580330_สรรค่าสร้างคน(วนบ.) บ้านราชฯ พุทธแท้มีอยู่ที่ไหน.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข4 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580330_สรรค่าสร้างคน(วนบ.) บ้านราชฯ พุทธแท้มีอยู่ที่ไหน

_ พ่อครูไอตั้งแต่สวดมนต์เสร็จเลย ...เป็นเรื่องความบกพร่องของสรีระ วันนี้วันจันทร์ที่ 30 มี.ค. 2558 ขึ้น 11 ค่ำเดือนห้า( 5 )ปีมะแม รายการธรรมาธรรมะสงคราม สรรค่าสร้างคนจากบ้านราชฯ

พ่อครูว่า… อาตมาออกจากทางโลกมาทำงานศาสนามาตั้งแต่อายุ 36 ปี อาตมาทำงานมาตลอด จนถึงบัดนี้ 45 ปี ที่มาทำงานด้านนี้ ก็รู้สึกว่า อาตมาคุ้ม ที่ชีวิตเราได้มาทำงานเพื่อมวลมนุษยชาติ เพื่อประโยชน์ อาตมาก็ยังมั่นคง จนถึงปัจจุบันว่า การทำงานอะไรก็ไม่ดีเท่ากับการทำงานเพื่อสร้างคน เพื่อทำให้คนเจริญ แล้วการจะเจริญนั้นอาตมาก็มีสูตรมีหลักของพระพุทธเจ้า อาตมาก็มั่นใจว่าเป็นสูตรหลักที่ต้องสัมมาทิฏฐิ และอาตมาก็มั่นใจว่า อาตมาสัมมาทิฏฐิ เพราะเมื่อตรวจสอบตามพระไตรปิฎกแล้ว ฉบับสยามรัฐ อาตมาก็ไม่ใช่นักอ่านอะไร แต่หลังๆนี่มาอ่านเยอะ เพราะต้องติดตามคำความในนั้น ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นว่า ศาสนาพุทธนี้เป็นศาสนาแท้ ศาสนาจริง มีคนเขาตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องจากมติชน พ่อครูเอาไว้ประกอบรายการ

สยามประเทศ สุจิตต์ วงษ์เทศ : พุทธแท้ มีที่ไหน? ใครรู้บ้าง?

พุทธแท้ มีแต่ในพระไตรปิฎก" เป็นข้อความที่ผู้มีประสบการณ์รู้ธรรมพูดจาว่าขานสัพยอกยั่วเย้ากันมานานมาก น่าจะก่อนผมเกิด ต่อมาอีกนานจะมีคำอธิบายเพิ่มเติมว่าไม่เคยพบหลักฐานว่าพุทธแท้สมัยพุทธกาล มีอย่างไร? คนยุคนั้นปฏิบัติตนต่อพุทธแท้แบบไหน? แม้สมัยพระเจ้าอโศก ก็ไม่เคยพบหลักฐานเรื่องพุทธแท้หรือไม่แท้ เพราะสิ่งที่พบล้วนเป็นวัตถุที่อ้างว่าเนื้องในพุทธศาสนา เช่นธรรมจักร,สถูปเจดีย์ ฯลฯ ในสยามประเทศ แรกรับพุทธศาสนายุคทวารวดี ราวหลัง พศ.1000 ที่เมืองอู่ทอง(อ.อู่ทอง จ.สุพรรษบุรี) ก็ไม่เคยพบหลักฐานพุทธแท้มีลักษณะอย่างไร? (โสณเ

อ่านต่อ

ถระและอุตตรเถระมาเผยแผ่พุทธศาสนาในสุวรรณภูมิยุคอโศก มีในตำนานมหาวงศ์ พงศาวดารลังกา ไม่มีในจารึกอโศก) เมื่ออยู่ไทย ก็เรียกศาสนาไทย พุทธแท้ สมมุติว่ามีจริง (แต่ไม่มีใครเคยเห็นด้วยตนเอง) ก็เริ่มไม่แท้เสียแล้วตั้งแต่แรก ประดิษฐานที่สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ เพราะถูก "ผีแท้" ของพื้นเมือง ตกแต่งดัดแปลง "พุทธแท้จากอินเดีย-ลังกา" ให้เป็นศาสนาพื้นเมืองทุกหนทุกแห่ง ในไทยเรียกศาสนาไทย มีคำอธิบายของ อ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ นานมาแล้ว ผมจำได้คร่าวๆ ว่า ศาสนาไทย มีศาสนาผีเป็นฐานรากอันแข็งแกร่ง แล้วรับเอาสิ่งละอันพันละน้อยของศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธ โดยเลือกเอาส่วนที่ไม่ขัดกับหลักผี เข้ามาประดับศาสนาผี เพื่อให้ดูดี ทันสมัย มีสง่าราศี น่าเลื่อมใสศรัทธาขึ้นเท่านั้น ศาสนาผีรักษากฏเกณฑ์ทาง สังคม แต่พราหมณ์, พุทธ รักษากฏเกณฑ์ทางจิตวิญญาณของ บุคคล พุทธแท้ ไม่มีอยู่จริง ที่เล่ามานี้เพื่อสนับสนุนวิจักขณ์ พานิช มีเสวนาที่มติชนอคาเดมี (เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2558) ว่า หากจะพูดถึงความเป็นพุทธในสังคมไทยว่าพุทธแบบไหน เป็นพุทธแท้หรือพุทธเทียม จึงไม่มีประโยชน์ เพราะพุทธศาสนาถูกตีควาามต่างกันไปตามแต่ละบริบททางประวัติศาสตร์"

ถึงที่สุดแล้วพุทธแท้นั้นไม่มีอยู่จริง พุทธที่จะอยู่รอดต้องเคารพคุณค่าสากลและส่งเสริมเสรีภาพ ซึ่งก็คือพุทธที่อ่อนน้อมถ่อมตัว พุทธที่คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง ไม่ใช้ศีลธรรมสุดโต่ง และกล้าถกเถียงในประเด็นสาธารณะอย่างมีเหตุมีผล" วิจักขณ์ย้ำว่าเมื่อเอาศาสนาผูกโยงกับรัฐ เท่ากับเอาพื้นที่ของศาสนา (รูปธรรม) ซึ่งเป็นคุณค่าที่เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัว (นามธรรม) มาใช้ในพื้นที่สาธารณะ ท้ายที่สุดจะเป็นการทำร้ายตัวศาสนาเอง เพราะเมื่อศาสนาถูกทำให้เป็นสถาบันสำคัญของรัฐชาติเสียแล้ว ศาสนาก็จะคับแคบในการตีความ และในที่สุดนำไปสู่สังคมที่ไม่ส่งเสริมเสรีภาพ ควรเอาอำนาจรัฐออกจากศาสนา อันจะนำสู่สังคมที่ส่งเสริมเพิ่มพูนเสรีภาพ และสอดคล้องกับคุณค่าสากลในระบอบประชาธิปไตย" (มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2558 หน้า 6)

พ่อครูว่า … ใครอยากเชื่ออะไรก็เชื่อไปเถอะ แต่อย่ายกความเชื่อของตัวเองไปเบียดเบียนคนอื่น แล้วอวดว่าเป็นพุทธแท้ อาตมาว่า ศาสนาควรผูกโยงกับรัฐ นอกจากศาสนานั้นไม่ดี ไม่คู่ควร หรือ ถ้าทางรัฐนั้นไม่ดี เป็นคนชั่ว ก็ไม่ควรมาเกี่ยวด้วย แต่ว่าประโยคสุดท้าย เขากลับว่า ถ้าตัดศาสนาออกจากรัฐนั้น จะทำเกิดเสรีภาพและสอดคล้องกับป ระชาธิปไตย ซึ่งมันดูย้อนแย้งกันเลย ใครฟังเผินๆก็จะไม่แม่นเป้า ขออภัยที่อาตมาวิจารณ์ ตามความจริงใจ ที่พยายามทำดีนะ ที่พยายามเขียนบทความ ก็ขอบคุณเขานะ แต่ประโยคสุดท้าย อาตมาก็ว่า เราเองก็ว่า ตนเองเป็นพุทธแท้นะ เขาบอกว่า พุทธแท้ไม่มีจริง อาตมาก็เช ื่ อว่าเขาเห็นว่าไม่มีจริงๆ เมื่อเราเองมาว่าเราเป็นพุทธแท้ ก็ยิ่งตอกเข้าไปๆ เห็นใจนะ นี่มาเบียดเบียนน้ำใจกันนะ พูดอยู่ได้ ก็บอกแล้วนะว่าพุทธแท้ไม่มีอยู่จริง พุทธแท้ มีแต่ในพระไตรปิฎก" เป็นข้อความที่ผู้มีประสบการณ์รู้ธรรมพูดจาว่าขานสัพยอกยั่วเย้ากันมานานมาก น่าจะก่อนผมเกิด ก็เห็นใจเขานะ ก็ขออภัยเขาที่ต้องยืนยันว่า เราเป็นพุทธแท้ แล้วพุทธแท้มีที่ไหน ก็ในพระไตรปิฎกที่ยืนยันหลักฐานได้ว่า สาวกปฏิบัติตามกันมาได้ผลแล้วก็นำมาบันทึกไว้ มีฉบับนี้ฉบับเดียว อาตมาก็อบอุ่นแล้ว เมื่อศึกษาปฏิบัติตามก็ว่าได้มรรคผลตามที่พระพุทธเจ้าว่าไว้ เมื่อได้ก็มาประกาศมายืนยันว่ามีว่าเป็น อาตมาก็เข้าใจเขาว่าเขาคงได้ยินกระแสสัจจะ เป็นกระแสที่แพร่ไปในสังคม เป็นคำประกาศสื่อไปในสังคม เขาก็คงได้รับฟัง ก็คงสะดุด หรือมีใครยืนยันว่าเป็นพุทธแท้ เขาจึงบอกว่า ใครอยากเชื่ออะไรก็เชื่อไปเถอะ แต่อย่ายกความเชื่อของตัวเองไปเบียดเบียนคนอื่น อาตมาจะทำอย่างไรหนอ ที่อาตมาจะต้องไม่แสดงว่าอาตมาเป็นพุทธแท้ อาตมาทำไม่ได้ อาตมาจะแสดงความเป็นพุทธไม่แท้ไม่ได้ อาตมาก็ต้องแสดงพุทธแท้ จะมาห้ามไม่ให้อาตมาอวดไม่แสดง ก็ใจดำไป ใจร้ายไปไหม อาตมาว่า ไม่รู้นะ ท่านจะหมายว่าเขียนถึงใคร อาตมาอ่านจบก็เชื่อว่าท่านไม่เชื่อว่าพุทธแท้ไม่มี ถือว่าเป็นคำกล่าวเย้ากันเท่านั้นว่า พุทธแท้มีแต่ในพระไตรปิฎก ก็ขออภัยท่านหน่อย ขอให้อาตมามีพื้นที่แสดงคุณค่าที่เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัว เป็นศาสนา ขอให้มีพื้นที่แสดงส่วนตัวนี้บ้างเถอะ แล้วก็ขอแสดงในพื้นที่สาธารณะบ้างเถอะ อาตมาก็มั่นใจว่า จะไม่ทำลายตัวศาสนาเอง เพราะ อาตมามั่นใจว่า ตัวศาสนาอยู่ที่ไหน ตัวศาสนาจริงนั้นอยู่ที่จิตวิญญาณมนุษย์ผู้บรรลุโลกุตรธรรม ถ้าเป็นของพระพุทธเจ้า ใจเป็นประธาน มโนเสฏฐา มโนมยา ใจนี่ทำให้เกิดสำเร็จขึ้นได้ในวงการสาธารณะ คนที่บรรลุได้แล้ว ของพุทธไม่ไปเสพผลที่บรรลุส่วนตัวที่คับแคบ ที่ลับ หรือที่ส่วนตัวเท่านั้น ที่ไม่มีใครรับรู้ด้วย ของพุทธนั้นย ิ่ งได้ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อมวลมหาชน ที่พระพุทธเจ้าท่านบรรลือสีหนาท ตั้งแต่ได้อรหันต์ 60 องค์แรกว่าให้ไป พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) อรหันต์ 60 องค์แรกเป็นต้นตอของการเผยแพร่ศาสนาพุทธต่อสาธารณะ แล้วเนื้อแท้ของพุทธอยู่ที่ไหน ก็อยู่ในตัวคน บรรลุคือ จิตวิญญาณตัดกิเลสลดกิเลสได้จริง แล้วจิตวิญญาณเป็นประธานในการเกิดพฤติกรรม กาย วาจา ใจ แล้วให้เกิดพฤติกรรมสังคม ถ่ายทอดเผยแพร่ออกไป ตนเองไม่ละเมิดส ิ่ งบาป ทำแต่ส ิ่ งดีงามกุศล แล้วเผยแพร่สัจธรรมให้แต่ละคนได้รับรู้แล้วเรียน ทำตามแล้วเกิดผล คนก็ได้ผลตาม มีพฤติกรรมอาริยะ เช่น โสดาบัน บริสุทธิ์ศีล 5 ก็มีพฤติกรรม ไม่ทำร้ายใคร ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาของใครที่ไม่ใช่ของตน มีกาม มีเพศก็ผัวเดียวเมียเดียว ไม่พูดปดโกหก แต่ก่อนเคยบำเรอตนสุขในอบายมุข ก็มีความรู้อบายคืออะไรแล้วเลิกได้ แนะนำคนให้เลิกตาม ยิ่งอรหันต์ศีลสูงขึ้นไปอีก ศีล 10 ก็ไม่ใช้เงินใช้ทอง อรหันต์ก็สูงกว่าศีล 10 ก็ปฏิบัติไปตามลำดับ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเลย เป็นธรรมะที่สามารถกล้าถกเถียงในประเด็นสาธารณะอย่างมีเหตุผล อย่างอาตมากล้าถกเถียงในประเด็นสาธารณะ และมั่นใจว่ามีเหตุผล ตรงไหนไม่เข้าใจก็ถกกันได้ เท่าที่อาตมาอ่านบทความอันนี้แล้วก็ทำให้ต้องแสดงความคิดที่จะต้องทำ อาตมาคิดอย่างไรก็ทำเช่นนั้น แล้วก็มาสื่อออกไป ที่จะนำมาก็เอามาจากพระไตรปิฎก มีเนื้อแท้โลกุตระครบพร้อม เมื่อนำไปปฏิบัติก ็ ได้ผล เป็นอาริยบุคคลตามลำดับ ซึ่งในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี้มีส่วนที่ใช้ได้อยู่เกือบทั้งหมด มีส่วนที่บกพร่องบ้างก็เล็กน้อย คนที่มีอัตตามาก เมื่อจับกระแสโลก ค่านิยมในสังคม ที่มันกระจายไปให้คนรับรู้รับทราบ พอได้ทราบสัจจะกระแสธรรมชาตินี้ ก็จะรับรู้ได้ ไม่ใช่คนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น ก็จะรับรู้กระแสสังคมตามธรรมชาติ คนได้รับสัจจะกระแสพวกนี้ แล้วเป็นผู้มีอัตตาก็จะเดือดเนื้อร้อนใจ ผู้มีสื่อแสดงได้ก็สื่อแสดงออกมา เมื่อเห็นควรแสดงหรือทนไม่ได้ เมื่อถูกกระทบสัจจะกระแส ว่าตนต้องแสดงออกไป ผู้มีอัตตามานะเมื่อถูกกระทบก็แสดงออก ยิ่งทนไม่ได้ก็จะแสดงออก จะเป็นกระแสที่ว่า ถ้าผู้ได้ได้รับสัจจะกระแสแล้ว มันตรงกับของตน เช่น ชาวอโศกออกไป คนที่ตรงกับกระแสตนก็จะรับได้ แต่ถ้าไม่ตรงก็รับไม่ได้ เพราะผู้ที่ตรงรับมากเข้าๆก็จะซาบซึ้ง ก็จะเห็นตามรู้ตามปฏิบัติตามได้ ถ้าผู้ที่ไม่ตรง ถ้ารับมากเข้าๆ ก็จะดิ้น สุดท้ายก็จะเดือด เพราะไม่ศรัทธา ส่วนผู้ปลงได้ก็จะสงบจะศรัทธา ดีไม่ดีก็สัมพันธ์เข้ามา ส่วนผู้ไม่ตรงทิฏฐิก็จะรับไม่ได้ แล้วอัตตาก็จะแสดงออกจากใจของตนสู่คนภายนอก เพื่อตอบโต้หรือหาพวกที่เชื่อร่วมกันว่า ค้านแย้งกับสัจจะกระแส เป็นธรรมชาติของคนที่เห็นค้านแย้ง มันจะเกิดไปตลอดกาล อาตมาก็ว่าขอพื้นที่อาตมาแสดงบ้าง อาตมาว่า อาตมาภาคภูมิใจที่ได้สรรค่าสร้างคน ให้คนได้เข้าใจ ปฏิบัติได้ จนเลิกละปล่อยวางโลกธรรม สละกามารมณ์ สละอัตตา จนเข้ามาได้ขนาดนี้ ก็ภาคภูมิใจ อาตมาเชื่อว่า ความรู้นี้ไม่ใช่ความรู้ธรรมดา แต่เป็นความรู้ขั้นอุตริมนุสธรรม เพราะธรร ด าปุถุชนก็ล่าโลกธรรม ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน แต่ความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นความรู้ทวนกระแส ปฏิโสตัง ว่าใครยินดีทางนี้ก็มาเอา คนเป็นเวไนยสัตว์สัมผัสก็ยินดีก็มาศึกษา พระพุทธเจ้าว่า ผู้ไม่ได้ฟัง ไม่ได้สดับธรรมะของพระพุทธเจ้า จะไม่มีทางที่จะละหน่ายคลายจากกิเลส ตัณหาได้ ตัวที่จะต้องให้ดับไปจนไม่เกิดในจิตเลย ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิจะไม่เข้าใจอันนี้ อาตมาก็ต้องขออภัยจริง สำหรับผู้ที่ได้ฟังส ิ่ งที่อาตมาแสดง ท่านก็รู้สึกว่า อย่ายกความเชื่อของตนมาเบียดเบียนคนอื่นเลย อาตมาก็ขอแสดงหน่อย ขอยกความเชื่อตนเองมาพูดหน่อย ถ้าไม่อยากฟังก็ปิดหูเสียเลยได้ แล้วที่บอกว่าอย่าอวดตนเป็นพุทธแท้นั้นอาตมาก็ว่า ขอในส ิ่ งที่อาตมาให้ไม่ได้ อาตมาก็จนใจจริงๆ จะให้อาตมาไม่แสดงออกก็ไม่ได้ แสดงออกไม่เป็นพุทธแท้ก็ไม่ได้ ถ้าสิ่งที่อาตมาแสดงออกไปเบียดเบียน แต่อาตมามั่นใจว่าสิ่งที่แสดงเป็นคุณค่า เป็นส่ิงจริงสัจจะแท้ เป็นความดีแท้ อาตมาขออภัยจริงๆ อาตมาไม่มีทางเลี่ยงอื่น อาตมาแนะนำได้อย่างเดียว ถ้ารู้สึกเบียดเบียนจากสิ่งที่อาตมายืนยันพุทธแท้ เห็นอย่างนั้น อาตมาเชื่อเช่นนั้นจริงก็ต้องทำห้ามอาตมาไม่ได้ ขออนุญาตดันทุรังทำ อาตมาก็ไม่มีทาง ก็เลยต้องแนะนำว่าท่านอย่าฟังอาตมาเลย ในกระแสสังคมที่ออกไป ถือว่าเป็นเสียงหมาเห่าก็แล้วกัน อาตมารับว่าอาตมาเป็นหมาเห่าในสังคมก็แล้วกัน อาตมาเห็นใจเข้าใจ นี่พูดด้วยใจจริงนะ อาตมาว่าท่านจะถือตัวมากไปไหม ที่ว่าของคนอื่นไม่แท้ไปหมด ก็ต้องขอโทษ อาตมาก็จำเป็นที่ต้องแสดง ต้องทำงาน เพราะอาตมาตั้งใจอยู่ทำงานไปจนอายุ 151 ปี ถ้าจะอายุยืนเท่าอาตมาก็ตามอาตมาก็ได้ แต่เห็นใจที่รู้สึกว่า อาตมาอวดความเป็นพุทธแท้ จนกระทบแล้วร้อนใจ แสดงออกมา การแสดงออกของอาตมาตลอดมาว่าเป็นพุทธแท้ แล้วอาตมายืนยันไป ถ้าจะไปเบียดเบียนคนอื่นก็ต้องขออภัยจริงๆ อาตมาไม่มีทางเลี่ยงไม่มีทางเลือก ที่จะต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ อาตมามั่นใจว่าไม่ผิด แล้วประสงค์ให้คนอื่นรู้ หากคนอื่นรู้ได้มากๆก็ยิ่งดี เราไม่ไปยัดเยียดนะ แม้สื่อเราก็ไม่โฆษณาไม่หว่านล้อม เพื่อจูงนำให้คนมานิยมเราไม่ทำ โปร ปะ กันด้า( Propaganda) เราไม่ทำ เราสื่อความจริง ทุกบรรยากาศคือ การรายงานความจริง อาตมาขอทำเท่านี้ ตั้งแต่อาตมาทำอะไรมาก็ไม่มีสิ่งสำคัญ เท่ากับสิ่งสุดท้ายนี้ ที่จะนำออกไปทำให้แก่มวลมนุษย์ ตั้งแต่อาตมาตัดสินใจออกจากโลกีย์มาทำงานด้านโลกุตระ ที่มีตามบันทึกในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะที่เป็นอภิธรรมนั้นยืนยันอเทวนิยม เป็นพุทธแท้ๆจริงๆ คนไม่รู้ลึกซึ้งก็ไม่ยอมรับว่าเป็นพุทธวจนะ เขายืนยันกันว่า พุทธแท้ไม่มี ก็เห็นใจเข้าใจ ผู้ปฏิบัติตามไม่ได้ก็ปฏิเสธความรู้นี้ หาว่าไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าพูด ท่านก ็ ไม่พยายามพิสูจน์ว่าพุทธแท้พาบรรลุอย่างไร กิเลสลดเป็นอย่างนี้ อนุปัสสี ตามรู้กิเลสลด อารมณ์สงบจากกิเลส คุณก็รู้ความจริงจึงเชื่อได้ เห็นจริงอันนี้ได้ ขอยืนยันว่า พระไตรปิฎกไม่มีใครกล้าบังอาจมาเขียนมาบันทึกอันนี้ ในความหมาย ความรู้ ภาษาปรมัตถ์ ภาษาโลกุตระไม่มีใครเขียนเองด้วยภูมิตนเองได้หรอก ถ้าไม่ได้จากพระพุทธเจ้า ไม่มีใครเอามาเขียนได้ ขอยืนยัน เพราะฉะนั้นอาตมาเห็นว่าจริง เพราะอาตมาชัดเจนว่าอย่างนี้เป็นโลกุตระ อฐานะของสาธารณปุถุชนที่จะมาเขียน หรือร้อยเรียงเป็นปรัชญาได้อย่างนี้หรอก แม้แต่บัญญัติ มาจำแนกมาอธิบายไว้ได้ ให้คนมาศึกษาตามแล้วได้ของจริง บรรลุได้ ไม่มีหรอกทำไม่ได้ เพราะเป็นอเทวนิยม ถึงปรมัตถ์ละเอียดอย่างนี้ขอยืนยันว่าไม่มีใครทำได้ต้องรับจากพระพุทธเจ้า แม้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าก็จากพระเถระต่างๆ ก็รับรองว่าเป็นของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งทั้งนั้น ซึ่งพระพุทธเจ้าอุบัติมานับไม่ถ้วนบนโลกนี้ ก็สอนตรงกันหมด เป็นความจริงที่บันทึกไว้ในพระไตร ปิฎก ฉบับสยามรัฐ ที่บันทึกได้อย่างลึกซึ้ง เกินกว่าคนไม่ใช่พระพุทธเจ้าจะสาธยายอย่างนี้ไม่ได้ จึงขอแสดงแจกแจงให้ถึงขั้นปรับปวาทะต่อไป เพื่อทำความจริง ความถูกต้องของพุทธแท้ที่อาตมาได้ เท่าที่สามารถ แม้จะได้แค่นี้ก็พอใจ แต่ไม่หยุดทำต่อ ถ้าจะว่าอยากก็อยากได้มากกว่านี้ แต่บังคับไม่ได้ อยากเผยแพร่ให้คนเข้าใจได้ แล้วปฏิบัติได้ ทำโยนิโสมสนิการได้ ตามผัสสะที่มี แล้วพิจารณาหยั่งลงที่เวทนา แล้วเรียนรู้ธรรมะสองให้เป็นเอกแล้วโดยส่วนสอง และเวทนาเป็นที่ประชุมลง ในมูลสูตร 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) . . . .

ในอวิชชาสูตร ต้องมีการคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ก่อน 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ โดยเฉพาะไม่เจอก็ต้องหาให้เจอ ในสัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 10 แล้วทำใจในใจให้เป็น โยนิโสมนสิการให้เป็น ปฏิบัติได้เกิดสุจริต 3 คือต้องมี สัมมาทิฏฐิ 2 คือ ปรโตโฆษะ และโยนิโสมนสิการ 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พ ระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 61 )

มีคนถามว่า... _“ สัมภวะ ” คือแดนเกิด กับ “ หทยรูป ” คืออันเดียวกันหรือเปล่า? พ่อครู ว่า … มันใช้แทนกันได้เลย หทยรูปคือ ที่นั่นแหละที่เกิด ที่ถูกรู้ รู้ตรงไหนที่เป็นอาการ ลิงค นิมิต นั่นแหละคือแดนเกิด คือนามรูปที่เป็นหทยรูป ที่ไม่ได้หมายถึงวัตถุ เป็นตำแหน่งของสัมภวะ หรือแดนเกิดที่จับสภาวะตนได้ มันอยู่ในร่างกายนี้แหละ ในคูหาสยัง อ่านหทยรูปก็อ่าน รูป 28 ต่อไป ในอาหารรูป ชีวิตรูปต่อไป จะบอกว่าเป็นอันเดียวกันไหมก็ไม่ต้องใส่ใจ จับสภาวะให้ได้ก็แล้วกัน เป็นหทยรูปหรือแดนเกิดก็ได้ มนสิการต้องมีสัมภาวะเป็นแดนเกิด ให้ทำตรงหทยรูป มีอาการจิตเป็นนาม ที่ถูกรู้ ตัวถูกรู้คือรูป เป็นองค์ประชุมที่เราจะต้องทำ ทำจนไม่ต้องทำอีก ในมูลสูตรมีครบ 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) ต้องมีการประชุมกัน ระหว่างรูปกับนาม แล้วมีการสัมผัส มีปฏิกิริยาต่อกัน จึงเกิด ผัสสะ แม้เป็นรูปด้วยกันกระทบกัน ก็ไม่เกิดผัสสะ ทำจิตให้ลดละกิเลสได้เป็นฌาน 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) = สอุปาทิเสสนิพพาน อมตะคือผู้ไม่ตาย เพราะกิเลสตายเกลี้ยงแล้ว ถ้ายังไม่ยอมสลายขันธ์ก็อยู่ในโลก ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็อยู่อย่างอมตบุคคล เป็นผู้หมดบุญหมดบาป ปุญญาปาป ปริกขีโณ มีแต่คนทำกุศลถ่ายเดียว ไม่มีโทษต่อสังคมเลย มีแต่ประโยชน์ต่อสังคม จะเกิดอีกกี่ชาติก็ช่างท่าน 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พ ระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 58 )

พ่อครูว่า... ที่อาตมาแสดงออกก็มั่นใจว่า เป็นพุทธแท้ ผู้ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร อาตมาก็ไม่ไปเอาชนะเอาแพ้อะไร แต่อาตมาเชื่อว่าเป็นพุทธแท้ ผู้ฟังอาตมาก็มีสิทธิ์เห็นด้วยหรือไม่ก็ได้ เห็นดีก็เอาไปปฏิบัติ ขออภัยอย่าห้ามอาตมาแสดงออกเลย ไม่รู้จ ะ ทำอย่างไรไม่ให้เบียดเบียนท่าน ถ้าท่านรับฟังอยู่ก็ต้องเบียดเบียนท่าน แล้วอาตมายืนยันพุทธแท้ด้วย เงื่อนไขท่านอาตมารับไม่ไหวนะ สื่อสารยุคปัจจุบัน ใครเปิดฟังก็ได้ฟัง ใครไม่เปิดฟังก็ไม่ได้ฟัง ก็ไม่ได้อาละวาดอะไร ก็ขออภัยถ้าจะผ่านไปถูกหูถูกตาท่านนะ มันก็เป็นเสรีภาพ อาตมาไม่ไปละลาบละล้วงเสรีภาพใคร ที่อาตมานำเสนอก็เป็นเสรีภาพของอาตมา ที่เชื่อว่าไม่ใช่ของเสีย ท่านอาจเข้าใจว่าสุดโต่งบ้าง ท่านเข้าใจว่า เป็นศีลธรรมสุดโต่ง เขาคงเข้าใจว่า เป็นส่ิงไกลมาก แต่ที่อาตมาพาทำนี่พวกเราว่า มีสิ่งที่เกินที่ควรได้อีกไหม? ก็มีอยู่ แล้วที่ทำอยู่นี่ไม่ได้สุดโต่ง เขารู้ว่าเขายังไม่ได้ส่ิงที่ดีกว่านี้อีกมาก แล้วมาตีความว่าสิ่งที่อาตมาพาทำนี่สุดโต่งไม่เหมาะสมนี่ มาดูคนที่อาตมาพาทำแล้ว เขารับได้นี่ เขาก็ยังบอกว่ามีอะไรที่เขายังต้องพากเพียรต่อไปอีกมากเลย คำว่าสุดโต่งนี่มันยังไม่ได้ไกลเกินจริง เกินเอื้อมหรือเฟ้อเพ้อไปก็ไม่ใช่ มันไกลอยู่จริงสำหรับคนไม่ถึง ก็ขอให้เข้าใจว่า คนอื่นเขาทำได้ไม่ไกลเกินจริง แต่คนที่เข้าใจอยู่ก็ไม่ตีทิ้งว่าสุดโต่ง แต่ตนทำไม่ได้เขาก็จะรับได้ เขาก็จะเคารพ ก็ขอยืนยันว่าเป็นไปได้ เป็นสิ่งที่มนุษย์พึงได้พึงมี ยืนยันโดยอาตมากับชาวอโศกนี่ทำได้ยืนยัน เรื่องปรมัตถธรรม เอาพระไตรฯมายืนยันร้อยเรียงเป็นเหตุปัจจัยกันไป เป็นลำดับ ก็ยังมีอีกมากที่ต้องศึกษาให้ถึง แค่ที่เราเผยแพร่ต่อสาธารณชนนี้ยังไม่มากเท่าไหร่ ยังจะมีไกลมีสูงกว่านี้อีก จะเรียกว่าสุดโต่งก็จะมีโต่งกว่านี้อีก เท่าที่แสดงออก็เข้าใจว่าสูง ไกล แต่ก็ยังจะมีอีกขอยืนยัน เรื่องที่ถกเถียงกันในสาธารณะ ไม่ใช่ถกเถียงกันเพื่อเอาชนะแพ้นะ แต่เป็นการถก หรือถกเถียงกัน ไม่ใช่ถกคำต่อคำ ท้วงกันคนละที แต่ก็สามารถแสดงออกได้อย่างอาตมาแสดง คนที่รับฟังกลางๆ ที่แส ว งหาความรู้คงได้รับประโยชน์ ขอสรุปว่า ...คำว่าพุทธแท้ อาตมามั่นใจความเป็นพุทธ มั่นใจว่าพุทธแท้มีอยู่ พุทธแท้เป็นอย่างไร อาตมามั่นใจว่าพุทธแท้เป็นอย่างนี้ เชื่อมั่นก็ขอเผยแพร่ แม้ท่านเห็นว่าไร้สาระก็ขออภัยกรุณาผ่านไป ให้ผู้ที่เขาคิดว่าเขาอยากได้แสวงหาก็มาเอา อาตมาก็พยายามเลี่ยงไม่ให้กระทบท่าน แต่สื่อสารยุคนี้ฟ้าบ่กั้น Globalization สื่อสารไร้พรมแดน มันก็ยากนะ อาตมาจะยังเผยแพร่ความเป็นพุทธแท้นี้ต่อไป มั่นใจว่าไม่ผิด เพราะผิดนั้นมันเป็นบาป เป็นภัย เป็นอกุศล อาตมาพยายามจริงๆ สิ่งที่อาตมาทำแล้ว คนอื่นเห็นว่าเป็นภัย เป็นบาป ก็ขออภัย คำว่าพูดว่า บางอย่างแรงๆ เขาอาจตีความว่าเป็น อุปวาโท พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าให้พูดถึงอุปวาโท หรือคำว่าร้าย แต่คำว่าแรงนั้นท่านไม่ได้ห้าม แรงมีพลังได้มากเท่าไหร่เป็นดี แต่อย่าพูดให้เสียหายเป็นร้าย อาตมาว่าพูดแรงเน้นหนักชัดนี้ดีด้วยซ้ำ แต่ส่วนที่ไปกระทบคือ บางคำเขาอาจถือว่าเป็นคำหยาบ ก็ขออภัย ซึ่งอาตมาก็รู้ว่าบางทีเขาก็ถือว่าเป็นคำหยาบเช่นคำว่า ฉิบหายหรือคำว่ากู อาตมาก็ใช้ในวาระที่เหมาะที่ต้องใช้คำนี้ถึงชัดเจน กระจ่าง มันชัดดี ไม่ได้เจตนาพูดหยาบเพื่อมันหัวใจ ธรรมดาสามัญอาตมาไม่เป็นคนพูดหยาบ ใครคบหาอาตมามา 40 ปีก็จะรู้ว่าอาตมาแสดงในบางเวลาที่จำเป็นนะ อาตมาไม่ได้แก้ตัว แต่ชี้แจง อาตมาเจตนาสื่อว่าสำเนียงอย่างนี้ กาละนี้ ไม่ได้เจตมามอมเมาหรือทำร้าย นี่คือส่ิงที่อาตมาบอกความจริง ใครจะเห็นว่าแก้ตัวหรือไม่จริงก็ห้ามเขาไม่ได้ ก่อนจบขอประกาศ เปลี่ยนแปลงระยะเวลาการรับสมัคร นศ.ปวช.ปวส. ของวิทยาลัยอาชีวศึกษา(ว.สว.)ของราชธานีอโศก ที่แจ้งว่ารับตั้งแต่ 1 มี.ค. 2558 ก็แก้ไขว่า มีตั้งแต่ 1-5 เม.ย. 2558 เริ่มเข้าค่าย 6-12 เม.ย. ให้ผู้ปกครองนำบัตรป ระชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านมาด้วย … ผู้ที่อาตมาเจตนาบริภาษหรือว่าอย่างแรง เพราะเขาทำผิดมากเกิน จึงขอพูดว่าบริภาษเพื่อให้หยุด จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน