580326_ความรัก ๑๐ มิติ บ้านราชฯ เรื่อง มิติที่ ๑ กับมิติที่ ๗(จบวิชา) .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข3 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580326_เรื่อง ความรัก 10 มิติ ที่บ้านราชฯ ตอน มิติที่ 1 กับมิติที่ 7 (จบวิชา) โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า... อาตมาได้บรรยายก็วนไปวนมาหลายเที่ยว วันนี้จะได้อธิบายอีก ถึงความรักที่ คนอ้างว่าเป็นความรัก ความดี แต่แท้จริงเห็นแก่ตัว ถ้าเป็นตัวเอง มีแต่ตัวเอง ไม่มีเผื่อไปหาใครเลย ก็จัดเข้าไปในมิติที่ 0 เลย เป็นอัตตาเต็มบ้อง อย่างพวกฤาษี หนีเข้าป่า ไม่มีเพื่อใครเลย ก็เลยไม่จัดเข้าพวกใน ก็เอาไปมิติที่ 0 เลย เพราะความรัก มีความรักแล้วให้ความรักแก่ใครๆ ให้ประโยชน์คุณค่าแก่ผู้อื่น มากยิ่งขึ้นจนไม่เห็นแก่ตัวเลย นี่คือความรักที่ยิ่งใหญ่ ความรักมิติที่ 1 คือ เมถุนนิยม หรือ กามนิยม กับมิติที่ 7 ก็เป็นคู่ แต่เป็นคู่ที่ตรงกันข้ามเลย ที่ทางเทวนิยมถือว่าเป็นพระเจ้า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ มิติที่ 1 นั้น ต้องการเอามาให้แก่ตนเอง อะไร? ก็กาม สัมผัสเสียดสีทางทวารทั้ง 5 ภายนอก แล้วเขาก็เสพรสสัมผัสเสียดสีนั้นเท่านั้น เขาได้เสพอันนี้เขาถือว่าสูงสุด เป็นกามารมณ์แท้ๆ คนเสพรสเช่นนี้ไม่ต้องการอย่างอื่น ได้รสนี้ก็จบ ผลอื่นมันไม่เห็นแก่เลย เพราะถ้ามีเพศสัมพันธ์ก็เกิดลูก ดังนั้นมิติที่ 1 ก็ไม่เห็นแก่ลูกด้วย ฆ่าลูกทิ้งได้เลยเสพรสแล้วก็แล้ว พอมีลูกก็ทำแท้ง ฆ่าตั้งแต่ยังไม่เกิด ไม่ฆ่าก็คลอดออกมาก็ทิ้ง ได้สัมผัสเสียดสีทางทวาร 5 ก็ไม่สนใจอย่างอื่น จัดว่าเห็นแก่ตัวเองจัดที่สุด ตรงกันข้ามกับมิติที่ 7 ที่ทำเพื่อผู้อื่นจนไม่เห็นแก่ตนเองเลย ศาสนาพุทธให้เร ิ่ มพัฒนามาตั้งแต่มิติที่ 1 แม้จะทนไม่ไหวก็ให้มีผัวเดียวเมียเดียว บำรุง บำเรอ บำบัดไม่เหมือนกัน บำรุงนี่คำนึงความจำเป็น ส่วนบำเรอนี่เกินจำเป็นประคบประหงมกัน แต่ถ้าบำรุงนี่ช่วยกันทำให้เจริญงอกงาม บำบัดก็ทำให้หายจากอาการป่วย ศาสนาพุทธก็อนุโลมใ

อ่านต่อ

ห้กิเลสมากสุด ก็ให้แค่ผัวเดียวเมียเดียว อย่าให้ถึงกับไม่ดูแลลูกนะ เพราะไม่ดูแลลูกนี่เลวกว่าเดรัจฉานนะ จะเกิดมาด้วยรักหรือไม่รักก็ตามใจ หากเป็นสายเลือดเราแล้วเราต้องเลี้ยงให้ดี เป็นหน้าที่ เดรัจฉานก็รู้ ถ้ามนุษย์ไม่ทำหน้าที่นี้ก็เลวกว่าเดรัจฉาน ศาสนาพุทธสอนชัดเจน ต้องมีความรักให้ลูก เอื้อเฟื้อเจือจานกัน เกื้อกูลกัน เมื่อมีลูกก็ต้องรักลูก ก็เพิ่มความรักออกไป มันเป็นหน้าที่ จำนนต้องทำ ควรต้องรู้ จะให้ดีก็ต้องเรียนรู้สภาวะสองอย่างของเวทนา ที่เป็นธรรมะสอง เช่นสัมผัส รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แล้วก็รู้ว่า ร้อน เย็น อ่อน แข็ง รู้ว่าเราไปหลงติดอยู่กับอาการใด รู้ว่า รูป อย่างนี้ เสียงอย่างนี้ กลิ่นอย่างนี้ รสเปรี้ยวหวานมันเค็มก็อย่างนี้ เย็นร้อนอ่อนแข็งแรงเบาอย่างไรก็รู้ ตามความเป็นจริง ก็อย่างหนึ่ง แล้วอีกอย่างคือ อาการชอบกับไม่ชอบ ที่เกิดจากการสัมผัส นี่ก็อีกอย่างที่ต้องศึกษา เพราะว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส คนก็รู้ได้เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงอารมณ์ชอบหรือไม่ชอบ ตามที่ตนยึดถือ ไม่เหมือนกัน มากน้อยต่างกัน เป็นอีกอารมณ์ที่เรียกว่าเวทนา ก็จึงเกิด เวทนา ๒ อย่าง ในคนอวิชชา แล้วก็ไปติดหลงในอารมณ์อย่างที่สอง เพราะอารมณ์อันที่ ๑ นั้นคนก็รับรู้ได้เหมือนกันทั้งนั้น เป็นรสธรรมชาติ แต่อีกอารมณ์ที่ชอบหรือชัง นี่คือตัณหา อุปาทาน สองเวทนานี้รวมลงไปที่เวทนา หากสุขก็คือ เทวดา ถ้าไม่สุขก็เป็น สัตว์นรก ก็ต้องเรียนรู้ว่าตนเป็นเทวดาหรือสัตว์นรก คนก็อยากเป็นเทวดา ไม่อยากเป็นสัตว์นรกในจิต ก็พยายามสร้างอารมณ์เทวดา ตามที่ยึดไว้ว่าจะต้องได้อย่างอุปาทานไว้ ที่ชอบ ถ้าอยากมาก อุปาทานมากซับซ้อน ไม่ได้มาตามต้องการก็ไปแย่งเขา ไปโกงเขา เป็นยักษ์ เบียดเบียนเอาเปรียบคนอื่น หนักเข้าถึงทำร้ายคนอื่นเลย ต้องอ่านให้ออก เป็นตัวตน(อัตตา) ที่ไม่มีตัวตน(อนัตตา) แต่คนเรียนรู้ไม่ได้ก็ไม่รู้จักอาการอัตตา แต่เขาต้องมีอารมณ์อาการนี้ เขาอวิชชา เมื่อไม่รู้ก็สร้างอัตตานี้ใหญ่ขึ้นๆ ภาษาบาลีเรียกว่า โอฬาริกอัตตา เป็นอัตตาที่ต้องเกี่ยวข้องกับภายนอกเสมอ ก็ต้องพยายามฝึกรู้ความจริงตามความเป็นจริง มันก็เป็นเช่นนั้น เราจะจำความจริงนั้นก็จำ แต่ถ้าจำแล้วมีอารมณ์ด้วยก็เป็นเวทนาที่ 2 แต่ถ้ารับรู้อย่างเดียวกับความจำก็มี 1 เดียวในเวทนานั้น กำหนดรู้แล้วจำก็เป็นอารมณ์เดียว ไม่มีชอบหรือไม่ชอบประกอบเลย ความจำก็จำตามความจริง จะเอามาใช้ก็ระลึกมาใช้ตามจริง หากสัมผัสเมื่อใดก็เป็นปัจจุบันธรรม เป็นเวทนา หากจะระลึกสัญญาเอามาใช้ก็ได้ จะเกี่ยวข้องกับข้างนอกหรือไม่ก็ได้ เป็นสัญญาที่ไม่มีอุปาทาน เป็นสัญญาแท้ แต่ถ้าสัญญา เวทนาที่มีอุปาทาน โดยอุปาทานนั้นคือกิเลส มันมีอารมณ์ แล้วกำหนดหมายแล้วจำไว้ ทั้งเวทนาและสัญญา คือเวทนูปาทานักขันโธ และสัญญูปาทานักขันโธ ต้องเอาให้ได้ตามที่ตนเองกำหนดหมาย จะต้องได้สัมผัสตามอุปาทาน หากได้สัมผัสก็เกิดอุปาทานซ้ำหรือใหม่ทบเข้าไปอีก ประชุมกันเต็มรูป เวทนา สัญญา สังขาร ประชุมรวมกันเลย ผู้ศึกษารู้ดีแล้ว เมื่อสามารถล้างอุปาทานได้ ที่ทำให้เกิดเวทนาที่ 2 ได้ ล้างเวทนาที่ 2 และล้างอุปาทานในสัญญาได้ สังขารก็ไม่ปรุง วิญญาณจะหากิเลสหาผี หาเทวดาได้มาแต่ไหน? ถ้าไม่มีอุปาทานเกิดเลย ทุกอย่างก็เป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นหนึ่งเดียวหมด เราก็รู้ด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นขันธ์ 5 ที่บริสุทธิ์ เป็นตามความจริง ไม่มีกามตัณหา ภวตัณหา ไม่มีอัตตา นี่คืออนัตตา แต่เราก็อยู่กับความจริงที่ขันธ์ 5 ยังสัมผัสกับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอยู่ ถ้าคนนี้ตายไป ไม่ต่อสันตติ จิตวิญญาณก็แยกออก ไม่ได้มาต่ออีก ก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่คนที่อวิชชา เขาก็รู้แต่ว่าเทวดา เขาแยกพระเจ้ากับเทวดา เทวดาคือความดี แม้จะดียิ่งใหญ่ก็เป็นลูกน้องพระเจ้า เขากดข่มความไม่สบายใจใดๆไว้ เพราะเขาไม่ได้มีทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ฝึกเข้าเขาก็ชำนาญ เห็นแก่คนอื่นได้มากขึ้น มิติที่ 2 มิติที่ 3 มิติที่ 4 เขาก็สร้างให้เห็นแก่คนอื่นได้ในวงกว้างขึ้น เผื่อแผ่รับใช้ มีเมตตากรุณา แต่เขาไม่รู้มุทิตา 1. เมตตา(ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข) 2. กรุณา(ลงมือสร้าง-ช่วยให้เขาพ้นทุกข์) 3. มุทิตา(ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี-พ้นทุกข์) 4. อุเบกขา (เป็นฐานอาศัย วางใจเป็นกลาง ไม่ติดยึดว่าเป็นความดีของเรา หรือผลสำเร็จนั้นเกิดจากเรา) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 35 ข้อ 741 ) เทวนิยมเขาก็พยามให้เกิด อุเบกขาวางเฉยเหมือนกันแต่เขาไม่ลึกซึ้ง เขาไม่รู้ว่าอุเบกขาที่เป็นลักษณะ 1. ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5 ) 2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3. มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) 4. กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ) 5. ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) (ธาตุวิภังคสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 690 )

ย ิ่ งจิตที่เป็นจิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึกแล้ว เขาไม่รู้วิธีที่จะฆ่ากิเลสในชั้นนี้ได้เลย พุทธนั้นสามารถล้างเป็นลำดับ ตั้งแต่จิตสำนึก เมื่อล้างกิเลสในจิตสำนึกหมดแล้ว กิเลสจิตใต้สำนึกก็จะขึ้นมาทำงาน เราก็จะอ่านรู้ได้ แล้วพอเราล้างกิเลสในจิตใต้สำนึกได้อีก กิเลสในระดับจิตไร้สำนึกก็ขึ้นมาทำงานให้เราล้างได้อีก เป็นลำดับ ล้างกิเลส ทั้งผีและเทวดาไปตามลำดับขั้น อินทรีย์พละของคนบรรลุธรรมของพุทธจะถูกซักซ้อมมาตามลำดับให้แข็งแกร่งเพ ิ่ มขึ้นเรื่อยๆ เอื้อเผื่อแผ่ไปตามลำดับของมิติของความรัก จนถึงมิติที่ 7 ก็รักได้ทั้งทั่วทุกประเทศ ทั่วจักรวาลเลย ศาสนาพุทธจึงรู้จักความรัก อันไม่เห็นแก่ตัวเองเลย อย่างรู้ๆเห็นๆ เป็นสภาพจิตที่เป็นได้จริง ครบพร้อมกายที่เป็นองค์ประชุมทั้งรูปและนามอยู่หลัดๆ เห็นอยู่ทนโท่เลย ไม่ได้เป็นการสร้างภาพหรือขบคิดนึกเอา ยิ่งใครได้ทำการลดกิเลสได้เหมือนกันก็จะยืนยันได้ตรงกัน ยืนยันได้ แม้อรหันต์ 100 คนก็รู้ว่านี่เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอะไร เป็นเวทนาเดียว ไม่มีสอง ไม่มีผี ไม่มีเทวดา นี่คือจิตที่ศาสนาพุทธสอนให้เป็นให้ได้ เป็นได้แล้วจะรู้ว่าสัจจะความจริงแบบพุทธ จึงเป็นพระเจ้าที่แท้จริง ไม่ได้หนีจากสังคม ไม่ได้หนีจากรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ไม่ได้หนีจากลาภ ยศสรรเสริญ หรือสิ่งที่เขายืนยันว่าสุข จิตไม่มีอารมณ์วูบวาบ มีแต่รสกลางวาง ไม่มีเทวดาไม่มีผี ไม่มีอารมณ์โลกีย์

สรุปแล้ว ความรักคืออะไร? ใครจะมาตอบ

_ดญ.แลเลื่อนฟ้า · ความรักคือการเมตตา _ดช.ไตเติ้ล...ความเห็นแก่ตัวที่จะรักคนอื่น พ่อครู ว่า … น่าจะเป็นความไม่เห็นแก่ตัวแล้วเห็นแก่ผู้อื่น อย่างนี้ได้คะแนนเต็ม _ดช. · ความรักคือ ความทรยศ พ่อครู ว่า … ได้คะแนนกล้าหาญ แต่ไม่ได้คะแนนคำตอบ _ดญ.เกาลัด เอื้อดินฟ้า · ความรักคือความเห็นแก่ตัว พ่อครู ว่า ... เร ิ่ มต้นได้คะแนน 0 ไปกินเลย _ดญ. เมย · ความรักคือ ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คือการให้ _ดช.เบญฯ...ความรักคือการเสียสละแบ่งปันช่วยคนทั้งโลก

พ่อครูว่า... ความรักคือ สภาพสองอย่าง ถ้าอย่างเดียวที่ อาตมา อธิบายว่าคือพวกหนีไปเอาแต่ตัวคนเดียว อัตตาเต็มบ้องอย่างนั้นไม่เรียกเป็นความรักอะไรเลยเป็นอัตตาเต็มบ้องไม่เห็นแก่ใครเลย เร ิ่ มต้นก็มีสอง แล้วเป็นความหลงผิดว่า รักก็จะได้มาเสพรสให้แก่ตน นอกนั้นไม่เห็นแก่ใคร ไม่ให้ใคร ความรักแบบนี้เลวที่สุด ส่วนเรื่อง เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย เกิดเหตุ เกิดนิทาน เรื่องราว สัมผัสเสียดสี เกิดสมมุติสัจจะในโลก ถ้าสมใจก็เป็นสมมุติเทพ เทวดา ถ้าไม่สมใจก็เป็นผี สัตว์นรก ถ้าจะเป็นความรักก็ไม่ต้องเสพรส แต่เกิดเหตุ นิทาน ปัจจัย ระหว่างสองสิ่งแล้วเป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น แต่ถ้าเกิดอารมณ์ชอบหรือชังเป็นเทวดาเป็นผี อันนั้นเป็นอัตตา เป็นสัตว์ เราต้องทำให้สัตว์ หรืออัตตานี้หายไป ท่านแยกเป็น สัตตาวาส 9 แต่ถ้าไม่ได้เสพราคะ แต่เป็นเสพโลภะ อยากได้ของได้อะไรก็ตามมาเป็นของเราไม่ใช่เสพรส แต่เสพโลภ ก็เป็นความรักแบบผี ที่สร้างนิทานดุเดือดในโลก แต่ถ้าจะได้มาเป็นของเรา แต่เราไม่ยึดไม่หวงให้คนอื่นได้ ถ้าไม่ได้ทั้งโลภะ และราคะก็เกิดไม่ชอบใจเป็นโทสะ เราล้างตั้งแต่ต่ำสุด เป็นเราเป็นของเรา ตั้งแต่สองคน นี้ต้องล้างก่อน แล้วมาเห็นแก่คนอื่น เพิ่มตั้งแต่ลูก ถ้าเห็นแก่แค่สองคนก็เลวที่สุด แต่ถ้ามาเห็นแก่ลูกๆเพ ิ่ มขึ้น ก็ดีขึ้น กว้างขึ้น แต่ก็ยังแคบมาก ก็มาเห็นแก่ญาติมากขึ้น เราฆ่ากิเลสที่เห็นแก่คู่ แก่ลูกไป แล้วขยายความรักเพ ิ่ ม ต่อไป ไม่ใช่แค่ญาติก็มาเป็นสังคมชาติประเทศ จนถึงทั่วจักรวาลก็เจริญๆ ขึ้น ความรักที่ประพฤติได้แต่ไม่รู้ฐานของจิต ก็เป็นเทวนิยม มิติที่ 7 คือไม่เห็นแก่ลูก ไม่เห็นแก่ญาติ แต่เห็นแก่ผู้อื่น ตามสมควรเหมาะสม คือไม่ลำเอียง นี่คือเรียกว่าตัดญาติทางสายเลือด ญาติปริวัตตังปหายะ อะไรสำคัญก็ให้คนนั้น ช่วยกันไป จนกระทั่งไม่มีจำกัด ช่วยทุกคนทุกสิ่งเลยในจักรวาล แม้เป็นจิตวิญญาณสูงสุด เป็นจิตพระเจ้า หรือปรมาตมัน หรือจิตอรหันต์ ผู้นั้นเรียนมิติที่ 8 บรรลุแล้วเป็นมิติที่ 9 เป็นนิพพานนิยมหรืออรหันตนิยม ส่วนมิติที่ 10 เป็นความรักแบบพระพุทธเจ้า บัญญัติกว้างๆคือ common noun สามัญนาม ส่วนวิสามัญนาม proper noun เรียกชื่อลงไปว่า นี่คืออะไร แตงกวา ฟักข้าว นิ้วมือ ชื่อเรียก ภาษาบาลีเรียกว่า อธิวจนะ ถ้าเป็นการแต่งตั้งชื่อ ก็บัญญัติขึ้นมา อันนี้เป็นเหลี่ยม อันนี้เหลี่ยมจตุรัสก็มีชื่อซ้อนลงไปอีก หรือกลมก็เป็นบัญญัติ แล้วก็มีกลมแบบไหนอีก วันนี้เป็นวันที่สอนจบความรัก 10 มิติไปแล้ว ต่อไปจะมีวิชาใหม่มาแทน

ต่อไปเป็นการตอบประเด็น คำถาม _ความรักที่แท้จริงคืออย่างไร? พ่อครูว่า… คือความเห็นแก่ผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัวไม่เอาแต่ใจตัว ช่วยเหลือผู้อื่น

_คนพูดคำหยาบนี่ หนอนจะออกจากปากไหม พ่อครูว่า ... จะมีผีชั่ว ที่ยิ่งกว่าหนอนออกจากปากอีก

_ดญ.ดูแล · ความรักของพ่อแม่มีความสุขจริงหรือ? พ่อครูว่า ... ความรักของพ่อแม่ ทำตามใจให้เราทั้งหมดไม่ได้หรอก ถามพ่อ แม่ ก่อนว่า ทำอย่างนี้ กับหนูดีอย่างไร อย่าพึ่งไม่ชอบเสียก่อน

_ทำไมพระพุทธเจ้าเกิดมาแล้วต้องมีคู่อีก แม้ว่าจะมีญาณปัญญามากมายที่บำเพ็ญมามหาศาล พ่อครูว่า… คำว่า จำไม่ได้ ก็คือจำไม่ได้ ความจำยังไม่ขึ้นมา พระพุทธเจ้าได้รับคำทำนายว่าเป็นพระพุทธเจ้า ก็น่าจะรู้ว่า สุขเท็จคืออย่างไร ท่านก็ไม่น่าจะไปหลง แต่ความจริงแล้วมันระลึกไม่ได้ เอาความจำออกมาไม่ได้ ทำไมไม่ได้ทั้งที่แต่ละชาติระลึกได้ แต่พอตายไปแล้วได้ร่างใหม่กลับลืม เป็นลิงลมอมข้าวพอง เพราะพระบิดามอมเมาหนักมาก แต่เมื่อมีบารมีจะเลิกง่าย สุขนั้นรู้ได้ยาก แต่ทุกข์นั้นรู้ได้ง่ายกว่า แต่ของพระพุทธเจ้าทุกข์ทางวัตถุท่านก็ถูกกั้นได้ แต่ว่าทุกข์ทางใจนั้น กั้นท่านไม่ได้ ท่านเห็นเทวทูต 4 แก่ เจ็บ ตาย และป่วย พอได้เวลา ในวันเพ็ญเดือน 6 ท่านก็ระลึกได้ ว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า เป็นการดึงของเก่าขึ้นมาใช้ แม้ทุกวันนี้ อาตมา ก็ยังดึงของเก่าออกมาไม่หมด และพระพุทธเจ้าตอนแรกก็ยังดึงออกมาไม่หมดหรอก แต่ท่านคุยกับเทวดาอีก ท่านก็ระลึกได้เพิ่มขึ้นอีก ความรักแบบแฟนนี่ มันหวงแหน แต่ความรักแบบเพื่อนนี่ไม่หวงแหนนะ มีอะไรก็ช่วยกันสนุกสนานไป ดีกว่าเยอะเลย ตัวจบจริงต้องเห็นด้วยปัญญา มันยากที่จะเห็นถึงความละเอียดลออ ลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าตรัสบอกว่าสิ่งใดไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์แล้ว สุขไม่ใช่ตัวตน มันเป็นเท็จ ใครเกิดปัญญาเห็นว่าสุขไม่มีตัวตนก็จะเห็นเป็นทุกข์ได้ เพราะรักนี่จะมีความยึดเป็นเรา เป็นของเรา ใครมาแตะไม่ได้ หวงแหน ถ้ารักเป็นแฟน ถ้ารักแบบเพื่อนไม่หวงแหน เราไม่ยึดเป็นเรา เป็นของเราก็ไม่ทุกข์ หากใครยึดว่าจะต้องได้ ต้องมี ต้องเป็นได้นิรันดรตามกิเลสบอกด้วย อย่างแฟนบางคนบอกว่า วันนี้บอกรักฉันหรือยัง วันนี้ถึง 5 ครั้ง วันนี้หอมฉันหรือยัง เท่านั้นครั้ง มันต้องได้เท่านั้นเท่านี้ ต้องได้เป็นของตน จะเห็นได้ว่าถ้าเรายึดว่าต้องได้เป็นเราเป็นของเรา หากไม่ได้ก็โทสะเกิด พระพุทธเจ้าว่ารักคือทุกข์ คำว่าทุกข์คือ มันทรงอยู่ไม่ได้ มันไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ต้องเห็นความจริงว่า ที่จะต้องได้แตะต้องสัมผัส ต้องการเมื่อไหร่ ถ้าหวงแหนมากต้องให้อยู่ใกล้ชิด อยู่ในสายหูสายตา ห่างไม่ได้ หรือให้กอดได้ตลอด เป็นได้บ้าบอเลย มันก็ยังอยู่เป็นสายใยแห่งความเป็นเราเป็นของเราอยู่ ไปยึดอารมณ์ว่าเป็นเราเป็นของเรา มันไม่มี อนัตตา เราได้ตัวอย่างอะไรหลายอย่างมาเป็นตัวอย่างว่า มันก็เปลี่ยนไป เวียนวน นานนับชาติ เหมือนแฟชั่นผู้หญิง ส้นสูง อีกหน่อยก็สั้นลง หนักเข้าก็ส้นตึก อีกหน่อยก็แหลมออกอีก ต่อมาก็ยาวออก หรือสั้นเข้าๆ หมุนเวียน มันก็ยึดสมมุติทั้งนั้น ถ้าเรามี อุท ยั พยานุปัสสนาญาณ มันไม่อยู่ได้ ภังคานุปัสสนาญาณ มันเสื่อมลงมากกว่าตั้งอยู่ มันไปหาอันใหม่อีกเรื่อยๆเพื่อเสพสุข แต่มันหายไปในที่สุดไม่เที่ยง ต้องเปลี่ยนไป หายไป แล้วเอาอื่นมาแทน ทุกอย่างก็ไม่เหลือ ถ้าเราไปยึดอย่างนี้อยู่ ภยตูปฐานญาณ มันเป็นสิ่งน่ากลัวเป็นภัย มันไม่น่าจะมาวนเวียนเป็นภพชาติเช่นนี้เลย ลักษณะความไม่มีตัวตนก็จะปรากฏในญาณปัญญา เห็นว่าเราไปยึดของเปล่าของว่างไม่ได้เลย เป็นภัยด้วย เราเองหากไม่เลิกวางมันเป็นทุกข์โทษภัยต่อเรา สูงเป็น อาทีนวานุปัสสนาญาณ เต็มด้วยญาณที่เห็นโทษภัย น้ำหนักของญาณจะลึกซึ้ง จน นิพพิทานุปัสสนาญาณ จะเกิดวางปล่อยไม่ได้กดข่ม แต่ทำลายกิเลสได้ มุญจิตุกัมยตาญาณ เปลื้องปล่อยได้ ในที่สุด ปัญญาจะแจ้งรู้ ถามว่าเมื่อไหร่คุณไม่ถึงปัญญาเช่นนี้ คุณอ่านในอะไรที่คุณได้เบื่อหน่ายเช่นนั้น แล้วอะไรก็น่าเบื่อหน่ายเช่นนี้ทั้งสิ้น แม้แต่ขันธ์ 5 หรือว่า สิ่งที่เรามีความรู้ แม้เรามีอรหัตตผล หรือโพธิสัตว์ ก็ไม่ได้เป็นเราเป็นของเรา แม้ภูมิระดับพระพุทธเจ้า ท่านก็ต้องทิ้งภูมินี้ จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน