580701_ธรรมาธรรมะสงคราม สุดโต่งของอาริยะกับปุถุชน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580701_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง สุดโต่งของอาริยะกับปุถุชน โดยพ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่ า… วันนี้วันพุธที่ 1 ก.ค. 2558 อาตมาก็ได้ไปอ่านคอลัมน์ ฝากไว้ให้คิด ในหนังสือพิมพ์มติสวรรค์ ที่พาดพิงถึงเรามา เราก็คงจะไปวิจารณ์หนังสือพิมพ์ไม่ได้ แต่ก็จะวิจารณ์ข้อเขียนในหนังสือพิมพ์ที่มีว่า _ ...ในมุมมองของครูบาอาจารย์ในวงการนักเขียน ที่มีคุณธรรมมากประสพการณ์ ท่านได้เขียนไว้น่าอ่านมาก ท่านบอก...ระหว่างพระธุดงค์ปิดถนนกับพระนำม็อบตั้งกรวย ตั้งการ์ด คุณเลือกใคร ขอเป็น "สองไม่เอา" ได้ไหม หรือสามไม่เอา สี่ไม่เอา ฯลฯ แต่ยังเป็นพุทธอยู่ “พุทธอยู่ที่ใจ" ไม่ต้องพึ่งพระ ท่องคาถานี้ไว้ เพราะเหลือพระให้พึ่งได้น้อยเต็มที ถามจริง พระกระแสหลักที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ไม่ใช่ธรรมกาย ไม่ใช่สันติอโศก แต่ พระปลุกเสกพระแก้ชงนั่นไง พระสร้างเหรียญสร้างพระเครื่องขายได้ร้อยล้านพันล้าน สุดยอดธุรกรรมเก็งกำไร กระแสถล่มธรรมกายที่กำลังแรงในวันนี้ คำถามคือต้องการปฏิรูปพุทธศาสนาจริงหรือ แล้วแนวทางปฏิรูปคืออะไร คือทำลายธรรมกาย แล้วเปลี่ยนผู้มีอำนาจในมหาเถรสมาคม แล้วได้ผลจริงไหม?
พ่อครูว่า … ที่จริงนี่การปฏิรูปอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นการปฏิรูปสิ่งที่มีบทบาทต่อสังคม ทุกคนในสังคมมีสิทธิ์ปฏิรูปทั้งนั้น ใครมีส่วนต่อสังคมมากเท่าไหร่ก็มีส่วนปฏิรูปมากเท่านั้น ทีนี้พูดถึงศาสนา ผู้มีส่วนในสังคมก็มีส่วนปฏิรูปทั้งนั้น แม้แต่อโศกก็ตาม แล้วอโศกต้องการปฏิรูปจริงไหม จริง แล้วทำกันจริงจัง ทำตลอดเวลาไม่ได้เว้น ถือว่าอย่างนั้น ส่วนจะบอกว่ามีพลังกับสังคมอย่างหวือหวา ทำว่าจะปฏิรูปใช้อำนาจสังคมให้เปลี่ยนได้เลย เขาคงหมายถึงตรงนี้ _ พูดอย่างนี้ ไมได้นิยามชมชื่นลัทธิจานบิน ไม่ได้ปกห้องมหาเถรสมาคม เพราะผมเห็นพ้องกับพระไพศ
อ่านต่อ
าล วิสาโล ว่าธรรมกายคือภาพสะท้อนปัญหาที่ร้ายแรงยิ่งกว่าของวงการพุทธศาสนาไทย เปรียบไปก็เหมือนยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่โผล่มาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่กรณีสันติอโศก ยันตระ ภาวนาพุทธโธ อิสระมุนี หรือเณรคำ แต่คนที่เล่นงานธรรมกายกำลังเล่นแค่เปลือก ซ้ำยังเอาการเมืองเรื่องสีเสื้อเข้ามาพัวพัน เช่นโยงธรรมกายเข้ากับทักษิณ ทั้งที่ธรรมกายก็ถูก "นักวิชาการแดง" จำนวนมากวิพากษ์เช่นกัน ไม่ยักมองพวกตัวบ้าง นุ่งผ้าเหลืองเดินนำพระสวนโมกข์ วัดชลประทานฯ มัวหมองไปถึงท่านพุทธทาส ท่านปัญญาที่มรณภาพไปตั้งนาน ไม่ควรเอาท่านมาพัวพัน จะว่าไปก็ตลกนะครับ สังคมไทย เพราะพวกรักธรรมกาย พวกเกลียดธรรมกายบางคนก็อาการหนักไม่แพ้สงครามสี หรือ "ป่วย" กว่าด้วยซ้ำ พูดอย่างนี้ไม่ได้บอกว่า อย่าเอาผิดธัมมชโยเดี๋ยวสังคมแตกแยก เพียงแต่ต่อให้ชี้ว่าธัมมชโย ปาราชิก คุณก็ล้มธรรมกายไม่ได้ ต่อให้ยึดจานบิน เขาก็ออกไปเป็นลัทธิแบบสันติอโศก ซึ่งยังขยายสาวกได้มากมายพร้อมกับพันธมิตร ล้างพิษตับไส้
พ่อครูว่ า… ขอแย้งตรงนี้นิดหนึ่ง ถ้าธรรมกายถูกยึดจานบิน ก็จะออกมาเป็นลัทธิสันติอโศก ตอนนี้เขาเรียกสันติอโศกว่าเป็นลัทธิเลย เพราะแยกออกมาเด็ดขาดแล้ว ถ้าธรรมกายต้องถูกขจัดออกแบบนี้ก็จะมาเป็นเหมือนสันติอโศก อันนี้ขอแย้งคุณลมใต้ปีก ว่าคุณไม่มีความรู้ศาสนาพุทธ ถ้าธรรมกายถูกลงโทษ ธรรมกายแยกออกมา ถ้าจะมาตั้งคณะจริงๆ จะเป็นลัทธิ แต่สันติอโศกไม่เป็น สันติอโศกลาออกมาถูกธรรมวินัย ลาออกมาก่อนที่เถรสมาคม (มส.)จะมาเล่นงาน ทำทีว่าจะขจัดใช้อำนาจหลักเกณฑ์ มาทำน่ะทีหลังที่สันติอโศกได้ลาออกจาก เถรสมาคม( มส.)แล้ว ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2518 เป็นอิสรเสรีภาพ นานาสังวาสตั้งแต่ 7 ส.ค. 2518 แต่ต่อมา พ . ศ. 2532 มหาเถรสามาคมก็มาเล่นงาน จากนั้นอีก 10 ปี ซึ่งการทำนานาสังวาสก็ถูกต้องตามธรรมวินัย มีเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ พร้อม ที่จริงพระพุทธเจ้าให้ขอแยกโดยปากก็สำเร็จแล้ว แต่เรามีรายลักษณ์อักษรด้วย แล้วเขาก็ส่งถึงมหาเถรสมาคมรับรู้หมด ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 แต่มาถึงพ.ศ. 2532 เกิดกินยาผิด มาบอกว่าสันติอโศกอยู่ในการปกครอง พระไปล้างพิษตับได้แต่เป็นผู้ไปทำไปรักษาไม่ได้ แต่ก็ไปกันมากไปหน่อยก็ขอปรามไว้ตรงนี้
_ อะต๊ะ ไม่ได้บอกว่าท่านโพธิรักษ์ เลวร้ายอะไร สันติอโศกแข็งปั๋ง เรื่องวัตรปฏิบัติ เพียงแต่สุดโต่งไปอีกข้างคือพาสาวกไปสร้าง "คอมมูน" ที่ "ล้น" ไปจากวิถีชีวิตคน ทำไมธรรมกายใหญ่โต ก็ต้องถามว่า ทำไมเกิดสันติอโศก ยันตระ ลักษณะร่วมกันคือสามารถสกัดวาทกรรมจากคำสอนของพระพุทธศาสนา มานำเสนอในแนวทางของตน แล้วมันจับใจคน โดยเฉพาะคนชั้นกลาง ซึ่งกำลังเสื่อมศรัทธาพฤติกรรมของพระสงฆ์อย่างเณรคำ พระปลุกเสกพิธีกรรม พุทธพาณิชย์ที่มีเกร่อ ลักษณะเดียวกันนี้ ที่คนชั้นกลางเลื่อมใส ท่านพุทธทาส ท่านปัญญา พระประยุทธ์ ปยุตโต หรือท่าน ว.วชิรเมธี ซึ่งนำสารธรรมของท่านพุทธทาส มาอินเทรนด์กับวัฒนธรรมป๊อปอีกที เพียงแต่คำสอนของสันติอโศกกับธรรมกายฉีกไปคนละด้าน สังเกตให้ดี ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา หนังสือธรรมะขายดิบขายดี สำนักสงฆ์พระรุ่นใหม่มีการศึกษา ผุดขึ้นรอบกรุงเทพฯ สนองความเติบโตของทุนนิยม ที่ทำให้คนเคว้งคว้าง ศีลธรรรมเก่าปะทะสังคมใหม่ ค่านิยมเก่าปะทะวิถีชีวิตใหม่ ทำให้คนจำนวนมาก ต้องการที่พึ่งทางใจ พระสงฆ์ทั่วไป ซึ่งมาจากชนบท บวชเรียนตั้งแต่เด็ก สวดภาษาบาลีสันสกฤติ สัพพีติโย สนองอาการทางจิตของสังคมไม่ได้ แล้วธรรมกายมาจากไหน พระวัดพระธรรมกาย จบปริญญาตรีขั้นต่ำ เข้าใจเข้าถึงคนชั้นกลาง รู้จักใช้ระบบบริหารการตลาด พัฒนาองค์กร จัดกลุ่มเป้าหมายลูกค้า เทียบวัดธรรมดาคือ MBA กับโชห่วย เทียบได้ที่ไหน ฉะนั้นต่อให้มหาเถรไล่ธรรมกายออกไป ลัทธิจานบินก็อยู่ได้ หรือก็มีลัทธิใหม่ นี่เป็นปัญหาของวงการพุทธศาสนา ที่จะต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ เป็นปัญหาของสังคมไทย ที่จะต้องปฏิรูปความคิดความเชื่อ ค่านิยม ศีลธรรม ให้สอดรับกับชีวิตสมัยใหม่ ไม่ใช่มุ่งบังคับแข็งขืนให้เป็นเหมือนเมื่อก่อน ไม่ใช่ออกกฎหมายคุ้มครองศาสนา ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่ผูกอำนาจทุกอย่างไว้กับพระ 20 รูปในมหาเถรสมาคม ฉะนั้น ใครที่วิจารณ์มหาเถรสมาคม ก็ควรมองให้ไกลกว่าต้องการให้มหาเถรมีมติถูกใจ หรือต้องการให้พระรูปนั้นรูปนี้เป็นใหญ่ แต่มองให้เห็นว่าระบอบการปกครองสงฆ์แบบ "อาณาจักร" ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยเผด็จการสฤษดิ์ แก้ปัญหาไม่ได้ เราปฏิรูปประชาธิปไตยเพื่อกระจายอำนาจ ไม่ใช่รวมศูนย์อำนาจ ศาสนาก็เช่นกัน พระผู้ใหญ่ 20 ท่านเราเคารพนับถือ แต่จะให้ท่านตัดสินทุกเรื่องไม่ได้ ทำอย่างไรจะปฏิรูปให้เป็น "พุทธอิสระ" ที่ไม่ใช่แค่ฉายาคนห่มผ้าเหลือง แล้วก็ต่อสู้กันจริงจังในเรื่องความคิดปรัชญาพระธรรมวินัย สุดท้ายนี้มีหลายท่านส่งข้อมูลเตือนแบบทิ้งท้ายว่า การปฏิรูปพระมิใช่ทำเป็นคึกคักสนุกสนาน เหมาเอาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าภาษาบ้านๆ เขาเรียก คาดเดา ตู่เอา โมเม และปรามสุดท้าย อย่าทะลึ่งวิจารณ์ มส. มันบาปรู้มั๊ย!!! ...ลมใต้ปีก...
พ่อครูว่า … สรุปแล้วที่เขียนมาคือผู้ป้องกันให้ เถรสมาคม( มส.)นั่นเอง ก็วิจารณ์แทบทุกสำนัก เว้นบางสำนัก มาดูปริเฉทแรกว่า พระธุดงค์ปิดถนน กับพระนำม็อบ ตั้งกรวยตั้งการ์ด ปิดถนน จะเลือกแบบไหน หรือไม่เอาสองอย่างเลย ต้องเลือกอันใดอันหนึ่ง อาตมาคาดว่า เขาเลือกเอาเดินธุดงค์ปิดถนนมากกว่ามั้งคงไม่เอาพระม็อบตั้งกรวยตั้งการ์ด แล้วบอกว่าพุทธอยู่ที่ใจ ก็ใช่ ถ้าจะว่าจริงๆแล้ว พุทธคุณอยู่ที่ใจ ใจเป็นตัวบรรลุ นี่พูดถูก ที่จริง อวิชชาก็อยู่ที่ใจ มีวิชชาก็อยู่ที่ใจ เพราะว่าเหลือพระให้พึ่งน้อยเต็มที พระที่พึ่งไม่ใช่ธรรมกายหรือสันติอโศกด้วย แต่ไปพึ่งพระปลุกเสกฯ แก้ชง ขายพระได้ร้อยล้านพันล้าน ที่จริงเขาพูดถูกนะ คนไทยทุกวันนี้พึ่งอันนี้ แต่อาตมาก็เห็นว่า คนพึ่งธรรมกาย มีมากนะ เป็นล้านเลย แข่งกับพวกพระปลุกเสกฯได้เลยนะ เพราะพระปลุกเสกฯพระนี่เขาแจกรายหัวได้น้อยกว่าธรรมกายเลยนะ แล้วคุณลมใต้ปีกบอกว่าปฏิรูปคืออะไร เขาก็ท้วงเลยว่า คำถามคือต้องการปฏิรูปพุทธศาสนาจริงหรือ แล้วแนวทางปฏิรูปคืออะไร คือทำลายธรรมกาย แล้วเปลี่ยนผู้มีอำนาจในมหาเถรสมาคม แล้วได้ผลจริงไหม? สรุปคือ อาตมาดูว่า เขาก็ว่าธรรมกายเป็นการสะท้อนปัญหาร้ายแรงยิ่งกว่าอย่างอื่น สันติอโศกก็อยู่ในนั้นมียันตระ เณรคำ อิสรมุณี เขาก็นับเขาไปด้วย เขามีสิทธิ์ว่า เราก็มีสิทธิ์ชี้แจงว่าเราไม่ใช่ คุณลมใต้ปีกว่า ธรรมกายเป็นแค่ส่วนบนภูเขาน้ำแข็ง แล้วก็ว่า ไปเอาเรื่องสีเสื้อ มาเกี่ยวอีก แล้วทีผู้ห่มผ้าเหลืองเดินนำพระสวนโมกข์ หรือพระวัดชลประทาน อย่างนั้นทำไมไม่ว่า ก็ชัดเจนว่า คือพระสุเทพ ที่เขาพาดพิงถึง คุณลมใต้ปีกมั่นใจว่า ธรรมกายไม่ล้มหรอกแม้จะยึดจานบินหรือว่าให้ธัมมชโยปาราชิก แต่ขอยืนยันว่าสันติอโศกกับธรรมกายไม่เหมือนกัน แล้วคุณลมใต้ปีกว่า ธรรมกายจะเหมือนสันติอโศก ก็ขอยืนยันว่าไม่เหมือนกันเลย มันคนละขั้ว เราไม่ได้ผิดด้วย เราจำยอมที่คุณมีอำนาจใหญ่ แล้วผู้เซ็นฟ้องก็เอาสังฆราชมาเซ็นฟ้องด้วย อาตมาก็รู้ว่ายังไงก็แพ้ ทั้งๆที่อาตมา ขออภัยอาตมารู้อย่างนี้ด้วย ว่าสู้ความเสร็จนี่อาตมาไม่ได้แพ้ด้วย ผู้พิพากษากำลังจะอ่าน แต่แล้วไม่อ่าน ผู้พิพากษาก็หลบไปข้างหลังแล้วอ่านใหม่ มาอ่านใหม่ก็อ่านให้อาตมาแพ้ ซึ่งอาตมาก็ยอมรับไม่ได้ดื้อดึง แต่นี่พูดเท่าที่มีข้อมูลให้ฟัง มันมีอะไรก็ตาม อาตมาพูดถึงไปบ้างตามวาระ ขอสรุปว่า สันติอโศกกับธรรมกาย ถ้าจะออกมาออกคนละอย่าง ธรรมกายไม่ได้ทำนานาสังวาสอย่างธรรมวินัยเหมือนสันติอโศก แต่กรณีสันติอโศก มหาเถรสมาคมกลับไปกลับมา ใช้อำนาจรังแกสันติอโศก เราตัวน้อย เราหมาน้อย เราก็แพ้ เราแพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคง ทางโน้นทำขัดแย้งกับธรรมวินัยด้วย อาตมาไม่ได้อยู่ในข่ายปาราชิก แล้วให้ใครมาสั่งสึกได้ อันนี้นอกเหนือธรรมวินัยไม่ตรงกับธรรมวินัย กฎหมายสงฆ์ 2505 ก็ใช้ไม่ได้ ขัดแย้งกับธรรมวินัยก็โมฆะ เราไม่ได้จับประเด็นนี้เป็นหลักในการสู้คดี พูดไปบ้างแต่เขาไม่ใช้อันนี้ อาตมาไม่ได้ผิด สันติอโศกไม่ได้ผิดถึงขั้นจะสั่งสึกได้แต่มาทำกันเกินเหตุ ฆราวาสไม่มีสิทธิ์พิพากษาธรรมวินัยพระด้วย แต่พระนั่นแหละทำผิดธรรมวินัย ตั้งแต่รื้อฟื้นให้ฟ้องก็ตาม ไปอ่านในหนังสือ ประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาสที่อาตมาเขียนเอาไว้ก็แล้วกัน ผู้วิจารณ์ธรรมะหากวิจารณ์สิ่งที่ถูกโดยสัจจะเป็นสิ่งผิด คนนั้นทำบาป ขอเตือนไว้ ควรศึกษาดีๆก่อนวิจารณ์ แล้วไม่รู้ก็ไปวิจารณ์ผิด ยกคนผิดไปข่มคนผิดอีก ก็บาปหนัก แล้วสันติอโศกจะยืนยาวต่อไป เราไม่แค่ล้างพิษตับไส้ แต่เราล้างพิษออกจากใจจากจิตวิญญาณแท้จริง ไม่มีสำนักไหนลอกเลียนแบบได้ด้วย ทำอย่างไรก็ไม่เหมือนสันติอโศกล้างพิษ โปรดติดตาม อย่ากระพริบตา คุณลมใต้ปีกบอกว่า ไม่ได้บอกว่าท่านโพธิรักษ์ เลวร้ายอะไร สันติอโศกแข็งปั๋ง เรื่องวัตรปฏิบัติ เพียงแต่สุดโต่งไปอีกข้างคือพาสาวกไปสร้าง "คอมมูน" ที่ "ล้น" ไปจากวิถีชีวิตคน พ่อครูว่า … อันนี้หนักมาก ที่ว่าล้นไปจากวิถีชีวิตคน ก็ถูกอย่างคุณลมใต้ปีกพูด เพราะอโศกพาคนออกจากวิถีชีวิตคน(ปุถุชน) แต่มาเป็นวิถีชีวิตพรหม (คนอาริยะ)ที่แท้จริง ขอยืนยันว่าออกมาไม่ได้ง่าย แต่สันติอโศกออกมาได้จริงๆ คำว่าสุดโต่ง อาตมาก็ขอยืนยันว่าอโศกยังไม่ได้พาคนมาสุดโต่งจริงๆเลย คนสุดโต่งคือคนทำเลยสัจจะไป คุณลมใต้ปีกก็คงเห็นว่าเราทำเกินกว่าชีวิตคนควรเป็น อาตมารับอย่างหนึ่ง รับที่คุณลมใต้ปีกว่า อาตมาพาออกไปจากชีวิตคน ก็คือออกไปจากชีวิตคนปุถุชน มาเป็นอาริยชน ถ้าเห็นว่าอย่างนี้อาตมารับด้วยความเต็มใจ แต่คุณลมใต้ปีกคงไม่ได้หมายเช่นนี้ แต่หมายไปในทางเสียหาย อาจหาว่าบ้า มองไปแง่ลบเสียหาย ก็อธิบายความสุดโต่งให้ชัด ศาสนาพุทธพาให้คนเจริญ จุดที่จะเจริญคือจุดที่เป็นจุดกลางที่ถ้าผู้ใดศึกษาศาสนาพุทธ ได้คุณธรรมแล้วจากจุดกลางจะเดินทางไปทางที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นทางนิพพาน นี่คือการก้าวหน้าที่ดีที่จริง แต่จุดที่คุณลมใต้ปีกว่า คือตนเองยืนอยู่ ก็ยืนอยู่โน่น คือได้เดินออกไปจากจุดกลางโลกุตระ เดินออกไปไกล เหมือนปากกรวยไปโลกีย์ปุถุชน ไปทางอบาย แล้วก็เลยมองหันไปมอง ไปมองที่โพธิรักษ์พาคนเดินทางไปนิพพาน คุณลมใต้ปีกและพรรคพวกเดินไปไกล ก็เห็นโพธิรักษ์พาคนเดินไปอยู่ไกลลิบเลย แล้วก็บอกว่ามันโต่งไป เขายืนอยู่ตรงปลายทางอบายมุขตกกรอบไปทางปากกรวย เป็นปุถุชนกิเลสหนาขึ้นมากขึ้น จนเดี๋ยวนี้ใกล้กลียุคแล้ว ไปไกล ความไกลคือเดินผิดทาง ออกไปสู่ทางกิเลสหนายิ่งขึ้นๆ ก็เลยไกล แล้วไปพูดถึงความไกล โดยการมองตนเองกับจุดที่อาตมาพาคนสันติอโศกไปเป็นอาริยะแบบที่ศาสนาพุทธพาเป็น มันก็เลยเห็นไกล ก็เลยตีขลุมว่า มันไปไกลสุดโต่ง ทั้งๆที่อาตมาพาคนไปนิพพานได้แค่นั้นแหละ ได้อย่างรูปที่เห็นนั่นแหละ เพิ่งจะมาได้แค่นี้เอง ทางที่จะพาหมู่ไปนิพพานนี้ยังมีอีกไกล ทางเส้นประ นั่นยังไม่ถึง ออกไปได้นิดเดียวยังไม่ไปไกลถึงไหนเลย แต่ถูกตู่ว่าสุดโต่ง แต่ตนเองนั้นสุดโต่งไปในทางไม่ควรจะเป็น เดินไปหาอบายมุข หาโลกธรรม ทั้งลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข ทั้งกามทั้งอัตตา ตกในอบายมุขก็ไม่รู้ตัว ไปหานรกอเวจี ขออภัยที่พูดเป็นวิชาการ พระพุทธเจ้าสอนปฏิโสตัง กระแสไปโลกุตระนั้นอย่างหนึ่ง กระแสโลกียะก็อย่างหนึ่ง อาตมาพาไปทางโลกุตระถูกแล้ว แล้วก็ได้เท่านี้เอง เขาก็หาว่าสุดโต่ง นี่ยังไม่ได้ไกลถึงไหนเลย แต่ตนเองโต่งไปหาโลกียรส โลกียธรรม ซับซ้อนมุ่งแย่งชิงหมุนรอบเชิงซ้อน อย่างไม่เห็นว่ามีทางแก้ จึงได้ลาออกมา เป็นนานาสังวาส ถ้าขืนตกภายในอำนาจมหาเถรสมาคม อาตมาก็พาคนไปทางโลกุตระไม่สำเร็จแ น่ จึงได้ขอลาออกมาเป็นคณะเล็กเป็นนานาสังวาสที่ทำได้สองแบบ คือหมู่เล็กขอออก หรือหมู่ใหญ่ขับออกไป ได้ทั้งสองนัย แล้วเราก็ทำได้ถูกต้องตามธรรมวินัย แต่มหาเถรสมาคมทำผิดพลาด ไม่ได้แก้ตัว แต่ขอเปิดเผยเผยแพร่สัจธรรม ได้เขียนหนังสือออกมา ในพรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าว่า ถ้าเราไม่เป็นอย่างว่าให้แก้ไข ใครมาตู่เราว่าผิดเราก็ต้องแก้ไขได้ ยืนยันว่าให้บอกได้ ไม่ใช่ว่าเรามาพูดเพราะทนไม่ได้ แต่พูดให้รู้ความถูกต้อง แล้วใครจะเชื่อถือ เรานี่ เดิน เดินจากจุดที่มองเห็น ตั้งแต่เร ิ่ มรู้กระแสโลกุตระ จุดแบ่งโลกุตระคือจุดกลางขาว ทิศโลกุตระกับโลกียะมันคนละทาง ทวนกระแสกัน ปฏิโสตัง ก็ต้องรู้กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ก็เร ิ่ มเข้ากระแสโลกุตระ ทำไปยังได้ไม่เท่าไหร่เลย ก็ถูกตู่มาก ว่าพวกเรานี้สุดโต่ง เราก็ว่ายังๆๆ แต่มีที่ได้นิพพานได้อรหันต์ แต่ค่ารวมยังไม่สูงส่งเลย เราก็ได้ไม่มากมาย แต่คุณสิเดิทางไปทางโลกียะ ไปหลง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่สุขด้วยการบำเรอกามกับอัตตา จนกลายเป็นความโลภ ความโกรธ แค้นเคือง กอบโกยแย่งชิงกัน ยินดีในโลกธรรม ไกลสุดโต่งไปมากยิ่งขึ้น ภาษาบาลีเรียกว่าปุถุ แปลว่ามาก ใหญ่ หนา โต อ้วน ไปไกล เหมือนปากกรวย แล้วหันมามองเรา แล้วก็หาว่า เดินนี่เราเข้าป่าแล้ว ไปไกลแล้ว ไม่ใช่ทางคนเดิน ทางโลกียะ แต่ทางนั้นมันยิ่งพากิเลสหนา อบายคือกิเลสหนา กิเลสหยาบ แล้วมองเราว่าสุดโต่ง ต่อมาในประเด็นคนชั้นกลาง คุณลมใต้ปีกว่า คนชั้นกลาง คือเช่นนี้ก็เลือกเอาคนละส่วนของช้างเท่าที่ตนเห็น แล้วก็บอกว่าคนชั้นกลาง คือคนกำลังเอาช้างคนละส่วนไม่เอาช้างทั้งตัว อาตมาก็ว่าถึงเดาก็ไม่ถูกหมด เพราะว่าสันติอโศกมีความรู้ทั้งหมดส่วนของช้าง แต่คุณลมใต้ปีกก็ว่า เลือกคนละส่วน แต่สันติโศกขอยืนยันว่ารู้ทั้งตัวของช้าง รู้ถึงปรมัตถ์ ถึงจิตเจตสิก รูปนิพพานด้วย แล้วรู้ถึงข้างนอก ที่บัดนี้เอาวิทยาศาสตร์มาอธิบายเทียบเคียงให้เห็นด้วย สันติอโศกรู้ช้างทั้งตัวและรู้เป็นส่วนด้วยแล้วเอามาใช้ประโยชน์ได้จนทำเป็นคอมมูน ที่ถึงสาธารณโภคีที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ยิ่งใหญ่กว่า คอมมูนทางโลกที่คุณลมใต้ปีกรู้จัก คุณเข้าใจถูกที่รู้ว่าสันติอโศกใช้คอมมูน แต่คุณลบหลู่คอมมูน เพราะพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าคอมมูนยิ่งใหญ่กว่าทางโลกด้วย คอมมูนของมาร์ก ของเลนิน จนถึงเหมาเจ๋อตุง ก็เอามาผสมส่วนไม่ใช่ของคาร์ลมากซ์โดยตรง เขาก็ทำได้แค่ผิวเผินของคอมมูน ไม่ได้หัวใจของคอมมูน คุณลมใต้ปีกไม่ชัดเจนว่าคอมมูนจริงๆพระพุทธเจ้าตรัสว่าคือสาธารณโภคี คอมมูนคือรวมกันแล้วแจกจ่ายให้ทั่วถึง นัยเดียวกับประชาธิปไต ย แต่ประชาธิปไตยไม่ถือว่าทั่วถึงจริงเพราะประชาชนเสียภาษีไม่หมดไม่มาก แต่คอมมิวนิสต์ก็รีดมาได้มากขึ้น ก็คือทำให้ส่วนกลางมีมากแล้วเฉลี่ยให้ทั่วถึงก็เป็นแนวคิดดี ถูก แต่วิธีทำให้สำเร็จ ในลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่สำเร็จ ตั้งมา 70 กว่าปีก็ล้มระเนระนาด ประเทศไทยก็ล้ม ไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเป็นเมืองพุทธที่แข็งแรงแม้เป็นเดรัจฉานวิชชามากก็ตาม คอมมูนของพระพุทธเจ้า สาธารณโภคีคือหัวใจแท้ของคอมมูน คุณลมใต้ปีกบอกว่าล้นไปจากวิถีชีวิตของคน การล้นการโต่งอธิบายไปแล้วว่าไม่ได้โต่ง แต่ได้ลักษณะคอมมูน ที่โลกทั้งโลกต้องใช้นะ เป็นสูตรสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าทำสำเร็จ ในยุคของท่านทำได้แต่ในวงสงฆ์ แต่ของอโศกยุคนี้เหตุปัจจัยทำได้ถึงในวงฆราวาส ไม่ได้บังคับด้วย ใครจะมีปัญญาพอใจยินดีที่จะมาร่วมคอมมูนอันนี้ ใจเห็นดีเห็นงามก็มาเอา คอมมูนอันนี้กับคอมมูนของคอมมิวนิสต์ต่างกันที่ไม่เป็นอิสระเท่ากัน คอมมูนของคอมมิวนิสต์ไม่มีอิสรเสรี แต่ของพุทธมีอิสรเสรี เพราะใจไม่ยึดติด ลดละกามลดอัตตาไปตามลำดับ จนหมดตัวหมดตน ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ทั้งแรงงานทั้งชีวิตมอบให้ศาสนา ยืนยันได้เป็นอกาลิโก แม้กระแสโลกแรงมากก็ยังทำได้สำเร็จ เป็นสังคมเป็นชุมชน จะเรียกว่าลัทธิก็ตาม เขายกย่องนะเพราะมีวัตรปฏิบัติที่เป็นของตน จนคุณลมใต้ปีกยืนยันว่าพวกเราเคร่งธรรมวินัย แข็งปั๋งในวัตรปฏิบัติ เขาก็มองออก ที่แข็งปั๋งเพราะทุกคนเต็มใจทำก็ไม่ยาก ไม่ฝืน ไม่ลำบาก แล้วถ้าตนอยู่ไม่ไหวก็ออกไป แต่ผู้มีมรรคผลจึงทนอยู่ได้ก็เป็นจริง นี่จึงขัดแย้งจากคุณลมใต้ปีกวิจารณ์มากจะบอกว่าคอมมูนหรือสุดโต่งก็ตาม อย่างที่คุณลมใต้ปีกบอกว่า ถ้าอโศกนี่ ไม่เข้าใจในความเป็นโลกุตระ แล้วเดินทิศทางที่คุณลมใต้ปีกบอกว่าสุดโต่ง แต่ว่าผลที่ได้มันยังได้แค่นี้ เราก็ยังไม่ได้หลงตนว่าได้มากนะ ข้อสำคัญคือเดินไปทางโลกุตระนั้นคุณลมใต้ปีกไม่รู้จริงๆ ที่เป็นเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ มั่นใจว่าคุณลมใต้ปีกไม่รู้ ใครที่มองว่าอโศกสุดโต่ง คนเหล่านั้นไม่รู้กระแสโลกุตรธรรม เพราะเราพึ่งออกไปได้นิดหน่อยเอง แต่คุณอยู่ไปทางนรกอเวจีก็เลยมองเราว่าสุดโต่ง ไปทำไม พวกคุณไม่ไปก็ของคุณ แต่อาตมาพากันไป แต่พึ่งได้แค่นี้ วันนี้คงเข้าใจเรื่องนี้ ที่ใครมาว่า พวกสันติอโศกเป็นพวกสุดโต่งคนนั้นไม่เข้ากระแสโลกุตระเลย คุณว่าอโศกเจริญรุ่งเรืองมีมวลมาก ก็ดูตามตื้นๆเผินๆก็มีเล็กนิดเดียว แต่มีความแน่นในธรรม มวลไปได้ไม่เท่าไหร่เลย ซึ่งคนไทย 75 % น่าจะมาเป็นอโศกสัก 1 ล้านคนนะ เพราะมันเป็นของแน่นเป็นปึกแผ่น เป็นเอโกธัมโม คนจึงมองภาพอโศกว่าพวกนี้มันแข็งๆมันแน่น ปึกแผ่น ทั้งที่ไม่มากไม่ใหญ่ แต่เป็นปึกแผ่นมีน้ำหนักแข็งแรง เป็นคุณลักษณะที่แท้จริง ที่บอกว่าคนชั้นกลางมาอโศกมากก็น่าจะไม่ใช่ เพราะว่าคนมาอโศกไม่ใช่คนการศึกษาสูงหรือมีหน้าที่การงานสูงหรือร่ำรวย น ั้ นมีไม่มากหรอก คนอโศกไม่ใช่ชั้นกลาง จะเรียกว่าคนชั้นต่ำก็ได้ถ้ามองตื้นๆ จะบอกว่าคนชั้นกลางชั้นสูงก็ย ิ่ งน้อย แต่คนมาอโศกมีคุณธรรมสูง มีปัญญาสูง มีความลึกซึ้งในปรมัตถ์สูง จะแบ่งชั้นอย่างไรก็ต้องเข้าใจคนชั้นกลางในทางธรรมให้ดี คนส่วนใหญ่ในสังคมเข้าใจอโศกไม่ได้มากหรอก ถ้าจะหมายถึงคนชั้นกลาง เพราะคุณเอาไปเทียบกับสังคมทั่วไป เรียกว่าคนชั้นกลาง คณะอื่นๆสำนักอื่นๆ เรียกว่าคนชั้นกลางมาได้เยอะก็อาจจริง แต่สำนักอื่นๆน่ะจะเป็นคนชั้นกลางและคละเยอะ แต่ธรรมกายนี่คนชั้นต่ำเยอะ แล้วเขาเลือกเอาคนชั้นสูง ยศสูง ฐานะดีๆ เขาก็เรียกคนชั้นสูง หรือแม้แต่สำนักท่านพุทธทาสหรือท่านประยุต ปยุตโตนั้นคนชั้นกลางมาก แต่อโศกนี่คนชั้นกลางน้อย ยิ่งสำนักท่านประยุต ก็ต้องคนมีการศึกษาแสวงหาความรู้จึงจะเอา แต่คนชั้นไม่มีการศึกษาสูง ชั้นกรรมกร ก็เข้าใจสำนวนท่านยาก เพราะเป็นภาษาวิชาการ เรื่องคนชั้นกลางที่คุณลมใต้ปีกว่า ที่สำนักอื่นๆ มีวาทกรรมของแท้หรือตรรกศาสตร์ ที่สมบูรณ์มีคุณภาพ คือมีวาทะ ได้วาทะ เป็นอัตตา อัตตวาทุปาทานกันทั้งนั้น ไม่ได้เข้าใจอัตตา 3 ที่เป็นมโนมยอัตตา โอฬาริกอัตตา อรูปอัตตา อาตมาไม่เห็นสำนักไหนสอนนะ มีแต่วาทะที่ให้จิตว่างเท่านั้น แล้วมีคุณภาพทางเหตุผล ทางตำราชั้นหนึ่งเลย แต่ไม่เข้าถึงกายในกายด้วยซ้ำ ไม่เห็นสักกายะ ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงเป็นตรรกะเท่านั้น เข้าใจผิดว่า กายคือส ิ่ งภายนอก ที่จริงกายต้องมีสอง มีอย่างเดียวไม่ได้ นอกจากจะเรียนร ู้ ทำสองให้เป็นหนึ่ง รวมลงที่เวทนา แล้วจะเป็นหนึ่งที่เวทนา เป็นเอกัคคตา แต่ก็ยังอยู่ในส่วนสอง ในพระไตรปิฎก เ ล่ม 10 ข ้อ 60 ถ้าไม่เข้าใจกายก็ไม่เข้าใจธรรมะสอง แล้วรวมลงเป็นเวทนาที่เป็นหนึ่งไม่ได้ แต่ถ้ารวมเป็นหนึ่งอย่างอรหันต์ไม่มีเพื่อนสองแล้ว เป็นผู้อยู่ผู้เดียว เอโก แต่ทำงานต้องมีสอง ที่ว่าคำสอนของสันติอโศกกับธรรมกายไปกันคนละด้านจริงที่สุด ของธรรมกายไปหลงเทวบุตรมาร เป็นเทพบุตรใหญ่เท่าไหร่เป็นมารมากเท่านั้น ส่วนสันติอโศกไปโลกุตระแท้ๆ รู้จักความเป็นเทวดา เป็นมาร ผู้ที่โต่งนั้นคือไกลสุดโต่งจากทิศทางโลกุตระของพระพุทธเจ้า เข้าใจจุดกลางตรงนี้ไม่ได้ ในทฤษฎีพระพุทธเจ้า เวทนารวมลงเป็นหนึ่งต้องเข้าใจ มโนปวิจาร จิตที่มีพฤติกรรม ที่เป็นโลกียะอย่างไร ต้องอ่านพฤติกรรมกายวาจาใจออก ถ้าอ่านจิตไม่ออกว่าอย่างนี้คือโลกียะ(เคหสิตเวทนา) อย่างนี้เป็นโลกุตระ(เนกขัมสิตเวทนา) ถ้าอ่านไม่ออก แยกไม่ออกก็ทำแบบโมเม ไม่มีทางเดินสู่ความบรรลุผล เพราะไม่ได้เข้าใจจุดที่แยกระหว่างเนกขัมสิตเวทนากับเคหสิตเวทนา เป็นจุดแบ่ง เป็นสภาวธรรม ถ้าไม่เข้าใจแล้วเห็นของตน คนนั้นโมเมทั้งนั้น อาตมาอธิบายความเข้าใจพ้นวิจิกิจฉาตั้งแต่โสดาบัน ก็ทำสังโยชน์ให้พ้นอนุสัย จนพ้นวิจกิจฉาในระดับอนุสัย ใน อนุสัย 7 วิจิกิจฉาอยู่ในข้อ 4 1. กามราคานุสัย (ความดึงดูดกำหนัดในกาม) 2. ปฏิฆานุสัย (ความผลักไส ขัดเคือง ขึ้งเค ี ยด) 3. ทิฏฐานุสัย (ความยึดถือความเห็นเป็นตนของเรา) 4. วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัย ทำให้เนิ่นช้า) ต้องขั้นอนาคามีไปหาอรหัตตมรรคไม่ใช่วิจิกิจฉาชั้นต้น 5. มานานุสัย (ความถือตัวทั้งหลาย) 6. ภวราคานุสัย (ความใคร่อยากในภพละเอียด) 7. อวิชชานุสัย (ความไม่แจ้งในอริยสัจ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 11 )
ในทฤษฎีที่แต่ละคนเข้าใจน ั้ น มันเข้าใจกันไม่สัมมาทิฏฐิ แม้ข้อที่ 1 ในสัมมาทิฏฐิ 10 คือคุณต้องพบสัตบุรุษ คุณต้องฟังธรรมที่ต่างจากคุณยึดถือ(ปรโตโฆษะ) แล้วจะรู้ว่าโยนิโสมนสิการที่ถูกเป็นเช่นไร ต้องได้ฟังจากสัตบุรุษ นี่คือสัมมาทิฏฐิข้อต้น ผู้ใดทุกวันนี้ไม่ได้ตั้งใจฟังอาตมา แล้วก็จะรู้โยนิโสมนสิการ แล้วปฏิบัติด้วยการมีผัสสะเป็นสมุทัย หากไม่มีผัสสะแล้วไปนั่งหลับตาทำในภพ ไม่ใช่แบบของพระพุทธเจ้า ไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนา เพราะธรรมทุกอย่างรวมลงที่เวทนา ต้องทำธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) จึงสั่งสมมีมรรคผลไปตามลำดับ มีอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นคุณสมบัติของสมาธิ คุณมีสัมมาทิฏฐิเพราะมีปรโตโฆษะ ยอมรับศีลพรตของคนอื่นที่ต่างจากคุณ ขอยืนยันว่าทิฏฐิ ศีลพรตที่คุณยึดถือไม่สัมมา หากคุณรับอาตมาไม่ได้ก็จะมิจฉาทิฏฐิไปตลอดกาล แม้แต่สัมมาทิฏฐิข้อที่ว่าต้องปรโตโฆษะ และโยนิโสมนสิการ คุณก็ไม่มี สัมมาทิฏฐิ ต่อไปคุณต้องรู้สัมมาทิฏฐิ 10 ถ้าไม่รู้ก็ไม่มีผล คุณก็ไปทำนั่งหลับตาว่าเป็นทางเอก นั้นไม่ใช่แบบพุทธ แบบพุทธลืมตาปฏิบัติเป็นหลัก ส่วนจะนั่งหลับตาก็ทำบ้าง เพื่อเตวิชโช ได้ศึกษาสัญญา สัมมาทิฏฐิต้องเข้าใจ ถึง จะ แบ่งโลกียะกับโลกุตระให้ออก เพราะอาตมาเห็นจริงเห็นชัดเลยแยกได้ เพราะอาตมาเป็นอย่างที่ว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) แล้วจะมีเหตุปัจจัยให้เกิดโอปปาติกสัตว์ในตน จนพ้นสัตตาวาส 9 ต้อง พ้นสัตตาวาส 9 คือพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นอสัญญีสัตตายตนะกับเนวสัญญานาสัญญายตนะ ได้สองอย่างนี้เลย คือทำความเป็นสัตว์ให้ตายไปสนิทเลยก็ไม่ต้องสัญญาเรื่องนี้อีก ก็เรียกว่า อสัญญีสัตตายตนะ ทิฏฐิข้อสำคัญแรกคือต้องมีทิฏฐิ 2 คือปรโตโฆษะกับโยนิโสมนสิการ แล้วต้องเข้าใจทิฏฐิ 10 แล้วก็เข้าใจ ทิฏฐิ 6 ที่อาตมาเรียกทิฏฐิ เพราะตัวทิฏฐิจะเป็นตัวไข 1
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive