610520_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ คนจนที่มีแบบ ตอน4.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข6 มิถุนายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

610520_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ คนจนที่มีแบบ ตอน4 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1mEFU2sPuK06ikzOkN9CZ4oTV70chFBvdzHbmkhl2q3k

ดูยูทิวป์ได้ที่… https://www.youtube.com/watch?v=Rh3YgaUJR2g

สมณะฟ้าไทว่า… วัน นี้ เป็นวันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก รายการวิถีอาริยธรรม สำหรับผู้ที่สนใจลดละกิเลส ให้เป็นพระอาริยะ ที่ราชธานีอโศก ก็มี ค่ายสัมมาอริยมรรคมีคนมาเข้าค่าย 23 คน เมื่อก่อนตอนอาตมาอายุ 20 กว่าปี มาที่สันติอโศก วันอาทิตย์ คนมาฟังธรรมกันแน่นขนัด เนื่องจากอโศก มีอยู่ที่กรุงเทพฯที่เดียว แต่เดี๋ยวนี้มีกลุ่มชุมชนหลายแห่ง เป็นชุมชนคนจน เป็นคนจนที่อุดมสมบูรณ์ แต่ไม่สิ้นไร้ไม้ตอก คนจนล้ำสมัย มี class มีวรรณะ เป็นคนชนชั้นสูง คนจนที่รู้ว่าจนเพราะอะไร จนเพื่ออะไร ที่มาจนคือจนเพื่อผู้อื่นจน แล้วก็ให้ผู้อื่น ที่จนเพราะว่าให้คนอื่น ถ้าไม่ให้คนอื่น ก็มีไว้กับตัวเองเยอะแยะ มากมาย เพราะเราเป็นคนขยัน ในวรรณะ 9 มีคุณสมบัติของคนยอดขยัน วิริยารัมภะ เราก็ได้ประโยชน์จากการฟังธรรมของพ่อครู แล้วนำมาเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง ให้ดียิ่งขึ้น อาศัยพ่อครู และหมู่กลุ่มคอยขัดเกลา คอยบอก คอยสอน ให้เราพัฒนาการขึ้นเป็นลำดับ เราก็ระลึกถึงท่านที่มีบุญคุณต่อเรา ในงานอโศกรำลึก เราควรจะมีกตัญญูกตเวทิตาต่อท่าน ที่ทำให้เราเจริญพัฒนาขึ้นมาได้ขนาดนี้ ถ้าเราไม่มีท่าน เราก็คงจะทุกข์อีกไม่ใช่น้อย

พ่อครูว่า... SMS วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 (พ่อครู : สมณะโพธิรักษ์)

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน พลังปรมาณูฤๅจะสู้พลังจิตวิญญาณ _3867... ไฟโลภะ โทสะ โมหะ ถ้ามีในหัวใจผู้นำ? แล้วแปรพลังในจิตวิญญาณ ที่มิใช่พลังบริสุทธิ์! แล้วโลกจะมีพลังเย็นที่ไหน มาดับภูเขาไฟให้

อ่านต่อ

สงบลงได้ทั้งเกาะ? เล่าหนอ? พ่อครูว่า... เขาเรียกศัพท์คำว่าไฟ แต่มันเป็นพลังงาน มีฤทธิ์ มีอำนาจ ที่จะสลายอะไร พลังงานที่จิตของเราสร้างได้ เป็นพลังงานอุณหธาตุ ที่เรียกว่าไฟ มันมีอำนาจ มันมีฤทธิ์ มีประสิทธิภาพที่จะสลาย อำนาจ พลังงานที่มันสามารถจัดการได้ ตามที่เราเจตนา ตามที่เราต้องการ มันมีอำนาจเพียงพอ มีฤทธิ์เพียงพอ มันก็จัดการไปได้ นี่เป็นความสามารถของมนุษย์ ที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ มนุษย์สามารถทำใจในใจ สามารถสร้างพลังงานของจิตใจของเรา ให้เป็นอย่างนี้ขึ้นมา ซึ่งพวกเรานี้ จะเข้าใจชัดเจนว่า มันเป็นไปได้ คนข้างนอกเขาไม่ได้ฝึกหัด เล่าเรียน ศึกษา มันก็ไม่รู้เรื่อง ฟังไปแล้ว ก็ฟังผ่านหู ไม่เข้าใจ เขาก็สร้างพลังงานหยาบ ตั้งแต่ภายนอก อย่างเก่งก็เป็นพลังงาน ที่เป็นพลังงานใช้งานได้ ทำได้อย่างเก่ง ก็เท่ากับปรมาณูที่ทำได้ เป็นพลังงานที่ละเอียด แต่สามารถจัดสรร จัดการให้มันเป็นพลังงานรวม มีฤทธิ์แรง ก็ทำได้ ไม่มีปัญหา เอาไปใช้ประโยชน์ทางโน้น หรือใช้แบบโง่ อวิชชา มันก็เป็นโทษ ไปใช้ประโยชน์ได้ ก็ใช้บ้าง ส่วนทางเรานี้ ก็เน้นมาทางนามธรรม มาทางจิตวิญญาณ ก็เป็นพลังงาน นัยเยี่ยงเดียวกัน แต่มันไม่ใช่อันเดียวกัน แล้วเราก็ทำได้ สามารถศึกษาฝึกฝน เอามาใช้งานได้ ใช้มากใช้น้อย เป็นประโยชน์จริง ของเราชัดๆอยู่จริง เราจึงได้ผลจากที่ได้ศึกษาฝึกตนนี้

_3867... สัคคกถาฤาละกามสุขโลกียะสู่โลกุตระฯ กามาทีนวกถา ฤาละหน่ายจากกาม หมดสิ้นความอยากฯ เนกขัมมานิสังสกถา ฤาเลิกหลงรวย ติดฟุ้งเฟ้อได้อานิสงส์จนพอเพียง ถือประหยัดแล้ว เผื่อแผ่ด้วยศก.คนจน! พ่อครูสอนลงตัวตรงวรรณะ9 เป๊ะ!

_อุดม สงวนตระการกุล : ภาพ เสียง ติดขัด

_ນາງເກດມະນີ ສູກສະຫວັນ ກາບນະມັດສະການພໍ່ຄູທານ່ສາມະນະທານ່ສິກຂະ ມາດຂ້ານອ້ຍຢາກມາກາບນະທີນີ້ແຕ່ຫັຍງມີວິບາກກັ້ນຈະພະຍາຍາມມາໃຫ້ໄດ້ກາບສາຖຸຫຼາຍໆ นางเกดมนี ภูสะหวัน ข้าน่อยอยากมากราบที่นี่ แต่ยังมีวิบากกรรม จะพยายามมาให้ได้ กราบสาธุหลายๆ (สมณะหนักแน่นแปล)

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน นายกฯแบบไหนที่น่าสนับสนุน _กรุงเทพโพลล์ ชี้ “บิ๊กตู่” คะแนนนิยมเพิ่ม-ผู้นำซื่อสัตย์กล้าตัดสินใจโดนใจคนไทย กรุงเทพโพลล์สำรวจ “นายกฯ แบบไหนโดนใจคนไทย” ต้องการผู้นำซื่อสัตย์ เด็ดขาดกล้าตัดสินใจ ล่าสุด “บิ๊กตู่” ประชาชนนิยมเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน 3 นโยบาย ประชานิยม ที่โดนใจ เรียงลำดับ รักษาฟรี - อุดหนุนเกษตรกร - ค่าครองชีพ - บัตรสวัสดิการ

วันนี้ (19 พ.ค.) กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดําเนินการสํารวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “นายกฯแบบไหนท่ี่โดนใจคนไทย” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชน จากทุกภูมิภาค ทั่วประเทศจํานวน 1,205 คน พบว่า

นโยบายประชานิยมที่โดนใจประชาชน ทำให้อยากเลือกเข้ามาเป็นนายกฯ มากที่สุด นโยบายรักษาฟรี ประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ร้อยละ 57.0) รองลงมาคือ นโยบายช่วยเกษตรกร อุดหนุนผลผลิตเกษตรกร (ร้อยละ 54.4) นโยบายสวัสดิการและค่าครองชีพ รายได้ (ร้อยละ 48.3) นโยบายช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากจน เช่น บัตรสวัสดิการการแห่งรัฐ (ร้อยละ 48.0) และ นโยบายเกี่ยวกับการปราบการทุจริตคอร์รัปชัน (ร้อยละ46.9)

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีแบบไหนที่อยากได้มาดำรงตำแหน่งคนต่อไป ส่วนใหญ่ร้อยละ 66.4 อยากให้เป็นผู้นำที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีประวัติคอร์รัปชัน รองลงมาร้อยละ 46.6 เป็นผู้นำที่มีความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจในการบริหารประเทศร้อยละ 45.9 เป็นผู้นำที่มีความสามารถสร้างสรรค์ผลงานเป็นที่ประจักษ์ หรือโครงการใหม่ๆ และร้อยละ 45.2 เป็นผู้นำที่มีความขยันทุ่มเทในการทำงานเพื่อประชาชน พ่อครูว่า... งานนี้โดยภูมิธรรม โดยปฏิภาณ ปัญญาอาตมามอง ก็มองว่าเราลำเอียง เข้าข้างบิ๊กตู่ไหม... ก็ไม่ ...ก็ดูกลางๆ แต่พฤติกรรมการงาน การกระทำบทบาท Activity ต่างๆ อันนี้สิ อาตมาพูดไปหลายๆที่ว่า อาตมาก็พอรู้จักนายก 28 คนที่ผ่านมา คนนี้คนที่ 29 อาตมาก็ใช้เครื่องมือ ความรู้ ภูมิธรรมของอาตมานี่แหละวัด ว่านายกฯตู่ มีคะแนนนำสูงกว่านายกฯคนอื่น อย่างชัดเจน ด้วยค่ารวม ก็เลยออกเสียงสนับสนุนไป ก็มีเสียงกลับมา พร้อมมือไม้มีส้นเท้ามาด้วย ก็ไม่เป็นไร เขาจะให้มาก็ตามความรู้สึกของตัวเอง เขาก็จริงใจ แล้วก็จะไปตีราคา ไปบังคับความรู้ ความเห็นของคนได้อย่างไร อาตมาก็ว่าไม่มีการโกรธเคืองคนเหล่านั้น อ่านจิตของตัวเองดู ไม่มีอาการโกรธแม้เล็กน้อย ก็ไม่มี มีเห็นแต่น่าสงสาร คำว่าสงสารคือ เห็นเขาวนเวียน สงสารแปลว่าหมุนเวียน จมในสังสารวัฏ โลกที่เขาจมอยู่ ความหมายของคำว่าสงสารนั้น ลึกซึ้ง หมายถึงเราเห็นเขาตกจมในวงวนอีกนาน นี่คือเห็นสงสารเขา และก็น่าสงสาร น่าเห็นใจ จะช่วยให้เข้าใจให้รู้จัก ช่วยให้รู้เท่าทัน มันก็ช่วยไม่ได้ บีบบี้เอาไม่ได้ ก็ได้แต่แสดงความจริงของเราออกไป เท่าที่เราจะมีกำลังความสามารถ จะแสดงทั้งรูปธรรมนามธรรม ผสมกันเป็นสังขารธรรม อาจเป็นดินน้ำไฟลม ปรุงแต่งรูปร่างอย่างนั้นเลย ที่อาตมามีความรู้ จิตนิยาม พีชนิยาม อุตุนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ก็สรุปผลว่า มีอัตราการก้าวหน้า ส่วนเสียหาย บกพร่อง ก็มี ภาวะตอบโต้มา ก็มี แต่บางไม่หนักหนาอะไรหรอก เรายังสามารถแสดงออก อาตมาแสดงออกไม่น้อย แรงพอได้ แต่ภาวะตอบโต้มานี้ ทำให้เห็นว่า อาตมาก้าวหน้า ได้ประโยชน์ ถึงเห็นว่า เราก็ทำสิ มันไม่ควรจะยับยั้ง หยุดยั้งอะไรหรอก ได้ค่าบวก เพิ่มขึ้น ค่าลบลดลงๆ จนกระทั่งบวก เรายังไม่อยากให้คะแนนตัวเองถึงขั้นคูณ ความจริงมันจะเป็นขั้นคูณหรือไม่ก็ ไม่มีปัญหา มันยังมีอัตราการก้าวหน้า เพราะฉะนั้นก็มีกำลังใจ มีความจริง มีกำลังวังชา มีความพอใจเต็มใจ เหนื่อยก็ไม่ว่า จะต้องทำงานหนักขึ้นไปอีก เราทำจริงเต็มที่ ก็พยายามสร้างสังขารตัวเอง บูรณาการสังขารตัวเอง พยายามที่จะเป็นการพิสูจน์สัมประสิทธิ์ Coefficient ของตัวเอง ถ้าอาตมาพยายามทำต่อไปแล้วผลของสูตร E=C(mc 2 +A) ถ้าพลังงานสูตรนี้จริง ในอนาคต ถ้าเผื่อว่าองค์กร nobel prize ไม่เลิก อาจจะให้รางวัลโนเบลไพรส์ อาตมาก็ได้ เขาจะเข้าใจในอีก 20 30 ปีถัดไป เป็นสูตรสำคัญเหมือน E=mc 2 ของไอน์สไตน์ แต่ตอนนี้ เขายังไม่รู้ถึงประสิทธิภาพของมัน ก็ช่วยไม่ได้หรอก แม้เขาจะให้เชิญอาตมาไปรับ ก็ไม่ไป จะเอามาให้ ก็เอามาให้ที่นี่ ขอขอบคุณไม่ได้ปฏิเสธ แต่จะให้เดินทางไปรับ มันไม่ไปหรอก มันเมื่อย อยากให้ก็เอามาให้เอง นี่บอกไปก่อนนะ หรือจะส่งมาให้ผ่านแจ็คหม่าก็ได้ ขอให้ไม่ให้แล้ว ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้พูดเล่น เราก็ใช้เวลาทำดีต่อไป หากเขาเข้าใจ ยอมรับก็ดีแล้ว เขาไม่พอใจ เราก็ทำต่อไป ดูว่า เขาถูกเราผิด เราก็แก้ไข หากเราตรวจแล้ว ไม่ลำเอียง เราผิดจริงๆ ก็แก้ไข แต่หากตรวจแล้ว เราไม่ผิด จริงๆเลย ก็ว่าไป คนที่ทำงานกับมนุษยชาติอย่างซื่อสัตย์ กล้าหาญ มีความอุตสาหะวิริยะ มีความขยันหมั่นเพียร อาตมาว่านายกรัฐมนตรีไทย 29 คนนี้ ใครที่จะมาช่วยกัน คนละไม้คนละมือ ทุกวัน ประกาศว่าทำอันนั้นอันนี้ ประกาศอยู่ทุกวัน นายกฯคนไหน มี 29 คน ที่มีนี้ ก็คนนี้แหละทำ ก็มีคนนี้แหละ และที่ประกาศมา คุณก็วิเคราะห์ต่อได้ว่า มันดีหรือไม่ดี มันดูมีท่าอยู่นะ แล้วทำไหม? ก็ทำอยู่นะ ได้ผลไหม ก็มีผลอยู่แน่นอน มันคงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันได้ เพราะฉะนั้นถ้าคิดองค์รวมของการทำงานแล้ว ไม่ต้องมาว่าก็ใช้ปัญญาของอาตมาอย่างนี้ ขนาดนี้ไป ที่จะไม่เห็นด้วย ก็ไปบังคับเขาไม่ได้ ไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไร

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน อุตุ พีชะ จิต ความเจริญอย่างเป็นลำดับ พ่อครูว่า... อาตมารู้สึกสนุกกับการทำงาน เพราะทำงาน และมันดี มันได้ผลดี มันเห็นผู้คน แม้แต่ผู้คนมายิ้มแย้ม แจ่มใส ร่าเริงเบิกบาน มาได้รับประโยชน์ ลดความเป็นโทษภัย แทนที่จะเอาเวลาไปเสียหาย แต่มาอยู่กับพวกเรา มาซึมซับกับพวกเรา ยินดีปรีดา ร่าเริง มันก็ดีแล้ว ดีกว่าใช้เวลาความคิด ความอ่าน การกระทำ ไปในทางเบียดเบียน เอาเปรียบเอารัด หรือไปหาทางสร้างความรุนแรง เลวร้ายอะไรขึ้นมา มาทางนี้ดีกว่า ได้มากหรือได้น้อย ก็แล้วแต่ อาตมาก็ใช้เวลา ความรู้ของอาตมา ประมวลเป็นองค์ประกอบ ในการให้คนที่มาที่นี้ ได้รับประโยชน์ ได้รับความรู้ ทำขึ้นมา คนก็ได้ใช้สอย เอาประโยชน์ แม้แต่เด็กๆเล็กๆ เขาก็มาอย่างเบิกบาน ดีกว่าจะไปอยู่กับเทคโนโลยี กดๆ มันมีรูปแบบ รูปธรรม เป็นองค์ประกอบ เท่าที่อาตมาสามารถทำได้ มันก็ดูดี ตอนนี้ก็ ทุกอย่างในด้านการสร้างสรร ในด้านการผลิต เราผลิต เน้นไปในเรื่องของ อาหาร การกิน บริโภค มากกว่าอุปโภค(เครื่องใช้) ผลิตเครื่องกิน เราถนัดเครื่องกินมากกว่าเครื่องใช้ เครื่องใช้อุตสาหกรรม เรายังไม่เก่ง เราเก่งกสิกรรม อันนี้อาตมาเห็นสอดคล้องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงว่า เราเก่งทางด้านกสิกรรม ไม่ได้เก่งทางด้านอุตสาหกรรม เก่งแบบอุตสาหกรรมนั้น มันถอยหลัง ไปไกล โลกมันอุดมสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นธรรมชาติ ก็สร้างพืชพันธุ์ ธัญญาหาร ด้วยตัวมันเอง มาให้แก่โลกแก่มนุษยชาติ แก่สัตว์โลก ส่วนอุตสาหกรรมนั้น ธรรมชาติไม่สร้างให้มันหรอก ต้องเป็นมนุษย์สร้าง แต่มนุษย์ทุกวันนี้ สร้างอุตสาหกรรม แล้วมันบอกว่าเจริญ ก็เลยทำให้เยอะ มีความรุนแรง มันมีประโยชน์มาก ก็จริง แต่ประโยชน์เรื่องของอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไม้สอย มันพอใช้แล้ว ยังดีที่โลกยังอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ ธัญญาหาร พีชธาตุ มันยังสามารถที่จะเติบโต ทันให้คนกินใช้สอย หากแรงงาน ทรัพยากร ของอุตสาหกรรม เอาไปใช้มาก เครื่องใช้อาวุธ เทคโนโลยีอุตสาหกรรม เอามาใช้ประโยชน์มาก คนจะทยอยตาย คนจะทำร้ายกันด้วยอุตสาหกรรม เป็นเครื่องมือในการฆ่าคน เพราะมันกินไม่ได้ อุตสาหกรรมไม่สามารถยังให้สังขาร ร่างกาย เจริญงอกงามได้ เพราะมันสังเคราะห์ไม่ได้ ต้นธาตุของพีชธาตุ อุตสาหกรรมใช้อุตุธาตุ แม้ถึงขนาดสร้างหุ่นยนต์ได้ ก็พยายามให้พลังงานหุ่นยนต์เก่ง เท่าพลังงานจิตวิญญาณ ซึ่งมันไม่ง่ายหรอก ไม่ง่ายจริงๆ ขอยืนยันว่า ไม่ง่ายเด็ดขาด อาตมาเข้าใจด้วยภูมิปัญญาว่า จะเปลี่ยนอุตุธาตุ ให้มาเป็นจิตธาตุนี้ยาก แต่ต้องเปลี่ยนมาเป็นพีชธาตุ ขั้นกลางก่อน นี้ยังยาก จะให้หุ่นยนต์มาเป็นแบบพืช มีสังขารมีสัญญา กำหนดรู้ และปรุงแต่งเอง ยังไม่ได้เลย หุ่นยนต์ยังทำไม่ได้ มันยังต้องอาศัยรหัสอาศัยพลังงาน ที่คนป้อนไว้ หมดพลังงาน มันก็ไม่ทำต่อแล้ว มันเติมเองก็ไม่เป็นอีก มันสร้างพลังงานเองไม่ได้ จะสังขารปรุงแต่งก็ไปตามรหัส circuit ของหุ่นเท่านั้นเอง ทำไปเกินกว่า circuit นี้ไม่ได้ คนเขายังไม่เชื่อ คิดว่าจะได้อยู่ ก็พยายามพิสูจน์กัน การที่จะข้ามขีด ของอุตุ มาผ่านเป็นพีชะ จึงเรียกว่าเป็นความเรียงลำดับ อันน่าอัศจรรย์ หากจะข้ามจากอุตุ มาเป็นจิตนิยามนี้ เมินเสียเถิด อย่างคิดถึง พีชะมันทำใจในใจไม่เป็น ผัสสะมันรับในตัวมันเอง ผัสสะมันเอาข้างนอกมาใช้ไม่เป็น แค่นั้นเองความสามารถ ยิ่งเจตนาของมันก็สั้น ก็แคบ มันไม่ออกนอกจาก cyclic ของมัน แวดวงของมัน พีชะ ประสิทธิภาพ พลังงานมันออกไปภายนอกอาละวาดภายนอกไม่ได้ ก็อย่างเก่งก็ออกไปหา 4 ตัว 3 กำลังสร้าง 4 กว่าจะมาเป็น 5 6 ก็เป็นแนวระนาบ 6 ก็เดินทางโค้งไม่ได้ ก็ได้แต่ระนาบ เป็นมิติ แค่นี้ 3 มิติ ไม่ออก 4 มิติ ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า สี่เหลี่ยมจัตุรัส อย่างเก่ง ก็มาเป็นวงรีอีก ผู้ที่มีปัญญาจัดความ chaos ให้เจริญเป็นลำดับ อันนี้เป็นความเจริญ เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ พูดถึงตรงนี้นึกถึง ดอกเตอร์เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ หรือ ดอกเตอร์ยุค ศรีอาริยะ

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน พ่อครูเชื่อมั่น และให้โอกาสจิตวิญญาณคนไทย พ่อครูว่า... สรุปว่า ตอนนี้ อาตมาก็ดูวิเคราะห์รวบรวม รวบรวมได้ว่า ราคาของพลเอกประยุทธ์ อาตมายังให้คะแนน เขาให้คะแนนกัน 40 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ อาตมาให้ 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ นายกฯประยุทธ์ที่ทำงานอยู่ตอนนี้ คืออาตมาดูแล้ว ฉลาดที่จะหาคนมาทำงานร่วม ฉลาดที่จะคิดโครงการ คิดแผน และวิธีทำ และร่างแผน ลงมือทำ มีคนมาสนับสนุน มีทำไม่ขาดสาย ซึ่งเราก็รู้ต้นทุนว่า เมืองไทยนั่นแหละ ที่มาตั้งแต่ 80 กว่าปี ปู้ยี่ปู้ยำกันมาหนัก ถ้าเป็นคน ก็เหลือแต่ผง ก็อย่าเพิ่งตัดเวลา ตัดรอนเลย เปิดโอกาสให้กันบ้าง ตาม roadmap แล้วมันจะเป็นไปเอง อาตมาเชื่อมั่นในมนุษยชาติแต่ละคน ที่เป็นประชากรของประเทศ คนไทย จิตวิญญาณที่มีในอนุสัยของคนไทยเป็นโลกุตระ อนุสัย มีทั้งโลกียะ และโลกุตระ เป็นอนุสัยที่ลึก แต่ของคนไทยถูกดึงขึ้นมา แล้วมันก็มีความจริง ความจริงที่มี คือคนไทยมีอนุสัยลึก มีโลกุตระฝังมา มีเชื้อ DNA สืบทอดอันนี้มา DNA เก่าแก่ของแต่ละตระกูลไทย มันก็ยังมีจริงๆ มันจึงออกมา เพราะอะไร เพราะการสอนโลกุตระ ก็อาตมาสอนอยู่คนเดียว คนไทยไม่มีแล้ว มันไม่ได้จากอาตมา มันได้จากของเก่า อาตมาไม่ได้ขี้ตู่นะ ว่าประชาชนคนไทยได้จากอาตมา ไม่ใช่ อาตมาไม่ตู่เอาหรอก มันเป็นธาตุเดิมของคนไทย พอในหลวงสวรรคต ก็เห็นของในหลวงได้ อาตมาก็ดีใจแล้วอุ่นใจแล้ว ก็ถึงบอกว่าเอาเถอะ คุณเห็นของในหลวง เห็นให้ดี เห็นให้เต็มเลย เท่านี้ก็พอใจแล้ว สันโดษแล้ว สรุปลงตรงนี้ การเมืองจึงไม่ต้องไปดูไบ แต่ดูไป อยู่ในเมืองไทยนี้แหละ จะเกิดแล้ว ก็เป็นไปตามควร

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 4 พ่อครูว่า... มาสู่หนังสือคนจนที่มีแบบ (14) ชาวพุทธรวมพลังต่อยอด “ความจน” ให้เจริญวิเศษ จึงทำให้เกิดสังคมที่ต่างก็มีลาภโดยสุจริต เป็นธรรม(ลาภธัมมิกา) แล้วนำมารวมกัน กินใช้อาศัยบริโภคร่วมกันในการดำเนินชีวิต เป็น“สาธารณโภคี” รวมทุกคน ทั้งสังคม ชุมชน ทั้งกว้าง ทั้งลึก เป็นเครือแห(ยิ่งกว่าเครือข่าย Pyramidal web) อันเป็นเศรษฐกิจขั้นเยี่ยมยอด เจริญสูงยิ่ง ได้สุดกว่าเศรษฐกิจแบบใดๆ เท่าที่มนุษยชาติสามารถทำได้ในโลก! สังคมคนหมู่ใด ประเทศใด ที่เป็นสังคมเศรษฐกิจ ขั้น“สาธารณโภคี” สังคมนั้นจึงเป็นตัวอย่างให้สังคมมนุษย์ เผด็จการ ทุนนิยม แม้แต่ประชาธิปไตย และให้คอมมูนิสต์ เรียนรู้ และต้องศึกษาอย่างลึกล้ำ สำคัญยิ่งยวด

(15) “สาธารณโภคี” คือระบบสังคมที่มีเศรษฐกิจดีสูงสุด เฉพาะอย่างยิ่ง ประชาธิปไตย หรือคอมมูนิสต์ นั่นแหละ แม้แต่เผด็จการ ถ้ามีสังคม ชุมชน หมู่บ้านใด อยู่กันอย่าง“สาธารณโภคี”ได้จริง สังคมชุมชนนั้น เป็นสุดยอดแห่งประชาธิปไตย ยอดสุดแห่งคอมมูนิสต์ สุดยอดแม้เผด็จการ เพราะไม่มีระบบสังคมแบบไหน ตรงตามเป้าสำคัญสูงสุด ดีเท่า“สาธารณโภคี”อีกแล้ว “สาธารณโภคี” ทำให้การเป็นอยู่ หรือระบบการปกครอง มี“ผลดี” แก่สังคมมนุษย์ดีสุด เพราะ“สาธารณโภคี” เป็นสังคมที่คนแต่ละคนในสังคม ชุมชนนี้ ทำงานฟรี อยู่ในสังคม“สาธารณโภคี”นี้แล้ว แรงงานก็ดี ผลผลิตก็ดี ทุกคนยกให้ส่วนกลางหมด จึงเท่ากับคนในสังคมนี้ เสียภาษีให้ส่วนกลาง 100 % การบริหารปกครองประเทศนั้น ต้องการได้ภาษีจากประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้มากนั่นแหละ มาให้แก่ส่วนกลาง(สาธารณะ) หรือให้แก่รัฐ ที่เป็นจุดหมายสำคัญหลักของระบบเศรษฐกิจ การเมือง ทุกระบบ แล้วเชื่อมั่นกันว่า ผู้บริหารจะได้จัดการทรัพย์สินส่วนกลางนั้น สะพัด หรือเฉลี่ยออกไป สู่ให้คนทั้งสังคม ได้มีอยู่มีกินทั่วถึงกันสงบสุข ไม่เดือดร้อน ไม่ก่อความวุ่นวาย

(16) “สาธารณโภคี”คือระบบสังคมที่มีอิสระสูงสุด ซึ่งนัยะสำคัญยิ่งๆ ของความเป็น“สาธารณโภคี”นั้น ผู้จะเข้าไปอยู่ในสังคม “สาธารณโภคี”นี้ ต้องพอใจยินดี เต็มใจเป็นคนส่วนกลาง ยกแรงงาน ยกรายได้ ยกผลผลิต ที่ต่างคนต่างอุตสาหะ พากเพียร ขวนขวาย ลงมือลงแรงทำ หรือช่วยกันทำขึ้นในสังคม ได้เท่าไหร่ ก็ให้ส่วนกลางทั้งหมด ไม่เอามาเป็นของส่วนตน โดยทุกคนมีอิสระเสรีเต็มที่ แต่สมัครใจเอง ไม่ได้ถูกบังคับกดขี่ เหมือนระบบคอมมูนิสต์ หรือเหมือนระบบประชาธิปไตย โดยเฉพาะยิ่งเผด็จการ ยิ่งไม่ใช่ใหญ่เลย ทุกคนยินดีพอใจระบบนี้ เป็น“ความอิสระ”ของทุกคน ที่สมัครใจ จะเข้ามาอยู่ในระบบ“สาธารณโภคี”นี้เอง คนที่ไม่มี“ปัญญา”จะ“ไม่ยินดี”มาเป็น“คนจน” คนที่มี“ปัญญา”จริงๆจึงจะยินดีมาเป็น“คนจน” ดังนั้น ระบบ“สาธารณโภคี”จะเกิดได้ก็ต้องมี“คน”หมู่หนึ่ง ประชากรจำนวนหนึ่ง ที่มีความยินดีในระบบดังกล่าวนี้ รวมตัวกันขึ้นมา แล้วก็ทำอย่างนี้กันได้ อย่างเป็นจริง ยืนยัน เพราะสังคม“สาธารณโภคี”นั้น คนที่จะเอาชีวิตมาอยู่แบบ“สาธารณโภคี” ก็เป็นเรื่องของความเข้าใจอย่างดี และด้วยความสมัครใจ ของคนที่จะเข้ามาอยู่ในสังคมแบบนี้เอง เป็น“ความอิสระ”เต็มที่ ของตนเอง ทั้งนั้นทุกคน แม้ตนจะยังมีกิเลสอยู่ แต่มี“ปัญญา”เข้าใจ และเชื่อมั่น ของตนจริงๆ จึงเต็มใจตั้งใจมาเป็น“คนจน”เอง “อิสระ”แท้ๆ

(17) สาธารณโภคีคือ ระบบ“คนจน” ที่ไม่มีของตัวของตน นั่นคือ “สาธารณโภคี”นี้ตนเต็มใจเป็น“คนจน”เอง ด้วย“ปัญญา” ซึ่งเป็นความรู้ขั้นโลกุตระ ยินดีที่จะลงแรงมาก ทำงานหนักแท้ๆ ปานใดๆ ก็ไม่เอาค่าแรง ไม่เอาผลผลิตนั้น มาเป็นของตน ไม่แบ่งเอาอะไรเป็นของตนเลย เป็นคนไม่สะสมทรัพย์สิน เป็นของตนแต่ยอดยิ่งขยัน(อปจยะแต่วิริยารัมภะ) ยินดีพอใจกับการมีน้อย(อัปปิจฉะ) สงบกายสบายใจ(ปวิเวกะ) เพราะเป็นคน“ไม่มีสวรรค์(อสังสัคคะ)” “นรก”จึงเกิดในคนผู้นี้ไม่ได้ เพราะคนผู้นี้“ไม่สะสมภพ-ชาติ”(อปจยะ) จึงไม่มี“ภพนรก-ภพสวรรค์” ขึ้นในจิตใจ ที่เจริญ“ปัญญา”แล้วจริง เพราะไม่ต้องการเป็น“คนรวย”(อัปปิจฉะ) จึงสมัครใจเป็น“คนมักน้อย”(อัปปิจฉะ) เต็มใจตั้งใจเป็นคน“กล้าจน, เอาเป็นของตนน้อยๆ ไม่มีของตนมาก”(อัปปิจฉะ) ด้วยปัญญาตน มีน้อยก็พอเพียง พอใจ ใจพอ(สันตุฏฐิ) เต็มปัญญา ไม่ริษยาใครที่เขามีมาก ใจสงบ(ปวิเวกะ)ครบปัญญา เป็นคนหมดสวรรค์ จึงหมดนรกไปด้วย(อสังสัคคะ) ผู้หมดสวรรค์ หมดนรก สำเร็จ เป็นจริง นี้แล ที่เป็น“คนผู้ไม่มีตัวไม่มีตนหมดของตัวของตน”แท้ “จิต”มีคุณสมบัติ“เฉยๆ-กลางๆ”คือ จิตมีอยู่ แต่มี“ความรู้สึกกลางๆ เฉยๆ คือ อุเบกขาเวทนา”(ยังไม่สูญ) ชี้ที่“เวทนา”ไม่สุข-ไม่ทุกข์ ; ไม่มีสวรรค์-ไม่มีนรก เพราะจิตไม่ยึดเอาอะไรเป็น“ของตัวของตน”แล้ว ฉะนี้คือ ผู้หลุดพ้น ผู้“ไม่มีความมีของตัวของตน” นรก กับ สวรรค์ เป็นเหรียญอันเดียวกัน คุณมีอีกข้างหนึ่ง ก็ต้องมีอีกข้างหนึ่ง ไม่มีอีกข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งก็ไม่มี มันคู่กัน มันเป็นเมถุน เป็นของคู่ อันนี้เป็นของเดี่ยว เข้าใจความเป็นของคู่ กับของเดี่ยวนี้ให้ได้ ของเดี่ยวนี้ มันสูญ มันว่างเปล่า มันมีขึ้นมาเมื่อใด มันก็เป็นคู่กับไม่มี เพราะฉะนั้นใช้พยัญชนะเท่านั้น ว่าไม่มี ความจริงมีอะไร มี “สูญ” มีอะไร มี “ไม่มี”

(18) “เป็นกลาง”ในที่นี้ต้อง“กำหนดหมาย(สัญญา)”ให้ถูก “ความเป็นกลาง”ในที่นี้ตามปรมัตถสัจจะ เจาะจงลงไปมุ่งเอา “เวทนา(ความรู้สึกหรืออารมณ์)” ต่างหาก “เป็นกลาง” ไม่ใช่“ปฏิปทา”เลย แปลว่า“ทางสายกลาง”ยิ่งผิด “มัชฌิมา”แท้จริงตามคำตรัสของพระพุทธเจ้านั้นคือ “จิต-เจตสิก”ที่เจาะลึก ละเอียดลงไปอีก ได้แก่“เวทนา”เป็น“ความรู้สึก หรืออารมณ์”แท้ๆ ต่างหาก ที่“เป็นกลาง” อารมณ์กลางๆ เฉยๆ ไม่สุข-ไม่ทุกข์ มันว่างจากอารมณ์ที่มันชอบ หรือมันชัง มันไม่ผลัก หรือมันไม่ดูด มันไม่ไป“ข้าง(อันตา)”ไหนเลย คือ มันไม่มี“ข้าง” ไม่มี“อันตา(คือ ไม่มีข้าง,ส่วน,ปลาย,ฝ่าย,ด้าน,โต่ง,เหลื่อม)”ไปฝ่ายใดเลย ความรู้สึก ต่างหาก ที่มันอยู่“กลางๆ” ไม่มีนรก-ไม่มีสวรรค์ ไม่มีเรา-ไม่มีเขา ..ซึ่งไม่ใช่ไปหมายเอา“วิธีปฏิบัติหรือทางปฏิบัติ” และ“ทาง”(วิถี ใครจะเรียกว่า“สาย”ก็ไม่ว่า) หรือ“วิธีปฏิบัติ” ที่ภาษาบาลีว่า“ปฏิปทา”นั้น ก็ให้สำคัญมั่นหมายกันที่ “ทิฏฐิ”ต่างหาก ที่ต้อง“สัมมาทิฏฐิ”ให้ดี นั่นคือ ทำ“ความเห็นให้ถูกต้อง ตรงกับวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงสอน” ไม่ใช่ไปหลงงมอยู่ที่“กลางๆ” หรือ“ความเป็นกลาง”หรือ“ทางสายกลาง” หรือมัวแต่ไปเดินเป็น“สาย”ให้อยู่“กลางทาง”ให้ได้ “เวทนาหรือจิต”ต่างหาก ที่ต้องทำให้“เป็นกลาง” ให้เป็น“มัชฌิมา” คือให้เป็น“อุเบกขา หรือไม่ทุกข์ ไม่สุข”นั่นเอง หมายเอา“ความรู้สึก”แท้ๆ ที่ให้“เป็นกลาง” ไม่ใช่ทำ“วิธีปฏิบัติ”ให้“เป็นกลาง” และไม่ใช่ให้ทำ“เวทนา”ไปเป็น“ความตรงทาง” “วิธีปฏิบัติ หรือทางปฏิบัติ”นั้นต่างหาก ที่ท่านให้ทำ“ความตรงทาง” ต้องทำ“ทางปฏิบัติ”ให้“ตรง”ให้“ถูกทาง” คือ“สัมมา” มิใช่ไปทำ“วิธีปฏิบัติ”ให้“เป็นกลาง”คือ“มัชฌิมา” “ปฏิปทา”คือ“วิธีปฏิบัติ” พระบรมศาสดาทรงให้“ทำทิฏฐิ” คือ“ความเข้าใจ”หรือความเห็นให้ถูกตรง คือต้อง“สัมมาทิฏฐิ” ซึ่งมันไม่ใช่“ความเป็นกลาง ของความรู้สึก หรืออารมณ์” ที่บาลีว่า“เวทนา”เลย อย่าสับสน ไขว้เขว เป็นอันขาด พ่อครูว่า... หนังสือเล่มนี้ออกไป น่าจะเปิดศักราชใหม่ ของอะไรหลายอย่าง

(19) แยก“จิต”แยก“วิธีปฏิบัติ”ให้ถูก มิฉะนั้น“วิปลาส” แยก“ความรู้สึก,อารมณ์”ที่บาลีว่า“เวทนา”นั้นมันแตกต่างกัน กับคำว่า“ความเข้าใจ”ที่บาลีว่า“ทิฏฐิ”ให้ชัดๆ ยิ่งเป็น“ความรู้สึกหรืออารมณ์(เวทนา)” กับ “วิธีปฏิบัติ(ปฏิปทา)” มันยิ่งแตกต่างแยกไปคนละชิ้น คนละอันกันเลย “ปฏิปทา”นั้นคือ“ทางปฏิบัติ หรือวิถีทางประพฤติ” เป็น“เหตุ” ที่พาไปสู่“ผล”ได้สำเร็จ จึงมี“ความรู้สึกเป็นกลาง” ซึ่งบาลีว่า “มัชฌิมา” อันหนึ่ง“เหตุ” แต่อีกอันนั้นมัน“ผล” “ผล”ที่มี“ความเป็นกลาง” มิใช่หมายเอาแค่“ปฏิปทา” แต่“ปฏิปทา”หรือ“ทางปฏิบัติ”นั้นมันเรื่องของ“การทำ” ซึ่งต้อง“สัมมาทิฏฐิ”ก่อน “ปฏิปทา”เป็น“เหตุ”ยังไม่ใช่“ผล” “มัชฌิมา”ต่างหากเป็น“ผล”คือเกิดอาการ“ความรู้สึกเป็นกลาง” ที่เกิดจาก“เหตุ”อันตนปฏิบัติ กำหนดกันให้ชัดๆ “ทิฏฐิ”ต้อง“สัมมา(ถูกตรง)”ก่อน แล้วจึงจะ“ปฏิบัติ”ให้ถูกตาม“ทิฏฐิ”นั้น “ผล”ที่เกิด“ความเป็นกลาง”จึงจะมีจริงได้ แม้แต่มี“สัมมาทิฏฐิ”แท้ๆมาก่อนแล้ว แต่ถ้าแม้น “ปฏิบัติ”ไม่”สัมมา”คือ ไม่ถูกต้องตรงตามความเข้าใจ กลับ “ปฏิบัติ”ผิดไป ไม่ถูกต้องตรงตามที่เข้าใจ มันก็“มิจฉาปฏิบัติ” เพราะประพฤติไม่ตรง ก็ไม่มี“ผล”ถูกต้อง สำเร็จ เป็น“จริง”ได้

(20) “ทิฏฐิวิปลาส”จึงมี“สัญญาวิปลาส”แล้ว“จิตวิปลาส” “ทิฏฐิ”จึงมาก่อน แล้วปฏิบัติตาม“สัมมาทิฏฐิ”นั้น จนกระทั่ง“จิต”ต่างหาก ที่สำเร็จเป็น“กลาง(มัชฌิมา)” ซึ่งจะไม่ใช่ไปหมายเอา“ปฏิปทา(วิธีปฏิบัติหรือทางหรือวิถี)”โน่น ที่เป็น“กลาง”ซ้ำไปแปลว่า“ทางสายกลาง” ให้เขวไปว่า “ทางหรือวิถีปฏิบัติ”ที่เป็น“กลาง”เสียเอง มันก็เลยหลงเข้าใจผิดกันไปว่า “มัชฌิมาปฏิปทา”หมายเอาแต่“ทางเดิน”หรือ“วิธีปฏิบัติ”เท่านั้น ที่เป็น“กลาง” ไม่มีอะไรเกี่ยวกับ“จิต,เวทนา”แล้วไปอธิบายกันว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ “ทางสายกลาง” คนก็กำหนดหมายเอาแค่“ทาง”เท่านั้น ที่เป็น“กลาง” ก็เลยไม่ไปถึง“จิต”หรือ“เวทนา”กันสักที หลงเพี้ยนไปอธิบายกันอยู่ แต่กับ“ทาง”ว่าเป็น“กลาง” ก็ยึดกันได้แค่“ทาง”เท่านั้น งมง่วน วนวุ่น อยู่กับ“ทาง”กับ“สายแห่งทาง”กันอยู่แค่นั้น ไม่ถึง“จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน