580329_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรื่อง ชำแหละผู้ผุดผ่องที่หลอกลวง.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580329_รายการวิถีอาริยธรรม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ชำแหละผู้ผุดผ่องที่หลอกลวง โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ส มณะ ฟ้าไท... วันนี้วันอาทิตย์ ที่ 29 มี.ค. 2558 ขึ้น 10 ค่ำเดือนห้า( 5 )ปีมะแม รายการวิถีอาริยธรรมจากบ้านราชฯ ปีนี้ปีแพะแล้ว วันที่ 5-11 เม.ย. จะมีงานปลุกเสกฯ ที่บ้านราชฯ วันที่ 12 เม.ย. จะมีพิธีรับเข็มพระธรรม สำหรับผู้ได้เข็ม และจะมีการสอบวิชาการ ว.บบบ. วันที่ 10 เม.ย. 2558 และวันที่ 13-15 เม.ย. 25 58 จะมีงานตลาดอาริยะ พ่อครูว่า … วันนี้อาตมาตั้งใจวิเคราะห์สัจธรรม โดยเอาเหตุนิทานที่เกิดในโลกปัจจุบันที่เป็นปรากฏการณ์แท้ๆ เรื่องปัจจุบันหลัดๆ มีหลักฐาน ยังไม่ตายจากกัน และมีพฤติกรรมจริงได้ เรื่องนี้ อาตมาขอยืนยันว่าพูดเพื่อจะชำระความจริงความไม่จริงให้กระจ่างแจ้ง ว่าจริงคืออะไร ไม่จริงคืออะไร เพราะถึงวาระที่ต้องชำระจริง ขืนปล่อยไปแก้ยากเพราะคนที่บิดพลิ้ว ใช้ทุจริต เล่ห์กล ดันทุรังไปทุกวิถีทางหากเขาทำสำเร็จ มันเป็นเรื่องที่เลี่ยง หลบ เบี้ยวบิดผิดเพี้ยนไม่ถูกต้อง มันเป็นเรื่องผิดจริงๆ เขาก็พยายามให้เป็นเรื่องถูกให้ไม่มีความผิดได้ ถ้าปล่อยอันนี้สำเร็จ เขาจะผยอง ย่ามใจ คะนองมาก ว่ายังไง เขาก็ชนะ เรื่องคดีที่เกิดจากวันพระธรรมกาย จากพระธัมมชโย ที่อาตมาว่าปาราชิกแล้ว แต่เขาก็ว่าเขาเป็นพระอยู่ ต่อมาเขาจับได้ไล่ทัน ทางสังคมก็ต้องการให้ออกไปยืนยัน มีคนเดือดร้อนเป็นพัน เงินทองเสียหายเป็นหมื่นล้าน ผู้รักษากฎหมายก็ต้องทำงาน ก็วันที่ 29 ที่เขาจะให้ไปรายงานตัว พอวันที่ 26 เพิ่งผ่านมา 3 วันนี้ นสพ. คมชัดลึกก็ได้นำมา เขียนข่าว ......นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความของพระธัมมชโย กล่าวว่า มีการสั่งจ่ายเช็คบริจาคเข้าบัญชีพระธัมมชโยโดยตรงจริง แต่เจ้าอาวาส ไม่เคยรับเงินหรือจับเช็คเอง เพียงแต่สอบถามว
อ่านต่อ
่า ยอดเงินบริจาคมีจำนวนเท่าใด เช็คที่สั่งจ่าย ในชื่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์หรือผู้ถือทั้ง 15 ฉบับ จึงไม่ต้องมีการเซ็นสลักหลังเช็ค พระมหาบุญชัยจึงเป็นผู้จัดการนำเช็คที่สั่งจ่ายชื่อพระธัมมชโย ไปขึ้นเงินเข้าบัญชีเจ้าอาวาสทุกฉบับ ดังนั้นพระมหาบุญชัยจึงเป็นผู้รู้เรื่องทั้งหมด โดยที่พระธัมมชโยไม่รู้เรื่องเลย ถึงมาพบพนักงานสอบสวนก็ตอบคำถามไม่ได้ เพราะไม่เคยจับเช็ค เพียงแต่ถามยอดบริจาค ทั้งนี้ การรับบริจาค มีทั้งบัญชีของวัด และบัญชีของเจ้าอาวาส แต่ไม่ขอตอบว่า มีการนำเงินแต่ละบัญชีไปใช้อย่างไร และปัจจุบันมียอดเงินเท่าใด
พระมหาบุญชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีวัดพระธรรมกาย พร้อมด้วยนายสัมพันธ์เสริมชีพ ทนายความ ชี้แจงภายหลังเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เกี่ยวกับการรับบริจาคเช็คจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จำนวน 15 ฉบับ 875 ล้านบาทว่า เช็คจำนวนดังกล่าว มีเพียง 7 ฉบับที่สั่งจ่ายในนามของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ อีก 6 ฉบับสั่งจ่ายในนามวัดพระธรรมกาย ส่วนอีก 2 ฉบับแม้จะเป็นชื่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์รวมถึงมีการนำไปขึ้นเงินแต่ยืนยันว่าพระราชภาวนาวิสุทธิ์และวัดพระธรรมกายไม่เคยได้รับเงิน ส่วนใครนำเช็คสั่งจ่ายชื่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์ไปขึ้นเงินนั้นต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง โดยระบุว่าลูกศิษย์วัดมีเป็นล้านคน ไม่สามารถจำบุคคลที่ชื่อนำเช็คไปขึ้นเงินว่าเป็นใครและจำไม่ได้ว่าเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดหรือไม่.เพราะเช็คบริจาคไม่มีการสลักหลัง ไม่ได้ขีดคร่อม ใครจะนำเช็คไปขึ้นเงินก็ได้
พระมหาบุญชัย กล่าวอีกว่า เช็คบริจาคของนายศุภชัยที่เข้าบัญชีพระธัมมชโยมีเพียง 120 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งได้นำเข้าบัญชีมูลนิธิเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างศาสนสถานหมดแล้วจึงไม่สามารถนำเงินมาคืนให้สหกรณ์ได้ พร้อมย้ำว่าพระธัมมชโยไม่ทราบจำนวนเงินที่มีผู้มาบริจาคและไม่เคยตรวจสอบการใช้จ่ายเงินเพราะมอบหมายอาตมาให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแล เมื่อต้องการถอนเงินอาตมาจะนำใบถอนเงิน ใบเปย์อินให้พระธัมมชโยลงชื่อและนำเข้าบัญชีตามระบบมูลนิธิ โดยพระธัมมชโยจะไม่ในใจรายละเอียด
พ่อครูว่า … มาดูสิว่า คนนี้ เหมือนวางเฉยไม่ยินดียินร้ายอะไร แต่มันเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ ที่สามัญเขาควรเป็นอย่างไร ที่ต้องทำ แม้ใจจะวางเฉยแต่พฤติกรรมควรแสดงออกถึงความดีงามของมนุษยชาติ แต่กลับเฉยมะรื่อทื่อ ถ้าคนนี้เป็นอย่างที่เขาว่าเลย คือคนทำบุญทำทานมาเป็นร้อยล้านแต่ว่าไม่อนุโมทนาเลย ไม่อยากรู้จัก อยู่กันคนละโลกเลย ฟังดูก็แล้วกัน ไม่ได้เอาเรื่องเท็จมาเล่านะ ว่าคนพันธ์อย่างนี้ก็มีอยู่ในโลกนะ แสดงถึงจิตใจของเขาถ้าเป็นนะ ว่าคนเซ็นก็ไม่รู้เลยว่าเซ็นอะไร หรืออีกอย่างมันจะเป็นไปได้หรือ หรือเขาเพียงเลี่ยงกฎหมายเท่านั้น ตนเองเป็นผู้สั่งจ่ายแต่บอกว่าตนเองไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาตมาว่า แค่เปิดบัญชีมีชื่อพระเป็นเจ้าของทรัพย์สินนี่ก็ผิดแล้ว เพราะพระพุทธเจ้าว่ามาบวชต้องโภคขันธาปหายะหรือ ญาติปริวัตตังปหายยะ มีทรัพย์สินก็ต้องเซ็นออกให้หมด เปิดปัญชีก็ให้ฆราวาสเขารับไว้สิ แต่มันมีตัวกูก็เลยต้องให้เป็นชื่อกู ต้องชื่อกูจึงมั่นใจว่า เป็นของกู นี่เห็นชัดๆเลยว่า มันไม่ได้หลุดพ้นอะไร แต่ทำตัวเป็นผู้สะอาดผุดผ่องเหลือเกิน
ธัมมชโย ผู้ผุดผ่อง!!! ผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าจำนวนมากที่รู้จักผู้เขียนมักชอบถามคำถามเรื่องทรัพย์สินของธัมมชโยและวัดพระธรรมกายกับผู้เขียนเป็นประจำ ซึ่งผู้เขียนก็รับสารภาพตรงๆ ว่าตอบไม่ได้ว่ามีจำนวนเท่าไร เนื่องจากทางวัดและธัมมชโยไม่เคยเปิดเผยตัวเลขชัดเจนต่อสาธารณชน ผู้เขียนตอบได้แค่เพียงว่า ผู้เขียนเคยถูกวัดพระธรรมกายและธัมมชโยฟ้องร้องเรียกเงินหลายสิบล้านบาท เนื่องจากนำเสนอข่าวที่ว่าธัมมชโยมีชื่อเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินหลายแปลงในจังหวัดเพชรบูรณ์ (เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ผู้เขียนเป็นบรรณาธิการควบคุมข่าว (assignment editor) สถานีโทรทัศน์ไอทีวี) สุดท้ายศาลยกฟ้องคดีนี้ มาล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม ก็มีข่าวปรากฏอีกว่า ธัมมชโยไม่ยอมไปให้ปากคำที่ DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในกรณีที่ธัมมชโยมีชื่อเกี่ยวข้องกับเช็คจำนวน 15 ฉบับ ที่ได้รับจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ทั้งๆ ที่ DSI เรียกให้ธัมมชโยไปให้ปากคำ แต่ธัมมชโยก็ไม่ยอมไป แต่ส่งพระลูกวัดชื่อบุญชัย จารุทัตโต และทนายความส่วนตัวของธัมมชโยชื่อสัมพันธ์ เสริมชีพ ไปให้ปากคำแทน (ขอขีดเส้นใต้เรื่องที่ธัมมชโยมีทนายความส่วนตัวให้ญาติโยมเห็นชัดๆ นะจ๊ะ ขอโทษนะจ๊ะ ไม่ทราบว่าทำไมพระต้องมีทนายความส่วนตัวด้วยจ๊ะ) ทนายความส่วนตัวของธัมมชโยบอกกับเจ้าหน้าที่ของ DSI ว่า ธัมมชโยไม่เคยเห็นเช็คแม้แต่ใบเดียว และไม่เคยจับต้องเช็คด้วย เพราะว่าเช็คอยู่ในซอง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปให้ปากคำกับ DSI เพราะถึงไปก็คงพูดอะไรไม่ได้ เนื่องจากไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่น้อย เมื่อญาติโยมได้อ่านข่าวนี้แล้ว ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า จริงหรือที่เช็คนั้นถูกสั่งจ่ายในนามของธัมมชโย แต่ธัมมชโยกลับไม่เคยดูเช็ค ไม่เคยจับเช็ค และไม่เคยเห็นเช็ค ถ้าเช่นนั้นก็มีคำถามต่อไปว่า แล้วทำไมจึงต้องสั่งจ่ายในนามธัมมชโย คำถามตามมาคือ แล้วธัมมชโยเป็นเจ้าบัญชีธนาคารที่มีการนำเช็คเข้าใช่หรือไม่ เมื่อเป็นเจ้าของบัญชีก็ต้องรู้ใช่ไหมว่ามีเงินเข้าเงินออกจำนวนเท่าไร คำตอบที่ได้จากทนายความส่วนตัวของธัมมชโยคือ ธัมมชโยไม่เคยดูยอดเงินในบัญชี แต่เพียงสอบถามว่ามีเงินเข้าเท่าไร การตอบเช่นนี้ไม่ต่างไปจากสิ่งที่นักการเมืองไทยบางคนชอบเล่นลิ้นตีฝีปากว่า “ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำสิ่งที่กฎหมายห้าม” จวบจนบัดนี้ ธัมมชโยก็ยังไม่เคยบอกกับสังคมว่าตนเองมีเงินอยู่ในบัญชีธนาคารหลายแห่งเป็นจำนวนมากน้อยเท่าไร ธัมมชโยไม่เคยตอบให้ชัดว่าเหตุใดจึงต้องนำเงินบริจาคของญาติโยมเข้าไปใส่ไว้ในบัญชีซึ่งเป็นชื่อของธัมมชโย ธัมมชโยยังยืนยันว่าตนเองคือพระสงฆ์ แม้จะมีพระลิขิตจากสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกมายาวนานหลายปีแล้วว่าธัมมชโยต้องปาราชิกขาดจากความเป็นพระสงฆ์ไปแล้ว ซึ่งวิญญูชนในสังคมไทยตั้งคำถามในเรื่องความเป็นพระภิกษุของธัมมชโยมาโดยตลอด ขณะเดียวกันคนในสังคมไทยก็กังขามาตลอดเวลาเช่นกันว่า เหตุใดธัมมชโยจึงมีชื่อว่าเป็นผู้ครอบครองเงินทอง และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมาจากการบริจาคของญาติโยม เหตุใดธัมมชโยไม่ใส่ชื่อวัดพระธรรมกายให้เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ที่ได้รับบริจาค ปมประเด็นเหล่านี้ยิ่งขุดยิ่งค้นยิ่งคุ้ยก็ยิ่งทำให้สังคมกังขาในความบริสุทธิ์ผุดผ่องของธัมมชโยมากขึ้นเป็นลำดับนะจ๊ ะ
พ่อครูว่า...นี่คือพฤติกรรมจริงมีหลักฐานในสังคมที่อาตมานำเอามาสื่อ ธัมมชโย เป็นผู้มีทุกข์แต่ไม่รู้ทุกข์ เขาเองเขาไม่รู้จักการเกิด(ชาติ) ของการกระทำ ของทั้งวัตถุประกอบ มีพฤติกรรมการบริจาค การถ่ายเทเงินทอง เป็นร้อยล้าน พันล้านเป็นองค์ประกอบเรื่องราว ซึ่งผู้ศึกษาธรรมพระพุทธเจ้าจะรู้เหตุ นิทาน ปัจจัยและบอกได้ว่า มันเกิดมาอย่างไร จนเกิดเป็นตัวเราของเราอย่างไร พฤติกรรมที่เขาว่าเขาให้คนอื่นเบิกจ่ายแล้วเขาว่าเขาไม่รู้ แล้วเขาเลี่ยงตัวกูของกูพ้นไหม? ก็ไม่พ้น แม้วัตถุจะไม่กองที่กุฎิ หรือบ้านคุณ คุณจะไม่ได้สัมผัสธนบัตรนั้นแต่ให้ธนาคารเก็บเงินเขาไว้ แต่ธนาคารจะบอกว่าเป็นของใคร ก็ของธัมมชโย เขาไม่รู้ว่าเกิดตัวกูของกู แต่มันก็เป็นตัวกูของกูอยู่นั่นแหละ แล้วถ้าเขารู้ว่าเป็นตัวกูของกู แต่เขาบอกว่าไม่ใช่ของกู นั่นก็คือเขากำลังโกหก พระพุทธเจ้าว่า คนโกหกทั้งๆที่รู้ ไม่มีความชั่วใดที่เขาจะทำไม่ได้ แล้วถ้าเขาไม่ถือว่าเป็นของเขา จริงๆเลย ถ้าใครเอาไปจะเกิดเรื่องไหม? ก็ไม่เกิด ถ้าไม่ถือ แล้วเขาว่าเขาไม่ถือนะ มีใครไปลองเอาไปดูสิ เขายึกยักไว้ จนกระทั่งมีเหตุการณ์ควาวนี้ก็บอกว่าขอคืนให้ ๖๐๐ กว่าล้าน สุดท้ายจำนนก็ขอคืน มันเป็นการคลายตัวกูออกไปหรือเปล่า? นี่คือจิตคนที่เรียนธรรมะแต่ว่าเขาก็ทำอย่างนี้ เขาไม่พ้น ชาติ พ้นภพ เลย ไม่รู้ชาติ ภพเลย แล้วเป็นอาจารย์ใหญ่มีอำนาจไปทั่วโลกเลย เป็นผู้รู้เจตสิก รูปนิพพาน ไปถวายข้าวพระพุทธเจ้า มันไม่น่าเชื่อถือเลย เขาไม่รู้ว่ามันเกิด แม้ในมโนสัญเจตนา ว่าเขาจะเบิกเงินนี้ เอาใบเปย์อินมาให้เซ็น เขาก็ไม่รู้เจตนาเขาว่าเขาอยากได้ ในขณะทำเป็นกามตัณหา เป็นภพนอกเป็นกามาวจร ไม่ได้อยู่ในรูปภพ อรูปภพ เป็นเป็นความจริงชัดๆ ในความรู้ของธัมมชโยไม่รู้ภพ ชาติ สัญเจตนา ไม่รู้ตัณหา เขาทำไปโดยอย่างไร? ธัมมชโยพูดเหมือนคนอื่นเขาไม่รู้ แล้วจริงๆตนหรือคนอื่นไม่รู้กันแน่ ถ้าคุณทำไปโดยไม่รู้ก็เป็นคนโมหะ หลง แต่พฤติกรรมบอกว่าไม่ แต่ก็ทำ บอกไม่เซ็นแต่ก็เซ็น ไม่อยากแต่เป็นของกู เป็นกู ถ้ารู้แล้วขืนทำอยู่ก็เป็นคนเลวมากที่อ้างศาสนาพุทธมาทำมาหากินแล้วสร้างภพชาติให้คนติดยึดงมงายเป็นกิเลสอนุสัย ไปทั้งประเทศทั้งโลก ตนเองหลงภพชาติ แล้วก็หาบริวารมาสร้างภพชาติ สุดท้ายบอกว่าตนเองไม่มีภพชาติ แต่ไปหลอกคนให้สร้างภพชาติวิมาน เป็นนิพพานตัวตน เป็นโอฬาริกอัตตา แต่ไม่รู้เรื่องที่ทำในขณะมีดิน น้ำ ไฟ ลมครบ แถมสร้างวิมานเป็นภพชาติเสริมเข้าไปอีก ผิดที่กามาวาจรแล้วไม่พอไปหลอกผิดในรูปาวจรและอรูปาวจรอีก คนไม่เข้าใจก็ไปหลงว่าจะได้วิมาน เจ้าสัวบุญชัยบอกว่าจะได้วิมานอะไรมากมายเลย แล้วบอกว่าชาติหน้าผมมั่นใจว่า จะได้มากกว่าอีก ได้อยู่วิมาน เป็นรูปภพ อรูปภพ แต่ที่จะได้จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ เป็นทานกุศลหรืออกุศลก็ไม่รู้ เป็นการเสริมหรือทำลายศาสนา สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่จินตนาการ ทุกคนมาสัมผัสได้ มีอาการ 32 ร่วมรับรู้ได้ร่วมกัน เป็นปฏิฆสัมผัสโส ยืนยันได้เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องลอยลม สัจจะของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์เป็นปาตุสัจจะ ของจริงเห็นอยู่หลัดๆ ใครจะเชื่อว่าไปฝากไว้ในภพไหนก็ไม่รู้ ลึกลับไม่รู้กับเชื่อสิ่งที่ปรากฏจริงในปัจจุบันก็เลือกเอา สรุปได้ว่าธัมมชโยไม่มีความรู้เรื่องภพชาติเลย ภพ นี่มีสองอย่าง คือข้างนอกคือ โลกา และข้างในคืออัตตา พระพุทธเจ้าก็มีทฤษฏีที่สอนคน เรื่องกำลังแรง อำนาจ หรืออธิปไตย ทางโลกก็ประกอบด้วย ดิน น้ำ ไฟ ลม ทั้งสัตว์วัตถุ ต้นไม้ อะไรภายนอกหมด คนรู้ได้ด้วยกายสัมผัส องค์ประชุมภายนอก แล้วมีนามธรรมประกอบด้วย ถ้าไม่มีนามประกอบไม่เรียกว่ากาย ที่ต้องศึกษาในพุทธศาสนา อย่างกล้วยหอมใช้ปุ๋ยงอกงามบ้านราชฯ ใส่ครั้งเดียวลืมไปเลย แล้วมารู้อีกที เครือหักเลย มันใหญ่มาก มี 6 หวี หวีละ 14-15 ลูก จึงเอาหลักฐานมาโวยวาย ว่าไม่เชื่อพ่อครูที่ว่า อย่าใส่นะปุ๋ยงอกงาม ใส่แล้วจะเป็นแบบนี้
โลกาธิปไตย กับ อัตตาธิปไตย สองอย่างนี้ พระพุทธเจ้าเอามาสอน โลกา คือโลกธรรม คือธรรมะที่โลกแย่งชิงหลงใหล คือสุขได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ ได้สุข ในกามสุขขัลลิกะ และสุขด้วยอัตตา คืออัตตทัตถสุข แต่อัลลิกะ คือเท็จ ส่วนอัตตทัตถสุขคือหลงว่าเป็นสิ่งตควรมีควรได้ แล้วมันก็หายไป เกิดอีกวนเวียนไป อธิปไตยหรือพลัง กำลัง แรง อำนาจ เป็นพลังนามธรรม เป็นอรูป สัมผัสด้วยตาเนื้อไม่ได้แต่มีจริงมีอยู่ ในโลกเขาต้องการมียศ มีลาภ เยอะก็มีอำนาจ เก่งในการปรุง กามได้มากมีอำนาจ เอาไปแลกอะไรอย่างอื่น อัตตาธิปไตยก็มีตนเองมีอำนาจ คนนี่ยอม อย่างนักเลงเขาก็ยอมรับในสังคมว่ามีอำนาจ เขาก็ได้อัตตานั้นที่คนอื่นยอมให้ หรือทำให้คนอื่นต้องยอมใช้อำนาจความโหดร้ายรุนแรงหรือกลัวก็ได้อัตตา ได้อัตตาธิปไตยนั้นหรือพยายามหลอกให้คนเชื่อศรัทธาเลื่อมใส่ จนคนยอม ก็ได้อำนาจนั้นเป็นอัตตา หลอก ทีนี้อัตตาที่ได้โดยไม่ต้องหลอก คือคนนั้นมีคุณธรรม ธรรมะในตน คือ 1 .ไม่ต้องไปแย่งลาภใคร มีลาภก็แบ่งแจกคนอื่น มียศก็เพื่อกำหนดขอบเขตรับผิดชอบหน้าที่ที่จะทำงานไม่ใช่เอาไปข่มเบ่ง เก่งขึ้นก็ยศมากขึ้นเพื่อให้คุณรับใช้มากขึ้น เก่งขึ้นสูงขึ้นเขาก็ให้คุณ แต่ความซับซ้อนเขาให้มา เขาก็เอาไปบังคับคนอื่น สรรเสริญ มีคนรักใคร่เชิดชูบูชาทั้งที่ไม่เป็นเรื่องน่าบูชาเขาก็มีอำนาจ แต่ถ้าคนนี้มีสิ่งที่น่านับถือเชิดชู เพราะมีสิ่งดีสัจธรรม อันนั้นก็ได้อำนาจโดยธรรมที่แท้จริง 1 .ไม่ต้องสั่งสมทรัพย์สินเงินทองเพื่อตนเองเลยก็เป็นอำนาจ ทำเพื่อคนอื่นต่ออีก ไม่ว่าเป็น ลาภ ยศ เงินทองก็เพื่อคนอื่น มีสรรเสริญเพราะเราได้รับใช้เขาช่วยเขาเขาก็ยกย่อง ไม่แฝงด้วยการเสพ กามคุณ 5 ไม่มีอัสสาทะ รสอร่อยแฝงในรสจริง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสก็เป็นสัมผัสจริง แต่ไม่มีการเสพอาการชื่นชอบใจไม่แฝง ไม่ดูดไม่ผลัก ไม่ชอบไม่ชังจริง ต้องอ่านอาการจริงจึงล้างได้ แต่ถ้ามีอยู่แต่โกหกว่าตนไม่มี ก็ปาราชิก สรุปแล้ว ธรรมะคือสิ่งมีประโยชน์คุณค่าให้แก่คนอื่น โดยไม่มีตัวกูของกู จะเป็นโลกหรืออัตตา ผู้นี้ไม่สะสมโลกและอัตตาเลย ทำแล้วให้คนอื่นหมด เสียสละให้คนอื่นหมด เป็นผู้มีน้ำใจ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ผู้นี้ทำเพื่อคนอื่นจริง เป็นอัปปมัญญาคือพระพรหมมีอยู่แล้วทำตลอดเวลาตามสามารถ คนไม่รู้นี่เขาไม่รู้อัตตาหรือโลกา แต่เขาสามารถสร้างโลก และอัตตา สร้างได้ โดยไม่เป็นเราเป็นของเรา สร้างแล้วให้คนอื่น คำว่าอัตตา มันเป็นสภาพนามธรรม ที่สร้างแล้วเกิด เกิดแล้วอาศัย เกิดแล้วใช้ เป็นประโยชน์ แล้วก็หายไป เมื่อเห็นความจริงว่าเป็นการสร้างอัตตา แล้วใช้งานก่อนจะสร้างก็พิจารณาก่อนว่าเป็นของดีหรือไม่ ถ้าไม่ดีก็ไม่สร้าง ถ้าดีก็สร้างก็ได้ใช้ดีเป็นประโยชน์ เสร็จแล้วก็จบ อัตตาเพื่ออาศัยใช้สอย เป็นคุณประโยชน์ แต่คนไม่รู้ว่าโทษหรือคุณก็สร้างไปจนเกิดโทษเสียเยอะ คนรู้ชัดว่านี่โทษก็ไม่สร้าง อันนี้ประโยชน์ก็สร้าง สร้างแล้วให้คนได้รับประโยชน์ ผู้นั้นจึงเป็นผู้ที่มีอัตตาไม่ลึกลับ แล้วสร้างอัตตาเพื่อ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลกส) รู้จิตที่ทำแล้วก็ปล่อย มุญจติ แปลว่าปล่อย ทำเสร็จกิจแล้วปล่อย แต่ถ้าทำเสร็จแล้วยึดเป็นตัวกูของกู อาการจิตนี้เป็นอรหันต์ รู้แจ้งว่าไม่มีอาทาน ถ้าจะสมาทานก็ทำจนจบงานแล้วปล่อยไม่ยึดอีกแล้ว มุญจน แปลว่าวางแล้ว มุญจติแปลว่าเปลื้องปล่อยก็มีมุญจิตุกัมมยตาญาณ ยุคนี้ต้องเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาประกาศให้ฟื้นขึ้นมาให้ได้ ผู้รู้โลก ผู้รู้อัตตา แล้วก็ดับโลก ดับอัตตาเป็น ผู้นั้นคือผู้บรรลุธรรมของพุทธ มีวิธีดับโลก ดับอัตตา แล้วดับได้แล้วคือผู้บรรลุธรรม คือผู้มีธรรมาธิปไตย เมื่อดับได้มากก็มีธรรมมาก เมื่อดับได้น้อยก็มีธรรมน้อย ตามสามารถตนจะลดอัตตาได้ ผู้มีธรรมาธิปไตย ไม่เอาโลกหรืออัตตามาเป็นอำนาจ ทำการละล้างโลก แต่สร้างโลกนะ อย่างกล้วยนี่ลูกโตนะ มะปรางนี้ก็ลูกโต สร้างสื่อสารให้แก่ปชช. แต่มันจิ้มกิเลสเขา เขาก็ไม่ค่อยดู แต่คนมีภูมิปัญญาเห็นว่าดีก็มาเอา ของฟรีไม่เก็บเงินทางอ้อมพวกคุณด้วย อย่างสถานีธรรมะหลายสถานีก็เรี่ยไร นี่เอาทางอ้อม แต่ว่าอาตมานี่ไม่เอาทางอ้อมนะ ใครจะมาช่วยกันก็มาช่วยทำงานเลยใครบริจาคก็ไม่ประกาศชื่อให้นะ ใครเห็นว่ามีคุณค่าก็มา เราก็ทำของเราไป คนเรียนรู้อธิปไตย 3 เป็นคนรู้ว่าอะไรเกิด(ชาติ) อะไรดับ เกิดคือชาติ แล้วสั่งสมเป็นภพ เป็นรูปภพ อรูปภพ ตนเองสร้างวิมานใหญ่หรู ครอบงำความคิดคนอื่น แล้วตะกละอยากได้วิมานใหญ่สูง เพ ิ่ มขึ้นๆอีก ปั้นเอาสร้างเอา เมื่อเขานั่งสมาธิ แล้วปั้นได้เขานึกว่าได้จริง วิมาน 500 ชั้นเขาก็ทำได้สำเร็จ มโนมยอัตตา คนอื่นไม่รู้ด้วยกับเขาหรอก ของพุทธให้ศึกษาของจริงที่สัมผัสอยู่ไม่ใช่ในฝัน ไปตั้งโรงเรียนฝันในฝันนี่ อาตมาก็ว่านะตั้งชื่อก็มาหลอกคนอยู่แล้วอย่างนี้เป็นสัมปชานมุสาวาส โกหกทั้งๆที่รู้ คนๆนี้ทำชั่วอะไรก็ได้ อันนี้หลอกว่าสร้าง อีกอันหนึ่งหลอกว่าไม่สร้างไม่ทำ แต่มีวิมานเหมือนกัน แต่ปิดๆลึกลับ เป็นกุศลใหญ่ อันนี้ไม่ทำโจ๋งครึ่ม แต่ก็บาปน้อยกว่าอย่างแรกที่ปั้นสร้าง แต่ว่า ก็ยังมีพฤติกรรมบางอย่าง อย่างมหาบัวและหลวงพ่อคูณ มีคนเอาเงินมาทำทาน ดีที่หลวงพ่อคูณก็เอาไปสร้างโรงพยาบาล วัดหรืออย่างอื่น แต่มีซ้อนที่สร้างเดรัจฉานวิชาให้คนหลง แล้วก็บอกว่าสร้างไปก็ไม่มีฤทธิ์อะไรหรอก แล้วทำขึ้นมาให้คนหลงภพชาติทำไม พระพุทธเจ้าให้ล้างภพชาติ มันผิด อนุสาสนีย์พระพุทธเจ้านะ อาตมาสร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นสิ่งแทนว่าจะปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าอย่างไร ไม่ใช่สร้างเพื่อหนังเหนียวอยู่ยงคงกระพัน แต่ให้รู้สาระแท้ แล้วหลวงตาบัว ก็บอกว่ามาช่วยชาติ ก็เรี่ยไรเงิน คนก็ศรัทธา ก็ดี แต่ก็เอาภพชาติมาหลอก ที่จริงดีนะที่เอาเงินมาช่วยชาติ แต่ส่วนรั่วซึมงุบงิบของคนรอบข้างก็ไม่รู้ แต่ก็ดีที่ช่วยชาติ แต่อธิบายภพชาติไม่ได้ อย่างอาตมาพาทำนี่ ก็มาทำสิ อาตมาบอกคุณหรือว่าจะมีภพชาติข้างหน้านะ อาตมาไม่ทำหรอก การปั้นเป็นมโนมยอัตตา หรือหลอกให้ถึงอรูป จนเบาบาง จนถึง เกินอรูป เป็นอนันตังก็ไม่มีที่สิ้นสุด คืออนันตังของการถูกหลอกแบบวิมานไม่มีที่สิ้นสุด พระพุทธเจ้าสอนให้คนอยู่กับปัจจุบัน กับ กามาวจร ล้างโอฬาริกอัตตาให้ได้ แล้วล้างกิเลสในส่วนที่อยู่ถัดไปที่จะออกมาตามลำดับไป ต้องอ่านจิตว่าเรามีตัวเราของเราในสิ่งที่มีจริงเป็นจริงไหม? อย่างไหนหยาบเรียกอบายภูมิซ้อนในกามภูมิ คุณเลิก อบายก่อน เลิกกุหนา (โกง) ลปนา(หลอกลวง) ก็เลิกก่อน แม้เลิกได้แล้ว สร้างได้ด้วยตนก็ต้องอ่านว่าตนยึดเป็นตัวกูของกูไหม คือสร้างแล้วให้คนอื่นไหม? สร้างแล้วให้คนอื่นก็ไม่เป็นตัวกูของกู สร้างแล้วแจกจ่ายเจือจาน สร้างโลกให้แก่คนอื่น ไม่มีโลกเป็นของตน ไม่ยึดเป็นเรา ได้เท่าไหร่ก็มีธรรมะเป็นพลังเป็นอธิปไตยเท่านั้น คนไม่รู้จักภพ ชาติ แล้วขบถต่อทฤษฎีพระพุทธเจ้าเป็นการทำลายศาสนา อย่างธรรมกายนี่ทำลายศาสนาหยาบที่สุด อาตมาให้คะแนนอย่างนี้นะ อยากให้หยุด สารภาพเสีย ทั้งๆที่รู้ว่าผิดนี่แล้วทำ มันจะบาปกว่าเทวทัตนะ เทวทัตยังสารภาพผิดนะ แต่ถ้าต่อไปอีกหนักกว่าแน่ เลิกบาปเถอะ ขอร้องไปยังคสช.ด้วย ถ้าไม่จัดการแล้วศาสนาพุทธบรรลัยจักร เพราะตอนนี้เขาทำโลกล้อมประเทศ เขามีบริวารในประเทศศรัทธาเชื่อถือไว้เยอะ ขออภัยผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในมหาเถรสมาคมก็เป็นพวกเขาหมดแล้ว ถ้าไม่ตัดไฟแต่ต้นลมอันนี้บรรลัยจักรแน่ อาตมาพูดด้วยปรารถนาดีนะไม่อยากให้ทำผิดต่อไป ทำชั่วต่อไป ไม่อยากให้ผลกระทบต่อใครอื่นอีกไม่อยากให้ขบถต่อธรรมะพระพุทธเจ้าอีก ช่วยกันหน่อยเถอะ ถ้าคราวนี้ไม่ช่วยกันแล้ว อาตมาก็ยืนยันอธิบาย หลักธรรมพระพุทธเจ้า ก็ขอจบด้วย โลกมีอยู่ ๖ โลก ถ้าเรียนรู้แล้วจะเป็น 2 โลก คือโลกโลกียะ กับโลกโลกุตระ โลกุตระคือผู้ทำสูญได้ แต่โลกียะคือมีมากไม่รู้จบ ต้องรู้โลก 6 นี้ จะจบสองโลก 1 .อบายโลก(ความวนเสพติดยึดอยู่กับความเป็นกับโลกที่เสื่อมต่ำ 4 ภูมิ) 2 .มนุษย์โลก(ความวนเสพติดยึดอยู่กับความเป็นมนุษย์ 1 ) 3 .เทวโลก(ความวนเสพติดยึดอยู่กับความเป็นเทวดา 6 ภูมิ พรหม 20 ภูมิ) 4 .ขันธโลก(ความวนเสพติดยึดอยู่กับความเป็นขันธ์ 5 ) 5 .ธาตุโลก(ความวนเสพติดยึดอยู่กับความเป็นธาตุ 18 ของเวทนา) 6 .อายตนโลก(ความวนเสพติดยึดอยู่กับความเป็นอายตนะ ซึ่งมีอายตนะ 12 เป็นต้น) ผู้สนใจตรวจสอบได้ในพระไตรปิฎก เล่ม 29 ข้อ 14
คือยังหมุนวนในโลกอยู่ไม่หลุดพ้น หรือต้องรู้โลกสมุทัย กับโลกนิโรธ หากดับเหตุหมดก็คือโลกนิโรธก็จบ ต้องเรียนรู้ดับสมุทัยให้ได้ อบายโลกคือโลกต้นที่พระพุทธเจ้าว่าต้องให้พ้นก่อนแล้วไปตามลำดับ ให้ลาดลุ่มเหมือนมหาสมุทร ไม่โกรกชันเหมือนเหว เหมือนกระจกเลย น่าอัศจรรย์รู้ตนเรื่องอบายก่อนแล้วตีกรอบในกามาวจรก่อน ปริตตังในกามาวจรก่อน กำหนดเขตปริตตังแค่นี้ ไม่เอาอนัตตังที่ไม่สิ้นสุด เก่งขึ้นค่อยมากขึ้นได้ ในพระไตรฯ ท่านเรียกว่ากามาวจร(ฉ.หลวง)แต่ฉบับอื่นแปลว่า ขนาดจำกัดได้ ก็เริ่มต้นจากที่หยาบเรียกอบายภูมิ แล้วทำให้เจริญขึ้น เจริญมีสองอย่าง คือมนุสโสก็เจริญ เทวะก็จิตเจริญ แต่เทวะเป็นการให้พิสูจน์ความจริงที่เป็นกามให้รู้ก่อน แต่เทวะที่เป็นอรูปไม่ชัด มีแต่ความจำไม่เป็นความจริงเอาไว้ก่อน ต้องรู้ว่าจิตเราจะเป็นเทวโลกก็ต้องทำในปัจจุบัน เป็นทิฏฐธัมมิกกัตถประโยชน์แล้วจะได้เป็นสัมปรายิกกัตถประโยชน์ ตั้งแต่อบายภูมิในกามาวจร ดับได้ กำจัดได้สำเร็จในชมพูทวีป เป็นความจริงเป็นของแท้ เป็นโลกนิโรธ เหตุปัจจัยดับสนิทหมดพลังงานที่พาวนในมนุสโลก มนุสโลก จึงเป็นแดนเกิด แดนตาย กิเลสตาย ของจริงทันทีแล้วคุณเป็นอุบัติเทพทันที หมดกิเลสเป็นวิสุทธิเทพ หยุดความวน เป็นมนุษย์โลกนิโรธ ดับสมุทัยเกลี้ยงไม่เหลือ ขันธโลก คือองค์รวมของรูป นาม ที่รวมเป็นกลุ่ม องค์ประชุมขันธ์ ถ้าวิจัยขันธ์ออกเป็นรูป กับนาม จนไม่เป็นอื่นอีก เรียกว่าธาตุ ธาตุโลก คือสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปจากที่เป็นแล้ว ก็ต้องล้างอิตถีภาวะ ให้เหลือเอกธาตุ เป็นเอกบุรุษ เหมือนธรรมะสอง รวมลงเป็นเวทนาหนึ่งเดียว พอเป็นเอกัคคตาเอกบุรุษก็มีสองคือเราก็อยู่กับโลก เราแข็งแรงในการอยู่กับโลก มีความบริสุทธิ์ในขันธ์ 5 ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นของมันอย่างนั้น อายตนโลก คือในขณะปฏิบัติต้องมีอายตนะ คือคนมีสุรภาโว สติมันโต ถ้าประสาทเสียก็ไม่มีอายตนะหรือประสาทดีอยู่แต่ไม่รับรู้ก็ไม่เกิดอายตนะ อายตนะก็ต้องมาคู่เสมอ แม้เหลือในสุดเป็นมนายตนะกับธรรมายตนะก็ต้องมีคู่ แม้เหลือแต่อสัญญีสัตตายตนะกับเนวสัญญานาสัญญายตนะ อสัญญีสัตตายตนะ เป็นสัตว์ที่มีอายตนะ ที่จบแล้ว ไม่ต้องสัญญีอีก แต่มีอายตนะ คือถ้าไม่มีสองสิ่งต่อเนื่องไม่มีอายตนะ ต้องมีปฏิฆสัมผัสโส จึงเกิดธาตุรู้ แล้วเรียนรู้ด้วยสัญญา กำหนดก่อน แล้วเกิดปัญญารู้แจ้ง กำหนดอย่างโลกุตระเรียกว่าอัญญา การทำอย่างมีอายตนะ แม้จะมีอยู่คุณก็ไม่กำหนดเพราะว่าเป็นอัญญาแล้ว อสัญญีคือไม่ต้องกำหนดแล้ว รู้แจ้งเป็นตถตาแล้วนี่คืออสัญญีสัตตายตนะ ส่วน เนวสัญญานาสัญญาจตนะ นั้นสัญญาต้องทำงานอยู่ ต้องกำหนดให้พ้นเนวสัญญาให้ได้ ต้องรู้ให้ครบให้ได้ทุกนานัตสัญญา จนพ้นความไม่รู้ เป็นความรู้สมบูรณ์ดับอวิชชาสวะได้หมด ไม่มีเศษแห่งความไม่รู้ จึงพ้นเนวสัญญานาสุญญายตนะ ผู้มีอายตนะสุดท้าย คืออสัญญีสัตตายตนะกับเนวสัญญานาสัญญายตนะ สองอันสุดท้าย หากทำให้เหลือแต่อสัญญีสัตตายตนะก็เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ จบสมบูรณ์ สัญญา เวทยิตัง ริโรธัง โหติ ไม่มีคำว่า สัตว์อยู่... จบ