211127-1-071 ทางเอกภาค1-ตอน071(หน้า243)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท051.txt

โฟลเดอร์2521 MP3 ทางเอก-ภาค1 107 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์184 KB
วันที่แก้ไข22 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2521 พ่อท่านพระโพธิรักษ์บรรยายทางเอกภาค 1 ครั้งที่ 71 ที่พุทธสถานสันติอโศกต่อรองเข้ามาสู่บทเรียนที่ขณะนี้ก็เราย้ายในหนังสือด้วยแล้วเราก็อธิบายพิสดารออกไปเพิ่มเติมจากที่หนังสือว่าไว้แล้วเราก็ขยายความซึ่งสำหรับผู้ที่มีฐานอยู่ในที่นี้เป็นฐานสูง ได้รู้ได้เข้าใจลึกซึ้งเติมเข้าไปเธอผู้ที่มีฐานต้นฐานพื้นก็ได้รับเศษส่วนบ้างที่อธิบายผ่านพิมพ์ไปให้ทั่วๆกันและมีทั้ง 3 ต้นฐานกลางฐานปลายจากในหนังสือนั้นก็ว่าไว้อาจจะต้นหน่อยอาจจะยังไม่ลึกซึ้งพิสดารนะอธิบายไปนี้เมื่อวานนี้ก็ได้อธิบายผ่านมาจนกระทั่งจิตไม่รู้จักจิตจนกระทั่งพูดถึงจิตถึงฌานจนกระทั่งจากทานก็ทานลงไปจนถึงพี่โม่แต่อธิบายถึงพี่โม่ไปจนถึงข้อที่ 6 มีหมวกทั้งหมดมี 8 และอธิบายไปจนถึง ก็ขอทบทวนนิดนึงแล้วก็จะอธิบายวิโมกข์ต่อให้จบซึ่งเป็นลักษณะของสิ่งที่เรามุ่งหมายที่หม้อก็คือสิ่งที่เรามุ่งหมายความหลุดพ้นอาการของความหลุดพ้นสภาพหลุดพ้นมีจริงมีตัวจริงจับให้ได้อยู่ที่จิตอาการของจิตมันเป็นสภาพก็มีอย่างนั้นอย่างนั้นต้องรู้เพราะฉะนั้นตั้งแต่อันแรกที่บอกวันแรกแปลว่าความหลุดพ้นอันแรกคือจับผิดได้กับกิเลสได้รู้อาการกิเลสในจิตมีแต่ความหมายสั้นๆแค่นี้มีโลกอันแรกปลูกปีๆจับได้เห็น สนใจคำว่าปกติเข้าถึงตนนั้นจิตของเราเองเป็นตัวปัญญาอันยิ่งเป็นตัวปัญญายิ่งรู้จิตของเราด้วยตัวจิตของเรามีกิเลสแฝงจับจิตได้จับกิเลสออกเรียกว่าได้รูปครูปีดูปลานิลปัสสะติจับโรคจิตได้ถือว่าเป็นผู้ชายถือว่าเป็นผู้ได้ทานแล้วจะลืมตาหลับตาจะเป็นยังไงอยู่ก็ตามแต่ถ้าเรารู้จิตของเราอยู่ขณะใดขณะนั้นเป็นฌานขณะใดเราไม่จับหรือว่าจับผิดของเราไม่ได้อยู่ขณะใดขณะนั้นไม่ใช่ศาลนั้นพูดได้จับผิดของตัวเองได้อยู่ได้อยู่เมื่อใดก็ตาม เราจะรู้จักจิตของเราเราสัมผัสภาพเราก

อ่านต่อ

็รู้จักจิตของเราได้มาหมื่นนั้นเมื่อนั้นแหละเราเป็นฌานอยู่ได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากในฌานไม่ใช่ว่าจะใช้ก็จะต้องเป็นที่ได้หาที่เสียก่อนแล้วค่อยนั่งแล้วค่อยหลับตาก็แล้วค่อยตัดทวาร 5 ไอ้นั่นมันไม่ใช่ชาญของพระพุทธเจ้ายิ่งไปตัดทวาร 5 ออกแล้วค่อยเข้าใจว่าชาญมันเป็นจุดหมายใหญ่ๆไม่ใช่เลยอันนั้นมันนอนไม่งั้นมันตัดทวารถ้ามีส่วนอกุศลได้ก็ตามแต่เรารู้เอากุศลน่ะสิผ่านจับจิตได้จับได้อ้าวแล้วมันไม่มีกิเลสแล้วก็เพราะอรหันต์หมดชามไม่ใช่สภาพของพระอรหันต์ไม่ใช่ บริบูรณ์นะไม่ใช่เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติฌานน่ะถ้าใจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติเป็นฌานถ้าจะเป็นเสี่ยงเป็น 2 ข้อทำไมได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากอีกข้อนึงและสุดท้ายก็ได้ใจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติเป็นอุปสรรคอันบริบูรณ์ด้วยส่วนในปัจจุบันนั้นอยู่เป็นอาทิตย์สุดท้ายใช่ไหมคนละเรื่องเลยมันยังไม่มีวุฒิหมดนะชานี้เป็นแต่เพียงผู้ที่จับจิตได้ครับได้ฉันไม่ได้หมายความว่าพี่ชายก็เรียนมาสู่โลกชาญคือสภาพที่กิเลสมันไม่มีอำนาจเหนือถิ่นนิวรณ์กิเลส 5 ประการไม่มีอำนาจ ใช่ไหมพี่บอยกิเลสไม่มีเหนือจิตเพราะฉะนั้นชาเนี่ยเขาถึงบอกว่ามีชาญจะต้องนำหลักฐานพระอรหันต์ท่านมีฌานอยู่ตลอดเวลาเพราะอะไรเพราะว่าเพราะอรหันต์ไม่มีนิวรณ์ถ้าเราหมายเอาไว้นิวรณ์เป็นตัวเป็นตัวไปอ่านว่าเป็นตัวไขว่าเป็นชาญใช่ไหมทีนี้พี่วรรณคำนี้ก็หมายความว่าไอ้นิวรณ์นี่มันไม่ได้ไปทำมาหาเขาก็ไม่มีเลยเกลี้ยงมันไม่มีโดยที่เรียกว่าไม่มีอำนาจเหนือจิตไม่ถูกนิวรณ์ครอบงำไม่ถูกนิวรณ์ชอบกินของเราสิ่งเหนือกว่ามีกำลังเหลือกว่านิวรณ์ไม่มีกิเลสนั้นมันดึงเราไปเรามีอำนาจที่จะมีกำลังที่จะปราบ เปลี่ยนผิดด้วยจะทำลายอารมณ์ของกิเลสด้วยเราจึงจะสามารถทำมันได้แล้วมันจะรู้ด้วยจริงๆก็มีแต่วันนี้มันยังไม่หมดเมื่อเรายังไม่เป็นวิมุตแท้ไม่มีเลยฝนก็ไม่ตกกลับมาเท่านั้นเองพระอรหันต์ไม่มีแล้วใช่ไหมว่าอาหารจึงมีชาทุกองค์จะบอกว่าอาหารไม่มีฌานไม่ได้อย่างนัยยะที่พูดแทนเราพระอรหันต์ยืนเดินนั่งนอนอยู่ที่ไหนท่านก็มีทานปกติเป็นทานสามัญประจำพระพุทธเจ้าอธิบายไว้ในสามัญเหตุผลได้แล้วจุดอ่อนควรแก่การงานแล้วเข้าหาสู่การพัฒนา สิทธิวิธีโหลดคลิปเกย์โตปฏิญาณไล่ไปเรื่อยๆซึ่งเป็นอภิญญาของครุฑด้านหลังก็เข้าใจอย่างที่เคยอธิบายก็เป็นอภิญญาสุดท้ายถ้าไม่มีชาแล้วเราฝากกิเลสยังไงเราฝากกิเลสโดยเราจะต้องเป็นทานจึงจะทำการงานสติปัฏฐาน ตรวจลอตเตอรี่งวดประจำที่ไม่เป็นจริงแล้วก็ไม่เข้าใจจริงเราจะไม่เข้าใจจริงแล้วก็ไปเป็นพิษชาที่ฉีดด้วยอิจฉาที่ติดไปหลงเอาฌานฤาษีมาเป็นฌานพูดอธิบายมันไม่ตรงอธิบายมันเบี้ยวมันเบี่ยงมันเพี้ยนมันจึงไม่เคารพเขาเราพูดได้จับจิตได้รู้จิตตนรู้กิเลสตนแท้นั่นแหละเป็นที่มอบข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ก็รู้มากขึ้นอีกเก่งขึ้นอีกแยกนอกแยกในแยกออกได้ชัดเจนคำว่าเอารูปคือลักษณะที่มันลึกซึ้งเข้าไปอีกก็เป็นรูปนั่นแหละแต่เบาบางลงไปเรื่อยๆ กิเลสมันซ้อนๆๆเข้าไปเรื่อยๆมีรูปลักษณะที่เก่งเก่งคือลูกซ้อนเบาบางจางอยู่แต่มันก็เป็นสภาพของกิเลสมีลักษณะแม้ว่าเราอยากแรงๆเป็นรูปชัดเป็นตัวตนกิเลสชัดเราฆ่าได้ทำให้อ่อนแรงได้ทำให้เบาจางได้จางคลายลงไปได้แต่มันก็ยังเหลืออยู่อีกมีอาการอยู่บางเบาน้อยพวกนี้เรียกว่าลูกเราก็ตามติดได้จับได้ชัดคือสภาพที่ซ้อนแสงอะไรกันอยู่ต่างๆนานาเป็นพวกที่รู้ได้ยากมันเป็นรูปมันเป็นสิ่งที่จะถูกรู้ได้แต่มันก็รู้ได้ยากจึงเรียกว่ารู้แล้วกำหนดหมายแม้ลูกศิษย์ของเราเป็นฌาน เราเป็นแม่รูปฌานและอรูปฌานอรูปสัญญารูปานังภาษาเท่านั้นมีอาการจริงมีความเป็นจริงในตัวเราทำได้ผู้ทำถึงจะเป็นผู้ได้ยินโลกมีวิโมกข์จริงมีความหลุดพ้นให้เข้าใกล้ไปเรื่อยเดินเข้าไปเรื่อยเป็นความสามารถของผู้ใดพระเจ้าข้าเจ้านายผู้ปกครองใดเป็นได้มันก็มีส่วนนั้นมีตัวที่อธิบายว่าเป็นอย่างนี้ไหมล่ะถ้าเราเป็นอย่างนี้อยู่แล้วเราก็เป็นผู้ได้อยู่มีอยู่แต่พี่โมอยู่ของใครเป็นของใครพี่โมก็ที่ 3 แปลว่ามันเกิดขึ้นมาแล้วมันย่อมเป็นย่อมมีเกิดอะไรตอนนี้เกิดอธิปัตย์เกิดวิโมกข์ฮีโร่ลึกๆมุตตะเนี่ยแปลว่าความหลุดต่างกำลังฟังคนวิโมกข์ก็คือเรามีความล้างออกจางออกจากกิเลสมันมีในตัวเราจริงและเราก็ทำให้มันหลุดออกไปได้จริงอย่างน้อยมันเบาจางก็เลยว่ามันเริ่มต้นลดละมันเริ่มหยุดแล้วมันเริ่มจางออกไปคลายออกไปกิเลสแรงๆนั้นหนามันก็บางๆเข้ามันดียิ่งขึ้นโตมีความหลุดพ้นได้จริงๆ เดี๋ยววันนี้วิ่งหรือว่าเจริญยิ่งกว่าที่มุตโตสุพรรณเทวดาเห็นดีเห็นงามเข้าใจในภายในสุพรรณเทวะในภายในรู้จริงๆอยู่ข้างในภายในเนี่ยจับได้จึงชัดไม่ใช่ปากพูดมีลักษณะแพ้อยู่ภายในทำได้เองคนนั้นรู้เองเป็นปัจจัยสุภะสวัสดีครับท่านแปลว่าแปลว่านายเป็นภายในมันมีความหลุดพ้นอยู่ภายในเห็นมีเห็นชอบชื่นชมชื่นชมในสิ่งที่เราได้เริ่มต้นมีวิโมกข์เป็นรอบแยก ได้แม้จะฆ่ามันไม่ได้ทั้งกระบี่ก็ยังรักรถมันได้หักออกแบ่งออกมาฆ่านอกนอกในในรู้อยากรู้ละเอียดรู้ทำไม่ได้หมดขยับๆก็ลดไม่ได้แล้วรู้ตัวเองว่าอยากลดไปได้นะจะเหลือละเอียดอยู่บ้านจะเหลืออย่างกลางอยู่บ้างรู้ชัดแล้วว่าไอ้ที่เหลือก็เหลือไอติมหมดไอ้ที่ไปได้ละได้ละมีละรู้จักมีหมดรู้จักความจางคลายรู้จักความดับรู้จักกิเลสตายเพราะจากความหลุดพ้นออกคงปฏิบัติจับจิตได้รู้อารมณ์ของเรารู้ชัดเจนสภาพของเรานี่เป็นวันที่ 3 มีมอบที่ 3 เป็นตัวตนเห็นลูกเห็นรอยสักรีโมท cc อธิบายลักษณะ หลายๆอย่างเลยขยายความรู้ลักษณะต่างๆแล้วก็เห็นมีหมวกที่บริบูรณ์ขึ้นสับปะรดรูปสัญญานั่งสมาธิกัมมะสับสนด้วยประการทั้งปวงรู้ป่ะสัญญาดังรูปทั้งหลายกำหนดชัดในตัวรูปทั้งหลายที่เรากำหนดกิเลสต้องถูกรู้ถ้าเราเข้าใจมาป่านนี้แล้วเราอธิบายกันมาคำว่ารูปเนี่ยคือสิ่งที่ถูกรู้แล้วเราสัญญาสัญญานั้นกำหนดหมายเกิดลูกนี้ชัดกำหนดมานี่คือจิตของเราเองเนี่ยเป็นตัวสัญญาไปทำงานตัวนั้นชัดเขาเคลียร์แทงทะลุตลอดตัวนี้เป็นอย่างนี้ไอ้กิเลสที่หน้าตามันอย่างนี้ ชญานันท์กำหนดลงไปทำงานอันนี้จนแทงทะลุตลอดรู้รอบนอกจากรู้กิเลสแล้วยังให้กิเลสนั้นเป็นไปตามที่เราหมายได้เรียกว่าสมติกัมมะท่านแปลว่าย่อมลวงคนจำเก่าล่วงก้าวล่วงก็คือการกระทำอันนั้นเป็นผลสำเร็จและจะกระทำการดับกิเลสก็ได้ทำหน้าที่นี้ผ่านไปได้เรียกว่าสัมประสิทธิ์ธรรมะในการล่วงนี้แต่มีข้อเสียมันจะมีบาลีแค่นี้ไม่มีบาลีต่อไปอีกจากสัตว์ผสมวิญญาณังสัมมาติดกับจากอันนี้ก็มีต่อไปว่า สัญญาดังอัตถังขมาต่อไปนะเดี๋ยวต่อไปอธิบายให้ขยับๆเช่นที่แปลเป็นไทยชัดๆเลยขยายให้ความให้เห็นเด่นๆทำวันจันทร์นั้นน่ะทำอย่างที่ประโยคแรกว่ายังไงเช่นปฏิกะสัญญาเป็นต้นปฏิกะเนี่ยเราก็สัญญาลงไปในปฏิกะอาการของการโกรธการเคืองในระบบปฏิบัติการเราก็สัญญาลงไปกำหนดเป้าหมายลงไปในอารมณ์ทางอารมณ์ที่เป็นปฏิกะอยู่ในเราเนี่ยมันเกิดขึ้นมันมีเราก็กำหนดหมายถึงอารมณ์ปฏิฆะของเราได้และอัดทั้งขมาแปลว่าทำลายลงไปทำให้เสื่อมทำให้ดับขัดถังเข้ามาทำให้ทำลายลงไปเราก็ทำปฏิคทำลายลงไป อาการปฏิฆะอารมณ์ปฏิฆะที่จิตของเราดับลงทำลายลงเสื่อมลงไปได้ด้วยความสามารถเราเองเป็นคนทำให้มันดับเห็นว่ามันดับด้วยนะเรารู้แล้วว่าจิตของเราไม่มีปฏิกะอันนั้นแล้วในจิตอย่างนี้เป็นต้นเช่นอย่างนี้เป็นต้นสัญญานังอัตถะแล้วก็ต่อไปอีกว่านานับสัญญานะสัญญานะมนสิการอาณาจักรสัญญาณจะเห็นในความสำคัญในสัญญาทั้งหลายในการกำหนดรู้อัตราทั้งหลายนานนับจากนานาอัตตาทั้งหลายก็คือตัวจิตนี่แหละมันยึดเกาะ รู้ยังเข้าไปถึงความเป็นอัตตาเลยทีเดียวทีนี้จิตตนนี่แหละมันมีอัตภาพมันไม่รักไม่วางแล้วก็เข้าใจในอัตภาพเห็นในความสำคัญในสัญญาสัญญาคือความกำหนดรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เราหมายหมายว่าอันนี้เป็นอย่างนี้อันนี้เป็นอย่างนี้ตอนนี้มันเรื่องของในภายในเรื่องธุรกิจเช่นเราจะรู้ว่าเอาไอ้นี่ก็ด่าแล้วก็รู้มันรู้ที่พิจารณาคดีเป็นอะไรอย่างไหนมีความสำคัญยังไงมันหมายความว่าอะไรก็ได้มียังไงเราก็เข้าใจว่าถ้าว่ากระดาษแล้วเข้าใจแล้วก็เขาเรียกหรือเขาเห็นว่าเป็นอย่างนี้ก็ได้แล้วก็เข้าใจที่เรียกว่าสัญญาลงไปกับอันนี้ทีนี้อัตราใดๆเราก็สัญญาทำความรู้กำหนดลงไปให้มันรู้ให้ มันเข้าใจความหมายให้มันรู้ความสำคัญรู้รายละเอียดดูจนถ้วนตลอดจนแจ้งนั่นแหละเรียกว่าสัญญาทำความสัญญาในอัตราใดๆต้องทำเห็นความสำคัญทีเดียวอมตะอาลาการไม่ใส่ใจไม่ใส่ใจต่อนานนะตัดสัญญานั้นไม่เห็นด้วยแต่เห็นด้วยกับการที่จะต้องใส่ใจหรือว่าเห็นด้วยกับการจะต้องสัญญามันซ้อนบาลีชุดนี้ถ้าไม่เข้าใจอย่างสภาพธรรมที่ลึกแล้วก็ขยายไม่ออกขยายยังไงก็ขยายไม่ออกแล้วก็แปลคำว่าไม่ใส่ใจในนานั้นตัดสัญญากับแฟนแล้วก็แปลได้เป็นตัวร้ายสุดแล้วมันสดชื่นแล้วมันไม่ได้เรื่องถ้าไม่แปลว่าไม่ใส่ใจในอัตราต่างๆ แล้วเราก็ไม่รู้อัตรามันก็เลยกลายเป็นผลเช่นเดียวกันก็แปลว่าไม่ยินดีในการงานในวัดภิกษุพูดทำความเสื่อมให้แก่ตัวเองแล้วก็ไปยินดีเขาเรียกว่าไม่ยินดีในการงานนั่นแหละเป็นผู้ที่จะเจริญถ้ายินดีในการงานและเป็นที่สุดเสื่อมฟังแล้วเอ๊ะยังไงกันแน่คนยินดีในการงานกับกลายเป็นคนเสื่อมคนไม่ยินดีในการงานเป็นคนดีมันก็สอนให้คนที่ต้องยุ่งกับการงานแจ้งเลยคนก็แจ้งหมดอย่างนี้เป็นต้นมันแปลแล้วถ้าเกิดว่าแปลแล้วมันเป็นต้นที่เข้าใจไม่ได้ฟังผลและคนในทางประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธถึงถังทอง บาลีมาเพลิดเพลินที่จริงต้องอธิบายลึกๆได้ก็ได้แต่ต้องเข้าใจให้จริงรู้แล้วก็เข้าใจได้ถ้าไม่รู้อย่างจะอธิบายไม่ยินดีในการงานให้ฟังอันนี้ก็เหมือนกันครับเพราะว่ามันมีงูออกมาอยู่แปลว่าไม่ต้องทำงานไม่ใช่เขาเขาแปลเขาไม่ได้มันก็ไม่ได้หมายก็ไม่ได้หมายถึงกิเลสหรอกอันนั้นน่ะแต่ก็เข้าใจตามภาษาอังกฤษมันจะไปว่าขี้เหล็กไม่รู้ถ้าไม่มีเจตนาแล้วก็ไม่เคยเป็นความรู้ เออเป็นความรู้เท่านั้นเองก็แปลอารามมานี่มาความยินดีความชอบมันก็ถูกถ้าเราไปหลงชอบงานเนี่ยเรากิเลสแล้วถ้าเราทำงานไม่มีกิเลสไม่มีชอบไม่มียินดีมันก็ไม่มีเวลาที่จะถูกถ้าใครไปหลงติดงานชอบงานเข้าอีกอย่างเป็นกิเลสอยู่มันเป็นคำอธิบายชั้นสูงทีนี้เขาอธิบายบาลีออกมาเนี่ยมันไม่ถูกตัวผมไม่ใช่เสนอแนะว่ามันควรจะแปลว่าทำงานอย่างมีกิเลสเนี่ยเป็นความเสื่อมของภิกษุอย่างนี้เสนอแนวว่าคนแปลงนี้ทำงานอย่างมีกิเลสอย่างนี้มันหมายชัดมันกินความเหมือนกันอยากฟังละเอียดก็จะอธิบายเอา ที่นี่สภาพของ nanatsu สัญญานานแล้วตัดสัญญานิติเข้าใจเป็น 2 สภาพเป็น 2 ซ้อน 3 ซ้อน 1 เราจะต้องสัญญาในอัตราต่างๆต้องกำหนดหมายรู้อัตราให้ได้ชัดเพื่อจะทำลายอัตตาถ้าเราไม่รู้ตัวนี้เราจะไปทำลายตัวนี้ได้ไงมันมีในตัวเรานะกว่าจะต้องอ่านสัญญาว่าจะกำหนดให้รู้นะเรามีหรือไม่มีต้องกำหนดให้รู้ไม่ว่าจะสัญญาอย่างใดไม่ว่าจะสัญญาไม่ว่าจะอันตรายไม่ใช่ว่าจะอัตตาอย่างใดต้องรู้ให้ได้จับให้ได้ว่ามันเป็นคำว่าอัตราไม่ใช่ว่ามันจะสร้างคุณเองมันมีอยู่แล้วอย่างนี้มันก็เป็นอัตราเป็นตัวถือตัวถือตนถือเป็นรูปเป็นร่างหรือเป็นของเราอยู่ในตัวเรามันเป็นอาการที่เราอยู่กัน จะผูกพันเราไม่ปล่อยแล้วหลงยึดหลงถือการจับไม่ได้อย่างนี้จึงจะเข้าทางไม่เป็นผู้ที่มนสิการอาไม่เป็นผู้ที่ไม่ใส่ใจไม่เป็นแล้วพูดสอนถ้าไปมันมานะสิการด่าก็เป็นอุปกิเลสปกติที่ 1 เลยถามวันละ 19 บาทเราก็เคยพูดกันตอนนี้เราไม่เอาเราต้องใส่ใจใส่ใจให้รู้สัญญาหมายทำงานที่เป็นชั้น 1 ทีนี้ฉันปลายสุดเมื่อเราก็ได้รู้แม้สัญญาณแม้แต่อะไรอันนี้เป็นความรู้ตอนปลายตอนนี้ฉันก็ยังไม่อธิบายหรอก ก็อธิบายไว้ให้ได้เพราะตอนสายก็ค่อยไล่ละสัญญาไปทั้งหมดจนจบนั่นแหละเป็นสัญญาไว้ที่จัดเวทีนี้รอดตอนนี้ก็แค่เข้าใจลงไปให้ชัดสัญญาชัดไปเลยอย่าเอาอันไม่ใส่ใจทีนี้เขาก็มีเผื่อไว้ไม่ให้ขัดกันพูดแล้วมันต้องไม่ขัดกันในบาลีของเขาเข้าใจมาทันทีและผู้ลึกซึ้งเข้าใจทันทีคือเมื่อไม่ใส่ใจต่ออะไรหมดเวลาไม่ใส่ใจต่ออะไรแม้ที่สุดแม้แต่สัญญาเราจะเก่งเท่าใดก็ตามมีสัญญาเท่าใดก็ตามมีความกำหนดหมายรู้ได้เท่าใดก็ไม่เหลือแม้สัญญานั้นเป็นอัตราตอนไม่ยึดสัญญาเป็นอัตราของเราไม่สำคัญมั่นหมายว่านี่เป็นของเราสัญญานั้นแม้เราจะเป็นยังไงถ้าเราไม่ใส่ใจไม่สำคัญ เมื่อไม่สำคัญไม่ใส่ใจทุกอย่างคงเป็นการวางใจหมดก็เรียกว่าจบสุดท้ายของนายณัฐศักดิ์สัญญาณดังอมรรัตนาจบเลยมันไม่มีเลยเกลี้ยงได้อย่างนี้เป็นต้นแต่เมื่อทำความวางความปล่อยอย่างนี้ได้เปลี่ยนเราก็จะเป็นผู้ที่เห็นสภาพๆหนึ่งที่เรียกว่าอันนั้นโตอากาศต่อมาขณะมนสิการอนันตรังสี อากาศโชติถึงสภาพทางอากาศสภาพอากาศก็คือสภาพว่างว่างโล่งโปร่งไม่มีอะไรติดขัดเบาง่ายสบายโปร่งเราจะถึงอาการอย่างนี้จิตของเรารู้ว่าตรงนี้เลยเป็นอาการปกติเลยไม่มีมีคำขยายว่าอนันตังอันนั้นโตนี้แปลว่าภายในก็ได้เป็นในภายในแล้วก็เป็นสภาพที่ไม่มีที่กั้นไม่มีที่ขัดไม่มีที่ครอบมันโล่งโปร่งไปหมดเลยไม่มีที่ต้นไม่มีที่ปลายหมดโลกเนี่ยแม่งมีไม่มีขอบไม่มีอะไรมาจำกัดเขตหมดโรคเลยสบายลงอิสระเสรีมีความรู้สึกอย่างนั้นอาการโรคจิต ทำให้หลุดพ้นทำให้ว่างลงได้อย่างต้นที่ยกตัวอย่างแม้แต่ปฏิกะสัญญาเกิดอาการอารมณ์ที่มันโกรธเคืองเพราะมันปล่อยมันวางมันทำลายแล้วมันดับลงไปได้แล้วมันจะเกิดอาการอันนั้นโตอากาศจะเกิดอาการอย่างนี้พูดได้ทำอันนี้ได้เสร็จนั่นแหละเรียกว่าครูเป็นสัญญาณนางสมาธิธรรมะหมายความว่าในหลวงคนกินอย่างนี้แล้วจะผ่านพ้นไอ้ที่เราต้องรู้ว่ากิเลสแล้วก็ทำลายกิเลสลงไปเป็นอาการที่ได้รับสภาพอีกอันนึงสำคัญลดสิทธิที่ว่างติดเชื้อโรค อัตภาพที่เราเข้าหาฐานนิพพานนี้แหละอย่างนี้แหละเรียกว่ามีโมกพอถึงรีโมตข้อที่ 4 เนี่ยแบบมีทั้งตัวรถมีทั้งตัวรู้ตัวทำลายแล้วผ่านมาจนกระทั่งมีอาการของรถรถที่ผ่านอารมณ์นิพพานเพราะความว่างรถที่ความโลภถ้ามีสภาพนี้เริ่มต้นจับได้อาการอากาศทีนี้เมื่อวันนี้มันเป็นสภาพอากาศ ไปสู่สภาพนี่แหละเริ่มต้นเป็นรีโมทมีอากาศและเริ่มได้รับสภาพโล่งว่างยามอากาศเบาโล่งลอยอิสระ 4 มันเป็นสภาพอย่างนั้นเลยไม่หนักไม่หนาแล้วง่ายนี่เข้าถึงอย่างนี้อยู่ 25 นาทีแปลว่าเป็นอยู่อย่างนั้นน่ะมันมีอยู่มันจะครองสภาพนั้นอยู่ในรีโมทรีโมทข้อที่ 5 เรารู้สภาพอากาศแล้วก็มีการสัญญากำหนดหมายอากาศลงไปอีกแล้วก็ไปรู้เข้าใจต่อไปมีความสำคัญอยู่ตรงที่อนันตังวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ วิญญาณัญจายตนะเอ้ยไม่ใช่มันเป็นยาอาการสาหัสสมมติธรรมะร่วมพ้นอากาศอารมณ์คนเพราะอะไรเพราะอนันต์ตรังวิญญาณมันติดต่อบาลีชุดนี้มันก็มีขยายตัวนี้เป็นสำคัญ เสร็จแล้วเราก็ไปเข้าใจได้ว่าที่แท้มันไม่ใช่อากาศก็ไม่ใช่อากาศของอะไรมันเป็นอาการว่างโล่งของวิญญาณไม่ใช่อาการหรอกแต่เป็นสภาพหนึ่งเรียกว่าอากาศสภาพก็ได้แต่เรานี่แหละเกี่ยวกับอากาศสภาพอากาศเป็นภาพเกี่ยวด้วยเราไอ้คำวันนี้คำว่าเรานี่ก็คือจิตวิญญาณจึงเรียกว่าเอ๊ะที่สุดมันก็ไม่พ้นคำว่าวิญญาณวิญญาณอันติวิญญาณบวกอันติอันติแปลว่าที่สุดเอ๊ะที่สุดมันก็ไม่ได้หนีพ้นคำว่าวิญญาณวิญญาณนั่นเองมันเป็นตัวว่ามีอากาศมีภาพว่างมีทำความว่างได้เออที่สุดเป็นที่สุดอนันต์ตรังวิญญาณอันติที่สุดหรือไม่ที่สุดมันก็อยู่ วิญญาณนี้เป็นตัวสำคัญเห็นรู้ตอนนี้ก็เห็นสำคัญอาการอย่างนั้นมาแล้วได้แล้วทำเป็นแล้วเอ๊ะแต่มันเพ่งเข้าไปอีกเรียนรู้เข้าไปอีกมันก็เป็นเรื่องของวิญญาณมันเป็นเรื่องของจิตภาพของเรานี่เองเป็นสภาพนี้ได้โอ้ยผิดพลาดเราทำให้ว่างโปร่งโล่งสบายก็ได้อยู่ที่จิตนี่เองน้อละกิเลสออกไปสัญญามั่นหมายในอารมณ์ปฏิฆะเป็นต้นตัวอย่างยกหรืออัตราต่างๆที่เราละวางจานคลายทำให้ใส่ใจสัญญามั่นหมายได้แล้วก็ทำการขายได้อย่างใดอย่างไรก็เกิดอาการสามัญได้ทำโลกว่างได้เพราะว่าโลกมันก็ไม่อื่นไปจากจิตนั่นเองมีอาการว่างลงอยู่ด้วยกันจึงเข้าใจอาสา อายตนะจึงเข้าใจวิญญาณจึงเห็นวิญญาณนี่แหละสำคัญถ้าไม่มีวิญญาณนี่มันว่างเองได้ไหมมันมีว่างอยู่ที่ไหนหรือเราเองเราจะไปว่าอะไรไม่ให้มันมีวิญญาณแล้วมันว่าอะไรมันว่างโดยไม่มีวิญญาณว่างไม่ได้มันตัววิญญาณไปเป็นตัวว่าจึงเห็นความสำคัญแน่ๆเน้นอยู่ที่ตัววิญญาณไม่ใช่ตัวเองแต่ฝันดีด้วยแล้วมันต้องเป็นเรื่องไม่ใช่ถูกเรื่องเห็นความสำคัญเลยตอนนี้ถึงเห็นความสำคัญของวิญญาณสัญญามั่นหมายลงไปในวิญญาณเห็นว่าออตัวนี้เป็นตัวรากฐานเป็นตัวจิตเกิดใจตัววิญญาณเป็นตัวหลักฐานที่จะทำความสำคัญก็เลยเข้าใจ ภาษาก็ไม่ติดใจในอากาสานัญจายตนะก็เห็นความสำคัญสูงขึ้นมาเป็นวิญญาณจึงวางอากาสานัญจายตนะเรื่องภูมิขึ้นมาสู่วิญญาณเป็นผู้ที่อยู่วินถึงเรียกขานวิญญาณัญจายตนะนี่เป็นวิโมกข์ที่สูงขึ้นไปอีกเป็นระดับๆที่ 5 ระดับที่ 5 สูงขึ้นไประดับที่ 6 ทีนี้ก็มาคิดค้นมาพิจารณาซ้อลงไปอีกว่าเอ๊ะมันก็ต้องดับต้องเอาความไม่มีเกิดขึ้นเพราะว่าดับ 0 นี่ต้องมีศูนย์ศึกษาก็มันเหลือวิญญาณหรือว่ามันเหลือมันเป็นอักษรไม่มีมันต้องไม่มีสิทธิ์โดยที่ดับสนิทไม่เหลือไม่มีมันต้องมี มันอะไรเพราะฉะนั้นจึงมอบค้นหาว่าอะไรแทนพิจารณาด้วยปัญญาอันยิ่งปัญญารู้ขึ้นไปอีกจนเห็นว่าวิญญาณมันก็ไม่ใช่เรื่องตอนนี้เข้าใจแล้ววิญญาณก็ไม่เอาไว้เป็นธาตุรู้ที่จะต้องรู้ถ้าไม่มีวิญญาณรู้อะไรไม่ได้วิญญาณเป็นธาตุรู้ที่เยี่ยมเก่งใช้วิญญาณให้เป็นเพราะเราจะรู้จะรู้อะไรจะเอาอะไรไม่มีอย่างใดไฉนจึงมาเห็นความสำคัญในเรื่องกินรีแปลว่าไม่มีจะเอาอะไรส่วนไหนไม่มีนับถือจริงๆหมายความว่าอะไรอ่ะอะไรยังไงเช่นไหนอะไรแค่ไหนส่วนไหนอะไรจะอย่างไรอย่างไรจริงๆสิ่งนี้มันภาษาบาลีคำนี้มันหมายความว่าอะไรหมายเอา อะไรกันแน่ที่จะให้นัทให้ไม่มีซ้อนลงไปในวิญญาณก็ไม่สงสัยอะไรสำคัญเพราะไม่มีวิญญาณนี้จะไปรู้อะไรได้สำลีก็ไม่ได้ก็ทำวิญญาณเหมือนปัญญาในวิญญาณให้รู้ยิ่งหรือสัญญาก็ต้องใช้กำหนดให้รู้ยิ่งลงไปว่าอะไรถึงไม่เห็นความสำคัญในการที่จะรู้ก็ย้อนลงไปไม่รู้กำหนดสิ่งที่กำหนดลงไปในรากเหง้าที่เราเคยเรียนมาไม่ว่าจะเป็นกิเลสตัณหาอุปาทานโลภะโทสะโมหะอะไรสิ่งอย่างนั้นล่ะทำให้มีทีนี้เห็นความไม่มีลงพัฒนาความไม่มีที่เราลงมายังปฏิฆะสัญญามันเคยผ่านมาขณะที่อธิบาย ก็เห็นความไม่มีของปฏิกะสัญญาในจิตอ๋อไม่มีอันนี้ต่างหากเป็นตัวไม่มีไม่ได้หมายอื่นตัวนี้ไม่มีตัวที่มีก็คือความว่างโล่งก็ยังมีอยู่วิญญาณก็ยังมีอยู่พร้อมกันนั้นตัวไม่มีก็มีให้รู้เห็นเห็นอยู่มันไม่มีเมื่อไหร่มันก็ไม่มีประสิทธิภาพสัญญาไม่มีเลยตลอดกาลได้คนไหนไม่มีคนนั้นก็บริบูรณ์สนิทเป็นอรหันต์ไม่มีความโกรธและดับปฏิฆะสังโยชน์คุณธรรมสังโยคได้คุณก็เป็นพระอารยธรรมไม่ใช่เบาๆและอย่างน้อยก็เป็นอนาคตทำได้ไหมเราไม่ให้มีไม่มีสนิทเลยนะอาการเป็นยังไงลักษณะเป็นยังไงอย่างกลางละเอียด อาการลูกนิมิตรู้รูปนามชัดด้วยลักษณะอาการลิ้นพระนิมิตอุเทนรู้เลยว่าโอ้โหพ่ออธิบายว่าอย่างนี้มีรูปร่างลักษณะนิมิตเป็นอย่างนี้อาการเป็นอย่างนี้แตกต่างจากความมียังไงไม่มีเป็นลักษณะนี้มีเป็นลักษณะอย่างนี้มีอย่างเล็กน้อยอย่างอ่อนบางจางเบาก็รู้ได้จับได้ตอนนี้ไม่มีเหลือเชื่อแม้แต่ทุนดีแม้แต่ละออแม้แต่เศษก็รู้ได้ชัดความไม่มีอย่างนี้ก็มีอยู่เรารู้ความไม่มีด้วยรู้ความว่างร่วมด้วยรู้วิญญาณธาตุอันบริสุทธิ์จากสิ่งนี้บริสุทธิ์จากสิ่งที่เรารู้แล้วว่าไอ้นี่เป็นอาคารเป็นมายาเป็นของที่ไม่เข้าทางไม่ควรจะให้มันเป็นสิ่งแปลก วิญญาณก็เป็นวิญญาณบริสุทธิ์เป็นวิญญาณบริบูรณ์เป็นนักวิญญาณธาตุตามเป็นจริงว่าเป็นธาตุรู้ที่ไม่มีทุจริตแฝงไม่มีอกุศลแฝงอย่างนี้ทำได้ไหมถ้าทำได้ก็เข้าสู่อากิญจัญญายตนะรีโมทขออธิบายทั้งหมดจึงว่าสัพพะโสวิญญาณัญจายตนะสัมปะติกัมมะนับถือศาสนาพุทธกับสัมผัสไม่มีนิดหน่อยไม่มีอ่ะกินจรรยาจะชนะแล้วก็รู้แล้วว่าสำคัญนะว่าส่วนไหนล่ะไม่มีเราเริ่มต้นเป็นนักปฏิบัติเราก็หมาย กำหนดไปสิเอาตัวนี้ไม่เห็นมีแล้วตัวนี้มันทำร้ายเราอยู่อย่าเพิ่งไปเหมาหมู่ซะจนไม่รู้ตัวไหนเละเลยจะเอาให้ไม่มีหมดไม่ได้มันต้องกำหนดค่าไปเป็นตัวตัวศัตรูต้องหันหน้าใส่มันเป็นตัวตัวจะเป็นเละหมดเลยอวดเก่งไปไม่ได้ต้องกำหนดตามฐานตามฐานนะเพราะงั้นโสดาบันก็ฆ่ามาระดับนึงมีปัจจัยที่จะฆ่าก็มีระดับหนึ่งธนาคารมีระดับหนึ่งท่านถึงเอาสังโยชน์เป็นเครื่องจักรใช้ได้นะนี่แหละลักษณะอย่างนี้อย่างนี้ไปขัดขนาดมาทำลายไปเป็นขั้นๆเมื่อมาถึงขั้นระดับที่ 6 ที่เหลือระดับ 17 ระดับที่ 7 นี้ขึ้นสู่ภูมิในวัดสมาน ถ่านอากิญจัญญายตนะฐานอธินจรรยาชนะกิจกรรมไม่มีอะไรเด่นไม่มีอะไรหมายหรอกไม่มีแต่เราจะต้องร่วมหมายอะไรสำคัญระดับวิโมกข์ 17 กลับมาแปลว่าความดับง่ายๆก็ได้และอุปกรณ์ สมมุติติดกันมากครับแปลว่าย่อมล่วงพ้นไปแล้วตกลงไปแล้วก็แสดงว่าอันนั้นมันดับอุปสัมปทาแปลว่าเข้าถึงวิหารสติอุปสัมปทาเข้าถึงแล้วแลอยู่ก็แสดงว่าอันนี้เป็นตัวเกิดอุปสรรคอุปสรรคประชาติแสดงตัวนี้เป็นตัวเกิดตัวนั้นเป็นตัวดำเพราะฉะนั้นอะไรดับอะไรเกิดเราตรวจสอบความไม่มีให้สนิทมีอะไรไม่มีอะไรยังไม่มีอยู่มีอะไรยังเหลืออยู่ในสภาพอากาศอย่างนี้สภาพอย่างนี้เรียกว่าภูมิที่ผ่านมาแล้วอากาศมีวิญญาณมีการมีทั้ง 3 สภาพเลยพี่โมทนาสาธุมีสภาพนี้ทั้ง 3 อย่าง ไม่มีตามที่กำหนดถ้าอากาศมีสภาพโลกก็โลกไม่มีสิ่งอื่นก็ไม่มีสิ่งอื่นวิญญาณก็มีวิญญาณไอ้สิ่งที่เราไม่ได้หมายไม่ได้รู้มันก็ไม่ต้องรู้ไม่ต้องเกี่ยวและหมายสิ่งนั้นที่จะให้ไม่มีเป็นอาจิณสภาพนี้บอกว่ามันไม่มีนะเอาจริงจังเลยว่าไม่มีนิดหน่อยไม่มีก็ไม่มีได้อย่างแท้จริงมีอะไรเหลืออีกในวัดสัญญานาสัญญาเรารู้ให้ชัดในลักษณะนามสัญญาก็คือสัญญาลงไปสัญญาให้มากสัญญาให้เด็ดขาดจะว่ารู้ต้องรู้จะว่าไม่รู้ไม่เอาแต่ในกลุ่มที่ยังเป็นสภาพในระยะยาวนานเป็นภูมิที่จะว่ารู้มันก็ยังมีอะไรยังไม่พ้นสงสัยยังมีไม่รู้อยู่ว่ายังมีไม่ละเอียดยังไม่รอบสิ้นทำให้รอบให้สนิท สัญญากำหนดหมายให้บริบูรณ์ถ้ายังจะรู้บ้างไม่รู้บ้างจะว่ารู้ก็ไม่ใช่จะว่าไม่รู้ก็ยังไม่ใช่ไม่ใช่ต้องรู้รู้อย่างแน่ใจอย่างมั่นใจอย่างทะลุปรุโปร่งเป็นการรู้แจ้งแทงทะลุถ้ายังไม่รู้แจ้งแทงทะลุเหลือเศษพิเศษน้อยหรืออะไรบ้างยังเหลืออยู่กลุ่มมีไว้สัญญานะสัญญาทั้งสิ้นเพราะฉะนั้นนี่มันระดับสูงขึ้นมาแล้วมันละเอียดแล้วนะตอนนี้ชักจะแยกกันออกยากแล้วเอากินจรรยาจะชนะหลุดลงไปได้เพราะเรารู้ว่าเราจะต้องทำงานต่อการที่เราจะทำงานต่อตรวจให้ละเอียดนี่แหละคือภูมิมีวัดสัญญาณอากาศเข้าสู่โครงการตรวจให้ละเอียดต่อเข้าใจแล้วไม่สงสัยในเรื่องอาชีพจรรยาจะชนะแต่มันจะมีอะไรซุก ส่วนเนื้อมีอะไรจะเจาะอีกมีอะไรที่จะบกพร่องเข้าใจให้รู้ว่าจบแน่นะบริบูรณ์แน่นะนี่เป็นตัวครบแน่นะพิจารณาซ้ำซ้อนอ่านสัญญาหมายถึงเรียกว่าเทวัญสัญญานาสัญญาถ้าผู้ใดกระทำการอ่านเข้ามากๆก็เลยวันนี้สัญญานะสัญญานะสัญญามีคำว่าสัญญาซ้อนลงไปอีกคือเกิดการกำหนดหมายลงไปให้รู้ว่าสัญญานาสัญญาได้ชนะเนี่ยเราได้กำหนดหมายรู้มาแล้วไอ้ความที่รู้ก็ได้รู้อยู่แล้วไอ้ความไม่รู้หรอกรู้แล้วว่าไอ้ไม่รู้คือตัวนี้แล้วทำลายตัวไม่รู้ให้ออกที่ส่วนตัวผู้ใดทำลายตัวไม่รู้ให้ออกได้บริบูรณ์เป็นเจโตวิมุติเป็นปัญญาร่วง เกาะเป็นรีโมทขอบ 18 บริบูรณ์จบพี่โมกพี่โม่ข้อ 18 ก็บอกว่าสัพพะโสเนวสัญญานาสัญญายตนะสมาธิธรรมะสัญญาเวทีตังนิโรธสุขสมบัติเจาะจงลาวอารมณ์นิพพาน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน