610521_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาให้สุขภาพดีด้วย 8 อ_.docx
เนื้อหาในไฟล์
610521_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาให้สุขภาพดีด้วย 8 อ. อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1XJquqCb3Ap2TYosY6meK5T2DYEm17tzdWI0RuGTEy1E
สมณะเดินดินว่า …วันนี้ วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2561 วันบวร ที่บวร ราชธานีอโศก วันนี้มีคนมาฟังธรรมหลายกลุ่ม ตั้งแต่ญาติธรรม นักเรียนสัมมาสิกขาฯ และมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาฟังธรรมด้วย วันพรุ่งนี้ ก็จะครบรอบ 4 ปี วันรัฐประหารของคณะคสช. ก็มีหลายฝ่าย สะท้อนความรู้สึกว่า คสช.อยู่นานแล้ว เป็นอย่างไร มีกลุ่มพรรคอำนาจเก่าบอกว่า 4 ปี ที่คสช.ยึดอำนาจ ทำให้ประเทศไทยมืดมน ตกอยู่ในภาวะอันตราย ก็เป็นข่าวที่ออกไป ก็คงจะมีทั้งคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่ว่าความเห็นนี้ ดูจะไม่สอดคล้องกับโพล ที่เขาทำมาว่า ประชาชนจะเลือกใครเป็นนายกฯต่อ มี 50 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่านายกฯคนปัจจุบัน ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ดูว่าความเห็นของนักการเมือง กับประชาชน ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ 50 เปอร์เซ็นต์ บอกว่ารัฐบาลปัจจุบัน ทำงานได้ดีอยู่แล้ว สะท้อนภาวะที่พ่อครูวิเคราะห์ว่า คนไทยมี DNA ที่มีอนุสัยของโลกุตระ อนุสัยมีทั้งดี และไม่ดี สิ่งที่ดีนั้น ทำให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้ สิ่งหนึ่งที่บ่งบอกภูมิปัญญาคนไทยว่า มีปัญญาโลกุตระ คือเหตุการณ์สวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงทรงงานมา โดยไม่ได้หาเสียงไม่ได้ป่าวประกาศ โฆษณา แต่ภาวะ 70 ปี ที่ทรงงานมา ก็อยู่ในหัวใจของประชาชน ประชาชนซาบซึ้งว่า ได้ทรงเสียสละมา โดยไม่ได้หวังเพื่อตัวเอง ไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไร เป็นภูมิปัญญาคนไทย ที่สามารถรับสิ่งที่ดี ที่เป็นโลกุตระเหล่านี้ได้ เพราะว่ามี DNA ที่เป็นโลกุตระ ในสายเลือดของคนไทย เด็กที่มาเรียนที่นี่ บางคนอาจไม่เต็มใจ บางคนผู้ปกครองบังคับก็ได้ ที
อ่านต่อ
่สำนวนบอกว่า บางคนมาอยู่วัดก็ว่า บุญถีบ แต่พ่อครูไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่กลับคิดว่า เด็กทุกคนที่เข้ามาเรียนที่นี่ มีเชื้อมีอนุสัยที่ดี มีเหตุปัจจัย มีองค์ประกอบ ที่ทำให้ได้มาเจอที่นี่ และบางคนสามารถอยู่ได้ถึง 6 ปี ถือว่าต้องมอบของที่ระลึก ของสำคัญให้ เด็กๆก็อย่าไปดูถูกตัวเองว่า เรามีกิเลสเยอะ มันอยู่ที่ความตั้งใจ ถ้าตั้งใจสั่งสมกุศลแก่ตัวเอง ก็จะทำให้ชีวิตเรามีทิศทางที่ดีงาม
พ่อครูว่า... อย่างที่ท่านเดินดินได้เกริ่นเอาไว้แล้ว ก็จะอธิบายต่อ โดยคำว่าจิตวิญญาณ เด็กๆก็ควรจะได้เข้าใจ เรื่องจิตวิญญาณ ให้ละเอียดลออเพิ่มเติมขึ้น อธิบายให้ง่ายๆ ให้เข้าใจ _SMS วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 (วิถีอาริยธรรม)
_5788... นมัสการ หลวงปู่ ช่องหลวงปู่ติดขัด บ่อยจริงครับ ขอสนับสนุนลุงตู่อยู่ต่อครับ พ่อครูว่า... ก็ทำยังไงได้เราเป็นทีวีคนจน ช่างเทคนิคก็ฟังไว้ เอาไปปรับปรุง
_7630... ผมว่าพ่อท่านยิ่งเชียร์ พล.อ ประยุทธยิ่งคะแนนตก เพราะพ่อท่านเป็นตัวสะกั้ง (พ่อท่านเคยพูด) อยากให้พ่อท่านมองหมากรุกหลายชั้นครับ กราบขออภัยครับ พ่อครูว่า… เขามองว่า เป็นตัวน่ารังเกียจของสังคม เขาว่าอาตมาเป็นอย่างนั้น อาตมาก็ว่า อาตมาไม่ใช่เป็นคนที่น่ารักๆมาแต่เดิมของสังคมหรอก อาตมาเป็นคนน่ารังเกียจของสังคม ก็เอา จะเป็นอย่างนั้น หรือจะเป็นอย่างไร มันก็เป็นไปตามนั้น อาตมาก็มีภูมิปัญญา มีปฏิภาณของอาตมา พยายามจะมองหมากรุก ให้เก่งหลายชั้น คนเล่นหมากรุก หมากฮอส ก็จะมองหลายชั้น ตามเส้นทางเดิน อาตมาก็พยายามใช้ภูมิปัญญา เท่าที่อาตมามี พยายามจะให้มันได้หลายชั้นอยู่ มันก็ได้เท่าที่อาตมามี อาตมาไม่ได้หย่อนข้อ ไม่ได้ออมมือ ก็ใช้เต็มๆ มีภูมิปัญญาเท่าไหร่ ก็ใช้เต็มที่ ในการทำงาน ไม่ได้ย่อหย่อน ไม่ได้ทำทีเป็นสงวนท่าทีเกินไป ไม่ได้สงวนท่าที อาตมาเป็นคนไม่สงวนท่าที เกินไปด้วยซ้ำ มันเป็นข้อด้อยของอาตมาอันหนึ่ง แต่แสดงความจริงใจ มากเกินไปด้วยซ้ำ เป็นข้อด้อยที่อาตมาได้พูดไปแล้ว อาตมาก็ฟังกระแสเสียง แต่ละคนที่ท้วงมา
_3867... ผู้น้อยขอยกมือฯสนับสนุนลุงตู่อย่างเชื่อมั่นตามพ่อครูฯอย่างแน่วแน่!ด้วย 2 มือชูพรึ่บ1หัวใจเต็มร้อย!ปัญญาชน คนโลกเงียบstou17มวลเสริมกองทัพธรรมฯ
_2166... ผมเชียร์ลุงเต็ม 100 % ผมเห็นด้วยกับคุณ 0472 ว่าพ่อท่านยิ่งเชียร์กองหนุนลุงตู่ยิ่งหาย!!!!???
สื่อธรรมะพ่อครู(สุขภาพบุญนิยม) ตอน พ่อครูเป็นตัวอย่าง ผู้มีสุขภาพดีด้วย 8 อ. _1803...อายุ 84แล้ว วันนี้ทำไมพ่อท่ๅนยังดูสดและแข็งแรงจังเลยครับ พ่อครูว่า… มันห้ามกันไม่ได้นะ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรอายุ 84 ก็เป็นความจริง ไม่ได้เป็นมุขอะไร จะเต็ม 84 ปีในวันที่ 5 มิถุนายนนี้แล้ว เวลาตกฟาก 7 โมงกว่า ประมาณ 7 โมงครึ่ง พระบิณฑบาต กลับวัดพอดี แม่บอก ไม่รู้นาฬิกา ก็เห็นแต่หลังพระเดินกลับวัดไวๆ ก็ประมาณเอา ทำไมสดชื่นแข็งแรง จะบอกว่าปล่อยไปตามยถากรรม ก็ไม่ใช่ อาตมาพากเพียร ที่จะทำให้ตัวเองแข็งแรง อายุยาวยืน พยายามทั้งทางจิต และเหตุปัจจัยภายนอก ดูแลโดย 8 อ. ใครเคยได้ยินได้ฟังมา ตั้งแต่ อิทธิบาท อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย เอนกาย เอาพิษออก อาชีพ พยายาม เราก็มีความรู้ว่า อิทธิบาทคืออะไร อิทธิบาท คือความพยายาม 1. ต้องมีความยินดีพอใจ ฉันทะ อันนี้เป็นพลังที่จะให้เกิด ไม่ใช่พลังให้เสื่อม พลังให้เจริญให้พัฒนาการ คืออิทธิบาท ก็ต้องมีใจยินดี อะไรไม่ยินดีก็ต้องพยายามทำใจให้ยินดีกับมัน เป็นตัวแรก เด็กๆฟังไว้ มาเรียนที่นี่หากไม่ยินดีอย่าทำ เปลี่ยนใจและพยายามทำให้อารมณ์ดียินดี ยินดีหมายความว่าอะไร ทำใจให้ยินดี ก็หัดทำใจให้มันยินดี มันพอใจ และมันชื่นใจกับสิ่งนี้ น่าได้น่ามีน่าเป็นกับสิ่งนี้ เรียกว่ายินดี 2. แล้วก็มี วิริยะ ขยันหมั่นเพียรอุตสาหะ ใช้กำลังวังชา พยายาม 3. จิตตะ มีใจเท่าไหร่ ก็โถมใส่เข้าไปในนี้ มีใจเท่าไหร่ ก็ทุ่มโถมใส่เข้าไป เอาใจเต็มโถมไปใส่เลย 4. วิมังสา คือตรวจสอบ เอาสาระ ที่เราคิดว่าควรจะได้ควรจะเป็น มังสะ คือเนื้อ วิ คือยิ่ง วิมังสาคือเนื้อยิ่งๆ สาระแก่นแท้ของมัน ที่มันใช่นี่ มันดียิ่งแล้ว ถูกต้องที่สุดแล้ว แล้วเราก็ตรวจสอบให้ได้เรื่อยๆ เสมอๆ และถูกต้อง คือฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คืออิทธิบาท 4 เป็นความหมายเป็นภาษาธรรมะของศาสนาพุทธ ของศาสนาอื่น ลัทธิอื่น จะมีอย่างไร อาตมาไม่เก่ง ก็รู้แต่ของพุทธ เขาอาจจะมีดีกว่านี้ก็ได้ เราก็ไม่รู้
จากฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เป็นอ.แรก
อ.ต่อมา อารมณ์ จะได้ขยายความอีกยาวหน่อย ขอพักไว้ อารมณ์เกี่ยวกับจิตวิญญาณ ขอเก็บพักไว้ก่อน ขออธิบายต่อคำอื่น
อาหาร คือ สิ่งที่กินเข้าไป เรียกว่ากวฬิงการาหาร จะให้สังขารร่างกาย เรามีชีวิตต่อไปได้ อาหารคือคำข้าว แปลง่ายๆ หรือกับแกงอะไรที่ใส่ปากกิน ให้มันไปสังเคราะห์ ทำงานเป็นอัตโนมัติของธรรมชาติ ของชีวะ ในร่างกายเรา ให้เรามีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ แม้อาหาร พระพุทธเจ้ากล่าวละเอียดต่อไปอีก อาหารที่ทางโลก เรียกว่าอาหารคือโภชนาการ เอาธาตุอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น นี่สับปะรด มะม่วง หรืออะไรที่มีสารอาหารมีวิตามินอะไร ที่ร่างกายต้องการเราก็เอาเข้าไป สิ่งที่ควรจะได้ ใส่เข้าไปให้มันได้สัดส่วน ให้มันได้เพียงพอ ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ เราก็ทำอยู่แล้ว เราก็มีปฏิภาณ ปัญญา อย่าให้มันมากไป อย่าให้มันเกินไป อย่าให้มันมีพิษ อย่าให้มันไม่เข้าท่า มันไม่ถูกต้องไม่ดีงาม เอาสิ่งที่มันไม่มีพิษ สิ่งที่มันดี มากไป หรือน้อยไป ก็ไม่ดี ให้พอดี ก็เรียกว่าอาหารคือคำข้าว อาหารมี 4 อย่าง คือ 1.กวฬิงการาหาร 2.ผัสสาหาร คือการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้นกาย ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกประทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส รสต่างๆ กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง เบาแรงต่างๆ นี่คือการสัมผัสทางทวารนอกทั้ง 5 เรียกว่า กามคุณ 5 ก็ให้รู้จักสัมผัสเหล่านี้ มันทำให้เราเกิดกิเลส อันนี้แหละ จะต้องเรียนให้สำคัญ นอกจากอันนี้ ที่สัมผัสแล้วเกิดกิเลส ในจิตวิญญาณแล้ว กิเลสมีลักษณะเรียกว่าเจตนา มโนสัญเจตนา เจตนาไปในกาม ตั้งแต่ของหยาบ กามหรือโอฬาริกอัตตา เกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับข้าวของ เกี่ยวกับพืช เกี่ยวกับวัตถุต่างๆ ดินน้ำไฟลม เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ มันควรได้ควรมีควรเป็น หรือไม่ควร จะเอามาเป็นของเรา ยิ่งไม่ใช่ของเราเลย ของคนอื่น เป็นสิทธิ์ของคนอื่น ไปเอาของที่ไม่ใช่ของเรา ที่เขาคิดว่าเป็นของเขา แล้วเขามีสิทธิ์เป็นของเขา โดยถูกต้องด้วย อันนี้ผิดนะ ผิดทั้งทางโลก ทั้งทางธรรม ท่านก็อย่าไปประพฤติ กระทำสิ่งที่ไม่ดี เป็นสิ่งผิด มันอยากได้ ตั้งแต่ของหยาบ จนกระทั่งอยากได้ในรสชาติ รูปสวย เสียงเพราะ ถูกใจ กลิ่นอย่างนี้ ชอบใจพอใจ ลิ้นรับรส เปรี้ยวหวาน อะไรที่ชอบใจ หรือ เย็นเกินไป ร้อนเกินไป แข็งเกินไป สัมผัส เย็นร้อน อ่อนแข็ง เกี่ยวข้องพวกนี้ เราก็อย่าไปยึด ว่าจะต้องได้แค่นี้ๆ มันมากเรื่องเกินไป หากมันได้พอสมควร ที่จะเป็นประโยชน์ ใช้มาปรุงแต่งสมควรเท่านั้น แล้วก็พอ แต่หากไม่รู้จักพอ เกินไป มากเท่าไหร่ ไม่รู้จักพอ แล้วตะกละตะกลาม หอบหวงไว้ ทั้งที่ตัวเอง ก็ไม่ได้กินใช้อะไร ตะกละตะกลาม ขี้โลภ เห็นแก่ได้ อธิบายทางด้านเศรษฐศาสตร์ ก็คือ เป็นคนเห็นแก่ตัว ที่ทำลายเศรษฐกิจโลก ทำร้ายคนอื่น ทำลายสังคม ประเทศชาติ พวกที่ตะกละตะกลาม โลภมาก เป็นคนทำลาย ที่น่าเกลียดที่สุด ในจิต ที่เป็นตัวเหตุปัจจัย อธิบายเล็กๆน้อยๆ ก็ต้องมาดู สรุปคืออย่าไปตะกละตะกลาม โลภโมโทสัน มาให้แก่ตัวเองมากนัก เสร็จแล้วก็ควรจะมีความขยัน สร้างสรร พึ่งพาตัวเองให้รอด โดยเฉพาะ ถ้ายิ่งอยู่กับหมู่ฝูง อย่างชาวอโศก พึ่งพากันได้แล้ว ไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น โดยที่เราสร้างสรรได้มาก ให้เกินที่ตัวเองกินใช้ ก็ไปเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ตัวเองก็เป็นคนมีคุณค่า เป็นคนมีประโยชน์ อย่างนี้เป็นต้น เป็นเหตุ เป็นผล เป็นสิ่งที่ชัดเจน เป็นสิ่งที่เกิดความจริง ประเสริฐสูงส่ง ที่เราต้องเรียนรู้ และฝึกฝน ปฏิบัติให้ได้ อย่างนี้เรียกว่า เราจะต้องเข้าใจการอยู่กับสังคม แล้วก็สร้าง อาหาร คำนี้ท่านแปลว่า เครื่องอาศัย ทั้งที่กินเข้าไปข้างใน และ บริโภค ไปในร่างกาย อาศัยข้างนอกด้วยว่า อุปโภค ที่ไม่ใช่อาหารที่กินเข้าไป สิ่งที่อาศัยภายนอก มีเยอะแยะมากกว่า ที่กินเข้าไปข้างในมากเลย อุปโภคมีเยอะ ก็เป็นเครื่องอาศัย ที่เราจะต้องแบ่งกันใช้ ให้พอประมาณ เราใช้พอประมาณ อย่าไปโลภเอามาเยอะ จนคนอื่นขาดแคลน เราก็พยายาม ถ้าคนเรามีจิตใจ ศึกษาความจริงพวกนี้ได้ และรู้จักจัดสรรให้พอเหมาะ พอดี สังคมก็อยู่กันอย่างไม่แย่งชิง ไม่เดือดร้อนกัน ไม่ฆ่าแกงกัน โดยเฉพาะมาเรียนรู้ทางจิต 8 อ. อาตมาไล่มาแค่อาหาร ต่อมาก็ อากาศ อากาศสดชื่น อากาศไม่มีพิษ ไม่มีมลพิษ อากาศดี มีค่าของอากาศสูง มีออกซิเจนมาก อะไรอย่างนี้เป็นต้น เป็นอากาศที่บริสุทธิ์ สะอาดสดดี เพื่อจะได้หายใจเข้าไป อยู่ด้วยทั้งภายนอก ภายใน อากาศดี มันดีหมด ออกกำลังกาย อันนี้ก็ขี้เกียจกันจังเลย ไม่ค่อยจะพยายาม ยิ่งพวกหนุ่มสาว กำลังดี แข็งแรง พวกหนุ่มสาวแข็งแรง ก็ประมาท เราควรจะออกกำลังกายกัน ให้ดีพอเหมาะพอสม หนุ่มสาวออกกำลังกายอย่างอื่นเยอะก็จริง ก็ควรจะออกกำลังกาย ถ้าอายุมากขึ้น เรามีคนช่วยมากขึ้น ก็ต้องออกกำลังกายของเรา เมื่อเราอายุมากขึ้น ก็จะมีคนช่วยเหลืออนุเคราะห์ สนับสนุน ส่งเสริมช่วยเยอะขึ้น เราก็ต้องออกแรง ก็ต้องเคลื่อนไหว ก็ต้องทำงาน ให้ร่างกายมี Exercise ต้องทำให้พอเหมาะพอสม ไม่เช่นนั้น ก็ไม่เกิดการเคลื่อนไหว ก็เกิดการเสียหาย ลักษณะทางฟิสิกส์ มันก็จะหนืด และตกตะกอน จับตัวแข็ง และก็สูญเสีย เสื่อมไป ออกกำลังกาย จึงควรอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำเสมอ ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ต้องเติมให้เขา ให้พอเหมาะพอดี
เอาพิษออก ความรู้ทางการแพทย์ ทั้งแผนปัจจุบัน และแผนอื่นๆก็รู้ดีแล้ว แม้แต่การทำให้เหงื่อเราออก ก็เป็นการเอาพิษออก
เอนกาย ต้องให้พอเหมาะพอดี มากไป หรือน้อยไป ก็ไม่ดี ต้องเรียนรู้ เรื่องติดหลับติดนอน อาตมาขอยืนยัน อาตมาได้ปฏิบัติ ประพฤติมา ทุกวันนี้ อาตมาไม่มีกิเลสติดนอน มีแต่ถูกบังคับให้นอน กิเลสติดนอน มันเป็นจิตที่มันอร่อย มันจะเป็นอารมณ์ ที่เคยอธิบายไว้ เป็นอารมณ์ซึมๆ เหมือนกับนอนหลับแล้ว ตื่นมาปวดเยี่ยว ก็เกรงว่าอารมณ์ที่กำลังนอนหลับซึมซึม อร่อยๆ จะหายไป ก็เลยค่อยๆคลำไปหาส้วม อย่าให้อาการนี้มันหายไป อาตมาเห็นจากเพื่อนผู้ชาย เขาตายไปแล้ว เขาว่า เสียดายอารมณ์นอน มันอร่อย กำลังมัน แต่กำลังปวดเยี่ยว ก็ต้องลุกไปเยี่ยว ก็เลยต้องรักษาอารมณ์นี้ไว้ ค่อยๆเดินคลำไปถึงส้วม แล้วก็ไปเยี่ยว แล้วก็ให้อารมณ์นี้มันยังอยู่ กลับมานอนต่อ เสร็จแล้ว มันก็ยังหายไปเลย มันรู้ตัว มันติดความงัวเงีย อาการงัวเงีย มันซึม มันอร่อย ใครนึกออกบ้างไหม อารมณ์อันนี้ นี่แหละคือตัวกิเลส มันเป็นอารมณ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งคนเหล่านี้ หลับก็หลับสิ หยุดหลับไป ตื่นก็ตื่นใสใส งัวเงียจะตื่นนั้นไม่มี มีแต่แจ่มใส สว่างกับหลับไป มีแต่ตื่นกับหลับ หลับกับตื่น บางคน งัวเงียมากหรือน้อย ซึมมากหรือน้อย นั่นคือกิเลส ติดหลับ ติดนอน คือ นิทรารามตา อาชีพ เป็นข้อสุดท้าย อาชีพที่เป็นพิษเป็นภัยมีเยอะ มันซับซ้อน เป็นพิษ เป็นภัย มีเยอะ อาชีพที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ มี 5 ขั้น เป็นมิจฉาชีพทั้ง 5 อธิบายไปก็จะลึกซึ้งไป กุหนา ลปนา เนมิตกตา นิปเปสิกตา ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ผู้ที่พ้นมิจฉาชีพทั้ง 5 ได้นี้สุดยอดแล้ว อาชีพที่ไม่เป็นบาป เป็นพิษภัย ไม่ร้ายแรง ไม่เป็นโทษภัยกับใครเลย มีแต่ดีกับดีอย่างเดียว ถ้าหากพ้น มิจฉาชีพ ทั้ง 5 ข้อ ชาวอโศก ที่อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาสอนให้ปฏิบัติ ชุมชนชาวอโศกนี้ มาปฏิบัติแล้ว มีคนที่พ้นมิจฉาชีพทั้ง 5 พ้นได้ เป็นอาชีพที่ดีที่สุดของมนุษยชาติในโลก กุหนา นี้ชั่วมาก เลวทุจริต ขี้โกง รุนแรงโหดร้ายเลย ทุกอย่างกุหนา โลภมากมาย หรือแม้แต่หลงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จัดจ้าน อารมณ์สนุกสนานจัดจ้าน ก็กุหนา มันชอบสนุกสุด มันส์สุด สะใจ สุดยอดๆ พวกนี้เป็นนรกทั้งนั้น ท่านเรียกว่า ขิฑฑาปโทสิกะ คือมันยินดีครึกครื้นในใจ ถึงขั้น sadism และ masochism พวก sadism เห็นคนอื่นถูกทำรุนแรงจะชอบ พวก masochist คือพวกที่ตนเองถูกทำรุนแรง และชอบใจ พวกฮาร์ด จะ Hard Rock hardcore อะไรก็แล้วแต่ พวกนี้พวกแรง หนักหนา สาหัสเกินไป เป็นนรก หากเลิกในความ Hard เลิกทุกอย่างที่ไม่ดี สั่งสมจิตไม่ดี เป็นพิษภัยต่อตนเองและโลก เรียนรู้ธรรมะให้ละเอียดลออแล้วเลิกละ จนสุดท้าย รู้จักอาชีพ
สมณะเดินดินว่า... เรามาดูตัวอย่างการทำให้ตัวเองอายุยืน ทำได้อย่างไร ก็ดูตัวอย่างของพ่อครูว่าอายุ 84 ปีแล้ว สุขภาพอย่างดี เมื่อกี้นี้จบลงที่ คนเราหากชอบรุนแรง ก็คงอายุไม่ยืนเท่าไหร่ หากลดความรุนแรงลงมา น่าจะเป็นทำให้อายุเรายืนยาวขึ้น พ่อครูว่า... ลปนา ก็หยาบชั่ว รองลงมาจากกุหนา ไม่ขยายความเท่าไหร่ ลปนาคือความหยาบความชั่ว รองจากกุหนา กุหนาแรงเท่าไหร่ ก็รองลงมา เนมิตกตา คือเรียนรู้กิเลสของเรานี่แหละ กิเลสหยาบตัวแรก เรียกว่าอบาย จัดการตัวนี้ก่อน เป็นขั้นๆ ศาสนาพุทธนั้นมีลำดับ เป็นน่าอัศจรรย์ ก็ทำให้หมดอีก หยาบที่เหลือ ก็ทำอีก ให้ลดไป แล้วก็ทำอันที่รองลงไปอีก ลดชั่ว ประพฤติดี ลดกิเลส ให้กิเลสหมดไปเรื่อยๆ เนมิตกตา คือ ทำอย่างตั้งใจ ไม่ใช่ทำเสี่ยงโชค เสี่ยงทาย ทำอย่างตั้งใจทำ อย่างควรจะได้ ตามเหตุปัจจัย เรียกว่าไม่ใช่ทำทางเสี่ยงโชค เนมิตกะ ไม่ว่าเสี่ยงโชค เสี่ยงทาย ทำตาม Roadmap ทำตามแผนไปตามลำดับ เรียกว่า เนมิตกตา ระดับที่ 4 พ้นจากอาชีพชั่วที่ไม่ดีมาแล้ว ถึงขั้นพ้นเนมิตกตา แล้วอย่าเอาคนดี ความดีของเรา ไปรับใช้คนผิด หรือคนชั่วเลย อย่าเอาตัวเราไปรับใช้คนผิดคนชั่ว จงเอาตัวเราไปร่วมหากจะรับใช้ ก็รับใช้คนดี อยู่กับคนดี อย่าไปรับใช้คนชั่ว จะมาให้เกียรติยศอย่างไร ให้เงินทองเท่าไหร่ ก็อย่าไปรับใช้คนชั่ว เรียกว่า นิปเปสิกตา อย่าเอาตัวเราไปเสียศักดิ์ศรี รับใช้คนชั่ว เราดีแล้ว เราก็ต้องมาช่วยคนดี มาอยู่กับคนดี คนยิ่งดีกว่าเรา เราก็ต้องอยู่กับคนที่ดีกว่าเรา จะได้ช่วยทำให้เราดียิ่งขึ้น อาชีพนิปเปสิกตา ก็ยังไม่ดีที่สุดอยู่ เราดีแล้ว แต่ยังไปรับใช้บริษัทที่ขี้โกง ที่เอาเปรียบสังคม ทำสิ่งที่มอมเมาสังคม เอาเปรียบสังคม เราก็ไม่ไปทำด้วย แม้จะได้ลาภ ยศ สรรเสริญอะไร เราก็ไม่เอา ให้มาทำงานอยู่กับหมู่กลุ่มที่ทำอย่างดี ดีกว่า เรียกว่าพ้นมิจฉาชีพข้อที่ 4 เราดีแล้ว ก็ต้องอยู่กับคนดี อย่าไปร่วมกับคนชั่ว เป็นอันขาด มิจฉาชีพข้อที่ 5 สุดยอดเลย อาตมาถึงบอกว่า ไม่มีศาสนาไหนสอนหรอก มีศาสนาพุทธศาสนาเดียวที่สอน คนที่ยังทำงานอยู่แล้ว ยังรับสิ่งตอบแทน รับรายได้ตอบแทน เป็นมิจฉาชีพ คนทำงานยังมีเงินเดือนนั้น เป็นมิจฉาชีพอยู่ทั้งนั้น เห็นไหม ฟังแล้วน่ากลัว คนจะหาได้หรือ ทำงานแล้วไม่ได้วัตถุตอบแทนเลย มีหรือ อโศกมี ทำงานฟรี มาดูได้เลย ไม่รับสิ่งตอบแทน เป็นของตัวเอง ทำงานแล้ว เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ เข้ากองกลาง แล้วก็แบ่งกันกินกันใช้ อยู่ในนี้ มีน้อยก็กินน้อย มีมากก็กินเท่าที่พอมีกินได้ แล้วเอาแต่พอดี ไม่ตะกละตะกลาม ก็ช่วยกันสร้าง ช่วยกันกิน ช่วยกันใช้ ซึ่งเป็นสุดยอด ทำงานฟรี ทำงานแล้วไม่ต้องกังวล ไม่ต้องคิดรายได้ เราทำให้คุ้มที่ตัวเองกินใช้ให้พอ ดูแรงงาน แรงความรู้ แรงความคิด ของพวกเราที่ราคาแล้วคุ้มกว่าที่เรากินใช้วันๆหนึ่ง เกินนั้นก็เอาไว้ส่วนกลาง หรือเอาไปแบ่งแจก มีวิธีบริหารแจกจ่าย เรามีหน้าที่สร้างสรร ให้มาก ให้เกิน เอาเข้ากองกลาง จึงเป็นสังคมที่สุดยอด สังคมทำงานฟรี ทำงานแล้ว ไม่เอารายได้มาเป็นของตัวของตนอีกเลย เป็นสังคมที่ไม่รับสิ่งตอบแทน ไม่รับสิ่งที่เป็นรายได้ให้แก่ตัวเองแล้ว ทำฟรี แล้วมาอยู่กับหมู่กลุ่มที่ดี มาบริหารทรัพย์สินส่วนกลางร่วมกัน ผู้ที่มีหน้าที่บริหาร เขาบริหาร ผู้ที่มีหน้าที่ทำ ก็ทำ อย่างพวกเรามีหน้าที่ทำ ก็ทำไป รายได้มีมา ก็เข้ากองกลาง จัดสรรไป เรามีหน้าที่ทำงาน ใครจะมีหน้าที่เอาไปแลกเปลี่ยน หมุนเวียน ก็ว่ากันไป อย่างนี้เป็นต้น นี่คืออาชีพที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ถึง 5 ขั้น พิสูจน์ได้ อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาพิสูจน์ เป็น สังคมสาธารณโภคี เป็นชื่อที่พระพุทธเจ้าตั้งนะ ไม่ใช่อาตมาตั้ง คือทุกอย่างเป็นของสาธารณะ และบริโภคร่วมกัน โภคี เพื่อการบริโภค บริโภคกองกลางร่วมกัน กินแบ่งใช้ร่วมกัน และก็ไม่ไปคิดเล็กคิดน้อย เรามีกินมาก ใช้มากแล้ว ได้ใช้น้อย ไม่ใช่ เรามีปัญญา จริงเหรอ สร้างได้มาก เอาเข้ากองกลางได้มาก คนอื่นก็ได้ประโยชน์ จากแรงงานของเรา จากความสามารถของเรานี่แหละ ให้คนอื่นได้มากๆมันก็ยิ่งดี และไปคิดทำไมล่ะ เราเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้ ยิ่งมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดี ไม่ไปคิดเล็กคิดน้อยว่า ของเราทำนะ เราเป็นคุณค่ามาก มีประโยชน์มากต่อชุมชน คนอื่นไม่รู้จักตอบแทนบุญคุณเรา ไม่ต้องคิดเลย สัจจะ จะเป็นเครื่องจัดสรรเอง อย่าไปเสียเวลาคิด มันมีวิบากกรรม ในจิตวิญญาณคน มันเป็นผลของมัน ด้วยกรรม อันนี้แหละ
สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน ความหมายจิตนิยาม พ่อครูว่า... ตัดจากอาชีพ 5 มาเข้าสู่จิตวิญญาณ จิตวิญญาณเป็นตัวสำคัญของมนุษย์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จิต จะเรียกว่า กำหนด หรือนิยาม เรียกว่า สิ่งอย่างนี้เรียกว่า จิตนิยาม นิยามก็คือ definition เป็นการกำหนดบอกว่า อย่างนี้คือจิต Definition ก็อย่างนี้คือจิต หรือวิญญาณ มันมีภาษา 3 คำคือ จิต มโน วิญญาณ ยังไม่ขอลงรายละเอียดเรื่องนี้ ขอผ่าน มันละเอียดเกินไป เอาจิต หรือวิญญาณ ยิ่งมโน ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกลงไป จิต วิญญาณ เป็นไวพจน์ เป็น synonym กัน พลังงานที่เราเรียกว่าจิต หรือวิญญาณ เป็นธาตุจิต หรือธาตุวิญญาณ เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ในภาษาเคมี ก็เรียกว่าธาตุ หรือแม้แต่ฟิสิกส์ ก็เรียกว่าธาตุ เคมีเรียกว่าธาตุ ที่มี valence ต่างๆ ธาตุชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้ จะหยาบละเอียด ตั้งแต่ดิน ตั้งแต่น้ำ เหลวไปไหลมา ลม ยิ่งละเอียด ไม่มีแท่งก้อน ไฟหรืออุณหธาตุ ความร้อน ความเย็นต่างๆ ยิ่งละเอียดกว่าลม ความร้อนเป็นไฟ อุณหธาตุ ร้อนหรือเย็น ร้อนที่สุด คือพลังงานที่มีค่าของความเย็นน้อยที่สุด เย็นที่สุดคือ มีค่าของความร้อนน้อยที่สุด สภาวะอย่างนี้มันสัมผัสได้ เป็นความเย็นร้อน อ่อนแข็ง สัมผัสได้ ส่วนที่เป็นกายสัมผัสได้ ส่วนที่ไม่ใช่กาย เราสัมผัสไม่ได้ เช่น เราเอาปลายผมเรา ไปสัมผัส นี้ไม่ได้ ผมเราไม่ใช่กาย หรือเราเอาแต่ปลายเล็บไปสัมผัส เฉยๆ กายต้องมีจิตร่วมด้วย ต้องมีความรู้สึกร่วมด้วย หากไม่มีความรู้สึกร่วมด้วย สิ่งนั้นไม่ใช่กาย แต่คนทุกวันนี้เข้าใจว่ากายนี้คือ สิ่งที่ไม่มีความรู้สึก เป็นความผิดเพี้ยนไปจากสัจธรรมของพระพุทธเจ้า กาย คือสิ่งที่ต้องไม่มีความรู้สึก เป็นดินน้ำไฟลม หากมีความรู้สึกเข้าไปร่วม ไม่ใช่กาย อย่างนั้นเป็นความผิดเพี้ยนแล้ว ใน สติปัฏฐาน 4 กาย เวทนา จิต ธรรม คำว่ากาย หากเข้าใจผิดเพี้ยนแล้ว คำว่า เวทนา จิต ธรรม ก็ยิ่งผิดเพี้ยน ไม่มีทางบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ เพราะความรู้ตั้งแต่เบื้องต้น พยัญชนะคำว่ากาย ก็ผิดแล้ว เป็นต้น นี่คือศาสนาพุทธมันเสื่อม จนกระทั่งมันไม่มีผล ไม่มีมรรคผล ก็ได้ภาษาที่ไปแทนสภาวะนั้นผิด นี่คือสิ่งที่อาตมานำมากล่าวเกริ่น ก็จะขออ่านอันนี้ ที่คนฟังแล้ว ถ้าไม่ใช่เรื่องของตน ก็ผ่านไปเลย คนนี้เขาให้อาตมาอ่าน เพราะเขาคงสุดทางแล้ว _กราบนมัสการพ่อครูครับ พ่อครูครับช่วยเตือนลูกสาวท่านหน่อยครับ อยู่อโศกมามากกว่า30ปีแล้ว...ราคะ,ตัณหาไม่ลดละเลิกเลย...แถมยังทำปิดบัง ซ่อนเล้นโดยการบวชชีโกนหัวห่มขาว....ตามตื้อผมมาสิบกว่าปีแล้ว....ขนาดผมทำเป็นไปมีเมีย....แกก็หายไปพักใหญ่...ตอนนี้เริ่มกลับมาอีก...ผมคิดว่าแกคงจะคิดได้ จึงให้อภัย รับเป็นเพื่อนในเฟสในไลน์....ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงราวีผมหนักขึ้น....ผมจึงต้องบล็อค ทั้งไลน์ทั้งเฟส...แต่ในsmsผมไม่ได้บล็อค(บล็อคไม่เป็น)..พ่อครูช่วยบอกป้าแกหน่อยครับ"ป้าแก่แล้ว"อายุก็60กว่าแล้ว มากกว่าผมตั้ง10ปี...ผมจะไปกินหญ้าแห้งเหี่ยวเฉาทำไม? กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง จาก..คนจนพเนจร... พ่อครูว่า... ฟ้องมา ก็ไม่ขอตัดสิทธิ์ กระทบใคร ใครรู้ตัวก็เลิกเสีย อย่าไปทำหน้าแข็ง อะไรมากมายนัก ยิ่งเป็นผู้หญิง ยิ่งน่าอาย ไปแสดงความหน้าแข็ง มาที่ตะกร้า มีคำถาม … _ทำไมเวลาผู้หญิงกับผู้ชายมาอยู่ด้วยกันเขาถึงเรียกว่าสองต่อสอง แต่เวลาคู่ต่อสู้ต่อสู้กันเขาเรียกว่า 1 ต่อ 1 พ่อครูว่า... หลวงปู่แทบตอบไม่ไหว จนแต้มเลย ทำไม ผู้หญิงผู้ชายอยู่ด้วยกันแล้ว เรียกว่าสองต่อสอง ไม่ได้เรียกว่า หนึ่งต่อหนึ่ง มันเป็นสำนวนมันเป็นภาษาที่เรียก แล้วก็เข้าใจกัน ทำไม เพราะเขาใช้สำนวนนี้ กำหนดหมายให้รู้ถ้าผู้หญิงผู้ชายอยู่ด้วยกัน เรียกว่าสองต่อสองนะ ก็เข้าใจ แต่เวลา 2 คนตีกัน แต่ต่างก็ไม่มีคนช่วยฝ่ายไหนอีก เขาเรียกว่าหนึ่งต่อหนึ่ง ก็ถูก กำหนดหมายว่า ผู้ต่อสู้ตีกัน หากไม่มีคนอื่นมาช่วย ก็ต้อง 1 ต่อ 1 ถ้าฝ่ายใดมีคนช่วย ก็ไม่เรียกว่าหนึ่งต่อหนึ่ง เป็นหนึ่งต่อสอง 1 ต่อ 3 และ 1 ต่อ 10 นี่มันรุมกันนี่หว่า เขาก็มีสำนวนว่า หมาหมู่ คนมากรุมคนน้อย ก็เรียกว่าหมาหมู่ สรุปเป็น สำนวน idiom กำหนดหมายให้เข้าใจอย่างนั้นๆ เท่านั้นเอง
_เมื่อผู้อื่นทำผิดควรลงโทษหรือไม่ พ่อครูว่า... ก็ต้องลงโทษตามลำดับ มีเกณฑ์ในการลงโทษ ทำผิดมากก็ลงโทษมาก ทำผิดน้อยก็ลงโทษน้อย แม้แต่ตัวเองทำผิด ก็ต้องควรถูกลงโทษด้วย
_เมื่อผู้อื่นทำดีทำถูกควรให้รางวัลหรือไม่ พ่อครูว่า... ให้รางวัลมากมันจะเคยตัว ก็บอกได้ว่าทำดีแล้วล่ะ อย่างนี้เป็นต้น ให้รางวัลมันก็เหมือนติดสินบน มันจะเหมือนเดรัจฉาน เดรัจฉานนี้ เขาจะฝึกหัดสัตว์ เขาจะต้องมีรางวัลให้มัน เมื่อมันทำตามที่เขาสั่งเขา ก็ให้รางวัล ส่วนมากก็จะเป็นของกิน สัตว์นี่ให้เขากิน เขาก็ชอบใจ เอาของที่มันชอบใจมันก็ทำตาม เมื่อมันทำตาม ก็ได้กิน มันก็ต้องทำตามให้ได้ ถูกตามที่คนฝึก ระวังนะ คนที่ทำอะไร ทำความดี แล้วอยากได้รางวัล จะเหมือนกับสัตว์ สัตว์เขาจะต้องให้รางวัล เพราะฉะนั้นคนที่สูงแล้ว อย่าไปต้องการรางวัล ทำดีแล้ว ก็คือดี อย่าไปต้องการสิ่งตอบแทนเป็นรางวัลนะ จะได้สูงกว่าสัตว์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน พรหมวิหาร 4 _เพิ่มความเมตตาให้แก่ตัวเอง จิตของตัวเองอย่างไร พ่อครูว่า... ทำไมจิตตัวเองมีโหดร้ายเหรอ จึงต้องเติมเมตตา เมตตาแปลว่า ต้องการเห็นผู้อื่นเขาพ้นจากความตกยาก เห็นผู้อื่นเขาลำบาก เขาได้รับทุกข์ เห็นคนอื่นที่เขาควรได้รับการช่วยเหลือ เรียกว่าเมตตา มี 4 คำคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมตตา คือเห็นคนอื่นเขาน่าช่วยเหลือ ควรได้รับการช่วยเหลือ เรียกว่าเมตตา หรือเรียกสงสารก็เรียก หรือเวทนาก็เรียก น่าจะรับการช่วยเหลือ กรุณา เราก็ลงมือช่วย ก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive