขั้นเอกพีชี,โกลังโกละ,สัตตักขัตตุปรมะสาธุ ถ้าผู้น้อยอธิบายธรรมในพระตปฎ.ไม่ถูกตรงตามที่พ่อครูอ่านฯ กราบขออภัยฯ _0893867xxx ญตธ.ไกลอโศกจะเบื่อโลก ทันทีถ้าวันไหนพ่อครูไม่สอนฤาเทศนาธรรม!ธรรมพ่อครูช่วยแก้เบื่อโลกธรรมดีที่ สุด!สื่อฟ้าศิลป์ติดธรรม จรธ _0818557xxx กราบนมก.พ่อท่านๆ ต้องห้ามเหนื่อย ห้ามเบื่อห้ามหยุดที่พูดกระทุ้งเรื่องกิเลส หลงลาภยศสรรเสริญฯลฯให้มีจิตสำนึกกันบ้าง พ่อท่านพูดจริงไม่หยาบเจ้าค่ะ _0893867xxx พ่อเมืองติดดินตามรอยพ่อหลวงฯ หายากยิ่งสวนกระแสโลกที่มีคนที่เดินตามระบ.ทุนการม .นิยมมากกว่า! ผู้น้อยเคยเจอพ่อเมืองที่งานรวมใจปกป้องสถาบันฯ และให้กำลังใจป๋าเปรมสมัยเป็นผู้ว่าฯพิษณุโลกท่านไม่เจ้ายศเจ้าหยิ่งเป็นกันเองกับทุกคน!นับถือฯ อดีตมวลเสริมงาน พธม.สัญจรพิษณุโลก _0864484xxx บุญนิยมทีวีดูแล้วสัมผัสบุญทุกวินาที สาธุ/ชนะดี

อาตมาก็ยังว่า คณะรบ.ชุดนี้มีสิ่งที่ดีอยู่นะ 1. รบ.นี้ขยัน ไม่มีรบ.ไหนที่ผ่านมา 28 คณะ ที่จะเป็นรบ.ทำงานขยันอย่างคณะนี้ เอาจริง ปฏิรูป เพราะมันเละกันมาเยอะ อันนี้ต้องเห็นใจผู้ที่ปฏิรูป มันไม่ใช่เรื่องสามัญ คนเขาทำการเมืองแบบนี้มา 83 ปีแล้วย่ำแย่จริงๆ ยิ่งกว่าดินพอกหางหมู เน่าในหนักหนาสาหัส มาเข้าสู่ พระไตรปิฏก ชาลิยสูตร ในเล่ม 9 ที่ตั้งชื่อว่าศีลขันธวรรค ซึ่งทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่มีศีล พูดให้สีหานาทเลย ปีนี้ตั้งชื่อ งานอโศกรำลึกว่า “ 45 ปี สีหนาท เพชรพุทธสุดยอดศิลป์” ก็พูดให้ดังอย่างราชสีห์ ให้รู้ว่า ไม่มีศีลแล้วนะศาสนาพุทธทุกวันนี้มีแต่วินัย 227 ได้ยินกันไหม ศาสนาที่ไม่มีศีลแล้วเลิกเลย ชุมชนชาวอโศกเป็นชุมชนพุทธ นักบวชไม่ละเมิด มหาศีล แม้แต่สมาชิกฆราวาสก็ไม่มีเดรัจฉานวิชชา ในมหาศีลนี้ปลอดภัยคือศีลใหญ่กว้างจะต้องหยุดเลย แต่จุลศีลเป็นแต่ละข้อที่พึงทำไปตามลำดับ ปริตตัง ตั้งแต่ศีล 5 เป็นพื้นฐาน ในจุลศีล 26 ข้อ มหาศีลเป็นศีลองค์รวม มัชฌิมศีลขยายจากจุลศีล

7. ชาลิยสูตร เรื่องของมัณฑิยปริพาชกและชาลิยปริพาชก [256] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตเมืองโกสัมพี ครั้งนั้นแลบรรพชิต 2 รูป คือ ปริพาชกชื่อมัณฑิยะรูป 1 เป็นปริพาชก ซึ่งเป็นศิษย์ของอุปัชฌาย์ผู้ถือบาตรไม้ ชื่อชาลิยะรูป 1 เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ท่านพระโคดมผู้มีอายุ ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่งสรีระอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรผู้มีอายุ ถ้าเช่นนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังจงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว บรรพชิต 2 รูปนั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสว่า ดูกรผู้มีอายุ พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมพระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คหบดี บุตรคหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้ว ได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธา แล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่งการที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิตสมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว สำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม ที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีลคุ้มครองทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ. จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล. รูปฌาน 4 วิชชา 8

พ่อครูได้กล่าวต่อถึง มหาจัตตารีสกสูตร 7. มหาจัตตารีสกสูตร (117) [252] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมา-*สมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่าชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมา- *สมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แลเรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ อาตมา ว่า… ทุกอิริยาบถที่มีอยู่ปฏิบัติได้อย่างลืมตาไม่ได้หลับตา ทำงานอาชีพถ้าหลับตาตายแน่ๆ เช่น การขับรถเป็นต้น อาตมาพูดยืนยันมา 46 ปีแล้ว ก็จะพูดยืนยันความถูกต้องของพระพุทธเจ้าเช่นนี้แหละใครฟังได้ก็ฟัง เพื่อจะกระตุกต่อสำนึก ที่ควรรู้กันว่า ศาสนาพุทธคืออะไร แล้วที่เป็นนี้แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธไปถึงไหนแล้ว ที่นั่งสมาธินั้น สูตรแรกเลย พระพุทธเจ้าตรัสในพรหมชาลสูตรว่าไว้ ว่า มีแต่อดีต อนาคต มิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น ในธรรมะของพระพุทธเจ้าถ้าไม่เข้าใจแม้แค่สัมมาสมาธิ ที่เป็นองค์ที่ 8 ของหลักสำคัญ ทางเอก แล้วท่านก็ตรัสไว้ชัด *สมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ แต่สำนักต่างๆ กลับไปนั่งสมาธิ ทั้งที่ สมาธิของพระพุทธเจ้าอยู่กับชีวิตประจำวันไม่ได้แยกส่วนเลย แล้วก็จะต้องฝึกจิตให้อ่าน ผัสสะเป็นปัจจัยตามพระสูตรต่างๆ เช่น เล่ม 10 คำว่าชีพหรือสรีระนี้ พระพุทธเจ้าตรัสในเล่ม 9 พระสูตร แต่เล่มที่ 10 นี้ท่านก็จะขยายผล ตั้งแต่มหาปธานสูตร จากนั้นก็ไม่ได้อธิบายขยายความถึงบทปฏิบัติเท่าไหร่ จกระทั่งมาถึง มหานิทานสูตร พอมหานิทานสูตรนี้แหละ เริ่มเข้าสู่การขยายความของหลักธรรม พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่า มหานิทานสูตรนี้ ท่านพระอานนท์ ตรัสกับพระพุทธเจ้า 2. มหานิทานสูตร (15) [57] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:- สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ กุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุนามว่า กัมมาสทัมมะ ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลความข้อนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปฏิจจสมุปบาทนี้ลึกซึ้งสุดประมาณ และปรากฏเป็นของลึก ก็แหละถึงจะเป็นเช่นนั้น ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนเป็นของตื้นนัก ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้นอานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้ ลึกซึ้งสุดประมาณและปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์เพราะไม่รู้จริง เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมอันนี้ หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปมประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมาเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอุบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร

อาตมา ว่า… ทุกวันนี้แม้คนตกหมุนวนในวัฏสังสารนั้นแต่ก็ไม่เคยรู้ เต็มไปด้วยการแย่งโลกธรรม บำเรอกิเลสไป นั่นแหละคือทุคติวินิบาต ในสงสารนี้ตลอดเวลา เป็นผู้ อชานโต อปัสสโต คือผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นผู้แส่หา แสวงหา ดิ้นรนด้วยตัณหาอยู่นั่นแหละในพรหมชาลสูตร แม้จะศึกษาสูงส่งอย่างไร เลี้ยงชีพอย่างไรไม่เคยเป็นสัมมาอาชีวะด้วย แล้วซับซ้อนด้วย คือผู้ที่ได้สมในลาภ ยศ อาชีพ ไม่ว่าจะเป็นลาภที่ได้ทางเป็นนักธุรกิจ เป็นข้าราชการ หรือแม้เป็น กรรมกร ผู้ทำงานทั่วไป เป็นนักผลิตก็ตาม ก็วนเวียนอยู่ในสงสารนั้น แล้วแย่ง โลกธรรม เอามาเสพสุขทางกาม เอามาเสพสุขทางอัตตา ให้กิเลสได้รับการบำเรอ โดยไม่รู้ว่า สักกายะตัวองค์ประชุมรูปนาม ให้รู้จักพิจารณา กาย เวทนา จิต ให้รู้จัก สราคะ สโทสะ สโมหะ ที่เป็นเจโตปริยญาณ 16 แล้วทำอกุศลในจิตให้ดับได้จริง ไม่ได้รู้เรื่องเลย ไม่รู้จักเวทนา 2 [60] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ ผู้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าต้องรู้จัก โพธิปักขิยธรรม 37 ตั้งแต่ กายในกายเป็นข้อแรก จนข้อสุดท้ายคือ เป็นอุเบกขา สูงสุดในสมาธิ โพธิปักขิยธรรม 37 1. สติปัฏฐาน 4 . สติตรวจสอบจิตให้บริสุทธิ์ 2. สัมมัปปธาน 4 . ยุทธวิธีเพียรทำลายกิเลส 3. อิทธิบาท 4 ทะยานยันไปสู่ความสำเร็จ 4. อินทรีย์ 5 .สั่งสมเป็นกำลังธรรมของจิต 5. พละ 5 . ขุมกำลังธรรมะของจิต 6. โพชฌงค์ 7 .การก้าวเดิน..สู่การตรัสรู้ 7. มรรคมีองค์ 8 ทางเอกเพื่อเดินสู่การตรัสรู้

เทียบกับโพชฌงค์ 7 1. สติสัมโพชฌงค์ . . --> สติปัฏฐาน 4 . 2. ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ . --> สัมมัปปธาน 4 . 3. วิริยสัมโพชฌงค์ --> อิทธิบาท 4 . 4. ปีติสัมโพชฌงค์ --> อินทรีย์ 5 . 5. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ --> พละ 5 6. สมาธิสัมโพชฌงค์ . --> โพชฌงค์ 7 . 7. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ . --> มรรคมีองค์ 8 . ล้วนอาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ อันน้อมนำไปเพื่อความปลดปล่อย (วิเวกนิสสิตัง วิราคนิสสิตัง นิโรธนิสสิตัง โวสสัคคปริณามิง) ต้องอ่านอาการจิตออก อย่าง อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ทำเวทนา สองให้เป็นหนึ่งได้ จากอารัมนะ คือเป็นรูปที่มีลักษณะขึ้นมา มี สสัมภาระอย่างไร แล้วมีอารมณ์อย่างไร อารัมนะ แล้วมีสมมุติอย่างไร ก็อ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุทเทส เรียกตามภาษาสมมุติ รู้อธิวจน ของรูปกาย ขององค์ประชุมที่ถูกรู้ด้วยเรา มาประชุมกันเป็นนามกาย เมื่อมีปฏิฆสัมผัสโส แล้วจึงมารู้สสัมภาระ มีอารัมมนะ อย่างไรมีชื่ออย่างไร อารมณ์นั้น เช่นสุขเวทนาทุกขเวทนา เป็นอาการอย่างไร แยกเวทนาเป็นมโนปวิจาร 18 เกิดอารมณ์ที่เป็นสุข ทุกข์ อย่างเคหสิตเวทนาที่เป็นโลกีย์แล้วเราจะทำอย่างไรให้เวทนาในเวทนานี้ไม่มีอาการสอง รูปอย่างหนึ่งเป็นโลกียะเป็นรูปทิพย์ รูปอย่างหนึ่งเป็นรูปธรรมดาสามัญของมัน เช่น เราเห็นมะละกอ กำลังเหลืองๆ กำลังดี จินตนาการไปเลยสัมผัสแล้ว คนเรามีไหวพริบ สัมผัสแล้วก็เกิดอารมณ์มีสสัมภาระ มีอารัมนะ มีสมมุติสัมผัส เกิดอารมณ์แล้วแยกอารมณ์สองออก ที่เป็นธรรมะสอง อารมณ์หนึ่งเป็นอารมณ์ของจริงตามความเป็นจริงด้วยปัญญา ว่ามะละกอนี้เป็นเช่นนี้ ถ้าสวนอื่นก็อีกอย่าง แต่อีกอันหนึ่งเป็นรูปทิพย์รสทิพย์ เป็นอารมณ์โลกีย์ที่ปรุงแต่งอยู่ มาจากเหตุคือกิเลสที่ไปยึดติดเป็นตัณหาเป็นตัวการไปเกิดรสชอบหรือชังเป็นเคหสิตเวทนา ก็ต้องจัดการสมุทัยนี้ ที่รู้แล้วว่าไม่ใช่ตัวธรรมดาสามัญธรรมชาติของมะละกอนี้ที่ใครมาสัมผัสก็ตรงกันหมด แต่ที่ไม่ตรงกันคือความแส่หาดิ้นรนด้วยตัณหาของแต่ละคน อ่านมันแล้วลดมันได้เป็นเนกขัมสิตเวทนาให้กิเลสออกจนกิเลสดับเหลือแต่อารมณ์เป็นหนึ่ง โดยอารมณ์เคหสิตหมดไป มีตาทิพย์อ่านกิเลสเห็นกิเลสล้างกิเลสได้จนเป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนาเลย นี่คือฐานนิพพาน ฐานนิโรธ ทำให้จิตเป็นเช่นนั้นได้จริงๆ เวทนาเหลือเพียงหนึ่ง เหลือเพียงรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของมะละกอตามธรรมชาตินี้ส่วนอารมณ์ของเราที่เราไปปรุงแต่งเกินกว่าของเดิม ในพระไตรฯล.16 วิภังคสูตรว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทก็รู้อาการจิตของชาติ 5 เราทำให้จิตเราเกิด นิพพัตติเป็น อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ อกุศลจิตตาย กุศลจิตเกิด จิตดีเกิด โดยการใช้บุญ บุญคือ เครื่องฆ่า บุญคืออาวุธประหาร ประหารอกุศลจิต ให้ตาย กุศลจิตก็เกิด บุญนั้นก็ไม่มี ถ้าฆ่าได้เสร็จบุญก็หมด บุญไม่มีหน้าที่มี แต่บุญคือมีหน้าที่ในการฆ่า หมดหน้าที่บุญก็ไม่มี อรหันต์คือ คนหมดบุญหมดบาป บุญจะมีอยู่หากเราไม่หมดกิเลสเป็นพระเสขบุคคล ก็มีบุญ ปรทัตตูปชีวีคือต้องอาศัยคนอื่นที่จะทำให้กิเลสลด เป็นเสขบุคคลจึงเป็นปรทัตตูชีวกเปรต แล้วฆ่ากิเลส ทำบุญให้ได้ผล เป็นส่วนแห่งบุญ ได้ผลแก่ขันธ์ ความเป็นเปรตก็ลดลง จนหมดสัตว์นรก สัตว์เปรต ตั้งแต่โลกกาม อบาย รูปภพ อรูปภพ หมดตัณหา บุญแบ่งกันไม่ได้ กุศลก็แบ่งกันไม่ได้ บุญนั้นยิ่งใช้ได้ผล ก็มีบุญน้อยลงๆ โสดาบันก็ใช้ประมาณหนึ่ง สกิทาฯก็ใช้เท่าที่เหลือ หมดสกิทาฯเป็นอนาคาฯก็ใช้เท่าที่เหลือจนกิเลสอนาคานหมดจบก็เป็นอรหันต์ ปุญญาปาปริกขีโณ ก็ไม่มีบุญไม่มีบาป ในโลกในวงการศาสนาพุทธไม่พูดกันแล้ว มาดูชาลิยสูตรอีกที บรรพชิต 2 รูป คือ ปริพาชกชื่อมัณฑิยะรูป 1 เป็นปริพาชก ซึ่งเป็นศิษย์ของอุปัชฌาย์ผู้ถือบาตรไม้ ชื่อชาลิยะรูป 1 เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ท่านพระโคดมผู้มีอายุ ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่งสรีระอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรผู้มีอายุ ถ้าเช่นนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังจงใส่ใจให้ดี คือพพจ.ว่าให้ปฏิบัติธรรมให้บรรลุแล้วจะไม่ต้องถามเรื่องนี้เลย ไม่ว่าชีพหรือสรีระ อรหันต์นี้ทำจิตตนให้เป็นพีชะได้ เป็นพลังงานหนึ่ง ไม่มีสอง ไม่มีจิตมาร ไม่มีจิตอกุศล มีจิตเดียว พีชะเป็นพลังงานปรุงแต่งชีพ ผู้เป็นอรหันต์เป็นผู้มีชีพ มีชีวะ ที่ปรุงแต่งของตนไม่เอาไปเบียดเบียนใครแยกสรีระออก คนไม่ได้เรียนรู้ธรรมจะแยกไม่ออก เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เมื่อใดไม่ใช่ชีวะ ชีวะที่เป็นกายนั้น คือ ส่วนที่มีจิต มโน วิญญาณ ร่วมอยู่ด้วย ผู้ใดปฏิบัติธรรมศีลสมาธิปัญญาของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดผลบรรลุจะไม่สงสัยในความเป็นชีวะจะไม่สงสัยในความเป็นสรีระแยกแยะชีวะโดยสรีระออกหรือร่วมอยู่ด้วยก็แยกออก ในนิยามชีวิต 5 อย่างไร แล้วจะทรงไว้ซึ่งการไม่กระทำอกุศลได้อีกเลยรู้ในนิยามชีวิต 5 อย่าง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน