580204-พุทธชีวศิลป์(๒๖) บ้านราชฯ โสดาบันคือคนเช่นไร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580204 พุทธชีวศิลป์( 26 ) บ้านราชฯ โสดาบันคือคนเช่นไร วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ บวร ราชธานีอโศก พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 4 ก.พ. 2558 เดือน 3 ปีมะเมีย วันนี้เราจะสาธยายเรื่องธรรมะกัน เรามาชอนไช ไล่รายละเอียดเรื่อง อาริยธรรม อาริยภูมิที่พวกเรามั่นใจว่า พวกเราสามารถปฏิบัติบรรลุอาริยะ ที่พระพุทธเจ้าเอามเปิดเผยนี่ คือโลกุตระนี่ ให้ถูกต้องเที่ยงแท้แน่นอนให้ดี จนสามารถตอบโลกตอบสังคมได้ โดยเฉพาะอาตมามั่นใจว่าพวกเราได้ธรรมะนั้น แต่ปัญญาญาณทัสนะของตน ธาตุรู้ในจิต ที่จะรู้อาริยะ โลกุตระนี่ ที่เป็น จิต เจตสิก รูป นิพพาน อาตมาพยายามเรียบเรียงแต่ไม่เก่ง
อาริยะของพุทธ คืออย่างไร?
อาริยะคืออะไร? คือ ความดีความเจริญของคน เรียกบุคคลที่มีความดีความเจริญ ว่า อาริยบุคคลที่ไม่ใช่คนดคนเจริญแบบอารยะบุคคล และก็ไม่ใช่คนดีคนเจริญแบบอริยบุคคล มีสามแบบ
ที่เขาเข้าใจกันมี แบบที่อารยบุคคล และแบบ อริยบุคคล มีสองแบบนี้ที่เขาเข้าใจกัน ว่าเป็นคนดีคนเจริญ ที่อารยบุคคลคือคนดีคนเจริญแบบโลกๆ ทางวัตถุ แต่อริยบุคคลก็เป็นคนเจริญทางจิต เป็นเทวนิยม แต่อาริยบุคคลคือคนที่เจริญทั้งความดีทางโลกและทางธรรม และเป็นแบบอเทวนิยม เพราะมีความเจริญไปแบบลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล นอกจากคนมีภูมิอยู่แล้วที่จะมาต่อภพภูมิ ส่วนคนไม่มีบารมีต้องไล่เรียนเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นต่ำ แม้อาริยบคคลแล้วมีบารมีแล้วก็มาเริ่มต้นที่ขั้นต่ำนี่แหละ ถ้ามีบารมีอยู่แล้วก็จะพาสชั้นไปได้เลย อาตมาเห็นแต่คนว่าตนมีบารมีว่าตนรู้แล้ว สูงแล้ว เป็นอัตตามานะของเขา แต่ถ้าฟังอาตมาก็ไม่ต้องยึดถือเช่นนั้น แม้ตนจะมีบารมีก็ทำเริ่มต้น แล้วจะไปเร็วได้เอง ผู้เป็นอาริยบุคคล ที่เป็นเหตุเป็นผลยืนยัน ลดความเห็นแก่ตัวไปตามลำดับ จะเป็นผู้มีญาณ รู้จัก รู้แจ้งรู้จ
อ่านต่อ
ริงใน จิต เจตสิก รูป และสามารถกำจัดกิเลสถูกตัวกิเลสแท้ แม้กิเลสอาสวะสิ้นเกลี้ยงถึงนิพพาน เป็นคนหมดความเห็นแก่ตัวอย่างถาวร เสถียรจริงที่เขาอยากได้กันในโลก ที่เรียกว่าอรหันต์
อรหันต์เขาเข้าใจกันแบบอริยบุคคลก็เป็นเรื่องลึกลับไป แต่อาจเข้าใจแบบอารยบุคคลก็ไม่ใช่ แต่เราเสนอแบบอาริยบุคคลเข้าไป เขาก็ไม่ค่อยเห็น เราต้องพากเพียรทำดีต่อไปจนคนตาบอดเห็นให้ได้ ให้มีคุณวิเศษยิ่งกว่ากัมมันตรังสี จนคนตาบอดเห็นได้เลย
อาริยบุคคล เขาเข้าใจกันก็คือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เขาก็รู้กัน แต่เขาอธิบายกันไม่ค่อยได้ ไม่เห็นอธิบายว่า โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ กันเลย พอปฏิบัติไปก็พรวดเป็นอรหันต์เลย แล้วกลบเกลื่อนว่า เป็นแล้วเขาไม่ให้บอกหรอก ก็หาทางเลี่ยงไปเพราะว่าตนเองไม่มี แต่พวกเรานี่อาตมาเอาหลักการหลักฐานมายืนยันตั้งเท่าไหร่ พวกเราก็น่าจะมีภูมิธรรมกล้าหาญจะประกาศ แต่ว่าดีตรงที่เราระมัดระวัง การอวดไปหากรู้ว่าผิดไม่ดี เราก็จะได้รู้ว่าเรารู้เฉพาะตัวเราก็ได้ แต่ถ้าเข้าตาจริง เราก็บอกได้อธิบายได้ เราก็อธิบายได้เลย อย่างที่เรามั่นใจในตัวของเรา เหมือนเรามีเงินไปซื้อพอ แต่คนในร้านจะดูถูกว่าไม่มีเงินซื้อหรอก เราก็รู้มั่นใจว่าเรามี เรามีก้อนเท่า โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ เรามีแค่ไหนก็บอกว่ามมีแค่นั้น
คนเจริญอาริยะจะมีพฤติกรรมการงานอยู่ในสังคมนี่แหละ แต่ไปเข้าใจผิดว่าอาริยบุคคลต้องออกป่าเขาถ้ำ อย่างในอัมพัฏฐสูตรที่มีความเสื่อม 4 ประการ ประเด็นที่เชื่อผิดๆคือ ไปหาอาจารย์ในป่า 1 .ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ 2 .ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า 3 . สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ 4 . สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163 ) ข้อสุดท้ายคือสร้างใหญ่โตหรูหราไปไว้ตั้งดักปชช. แต่ก็ยังหลงว่าอาจารย์ออกป่า
พูดไปนี่มันตรงกับที่พวกเราทำกัน ก็เลยเหมือนยกตนข่มท่าน ก็ขออภัยเพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันเป็นสัจจะเลี่ยงไม่ได้ อาริยบุคคลพระพุทธเจ้าไม่ใช่คนออกป่า แต่อยู่กับเมือง ปฏิบัติลาดลุ่มไปเหมือนฝั่งทะเล ปฏิบัติไปตามฐานานุฐานะจะออกป่าไปเช็คผลได้ก็บางครั้งถ้ามีคุณธรรมพอ ในอุบาลีสูตร ว่า พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธองค์ตรัสว่า... ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว. ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง 7 ศอก หรือ 7 ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น !! (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 99 ) จมก็คือติดป่า ลอยก็คือฟุ้งซ่านไป
อาริยบุคคลของพระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ป่าเป็นหลัก ไม่ต้องออกป่าก็บรรลธรรมในเมืองได้ ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาป่า เพราะในยุคพระพุทธเจ้ายังไม่มีศาสนาพุทธ มีแต่ศาสนาฤาษีออกป่า ท่านต้องปรองดองอย่างมาก ยุคนี้ไม่ใช่ยุคพระพุทธเจ้า
อาริยบุคคลในศาสนาพุทธนั้นเป็นคนปกติในสังคม แต่ยิ่งเป็นคนเข้าสนิทกับสังคม โสดาบันก็เริ่มไม่เอาเปรียบสังคม ขวนขวายทำงาน ไม่หลบลี้หนีหน้า ไม่ติดหลับติดนอนติดหลบเลี่ยงอะไร เริ่มรู้แล้วว่าตนต้องไม่เอาเปรียบสังคม เราต้องกตัญญูสังคม รับใช้สังคม คือจะเริ่มรู้ว่าต้องลดความเห็นแก่ตัว แต่ก่อนเอาแต่จะกอบโกยต่อสังคม โสดาบันจะเข้าใจรู้ว่าโกงไม่ดี เอาเปรียบสังคมไม่ดี เลิกโลกอบายที่กินเงินทองผลาญพร่าเปล่าดายก็จะลดลงมา จะมีเหลือ มันก็ซับซ้อนเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน เราไม่ต้องสูญเสียเปล่าไปกิเลสเราลดได้จริง ไม่ต้องเปลืองผลาญกับอบาย ก็จะยิ่งเจริญมีเหลือ แล้วเราได้มาเพิ่มเราก็เอามาจากสังคม เราลดลงไป มีจิตสันโดษใจพอแล้ว เราผ่านวิตกมกิเลสแล้ว เราจะรู้ฐานต่อมา ปริยุฏฐานกิเลส รู้รอบต่อไป เราจะมองเหมือนอยู่ที่สูง เราจะรู้ชั้นต่อไปที่จะสูงขึ้นไปอีก จะมีปฏิภาณรู้ชั้นแห่งอาริยธรรม เข้าใจทางสูงไปอีก แต่ก่อนตั้งแต่เป็นปุถุชน ทางสูงมีแต่จะต้องมีอำนาจ ลาภยศ ต้องเสพกาม มีศักดิ์ศรีมีอำนาจสูง ไปทิศนั้นนะปุถุชน พอมาเข้าใจแล้วก็เริ่มลดที่จะต้องไปมักใหญ่ ไปเสริมกาม อัตตา โสดาบันก็จะพอรู้แล้ว มีญาณรู้ว่าทวนกระแสโลกีย์เป็นเช่นนี้ ลดกิเลสไปตามลำดับ จนหมดเกลี้ยงไม่คดโค้งนะ ฟังดูเหมือนจะยืดหยุ่น แต่ที่จริงได้แค่นี้ไม่ใช่ยืดหยุ่นให้โลกนะ แต่ที่จริงตนเองยังทำไม่ได้ เอาตนไม่รอดนะ คุณลักษณะธรรมะไม่เหมือนตื้นๆ เพราะผู้จะยืดหยุ่นกับเขาต้องแข็งแรงไม่ตกต่ำไปกับเขานะ คนที่ยืดหยุ่นให้เขาต้องมั่นใจว่าเขาดึงคุณลงไม่ได้นะ นั่นต่างหาก ควรยืดหยุ่นอนุโลม หากคุณยังไม่ได้อย่ายืด จะยับย่นเลย เสร็จเลย
เริ่มเป็นโสดาบันจะสำนึก มีคุณธรรมรู้ว่าเราจะไม่เอามากไปกว่านี้จากสังคม เท่านี้ควรพอ แม้ว่าจะได้ก็ตามควร แต่ก็ไม่ตะกละเอาเปรียบเพิ่มกว่านั้น คือมีความยับยั้งจากการรวยไม่มีlimited ไม่รวยอย่าง maximize profit แม้บางทีว่าโกงนะ เล่เหลี่ยมนะ ถ้ากฎหมายจับไม่ได้ก็เอา โกงไปเลวไปเรื่อยๆ ปุถุชนนะ แต่ถ้าคนมีภูมิธรรมสำนึกได้ โดยเฉพาะ ถึงขีดที่จะตัดเขตว่าเป็นโสดาบัน จะเป็นคนอยู่กับสังคมอย่างมีประโยชน์ไม่ไปทำร้ายสังคมแน่ จึงไม่ใช่อย่างอารยบุคคล คือปุถุชน ที่ดูเขาเจริญทางโลกนะ เขาถือว่าเป็นคนดีที่เจริญอารยะ เป็นมหาอำนาจทางโลก ใช้กลโกลเอาเปรียบไม่ให้เขารู้ทันมีอำนาจรายได้เหนือกว่า แม้จับได้ก็กลบเกลื่อนแก้ตัวไปได้
อารยะที่เจริญแบบนี้ที่ในหลวงว่าเราไม่เอาก้าวหน้าแบบนั้น มันเป็นการถอยหลังอย่าน่ากลัว นี่คือภูมิธรรมของในหลวง แต่คนเข้าใจไม่ได้ และอาริยบุคคลของพุทธก็ไม่ใช่ อริยบุคคลที่เขาว่าเป็นผู้วิเศษแต่อยู่ในป่าเขาถ้ำ ไม่มีความรู้โลกวิทู ไม่มีประโยชน์ต่อสังคม คนทั่วไปก็เข้าใจว่าอริยบุคคลคือเช่นนี้ เพราะเช่นนั้นอาตมามาเปิดเผยก็ว่าไม่ใช่ อาริยบุคคลคือคนอยู่ในเมืองไม่อยู่ป่า เป็นคนเปิดเผยไม่ลึกลับ แม้อาตมายืนยันพวกพวกเราไปให้ดูว่าคืออาริยะ แต่คนที่เขาศึกษามากเลยที่บอกว่า อาตมานี่เมานะ มันมายืนยันว่าเป็นอาริยบุคคล แล้วจะให้คนยอมรับว่า อาริยะนี่สูงกว่าอริยะอีก เขาก็ว่าบ้านะ
อาตมาว่ามีคนที่เขาศึกษาซาบซึ้งเข้าใจ ความรู้ที่เขายึดถือกัน เขาก็ว่าอาตมาจะบ้าไปถึงไหน เขาก็มองอย่างนี้ตลอดเวลามา เพราะพวกเรายังไม่มีคุณราศี คุณรังสีเพียงพอจนคนตาบอดเห็นได้ เขาเห็นว่า เราไม่ได้เจริญไปเป็นอารยบุคคลแน่ เพราะเราไม่ไปแย่งลาภยศสรรเสริญกับเขาแน่ เขาก็จะตีมุมเดียวมองเราว่าเป็นคนบ้า เพราะไม่เอาอริยะ แล้วไม่ได้อารยะ อีก เขาจะไม่เข้าใจเลยว่า อาริยบุคคลของพระพุทธเจ้าต้องอยู่กับสังคมไม่เอาเปรียบสังคม แล้วมี พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ตอนนี้แม้ธรรมกายก็ว่าเขาทำนี่เป็น พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) อาตมาว่าเขาฉลาดฉิบหายมากเลยนะ อย่าเอาอาการปีติน้ำตาไหลมาบอกว่านี่คือสิ่งดีนะ คนโกงคนได้สำเร็จก็น้ำตาไหลปีติปลื้มได้เหมือนกันนะ
โสดาบันก็มี พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) แต่ก่อนเราไม่ได้ช่วยให้สังคมเป็นสุขเลย เราก็เป็นตัวแย่งตัวหนึ่งในสังคมเลย แต่พอรู้ว่าเราเองก็เป็นตัวทำให้สังคมวุ่นวายเราไม่ได้รับใช้สังคมเลย แต่โสดาบันเริ่มรู้เริ่มเข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่เข้าใจอย่างธรรมกาย อาตมาให้ศึกษาดูนะไม่ใช่
โสดาบันคือ 1 .ผู้พ้นสังโยชน์ 3 ข้อ 2 .มีศีล 5 3 .ไม่มีอบายมุข ยุคนี้อบายมุขมากกว่าสมัยพระพุทธเจ้า อบายมุขมาในคอมพิวเตอร์ ไอแพด โทรศัพท์มือถือ คนที่อยากจะปฏิบัติตนก็เลิกใช้พวกนี้ ถ้าไม่มีภูมิธรรมพอ อย่างเด็กพวกเรานี่ไม่ให้ใช้โดยพลการนะ จะใช้ต้องเป็นการศึกษามีการควบคุม อื่นๆอีกเยอะ แม้แต่กิจการทางสังคมก็เป็นอบายมุข ตั้งแต่กิจการบันเทิง กีฬา การค้าขาย ราชการ อะไรต่างๆ ก็หยาบคายเป็นอบายมุขกว่าสมัยพระพุทธเจ้ามากกมาก
โสดาบันคือ 1 .ผู้พ้นสังโยชน์ 3 ข้อ 2 .มีศีล 5 3 .ไม่มีอบายมุข ส่วนอีกหลักคือ ไม่กินเนื้อสัตว์อันนี้อาตมากำหนดมาแต่ก็สอดคล้องกับพระพุทธเจ้า แล้วโสดาบันจะพ้นมิจฉาชีพ 2 ในมิจฉาชีพ 5 คือพ้น กุหนา ลปนา ที่เป็นทุจริตกรรม โสดาบันเป็นต้นไปจะพ้นมิจฉาชีพ โดยเฉพาะสองข้อ ข้อ 1 คือฆ่า ข้อ 2 คือไม่ทุจริตเอาของใคร ข้อ 3 คือเรื่องราคะ ข้อ 4 ก็ไม่พูดปดโกหก แต่โสดาบันจะไม่มีทุจริตภายนอกจริงๆสำหรับโสดาบัน ภายนอกคือองค์ประชุมสุจริตจริง แล้วไม่มีทุจริตวาจา พ้นอกุศลกรรมทางวาจา มีศีล 5 หมดอบายมุข ที่ต่ำๆ
แม้ข้างนอกไม่ประพฤติ แต่จิตต้องไม่ยินดีจริงๆ ต้องเอาที่จิตเป็นตัวตัดสิน ถ้าได้แต่ข้างนอก ก็ไม่บรรลุ แต่โสดาบันจะไม่ยินดี และก็แถมปากจัด ตำหนิข่มเขาแรงๆด้วย ทีตัวเองแต่ก่อนเคยเลอะเปื้อนมาด้วย ก็ให้เบาหน่อย แล้วจะอยู่ในฐาน เนมิตกตา หมายความว่า เครื่องหมาย คำว่านิมิตคือเครื่องหมาย คือเรามีเครื่องหมายในการออกจากกามออกจากพยาบาท กำหนดหมายเอาตามสมควรของเราไม่ใช่ว่าล้างหมดเลยทันที เช่นเรื่องเพศเราก็เอาแค่ผัวเดียวเมียเดียว เรื่องกามคุณแต่ก่อนจัดจ้านยิ่งสวยยิ่งอร่อยก็พอตัดเขตขีดให้ตนได้ เรื่องเงินทองก็แต่ก่อนตะกละให้ได้มากแต่เดี๋ยวนี้เอาแค่นี้ก็พอ ไม่มักมาก พยายามมักน้อย เช่นแต่ก่อนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่ตอนนี้กำหนดมื้อให้กินเท่านี้นะ อันไหนแพงไปเกินไปก็งด ให้เหมาะกับตนเอง เป็นคนมีเนมิตกตา แล้วปฏิบัติเหมือนคนเสี่ยงโชค คือมันยังไม่แน่ แต่มีกรอบให้ตนปฏิบัติเริ่มต้นที่ศีล 5 เป็นต้น ความหมายศีล 5 มีขนาดไหนก็ตามพระพุทธเจ้ากำหนด
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น -เราจะรู้ได้อย่างไรว่า กิเลสเรามันลด ดิฉันไม่แน่ใจ ยกตัวอย่าง กิเลสเราลดได้จริงบางเบาได้จริงหรือหมดรสชาติไปตามวัยที่เราอายุมากขึ้น แต่ก่อนเขาถามว่าแต่ก่อนสนุกไปกับการเป่ายาง แต่โตมาก็หมดรสไป แต่ก่อนชอบดูหนังมาก ดูยันสว่าง แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่ามันหยุดไปตามวัยที่แก่ลงหรือว่าเพราะกิเลสลดได้จริง มันไม่โหยหาไปตามเดิม ตอบ....คนอายุมากขึ้นเหตุปัจจัย แม้คนก็มีฮอร์โมน เหตุต่างๆพอหมดเวลาก็หมดไป เป็นเหตุทางวัตถุธาตุ ก็ทำให้ลดจริงด้วย มีจริง ที่ถามมานี่ก็ดี เอาเช่นนี้ เราแยกไม่ได้จริงๆว่ามันลดเพราะวัยด้วย อย่างน้อยก็ 3 ประเด็น ค่านิยมของโลกตามวัย ตอนวัยรุ่น วัยกลางคน วัยอายุยาวเขาก็จะมุ่งกันไปตามแต่ละอย่างไป หรือสอง ตามธาตุวัตถุสรีระก็ด้วย และ 3 .มันลดเพราะเราลดกิเลสได้จริงๆ
แม้จะลดด้วยวัย ตามยุคสมัยก็เอามาวัดไม่ได้ หรือตามวัตถุธาตุก็วัดไม่ได้ก็ช่างมัน แต่เรามาอ่านกิเลสให้ชัด คือ กิเลสนี่เมื่อได้สมใจเมื่อไหร่เกิดรสเมื่อนั้น เราก็จำไว้ แต่พอปฏิบัติไปแล้วมันลด พระพุทธเจ้าว่าจริงๆนั้นมันอนิจจังทั้งนั้น แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้หมายถึงแค่นั้น ไม่ได้หมายถึงแค่จิตเกิดดับทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ให้รู้ว่าจิตมีติดยึดเป็นรสโลกีย์ จะดีใจเพราะได้วัตถุลาภ ยศ สรรเสริญ กาม อัตตาก็ตาม มันเป็นกิเลสเกิดอัสสาทะ อร่อย ต้องอ่านให้ได้ว่ามันไม่ใช่รสของธรรมชาติ รสแตงโมหวาน กับเราชอบรสหวานอย่างนี้ แต่ละคนไม่เหมือนกันนะ บางคนว่าไม่ได้เรื่อง บางคนก็ว่าดี ไม่เหมือนกัน นั่นแหละคืออุปาทานของแต่ละคน ...(มิตรดีสหายดีคือทั้งหมดทั้งสิ้นพรหมจรรย์) ต้องอ่านลักษณะว่าชอบหรือชังมันก็หลวมๆ แต่ต้องอ่านเข้าไปอีกว่าอันนี้เช่น หวานอร่อยกรอบเหมือนกันมันรสธรรมชาติ แต่ฉันชอบ แต่บางคนไม่ชอบ นั่นแหละก็อ่านความไม่ชอบของตนเอง ก็กินแตงโมอย่างเดียวกัน แต่ก็อัสสาทะต่างกัน ต้องล้างจนกว่าอุปาทานจะหาย สัมผัสอีกอุปาทานก็หายไป นี่คือตัวจริงที่ไม่ขึ้นกับวัยกับสรีระ ต้องเอาปัจจุบันที่เราได้ผ่านในกาละปัจจุบันนี้
-คุณหินแสงถามว่า ปริญญา 3 คือญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา คืออย่างไร? ตอบ.... ญาตปริญญา คือสิ่งที่เราต้องกำหนดรู้ให้ครบสมบูรณ์ รู้อะไรต้องรู้ให้จริงให้พ้นวิจิกิจฉา ว่าอันนี้คือกาย อันนี้คือเวทนา มันมีสุขทุกข์เฉยๆ ในเวทนา 108 ให้รู้ แล้วกำหนดรู้จากทั้งที่เราได้รู้ปริยัติแล้วได้สัมผัสของจริง ตามที่เราได้รู้มาจากปริยัติ แล้วได้สัมผัสจริง ในกาย เวทนา จิต ธรรม ว่าอันนี้คืออันนี้ แล้วเข้าไปหา ตีรณปริญญาคือรู้องค์รวมแล้วแยกแยะว่ามีอะไรปน ในสังขารเรา อันแรกแยกได้แค่กาย อันนี้คือจิต แต่มาตัรณปริญญาก็แยกแยะถึงรูป 28 มันเป็นบางอย่างก็มีทั้งในและนอก หรือบางอย่างก็มีแต่ภายในอย่างเดียว ตอนนี้เข้ามาหาภายใน ที่เกิดจากสัมผัสนอก แล้วเราก็ปฏิบัติจนถึงอากาสาฯ แล้วออกไปเป็นวิญญัติรูป
เรากระจายกาย กระจายเวทนาเป็น 108 แจกจิตเป็นเจโตปริยญาณ 16 ส่วนธรรมะนี้แยกแยะ โลกียะ โลกุตระ กุศล อกุศล โลกีย์ตระกูลนั้นตระกูลนี้ โลกุตระขั้นไหนๆ แยกแยะได้หลายหลายมากมาย ปหานปริญญาก็คือรู้จักว่าเราลดลง กำจัดมันไม่ให้มันมีได้ในที่สุด ได้ปหาน การปหานได้ทั้งปหาน 5 แบบ
-เป็นโสดาบันต้องมีญาณ 7 ไหม? ตอบ...ต้องมีสิ โสดาบัน ศีล 5 เป็นเกณฑ์ส่วนสกิทาฯมีศีล 8 เป็นเกณฑ์ คุณจะเหลื่อมบ้างก็ได้แต่ต้องเหลื่อมสูงขึ้นไม่ใช่ลดลง แต่อย่าเกินตัวให้สูงขึ้น แต่ไม่ต้องเหลื่อมก็พอดีๆ สรุปแล้วต้องอยู่ในเกณฑ์ศีล 5 ศีลข้อ 1 ให้เรียนรู้โทสมูล ศีลข้อที่ 2 ให้ลดโลภะ ศีลข้อที่ 3 ให้ลดราคะ ศีลข้อที่ 4 ให้ลดทุจริต ศีลข้อที่ 5 ให้ลดการเสพติด
ศีลข้อ 1 คุณมีความแรงร้ายในโทสะถึงต้องฆ่าสัตว์มันตื้นที่สุด คุณก็อย่าฆ่าจริงๆตีกรอบแค่นี้ แต่อาตมาพาทำไม่กินเนื้อสัตว์นี่เป็นของแถม เพราะชาวพุทธรู้ทั้งนั้นแหละการไม่ฆ่าสัตว์มันชินชาแล้วไม่เกิดเมตตาไม่สังวร แต่พอว่าไม่กินเนื้อสัตว์นี้ต้องสังวร ก็เลยแถมให้ พวกเราจะรู้จิตตนจะสังวร ค ศีลข้อ 2 ลดโลภะ ก็อย่าไปเอาของที่ไม่ใช่ของตน ส่วนที่กฎหมายว่าไปก็ว่าตามกฎหมายไปก่อน หลักเกณฑ์สังคมมันฉ้อฉลมาก อย่างเงินเดือนปชช.มีเท่าเดิมตลอดกาล แต่ขรก.นี่เงินเดือนขึ้นเอาๆ
ศีลข้อ 3 เราก็กำหนดผัวเดียวเมียเดียว ส่วนกามคุณอื่นก็เอาที่ไม่จัด ลดความจัดลง ศีลข้อ 4 ไม่พูดปด เราก็เว้น ส่อเสียดเพ้อเจ้อหยาบไปก่อน แต่ไม่ปดให้ได้ ศีลข้อ 5 เราต้องหยุดอบาย เว้นขาดก่อนไม่รับ ไม่เสพ
ส่วนศีล 8 ก็เพิ่มข้อ วิกาลโภชนา แล้วมาลด มาลาคันธวิเลปนธารณวิภูสนฐานา ก็ลดลง หรือมีพรหมจริยาฯ ก็ลดลง อุจจาสยนมหาสยนา ก็ไม่ต้องเอาใหญ่โตหรูหรา ไม่ต้องพูดกับธรรมกายเลยเขาไม่เข้าใจศีลข้อนี้หรอก
อาตมาก็รู้สึกว่าไม่เสียเปล่า คำว่า กาย คำว่า บุญ นี้สำคัญจริงๆ อาตมาว่า เพราะคำสองคำนี้ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมจนทุกวันนี้ ยิ่งอาตมาได้อ่านพระไตรฯที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า กายคือ จิต มโน วิญญาณ เมืองนอกนี่เขาใช้คำว่า Body หมายถึงกาย มันหมายถึงภายนอกเท่านั้น แต่พระพุทธเจ้าว่า กายคือจิต มโน วิญญาณ คือมีแต่ภายนอก แต่ถ้าใครเข้าใจว่า กายคือใจเท่านั้นไม่มีข้างนอกก็ตีลังกาหัวทิ่มเหมือนกัน สรุปว่า กายคือทั้งข้างนอกและข้างในตลอดเวลา คุณเป็นปุถุชนก็ไม่รู้ว่ากายคืออย่างไร แยกไม่ออก พอมาเป็นโสดาบันก็จับแยก องค์ประชุมออก ในระดับโสดาบันกิเลสในอบายภูมิก็แยกแยะจัดการได้ แล้วมาเป็นสกิทาฯก็ไม่ทิ้งภายนอก แต่ต้องปฏิบัติภายในต่อ แต่ไม่ทิ้งภายนอกที่เป็นอบายนะ แต่ก็ทำที่ในจิต จนหมดกิเลสภายนอกก็ยังอยู่กับภายนอกแต่ก็ทำกิเลสภายในให้สูญ จนกว่าจะหมดกิเลสภายในจิตเลย ทำสัตว์ในจิตให้ตายไปหมดสมบูรณ์แบบ กายก็คือจิตสะอาดกับโลกสกปรก ไม่ได้แยกจากภายนอกเลย แม้บรรลุแล้ว ผู้ที่ไม่เข้าใจกาย อาตมากล้าพูดว่าเลย ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้แม้แต่ไทยเราที่ว่าเหนือกว่าประเทศอื่น ปฏิบัติวิญญาณฐีติไม่เป็น อย่าหวังเลยว่าจะพ้นสังโยชน์ได้ เพราะวิญญาณฐีติหรือสัตตาวาส 9 ถ้าไม่รู้จักกายจะปฏิบัติได้อย่างไร ว่ากายต่างกัน สัญญาต่างกัน เป็นอย่างไร แล้วสังโยชน์ทั้งหลายจะดับความเป็นสัตว์โอปปาติกะไม่ได้หรอก อาตมาว่าไม่ได้ดูถูกแต่อาตมาพูดความจริง น่าสงสาร ฝ่ายพระป่าก็ไม่รู้กายที่มีองค์รวมกับภายนอก ส่วนพระบ้านก็ไม่รู้กายที่เนื่องกับจิตเลยมีแต่หลงภายนอก เขาไม่ได้ศึกษาจิต แล้วเขาก็ยอมรับว่าพระป่าเขาศึกษาจิต พระบ้านศึกษาแต่ภายนอก แต่พระป่าก็ไม่รู้นอกและในที่เนื่องกันเป็นกาย แต่พระบ้านเขาควบคุมอำนาจ
-เราจะพ้นอบายมุขข้อขี้เกียจได้อย่างไร? ตอบ ...คือมันไม่ค่อยอยากทำงาน ก็เอาที่ว่าเราก็ขวนขวาย แล้วทำงานนี่มันฝืนไหม? ถ้าฝืนก็คือเรายังขี้เกียจ แต่ถ้าเราก็ทำงานพอสมควร ไม่เลี่ยงไม่เล่น ไม่หลบไม่หลับ หากขี้เกียจก็เลี่ยง หรือเอาเวลาไปเล่น หลบหลับ นี่ขี้เกียจหมด แต่เราก็ไม่ได้เลี่ยงไม่หลบไม่หลับไม่เล่นก็คือเราไม่ขี้เกียจระดับหนึ่ง แต่เมื่อเราละเอียดขึ้น เราก็จะตรวจว่า อันนี้ควรทำ เวลาก็มี ควรทำ มีแรงทำ สิ่งทีควรทำแต่เราไม่ทำ นี่เราขี้เกียจนะ สูงกว่านั้นเราไม่มีแล้วตัวนี้ ก็ตัวขวนขวาย เราขวนขวายไหม? หากไม่ขวนขวายคือเราขี้เกียจ
แถมนิดนึงว่า บิดขี้เกียจ ถ้าผู้ใดร่างเนื้อกล้ามเนื้อไม่ต้องไปแก้ไขแล้วแต่บิดนี่คือบิดขี้เกียจจริงๆ มันรู้สึกว่าสบายดีอร่อย แต่อย่างอาตมานี่ไม่เคยบิดขี้เกียจ แต่ก่อนเรารู้สึกว่าบิดแล้วอร่อยบ้าง แต่เดี๋ยวนี้เราต้องตั้งใจทำนะ ทำแล้วมันก็ไม่มีอะไร คือร่างกายอาตมาไม่ต้องคลีคลายอะไร อาตมาโยคะบ่อย และอีกอย่างที่บิดขี้เกียจที่เขาทำก็เพื่อบำเรออารมณ์ แต่ก่อนอาตมาเคยทำบ้างแต่ตอนนี้ไม่ได้ทำเลยบิดขี้เกียจ