580325_สรรค่าสร้างคน(วนบ.) บ้านราชฯ ถึงเวลาปฏิรูปศาสนาพุทธในเมืองไทย.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข3 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580325_รายการสรรค่าสร้าง(วนบ.) ที่บ้านราชฯ เรื่อง ถึงเวลาปฏิรูปศาสนาพุทธในเมืองไทย โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า … วันนี้วันพุธที่ 25 มีนาคม 2558 เป็นวัน ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 ปีมะเมีย วันนี้จะอ่านบทความทางการเมืองหลายบทความ

บทความแรก ของเลียบวิภาวดี : ปฏิรูปพระ หลังจากที่ “วัดดัง” ต่างๆ ในบ้านเรากลายเป็น “ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า” ที่ทำให้ “อินเดียน่า โจนส์” ทั้งหลายทำการ “ห่มเหลือง” เพื่อใช้เป็นแผนที่เบิกทางเข้าไปไล่ล่าขุมทรัพย์ดังกล่าวอย่างกระหน่ำ ไล่ล่า โดยเปลี่ยน “วัด” ซึ่งเป็นสำนักปฏิบัติธรรมและเผยแพร่ธรรมให้กลายเป็น “ห้างสรรพสินค้าขายบุญ” และบางแห่งเป็น “ศาลาต้มตุ๋นชาวบ้านที่จิตอ่อน” จนทำให้ศาสนาพุทธเรียวแหลมลงตามลำดับ และอาจล่มสลายในประเทศไทยเหมือนที่เกิดขึ้นแล้วในอินเดียและเกาหลี ดังนั้น ไม่เพียงแต่ชาวพุทธในประเทศไทยเท่านั้นที่หวั่นไหวถึงหายนะดังกล่าว แม้แต่ชาวพุทธ ชาติอื่นๆ ก็กังวลถึงวิกฤติศาสนาพุทธในประเทศไทย ซึ่งถือเป็น “ศูนย์กลางศาสนาพุทธของโลก” ด้วยประการฉะนี้ คณะกรรมการปฏิรูปพระพุทธศาสนาในสปช.จึงได้เสนอให้มีการปฏิรูป “อินเดียน่า โจนส์ ห่มเหลือง” อย่างไม่ชักช้า เหตุผลที่คณะกรรมการฯ หยิบยกขึ้นมาอ้างว่าจะต้องมีการปฏิรูปพระอย่างเร่งด่วน มีด้วยกัน 3 ประการคือ 1.การตรวจสอบทรัพย์สิน โดยทรัพย์สินของวัดและของพระที่ผ่านมาไม่มีการตรวจสอบและเปิดเผย เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ “อินเดียน่า โจนส์ห่มเหลือง” จำนวนมาก แห่กันเข้ามาไล่ล่าขุมทรัพย์ในห้างสรรพสินค้าขายบุญดังกล่าวอย่างละโมบ 2.พระไม่ปฏิบัติธรรม แต่มุ่งมั่นเป็นเซลส์แมน “ขายบุญ” ทำกำไรอย่างอู้ฟู่ จนทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อพระ และกระทบไปถึงพุทธศาสนา 3.พระทำให้ธรรมวินัยวิปริตและประพฤติวิปริตจากธรรมวินัย เช่น

อ่านต่อ

กรณีของสำนักจานบิน เป็นต้น ที่มีแนวคำสอนขัดแย้งกับพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง และชักจูงให้ประชาชนเชื่อว่า “บุญ” คือ “สินค้าที่ซื้อขายได้” ส่วนการปฏิรูปพระนั้น คณะกรรมการฯ ได้เสนอไว้ 5 แนวทาง คือ 1.ให้ออกพ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัดและพระ เพื่อเป็นการตรวจสอบทรัพย์สินของวัดหรือพระให้ตกแก่แผ่นดินอย่างถูกต้องโปร่งใส 2.แก้ไขป.แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 โดยแก้ให้ทรัพย์สินทั้งหลายที่ได้มาระหว่างเป็นพระตกเป็นของวัดและแผ่นดิน พระจะจำหน่ายจ่ายโอนหรือทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้บุคคลอื่นไม่ได้ 3.แก้กฎหมายมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 พ.ศ.2541 ให้การปกครองของคณะสงฆ์ที่ “รวมอำนาจ” เป็น “กระจายอำนาจ” ให้พระทั้งประเทศต่างมีส่วนร่วม 4.มีกลไกป้องกันการบิดเบือนพระธรรมวินัย อย่างเป็นระบบ 5.ปฏิรูปการศึกษาของคณะสงฆ์ ให้ทันเหตุการณ์และเป็นผู้เข้าใจธรรมวินัยที่ถูกต้อง การที่คณะกรรมการฯ ออกมาเปลี่ยน “ห้างสรรพสินค้าขายบุญ” กลับมาเป็น “วัดในพุทธศาสนา” ที่แท้จริงแบบนี้ก็ต้องมาติดตามดู “อินเดียน่า โจนส์” ห่มเหลืองทั้งหลายจะดาหน้าออกมาต่อต้านหรือไม่? กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม

คอลัมน์ต่อไป ของคุณ สารส้ม กวนน้ำให้ใส : ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ต้องไม่กลัวมารศาสนา รายงานผลการพิจารณาศึกษาการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสตร์ (ชุดที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน) เตรียมเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 24 มี.ค.นี้ มีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่องหนึ่งในนั้น ได้แก่ ข้อเสนอแนะร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุ ระบุว่า อย่างน้อยต้องมีกลไกหลักในการดำเนินงาน คือ การจัดทำงบบัญชีทรัพย์สินของวัด, ทรัพย์สิน เงินทอง รายได้ รวมถึงผลประโยชน์อื่นที่ได้มาจากการดำเนินงานภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ย่อมตกเป็นของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของบุคคล พระสงฆ์ หรือของวัดใด การบริหารจัดการทรัพย์สิน เงินทอง รายได้ ของวัดและพระ ควรให้พุทธบริษัท 4 ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกามีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความโปร่งใส “แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ที่กำหนดให้ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นแต่พระภิกษุนั้นจะจำหน่ายไปในระหว่างมีชีวิตหรือโดยพินัยกรรม เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมาย และให้เป็นไปตามธรรมวินัย โดยให้ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างเป็นพระภิกษุให้ตกเป็นของวัดนับตั้งแต่ที่ได้มา และไม่สามารถจำหน่าย โอน หรือทำพินัยกรรมยกให้บุคคลอื่นได้” 2) การปฏิรูปการจัดการทรัพย์สินของวัดและของพระนั้น นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งปัจจุบัน ปรากฏปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองของวัดและของพระมากมาย รุงรังมาก บวชแล้ว แทนที่จะลด ละ เลิก กลับเกิดภาวะสั่งสมทรัพย์สิน กองกิเลสมหาศาล บางกรณี พระมรณภาพ ทิ้งทรัพย์สินไว้มากหลาย ญาติพี่น้องมาเรียกร้องว่าเป็นมรดกของตนเอง บางกรณี พระมีเงินเก็บล้นกุฏิ ทรัพย์สินหรูหรา รถยุโรปคันแพง บ้าน ที่ดิน ฯลฯ บริหารจัดการทรัพย์สินของวัดและของพระเสมือนหนึ่งอาณาจักรผลประโยชน์ส่วนตนบางวัด ผลประโยชน์มโหฬาร ยิ่งกว่าบริษัทธุรกิจรายใหญ่ๆ เสียอีก ปัจจุบัน วัดถือเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย กำหนดให้เจ้าอาวาสเป็นตัวแทนของนิติบุคคลในการตัดสินใจดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของวัด มีอำนาจทำนิติกรรม นำไปใช้จ่าย-ลงทุน จะฝาก-ถอนเงินออกจากบัญชี จะโอนไปให้ใครที่ไหนก็ขึ้นอยู่กับเจ้าอาวาส แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดการดูแล โดยส่วนใหญ่ตัวกรรมการก็จะเป็นคนของเจ้าอาวาสทั้งสิ้น หลายกรณีเป็นญาติพี่น้อง คนรับใช้ คนสนิท ฯลฯ ทำให้อำนาจเด็ดขาดก็ยังอยู่ที่เจ้าอาวาสนั่นเอง จะต้องปฏิรูประบบการบริหารจัดการทรัพย์สินและรายได้ของพระสงฆ์และวัด เพื่อปลดปล่อยพระสงฆ์จากเครื่องพันธนาการ บ่วงทางโลกและโลภ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของพระตามพระธรรมวินัยต่อไป 3) ในรายงานของคณะกรรมการปฏิรูปฯ มีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของพระพุทธศาสนาว่า น่าจะไม่น้อยกว่า 20 ล้านล้านบาท! เกือบ 2 เท่า ของมูลค่าจีดีพีประเทศไทย! เกือบ 10 เท่า ของงบประมาณแผ่นดินประจำปี! มหาศาล มโหฬาร มหึมา แต่กลับปรากฏว่า มีการบริหารจัดการอย่างไม่โปร่งใส ไม่มีธรรมาภิบาล 4) เฉพาะเงินของวัดในประเทศไทย ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกรุงไทย เคยเปิดเผยว่า ในปี 2556 วัดทั้งหลายมีเงินฝากอยู่ในระบบธนาคารมูลค่ากว่า 300,000 ล้านบาท! นี่เฉพาะเงินทำบุญที่ฝากไว้ในธนาคาร ยังไม่นับที่เก็บไว้เป็นเงินสด แบบที่เป็นข่าวว่าเงินล้นกุฏิ ปลวกกิน หรือผ่องถ่ายไปไว้กับคนใกล้ชิด แล้วที่เก็บไว้ในรูปทรัพย์สินอื่นๆ เช่น รถหรู ที่ดิน ทองคำ ฯลฯ มีอีกมหาศาลเท่าไหร่ งานวิจัย เรื่อง “การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย” ของ ดร.ณดา จันทร์สม คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สะท้อนชัดว่าการบริหารจัดการเงินของวัดในประเทศไทยมีปัญหาความไม่โปร่งใสอย่างมาก จากจำนวนวัด 37,000 แห่ง มีแค่หลักพันเท่านั้นที่ส่งรายงานบัญชีให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนา แถมการจัดทำบัญชีของวัดก็ไม่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล เพราะ “เจ้าอาวาสวัด” เป็นผู้กุมบัญชีและทรัพย์สินเบ็ดเสร็จ ไวยาวัจกรหรือคณะกรรมการวัดทั้งหลายส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าอาวาสเลือกขึ้นมา ซึ่งบ่อยครั้งก็จะเป็นเครือญาติ หรือลูกศิษย์ลูกหาคนสนิท ไม่มีการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของวัดต่อสาธารณะ ไม่มีระบบกำกับดูแลการบริหารการเงินของวัดที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเพียงพอ เมื่อระบบบัญชีวัดหละหลวม การบริหารจัดการขาดธรรมาภิบาล นอกจากจะเปิดช่องให้มีการนำเงินวัดไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวแล้ว ยังเกิดขบวนการฟอกเงินโดยอาศัยวัดเป็นช่องทาง 5) น่าคิดว่า นอกจากร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุ ที่คณะกรรมาธิการ จะมีข้อเสนอแนะแล้ว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เคยมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา มีการกำหนดโทษ กรณีพระภิกษุกระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ทำการเสพเมถุน หรือ กล่าวอวดอุตริมนุสธรรม ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธศาสนา มีโทษทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดเป็นผู้ร่วมกระทำผิด หรือสนับสนุนในการกระทำความผิด ก็มีโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ ให้หลักศาสนธรรมเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก ต้องระวางโทษจำคุก พระภิกษุ สามเณร มีไว้ในครอบครองซึ่งสื่อวิดิทัศน์หรือวัตถุใดๆ ที่มีลักษณะเดียวกันเกี่ยวกับลามกอนาจาร ต้องระวางโทษจำคุก พระภิกษุ สามเณร ดื่มสุรา ยาเสพติด หรือของมึนเมาอื่นใด จนไม่สามารถครองสติได้ จนเป็นเหตุให้เสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนา ต้องระวางโทษจำคุก พระภิกษุ สามเณร กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในบทบัญญัตินั้นๆ หนึ่งในสาม ฯลฯ หาก คสช.ต้องการจะอุปถัมภ์ค้ำชู ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา เพื่อให้เจริญงดงามต่อไปจริงๆ ก็ขอให้ใช้โอกาสนี้ในการผลักดันอย่างสะเด็ดน้ำ อย่าได้เกรงกลัวต่อมารศาสนา หรือเหลือบผ้าเหลือง จะเป็นบุญกุศลแก่ประเทศชาติ อย่างที่สุด สารส้ม

ต่อไปจะอ่านหัวข้าว ในนสพ. ไทยโพสต์วันนี้ เตือนพุทธสูญจากไทย สปช.ซัดธรรมโกยภัยมั่นคง/อึ้ง!ทรัพย์สินพระ 20 ล้านล.

เปลือยตัวตน “ธัมมชโย” ชี้เทศน์ “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” ไม่ต่างจากนักธุรกิจที่ห่มผ้าเหลืองหากิน “หมอมโน” แนะจับตา 3 เม.ย. “ธัมมี่” ไป สปป.ลาว อาจขอลี้ภัย เผยมีมือปืนจากซุ้มอีสานจ้องเด็ดหัวเพราะแฉนะจ๊ะ “ไพบูลย์” หวัง “บิ๊กตู่” เอาจริงปฏิรูปพระพุทธศาสนา เสนอ 4 ปัญหาพร้อม 4 ทางแก้ อึ้ง! รายงาน สปช.เผยทรัพย์สินวงการสงฆ์มากกว่า 20 ล้านล้าน ปล่อยจานบินลอยนวล ศาสนาพุทธอาจอันตรธานจากประเทศ เมื่อวันอาทิตย์ ยังมีความต่อเนื่องกรณีพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือพระเทพญาณมหามุณี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ได้เทศน์พร้อมเปิดคลิปเมื่อช่วงค่ำวันที่ 21 มี.ค. ผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง DMC โดยมีเนื้อหาเสียดสีกรณีการคืนเงินให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ในทำนองว่า ไม่ได้หนี ไม่ได้หาย แต่มันไม่มี ถ้ามีจะคืนทันที ไม่ต้องมาทวง เจ้าหนี้ไม่ต้องมาทวง ไม่ต้องมาแหย่ นั้น ล่าสุด นพ.มโน เลาหวณิช กรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อดีตพระที่เคยบวชเรียนวัดพระธรรมกาย 19 พรรษา ซึ่งใกล้ชิดพระธัมมชโย กล่าวว่า เป็นการสะท้อนให้เห็นตัวตนว่าไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมรับว่าผิด การให้ลูกศิษย์เรี่ยไรเงินบริจาคเพื่อมาคืนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ กว่า 600 ล้านบาท แล้วยังมีคนหลงเชื่อจำนวนมาก ถือว่าน่าเสียดาย เพราะเห็นได้ชัดว่าท่านรับเงินมาจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ จริง ทำให้คนจำนวนมากเดือดร้อน แต่ท่านก็ไม่แคร์

ต่อไปเป็น บทความ คอลัมน์บ้านเกิดเมืองนอน สิริอัญญา ปัญหาของชาติ...เกิดจากการไม่ทำหน้าที่!

น่าเห็นใจ คสช.และรัฐบาล ที่ต้องรับภาระหนักหน่วงในการกอบกู้ฟื้นฟูประเทศชาติทุกๆ ด้าน เพราะสิ่งที่นักการเมืองได้สร้างกรรมทำเข็ญไว้กับบ้านเมืองต่อเนื่องมายาวนานนั้น หนักหนาสาหัสยิ่งนัก หากจะเปรียบประเทศเป็นปลาตัวหนึ่ง ก็ถูกกิน ถูกแทะ จนเหลือแต่กระดูกหัว กระดูกหาง และก้างเท่านั้น ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และความเสื่อมทรุดล่มสลายแผ่ขยายเป็นวงกว้างในทุกวงการ ในทุกพื้นที่ และในทุกหมู่ทุกเหล่า ไม่เว้นแม้กระทั่งวงการสงฆ์ ที่เสื่อมทรุดถึงขนาดอลัชชี เดียรถีย์ ครอบงำบงการกิจการพระพุทธศาสนาแทบจะสิ้นเชิง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นเหตุปัจจัยของสภาพการณ์ดังกล่าวมานานแล้ว ดังนั้นตลอดระยะเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมานี้จึงได้พระราชทานพระบรมราโชวาทพระราชดำริและกระแสพระราชดำรัสเป็นอันมากให้คนทั้งหลายได้สำนึกในหน้าที่รับผิดชอบของตน ให้คนทั้งหลายตั้งใจมานะบากบั่นทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จลุล่วงและด้วยความซื่อสัตย์สุจริต กระทั่งทรงชี้ให้ได้รู้ ได้เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า บ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี และไม่สามารถกำจัดคนไม่ดีให้หมดไปได้ ดังนั้นในการบริหารบ้านเมืองจึงต้องส่งเสริมให้คนดีมีอำนาจและต้องป้องกันขัดขวางกำจัดไม่ให้คนไม่ดีมีอำนาจ แต่เพราะระบบการเลือกตั้งที่นักการเมืองฉ้อฉลชั่วร้ายผูกขาดอำนาจต่อเนื่องมาถึง 80 ปี ได้ปลูกฝังความคิดที่ผิดและอัปลักษณ์ จนผิดชอบชั่วดีเลอะเลือนไปหมดสิ้น และในที่สุดก็เกิดผลสำคัญดังที่รู้กันทั่วไปคือ ระบบการเลือกตั้งและนักการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้นั้น ไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษมของประเทศชาติและประชาชน สภาพการณ์ตกอยู่ในวิกฤติที่ไม่ว่านักการเมืองหน้าไหนพรรคใดเข้ามามีอำนาจ ก็มีแต่เรื่องอุบาทว์ต่ำช้าเหมือนกัน จะต่างกันที่ปริมาณมากและน้อยเท่านั้น การเลือกตั้งครั้งล่าสุดสองครั้งที่ผ่านมา ประชาชนชาวไทยได้ข้อสรุปเป็นที่ยุติตรงกันทั้งประเทศแล้วว่า ระบบการเมืองและการเลือกตั้งที่เป็นอยู่นี้คือระบบที่ทำให้เกิดรัฐบาลประเภทอัปรีย์ไป จัญไรมา การไม่ทำหน้าที่ของคนในรัฐบาล ในสภา ในองค์กรอิสระและอื่นๆ จึงทำให้ความชั่วร้ายขยายวงลุกลามบานปลายยิ่งกว่าหญ้าคอมมิวนิสต์ในฤดูฝน จึงก่อให้เกิดความพินาศวายวอดขึ้นแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งเป็นภาระอันหนักยิ่งของ คสช. และรัฐบาล ดังนั้นถ้าจะให้การยึดอำนาจครั้งนี้ไม่เสียของ ก็ต้องกอบกู้ฟื้นฟูประเทศให้ออกมาจากสภาพที่เป็นอยู่ให้ได้และดูเหมือนว่านายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าจะประจักษ์ใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่า แม้การยึดอำนาจได้ผ่านพ้นมาเกือบจะครบปีแล้ว แต่สภาพที่คนไม่ทำหน้าที่หรือทำหน้าที่โดยทุจริตหรือโดยไม่ชอบยังคงมีอยู่โดยทั่วไป ถึงขั้นที่มีการจับกุมปราบปรามอย่างกว้างขวางก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป จึงเป็นที่มาของปริศนาธรรมคำพูดที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไปยืนที่ต้นไม้ต้นหนึ่งและปลิดเอาดอกเหี่ยวๆดอกหนึ่งออกมา แล้วปรารภให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ดอกไม้เหี่ยวๆ แบบนี้ต้องปลิดออกไปบ้าง ซึ่งไม่มีใครทราบว่าเป็นเหตุการณ์บังเอิญ หรือเป็นการปรารภด้วยมีปริศนาทางใจอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ทว่าผู้สื่อข่าวก็นำเรื่องนี้มารายงานอย่างกว้างขวาง แล้วจับตาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องแบบนี้เคยมีมาแล้ว! สมัยหนึ่งโจโฉแทะซี่โครงไก่อยู่ ก็ปรารภขึ้นว่า แทะอย่างไรก็ไม่มีเนื้อไก่ แต่จะขว้างทิ้งไปก็เสียดาย เพราะยังหวานมันอยู่ พอดีนายทหารเข้ามาถามรหัสเข้า-ออกหน่วยสำหรับคืนนั้นว่า จะใช้รหัสอะไร โจโฉซึ่งกำลังเพลินอยู่กับการแทะซี่โครงไก่ จึงออกปากว่า “ขาไก่” ทำให้เอียวสิ้วคนสนิทตีความว่าโจโฉกำลังจะถอยทัพ จึงสั่งการให้ไพร่พลสนิทเก็บข้าวของ เกิดการโกลาหลขึ้นในกองทัพ โจโฉทราบความจึงประหารเอียวสิ้วเสีย อีกสมัยหนึ่ง สหายร่วมรบกับเหมาเจ๋อตุงมีอำนาจแล้วก็เสพสุข รับสินบาท คาดสินบน สร้างความหม่นหมองให้แก่เหมาเจ๋อตุงเป็นอันมาก เพราะเคยเตือนให้สหายทั้งหลายระมัดระวัง “กระสุนน้ำตาล”ตั้งแต่ก่อนการเคลื่อนทัพเข้ายึดกรุงปักกิ่งแล้ว ครานั้นเหมาเจ๋อตุงรำพึงว่า ไม้เท้าเก่าจะใช้ต่อไปก็อาจล้ม ทิ้งไปก็อาลัย เสื้อเก่า รองเท้าเก่า ใช้ต่อไปก็ไม่สบาย ทิ้งไปก็อาวรณ์ หลังจากรำพึงและปรารภดังนั้นแล้ว เหมาก็ออกคำสั่งปลดสหายร่วมรบที่ดำรงตำแหน่งสูงหลายคนออกจากตำแหน่งก็เป็นเรื่องน่าจับตามองว่าหลังปริศนาธรรมเกิดขึ้นดังนี้แล้ว บรรดาขุนนางข้าราชการทั้งหลายที่ไม่ทำหน้าที่หรือทำหน้าที่โดยไม่ชอบหรือโดยทุจริต จะยังคงเชิดหน้าชูตาอยู่ในอำนาจหน้าที่ต่อไป หรือว่าจะได้รับการจัดการแก้ไขอย่างไร?

ต่อไปเป็น บทความของ คุณเปลว สีเงิน 'เลือกตั้ง-เลือกอนาคต' เลือกไหน?

ที่หายไป 3-4 วัน ไม่ได้หนีไปเที่ยวไหนหรอกครับ ไปให้หมอควักลูกตาล้างน้ำ ต้องโปะผ้าก๊อซไว้ เลยต้องงดใช้ดวงตาซุกซนสอดส่ายชั่วคราว นี่ก็ต้อง "หรี่ตาข้างหนึ่ง" น้ำตาไหลพรากเหมือนคนอกหักตอนแก่ฉกรรจ์เพราะจ้องจอคอมพ์และจิ้มแป้น PC จะเกาะหลังคุณ "ผักกาดหอม" กินนานไป ก็เกรงใจเค้าและกลัวตัวเอง "จะขึ้นขน" ด้วยขี้เกียจเรื้อรัง! เมื่อตาต้องปิด ผมจึงเปิดหูฟังข่าวทางวิทยุ-โทรทัศน์ แทนการอ่านจากหนังสือพิมพ์และเน็ตนานๆ ฟังอดีตนักการเมือง ทั้งที่เคยเป็น ส.ส.และไม่ได้เป็น วิจารณ์ หรือใช้คำให้ตรงตัวว่า "จวก" ร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ปรุงเสร็จแล้ว รอการ ชิม-ชม-แช่ง-ชิ้วๆ ทำให้นึกขึ้นได้ว่า.......ตั้งแต่ยกร่างรัฐธรรมนูญกันมา ผมไม่เคยพูดถึงเลย จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า ที่ร่างๆ กันนี้มีกี่ร้อยมาตรา? พยายามตะแคงหูฟังนักการเมืองที่อ้างว่า "ผม....ตัวแทนประชาชน" ไม่ว่าจากซีกเพื่อไทยหรือซีกประชาธิปัตย์ เพื่อจะจับความว่า........เขาทำหน้าที่ตัวแทน เอาใจใส่ ใคร่ครวญ เพื่อพิทักษ์ประโยชน์ประเทศชาติ-ประชาชนโดยตรง ด้วยหยิบยกประเด็นตามเนื้อหา "หมวดไหน-มาตราไหน" ที่ไม่เข้าท่า-เข้าทาง ขึ้นมาวิพากษ์-วิจารณ์บ้าง? ให้ตายต่อหน้าตักยิ่งลักษณ์เถอะ.....!ทั้งสามร้อยกว่ามาตรา "นักเลือกตั้งอาชีพ" ร้อยละทั้งร้อย จิกติดเหมือนอีกาปากเหล็กอยู่ประเด็นเดียว คือ"การเข้าสู่อำนาจ" ของตัวเอง! จะบอกว่า เป็นปรากฏการณ์มงคลครั้งแรกในรอบทศวรรษก็ได้ ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างปาฏิหารย์คือสามารถดลบันดาลให้นักการเมืองเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ซึ่งวิถีการเมืองตลอดมา ถ้ามึงไปซ้าย กูต้องไปขวา และถ้ามึงไปขวา กูต้องไปซ้าย จากร่างฯ นี้...........ทำให้ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย "สมานฉันท์" เป็นนิมิตนรก และร่วมปฏิบัติการ "ถลมร่างรัฐธรรมนูญ" เพื่อผลประโยชน์ทางอาชีพเดียวกันชนิด ต้องตายกันไปข้าง! ทำไมล่ะ...ถ้ารัฐธรรมนูญที่ร่างกว่าสามร้อยมาตรา ดีหมด-ถูกต้องหมด มีเพียง ๒-๓ มาตรา ในจำนวน ๓๐๐ กว่ามาตราเท่านั้น ที่เห็นว่าควรแก้ไข ร่างฯ ฉบับนี้ มันควรต้องบอกว่า...เยี่ยม มิใช่หรือ?! แล้วพวกนักการเมือง ๒ ขั้วนี่ โวยทำไม ในเมื่อดีถึง ๙๐% บกพร่องไม่ถึง ๑๐% ก็รีบให้ผ่าน-ให้เสร็จ ตามกำหนด จะได้เลือกตั้งกันเร็วๆ ตามอยากไม่ดีกว่าหรือเมื่อเลือกตั้งได้อำนาจคืนสู่มือโจร-มือบัณฑิตเยี่ยงพวกท่านแล้ว ก็ใช้อำนาจตามกลไกเลือกตั้ง ด้วยระบบรัฐสภานั้น แก้ไขเอาซี แค่ข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในเมื่อมีอำนาจแก้ ก็แก้ซะ ไม่มีใครว่าหรอก หรือไม่จริง? ก็มาดูถึงประเด็นที่โวยวาย ต้านต่อ ชนิดเอาเป็น-เอาตายกันบ้างว่า เป็นมาตราว่าด้วยประโยชน์ชาติ-ประชาชนโดยตรง หรือประโยชน์ใคร? อันดับ ๑ โวยเรื่องจำนวน ส.ส.-ส.ว.และที่มาอันดับ ๑/๑ โวยเรื่องนายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจาก ส.ส. สรุปชัดๆ คือ ทั้งเรื่องพระมหากษัตริย์ เรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชน เรื่องนโยบายพื้นฐานรัฐ เรื่องการเงิน-การคลัง-งบประมาณ และอีกร้อยแปดพันเก้า นักการเมืองไม่สนใจเลยว่า เขาจะร่างกันออกมาแบบไหน สนใจ-เพ่งเล็งอยู่หมวดเดียว คือ "หมวดรัฐสภา" คือหมวดว่าด้วยอาชีพนักเลือกตั้ง ว่าด้วยรูปแบบ-วิธีการเข้าสู่ "อำนาจบริหาร-อำนาจนิติบัญญัติ" ที่เรียกว่า "รัฐบาล-รัฐสภา" เท่านั้น!? โอ้...จอร์จ....เวรจริงๆ! เรื่องของบ้านเมือง เรื่องประชาชน มันไม่สน สนเฉพาะเรื่องได้-เรื่องเสียในอาชีพของมัน สังคมประเทศเข้าสู่เส้นทางปฏิรูปมาขนาดนี้แล้ว นักเลือกตั้งอาชีพยังไม่ปรับตัว ยังคิดเก่าๆ ทำเก่าๆ ยึดเก่าๆ เฉพาะประโยชน์กู แบบนี้...จะรีบเลือกตั้งไปเพื่ออะไร ไม่เพราะ "ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง" ตลอดมาดอกหรือ.........? บ้านเมืองจึงกลายเป็นธุรกิจสาธารณะที่ "ใครก็ได้" ในคราบ "นักเลือกตั้ง" เวียนกันเข้ามาสูบเลือดไป แล้วถ่ายเชื้อโรคทิ้งไว้จนสังคมประเทศวันนี้เป็นโรค "ภูมิต้านทานบกพร่อง" พร้อม "ติดเชื้อ-ติดโรค" และล้มตายได้ทุกขณะ! เมื่อนอนไป-ฟังไป-คิดใคร่ครวญไป ผมก็เกิดอาการปีติ ด้วยบรรลุ คือเกิดดวงตาเห็นความจริงในปัจจุบันขณะว่า.......ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สุดท้ายแล้วต้องออกมาเป็น "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ฉบับที่ดีแน่ ตอบโจทย์ประชาชน นำสังคมชาติสู่อนาคตใหม่ที่สดใสได้แน่ เพราะ.....ถ้านักเลือกตั้งเก่าๆ บอกว่า ไม่ดี...โวย แสดงว่า ร่างฯ นี้ไม่สนองเส้นทางอำนาจพวก คิดเก่า-ทำเก่า-ยึดเก่า ถือว่า กรรมาธิการยกร่างฯ เดินมาถูกทางแล้วแต่ถ้านักการเมืองเก่าๆ บอกดี ชอบใจ แสดงว่าร่างฯ ฉบับนี้ห่วย ไม่สนองตอบสังคมชาติสู่เส้นทางอนาคตใหม่ อย่างที่คนรุ่นใหม่ "ยุคปฏิรูป" นี้ต้องการ! นักการเมืองเก่าๆ คือพวกที่ "ทำตรงข้าม" กับคำแนะนำของเขาเองวันนี้ ที่ว่าดี..ว่าใช่..ว่าถูกต้อง ซึ่งตอนมีอำนาจ เขากลับไม่ทำ หรือทำไม่ได้เลย! ด้วยตรรกะนี้ ผมจึงพอใจร่างรัฐธรรมนูญภายใต้รัฐบาลคสช. เพราะถ้า คสช.โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นำคณะเข้ายึดอำนาจปกครองประเทศแล้ว บนหลักการและแนวคิด "ปฏิรูปสังคมประเทศ"...........ขืนร่างรัฐธรรมนูญออกมาแบบเก่าๆ เหมือนแกะลาย-แกะดอกออกมาจากรัฐธรรมนูญเก่าๆ เลือกตั้งแล้ว ได้รัฐบาล-รัฐสภา "มากินชาติ" เหมือนเก่าแบบนั้น........ยึดอำนาจประเทศมาหาหอกอะไร...หือ? ฉะนั้น มันต้องสรรหาวิธีการ-รูปแบบใหม่ๆ มาใช้ ร่างฯ ฉบับนี้เหมือนซีม่า แค่ขยับ..ไม่ทันทา ไอ้ตัวขี้เรื้อน-ขี้กลากดิ้นพราด โวยวาย แสดงว่า สูตรนี้ เชื้อโรคขยาด...ใช้ได้...ใช้ได้! ความจริง ก็แค่ร่างฯ เหมือนดุ้นฟืน คณะกรรมาธิการยกร่างฯ เพิ่งถากเป็นรูปเรือ แค่เนี้ย...โวยวาย ถึงขั้นถล่มประเทศกันแล้ว จะสติแตก หรือไม่มีสติกันไปถึงไหน หือ.....ยังอีกนาน อีกหลายขั้นตอน นี่แค่ขั้นถากดุ้นฟืน "ขึ้นรูป" เท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นตอนคณะกรรมาธิการ สปช.ทั้ง ๑๘ คณะจะอภิปรายในตอนปลายเดือนเมษาด้วยซ้ำ จาก สปช.ไป สนช.และไปโน่น-นี่อีกเยอะ แตะนั่น-แตะนี่ กว่าจะถึงขั้นตอนสุดท้าย ลงตะไบ ลงกระดาษทราย เป็นรูปร่างลงตัวจริงๆ หน้าตาตอนขึ้นรูป กับวันลงกระดาษทราย มันไม่เหมือนกันแน่นอนอยู่แล้ว ฉะนั้น เป็นนักการเมืองเก่าๆ น่ะ ยังพอมีชีวิตดิ้นได้........! แต่ขืนเป็น "ปลาหน้าโง่" รีบ "ฮุบเบ็ด" ที่พลเอกประยุทธ์หย่อนสายลองเชิง ทั้งที่ยังไม่ได้เกี่ยวเหยื่อแบบนี้ เห็นทีอนาคต กลายเป็น "เกี่ยมฮื้อ" โอกาสสูง! เรื่องการบ้าน-การเมืองวันนี้ ไม่ใช่เพื่ออนาคต คือการเลือกตั้งวันนี้-วันพรุ่ง หากแต่อนาคตที่จะมาเป็นปัจจุบัน ที่คนเป็นผู้บริหารวันนี้ต้อง "เตรียมรับมือ" เร่งด่วน คือถอนสติ-ถอนสายตาจาก "ปัญหาภายใน"แล้วขึ้นไปบนยอดภูเขาทอง กวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ ทั้ง ๘ ทิศ มองไกลๆ มองรอบๆ มองกว้างๆ บนคำว่า "สถานการณ์โลก" ในภาวะ ใครมีแค่ดอกหญ้าแซมผม ผู้คนก็รุมชมแล้วว่าแสนสวย ด้วยเสถียรภาพทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมไทยเราเวลานี้...ไทยคือคนสวยคนหนึ่งของโลก! บนความเป็นปัจเจกบุคคล ยึดปัญหาเฉพาะตน "บ่นว่าลำบาก" ได้ แต่ในความเป็นผู้บริหารประเทศ ต้องบริหารยึดและรักษา "คนสวยของโลก" ไว้ให้ดีและให้ได้ นั่นคือ....จะบริหารด้วย "วางตำแหน่ง" ประเทศไทยเราในสงคราม "แยกขั้ว-แยกข้าง" ที่ต้องปะทุแน่อย่างไร ประชาชนมองไม่เห็นภัยจากปัญหานี้-ไม่เป็นไร แต่รัฐบาล คสช. "ต้องเห็น" และต้องบริหารก่อน.

พ่อครูว่า… วันนี้เอาความคิดควาเห็นของคนอื่นๆมาอ่าน ต่อไปอาตมาก็ขอสรุปอีกนิดหน่อย... สังคมประเทศชาติที่อ่านหลายคอลัมน์ให้ฟัง ก็เพราะไม่ว่าจะสังคม การบริหารบ้านเมือง ก็กำลังจะคลอด เพราะเป็นเรื่องที่เลวร้ายมามากแล้ว เราก็จะทำคลอดกันอย่างที่ว่าไม่มีลูกประหลาด หรือถ้าจะมีลูกประหลาดก็ให้เป็นอาริยะเลย แต่แบบหลังนี้ไม่หวัง ไม่ได้ดูถูก เพราะว่า ความรู้ด้านการศาสนาในเมืองไทยตอนนี้ทำไม่ได้ ขออภัยที่ต้องพูดความจริง เพราะมันจะไม่ทันกาล อาตมาจึงต้องพูดลงแส้ ชี้ชัดว่าอะไรถูกหรือผิด ไม่ได้พูดเอาความโก้เก๋อะไร ก็ย้ำไม่รู้กี่ทีว่า ต้องลงมือ เจตนาดีอาตมาเห็น ตั้งแต่ผู้กุมบังเหียนคือนายกฯ ดำเนินไปดี จะไม่ทันการณ์ เพราะเป็นปีแล้ว อาตมาเห็นใจมากกว่า เพราะไม่ใช่เรื่องเล็ก การเมืองไทยโยนทิ้งไปได้เลย การเมืองไทย 83 ปีแล้ว แก่กว่าอาตมา 2 ปี เพราะอาตมาเกิดปี 2477 ประชาธิปไตยแก่กว่าอาตมา 2 ปี มันเสียหายไปหมดเลย แต่ก็เข้าใจอยู่่ ความเป็นประชาธิปไตยจึงเข้าใจได้ยาก จะชื่อว่าระบอบอะไรก็แล้วแต่ อย่างบรูไน เป็นต้น ก็เป็นกษัตริย์ปกครอง แต่ก็เป็นประชาธิปไตย ประช า ธิปไตยไม่ได้ชื่อว่าระบอบ ไม่ได้อยู่ที่ชื่อ มันอยู่ที่ลักษณะจริงเนื้อแท้ของประชาธิปไตยที่หมายถึงว่าให้ประชาชนมีอิสระ มีความเป็นอยู่ดีด้วยการบริหาร จะสมบูรณายาสิทธิราชท่านบริหาร แต่ว่ามาเมืองไทยบอกว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง เลยทำให้เห็นว่าการบอกว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง มันง่ายตื้นมาก เราไม่เถียงนะว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง แต่ว่ามันมีองค์ประกอบมากกว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน