สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ทับทวีไปหาสูญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ทับทวีไปหาสูญ _เขาบอกว่าอยากเรียนถามพ่อท่านว่า นักบวชชาวอโศกเป็นบุคคลสำคัญที่สุดแล้วใช่ไหมคะ รถยนต์ที่ใช้สำหรับท่านสมณะท่านสิกขมาตุ ที่บริการท่าน ควรจะเป็นรถที่อยู่ในสภาพที่ดีและสมควรใช่ไหมคะ แต่เท่าที่เห็นที่เดียวนะคะ ที่นาแรงรักแรงฝัน รถเก่าๆ เช่น เจ้าโป้ก และรถตู้เก่าๆขับไปซ่อมไป บางครั้งเคยโดยสารไปด้วยซ่อมกลางทางก็มีค่ะ แต่รถของกรรมการใหม่ๆ หรือว่ากรรมการสำคัญกว่านักบวชคะ ท่านสมณะที่นาแรงรักแรงฝัน ก็ต้องใช้ทุกวัน มีญาติโยมวิ่งรถไปกลับระหว่างวัดกับนาทุกวัน เช้าๆสมณะไปบิณฑบาตที่ท่าม่วง หรือสายๆโยมก็ใช้ต่อ หรือว่า เป็นสมณะสิกขมาตุก็ต้องวางได้ มีสภาพไหนก็ใช้สภาพนั้น ขอความเมตตาพ่อครูช่วยต่อ พ่อครูว่า...สำคัญที่สุดหมายความถึงอย่างไร ก็ต้องบอกว่า เข้ามาอยู่ในแวดวงของผู้จะทำงานกับสังคมอย่างสำคัญที่สุดแล้ว ก็ไม่ได้มาสะสมอะไร นอกจากมาทำงานรับใช้อย่างเต็มที่ นักบวชของเราคือนักการเมืองของชาวอโศกแท้ๆ อันนี้ก็ต้องไปย้ำท่านดาวดิน ท่านดาวดินท่านเป็นนักพุ่งออกไปหาเมืองมากไปหน่อยเท่านั้นเอง นอกนั้นก็อยู่ในกรอบดีใช้ได้ เป็นกลุ่มนักการเมืองที่ทำงานรับใช้สังคมรับใช้มนุษยชาติได้ดีมาก ส่วนรถ ก็เป็นรถที่จะใช้ฝึกฝนช่างฝีมือช่างและผู้โดยสาร ก็จะต้องเตรียมตัวให้ดีต้องเผื่อนะ ไปนี่อาจจะเสียกลางทางสัก 5 ชั่วโมงอะไรอย่างนี้ ต้องซ่อมขึ้นมา กว่าจะวิ่งต่อไปได้อย่างนี้ ก็ทำไงได้นะ ถ้าไม่มีกรรมการ นักบวชก็แย่นะ กรรมการก็น่าจะสำคัญกว่านักบวชมั้ง ก็ชีวิตเราเนื่องด้วยผู้อื่น ก็ฝากฟ้าฝากลมไปเท่านั้นแหละ ถือว่าพูดออกไปกับสายลมแสงแดดเหลือกินแล้ว
เราก็มาเข้าสู่จะต้องตอบปัญหา พาเข้าสู่ความจนที่มีสัมประสิทธิ์สำคัญ ก็ย้ำสัมประสิทธิ์ พวกเ
อ่านต่อ
ราจะเป็นผู้ที่เข้าใจ โดยเฉพาะสัมประสิทธิ์นี้ เป็นสัมประสิทธิ์ที่อาตมาเป็นคน Apply เป็นคนเพิ่มเติมดัดแปลงปรับปรุงขึ้นมาบ้างก็ได้ แต่ของเขา สัมประสิทธิ์ หรือ Coefficient เป็นตัวแปรที่มีอัตราการก้าวหน้าเป็นตัวคูณ นี่คือเดิมของเขา ซึ่งก็หมายความว่า ตัวแปรหรือว่าตัวที่จะเป็นตัวหลักเป็นตัวสำคัญ ของใครก็แล้วแต่ ของพลังงานใดก็แล้วแต่ หรือของคนแต่ละคนที่มีความสามารถจะทำพลังงานสัมประสิทธิ์นี้ได้ และสัมประสิทธิ์นี้จะต้องเป็นตัวแปรของอัตราการก้าวหน้าของผู้นั้นแน่นอน ของเขาระดับคูณ อาตมามาทำให้เป็นระดับยกกำลังยิ่งขึ้นๆ เท่าที่อาตมาสามารถทำได้ หลายรอบ มีพลังงานเพิ่มขึ้นเป็นปฏิภาคทวีหลายรอบ เป็นเรื่องพิเศษแตกต่างจากอื่นๆเขาทำมาแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเรา อาตมาเชื่อว่า พวกเราพยายามผลิตนามธรรมของตน ก็เท่าที่เราจะมี 1. เรามีความเข้าใจชัดเจน 2. ก็ลงมือฝึกตัวเองไป ซึ่งแกนของเราจะมีพลังงาน Static กับ Dynamic ทำให้มีพลังงาน 1 2 3 แล้วสร้างให้เป็นตัวที่ 4 5 6 7 ไปถึง 8-9 ก็จะทับทวีรอบเป็นตัว Static และตัว Kinetic อีกทีหนึ่ง เป็นสามเส้า สะสมเป็น static ที่ถาวรยั่งยืนเป็นรอบ แล้วเราก็ต่อพลังงานใหม่ 4 5 6 7 8 9 ต่อไปได้อีก พลังงานที่มันสามารถเสริมไปได้เรื่อยๆ ยิ่งเสริมก็ยิ่งเกิดทั้งต้นทุน ในแรงงาน บวก ลบ ใน Static Dynamic และตัว Kinetic ที่เราทำเสริม เป็น 4 5 6 7 8 9 เราจะทำได้อีกจริงมากแค่ไหน บางคนเสริมได้แค่ 4 ไป 5 ไป 6 ก็ไม่ไหว อย่างนี้ ถ้าคนใด ทำ 5 6 แล้วออกไปเป็น 7 คนบางคนก็ไปอยู่ที่ 7 ต่อ 8 9 ไม่ไหว ก็วนอยู่ที่ 7 นั่นแหละ ขึ้น 8 ขึ้น 9 ก็ได้น้อย แรงไม่ถึงก็ต้องเติมขึ้นไป ถ้าถึง 8 ถึง 9 ได้ จึงจะครบถ้วนเป็น 10 ... 8 ถึง 9 เต็มก็ไปเป็น 10 ถ้าเสร็จแล้วจะต่ออีก จะแยกออกไปเป็นอันใหม่ หนักแรงมากเลยจะทบทีละสามเส้าๆ เกิดสามเส้าต่อก็จะพัฒนาแรงยากอีกจน สามเส้า สามเส้า สามเส้า สามอันเป็น 9 ตัวที่ออกไป 10 มันจะง่ายขึ้นเพราะเป็นตัวที่ศูนย์ แต่ถ้าไป 11 12 13 พอมันได้สามเส้าอีก ก็จะมีพลังงานต่อ ออกไปจะยากแต่ถ้าได้แล้วจะเร็ว ออกไปนี้ยาก แต่ได้แล้วจะพัฒนาทวีไปเรื่อยๆ แต่ออกจากวงวนนี้จะยาก พวกเรามาทำความจนที่มีสัมประสิทธิ์ เราสร้างพัฒนาความจนให้แต่ละคนจน ให้ได้แรง เป็นความจนที่มีแก่นชีพ มี static เรียกอีกศัพท์ลึกๆว่า แก่นชีพ ยิ่งเป็นแก่นแน่นแข็งมีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เป็นพลังงาน Dynamic พลังงานลบก็มีพลังงานวิ่งเร็ว มีประสิทธิภาพคล่องมีประสิทธิภาพสูง และมีตัวแปรออกมาอีกอย่างนี้เสมอ ความจนที่ยิ่งจนได้ไปหาศูนย์สูงสุด นอกนั้นก็ดีแต่พลังงานสร้างสรรเพื่อผู้อื่น มีองค์รวมของแต่ละคนร่วมกันมากขึ้น ก็จะยิ่งเบาแรง และมีประสิทธิภาพออกไปสู่ผู้อื่นอันอื่นๆมากยิ่งขึ้นๆๆ จึงเป็นพัฒนาการของความเป็นมนุษย์ และระบบบุญนิยม เป็นระบบของชาวอโศกที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจการเมือง ด้านสังคม มันจะเจริญอย่างแท้จริงเลย พยายามพากเพียรไปเถอะ พวกเราจะเป็นตัวอย่างเกิดของจริง เป็น ฟีโนมีนอนของโลก ปรากฏการณ์ของโลกในยุคสุดท้ายนี้แล้ว ยุคสุดท้ายนี้ของพุทธกับศาสนาพุทธของพระสมณโคดม มีผู้ทำนายเอาไว้ เรื่องภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุดที่กำลังจะมาถึงในยุคนี้ เขาทำนายขึ้นหัวเรื่อง
*พุทธทำนายเรื่องภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุดที่กำลังจะมาถึงในยุคนี้*
(ลอกจากศิลาจารึกในมหาวิหารเจตมหาเชตวัน ณ สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย โดยคณะฑูตไทยที่ไปอันเชิญพระบรมสารีริกธาตุเมื่อปี พ.ศ.2485)
สาธุ อรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระสัพพัญญูรู้แจ้งโลกทั้งในอดีตและใน อนาคต ทรงมีเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกเป็นล้นพ้นเมื่อครั้งพระองค์ดำรงพระชนม์อยู่ ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า
อานันทะ ดูก่อนอานนท์ก่อนกึ่งพุทธกาล 15 ปี (ซึ่งก็คือช่วงสงครามโลกครั้งที่1-2 นั่นเอง พระพุทธเจ้าท่านทำนายล่วงหน้าเมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว) จะเกิดการณ์ร้ายแรง จะมีการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ฝนเหล็กจะตกจากอากาศ ไฟจะลงมาจากอากาศ จะเผาผลาญประชาชนให้พินาศ จะมีการล้มตายซึ่งกันและกันเป็นอันมาก
ดู ก่อนอานนท์ เมื่อศาสนาของของตถาคตล่วงเลยไปก่อนกึ่งพุทธกาล 15 ปี (ซึ่งก็คือช่วงสงครามโลกครั้งที่1-2) สัตว์โลกทั้งหลาย ที่เกิดในยุคนั้น จะพบแต่ความลำบาก ทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลก ที่หมุนไปใกล้ความแตกสลาย แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ มนุษย์และสัตว์จะได้รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทุกทิศ คนในสมัยนั้นจะมีนิสัยโหด ดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิต จะรบราฆ่าฟันกันเอง ถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ ส่วนเวไนยสัตว์ ผู้ขวนขวาย ในกุศลตามวจนะของตถาคตก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงใน พระรัตนตรัยและคุณบิดามารดา เหตุร้ายภัยพิบัติจะเบาบางแต่ก็จะหนีกฎธรรมชาติไม่พ้น
แต่ว่า ดูก่อนอานนท์ก่อนกึ่งพุทธกาล 15 ปี จะถือว่าเป็นการณ์ร้ายแรงหาได้ไม่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าหลังกึ่งพุทธกาลไปแล้วนั้น
อานันทะ ดูก่อนอานนท์ หลังกึ่งพุทธกาล (ซึ่งก็คือช่วงหลัง พ.ศ. 2,500 เป็นต้นไป) จะมีความร้ายแรงมากกว่าก่อนกึ่งพุทธกาลมาก ยักษ์นอกพุทธศาสนาจะรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายจะล้มตายกันฝ่ายละมาก ๆ สมณะ ชี พราหมณ์ จะล้มตาย จะตายไปฝ่ายละครึ่งจึงเลิกรากัน สำหรับประเทศที่นับถือพุทธศาสนาจะมีภัยเหมือนกัน แต่ไม่ร้ายแรงนัก
เริ่มแต่พุทธศาสนาล่วงเลย 2,500 ปี เป็นต้นไป (ซึ่งก็คือช่วงหลัง พ.ศ. 2,500 เป็นต้นไป) ไฟจะลุกลามมาทางทิศตะวันออก ไหม้วัดวาอาราม สมณะ ชี พรามณ์จะอดอยากยากเข็ญ ลูกไฟจะตกจากฟ้าเป็นเพลิงผลาญ เหล็กกล้าจะทะยานจากน้ำ มหาสมุทรจะชอกช้ำ สงครามจากทั่วทิศศึกจะติดเมือง ข้าวจะขาดแคลนทั่วแว่นแคว้นจะอดอยาก ผีโขมดป่าจะเข้าเมือง พระเสื้อเมือง ทรงเมือง จะหนีเข้าไพร ผู้เป็นใหญ่มีอำนาจ จะเรียกแมลงผีเสื้อเหล็กนับแสนตัว มาปล่อยไข่เป็นไฟผลาญ ยักษ์หินที่ถูกสาปเป็นเวลานาน จะตื่นขึ้นมาอาละวาดโลก ดินฟ้าอากาศจะแปรปรวน ตลิ่งจะพัง แผ่นดินจะถล่มเป็นทะเล โลกมนุษย์จะดิ่งสู่ความหายนะ นักปราชญ์จะถูกทำร้ายให้สิ้นสูญ ในระยะนั้นศาสนาของตถาคตจะเสื่อมลงมาก เพราะพุทธบริษัทไม่อยู่ในศีลธรรม เชื่อคำคนโกง กล่าวคำเท็จ ไม่เคารพรักธรรมนิยม คนประจบ สอพลอได้รับความเชื่อถือในสังคม ผู้ที่มีศีลธรรม ประพฤติดี ประพฤติชอบ กลับไม่มีใครเคารพยำเกรง
พระธรรมจะเริ่มเปล่งรัศมีฉายแสงส่องโลกอีกวาระหนึ่งก็ต่อเมื่อ มีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์ ทั้งสองพระองค์สถิตย์ ณ เบื้องต้นตะวันออกของมัชฌิมประเทศ จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตถาคต ให้รุ่งเรืองสืบไปถึง 5,000 พระวัสสา
ดูก่อนอานนท์ เวลานั้นพลโลกเหลือน้อยมาก คำทำนายของตถาคตนี้ ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับว่าเป็นกรรม ของสัตว์ ที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ ให้รักษาศีล 5 ประการ เจริญเมตตาภาวนา ประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดษ รู้จักพอ ไม่โป้ปดคดโกง ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศ ตั้งใจปฏิบัติตน ตามคำสอนของตถาคตให้มั่นคง จึงจะพ้นอันตรายในกึ่งพุทธกาล"
พ่อครูว่า....นี่ก็เป็นคำที่ได้มา เขาสืบทอดสืบค้นมา อาตมาไม่มีปัญหาก็เอามาอ่านให้สู่ฟัง อาตมาก็ไม่เคยปิดบัง เปิดเผยไปตลอดเวลา จนกระทั่งทุกวันนี้ อาตมาก็ย้ำว่าอาตมาเป็นธรรมิกราช 1 รูป ที่มาทำงานนี้ และอาตมาก็ไม่ได้พูดปิดบังอีกว่า ธรรมิกราชอีกหนึ่งรูปนั้นคือในหลวง รัชกาลที่ 9 จนกระทั่งตอนนี้รัชกาลที่ 9 ท่านก็สิ้นพระชนม์ไป ก็มีผู้สืบทอดตามศาสตร์พระราชาอยู่ มีจริงๆมีแน่ ส่วนจะมีภูมิปัญญา จะเข้าใจในเรื่องของสัจธรรม อย่างไรแค่ไหนก็ตามแต่ เราไปบังคับใครไม่ได้ ความรู้สึกความรู้ก็เป็นไปแต่ละคน ส่วนอาตมาเองนั้น อาตมามั่นใจในตัวเองก็ทำหน้าที่ไป ยิ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 สิ้นพระชนม์ไป อาตมาก็ยิ่งต้องพยายามพากเพียร และจะพยายาม เพราะว่าเรายังไว้ใจสถานการณ์ของสังคมโลกไม่ค่อยได้ แม้แต่ในเมืองไทยประเทศไทยก็ยังประมาทไม่ได้ ความไม่ประมาทต้องมีตลอดเวลา ต้องไม่ประมาทเสมอ ประมาทอะไรไม่ได้ อันนี้พระพุทธเจ้าท่านย้ำในเรื่องความไม่ประมาท อย่าประมาทเป็นอันขาด
610303_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาจนอย่างมีสัมประสิทธิ์ 2